หยุดเอกชนผูกขาดพลังงาน! พีระพันธุ์-อรรถวิชช์-รสนา ประสานเสียง ชงยุบ กกพ. ควบรวม กพช. ดัน กฟผ. ผลิตไฟเกิน 50%

‘พีระพันธุ์ - อรรถวิชช์ - รสนา’ ประสานเสียงชงยุบ ‘กกพ.’ ควบรวม ‘กพช.’ หยุด ‘เอกชนผูกขาด’ ดัน ‘กฟผ.’ ผลิตไฟเกิน 50% เติมรายได้รัฐ ลดภาระประชาชน
วันที่ 5 กันยายน 2569 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรมว.พลังงาน ร่วมเวทีสัมมนา “ปรับบทบาท กกพ.เสริม กฟผ. เติมรายได้รัฐ ลดรายจ่ายประชาชน” จัดโดยคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร โดยมีนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการฯ คนที่ 3 และน.ส.รสนา โตสิตระกูล ประธานอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงานและสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค ร่วมเสวนา
นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ปัญหาโครงสร้างพลังงานไม่ได้กระทบแค่ค่าไฟ แต่เชื่อมโยงถึงเศรษฐกิจครัวเรือน ระบบการเงิน การคลัง และเศรษฐกิจประเทศ หากลดต้นทุนพลังงานได้ จะช่วยเพิ่มเงินหมุนเวียนในระบบ จึงเสนอให้สังคายนาระบบกำกับดูแลพลังงาน ทั้งไฟฟ้า ก๊าซ และน้ำมัน โดยรวมองค์กรกำกับเหลือ 1 แห่ง พร้อมให้อำนาจเพียงพอในการกำกับดูแล นอกจากนี้ ตนขิเสนอปรับโครงสร้างกฎหมายการไฟฟ้าที่ปัจจุบันเกี่ยวข้อง 3 ฉบับ และทบทวนการแยกบทบาทระหว่างคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) กับ กกพ. เพื่อให้การบริหารจัดการและงบประมาณมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นายพีระพันธุ์ กล่าวอีกว่า สำหรับ กฟผ. ตนเห็นว่าต้องกลับมาเป็นหน่วยงานหลักด้านการผลิตไฟฟ้า เพราะการลดสัดส่วนการผลิตต่ำกว่า 50% ทำให้ไฟฟ้าต้นทุนต่ำในระบบลดลง และเพิ่มการพึ่งพาเอกชน จึงเสนอให้รวม 3 การไฟฟ้าเข้าด้วยกันเพื่อลดต้นทุนบริหาร และกำหนดในกฎหมายให้ กฟผ. ผลิตไฟฟ้าเพื่อบริการประชาชนไม่น้อยกว่า 50% ของประเทศ
นอกจากนี้ ตนขอเสนอปลดล็อกโซลาร์เสรี เปิดทางให้ประชาชนผลิตไฟใช้เอง ลดภาระค่าไฟครัวเรือน โดยมองว่าความมั่นคงด้านพลังงานไม่ควรหมายถึงเพียงการป้องกันไฟดับ แต่ต้องทำให้ประชาชนผลิตและใช้ไฟได้ด้วยตัวเอง เช่นเดียวกลับพลังงานหมุนเวียน เสนอให้เร่งพัฒนาระบบพลังน้ำสูบกลับ หรือ Pumped Storage เพื่อกักเก็บพลังงานและผลิตไฟฟ้าได้ทั้งกลางวันและกลางคืน โดย กฟผ. มีตัวอย่างที่เขื่อนลำตะคองแล้ว และควรนำแนวทางนี้มาใช้ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP) มากขึ้น

ด้านนายอรรถวิชช์ กล่าวว่า โครงสร้างพลังงานไทยยังแยกส่วน โดย กฟผ. อยู่ภายใต้กระทรวงพลังงาน ขณะที่การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) อยู่ภายใต้กระทรวงมหาดไทย ทำให้การบริหารจัดการมีความซับซ้อน พร้อมระบุว่า กกพ. จัดตั้งตามกฎหมายปี 2550 และเริ่มดำเนินการปี 2551 แต่กว่า 10 ปีที่ผ่านมา กำลังผลิตของ กฟผ. ลดลงต่อเนื่อง ขณะที่เอกชนมีบทบาทเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อรายได้รัฐและต้นทุนระบบไฟฟ้า พร้อมชี้ว่า งบประมาณประเทศมีรายจ่ายประมาณ 3.788 ล้านล้านบาท เทียบกับรายได้ราว 3 ล้านล้านบาท ขาดดุลประมาณ 7.88 แสนล้านบาท และขาดดุลใกล้เพดานต่อเนื่องหลายปี ทำให้งบประมาณปี 2571 มีข้อจำกัดมากขึ้น จึงต้องมองหารายได้จากศักยภาพของรัฐวิสาหกิจ สำหรับ บทบาทของ กฟผ. ดร.มองว่าต้องเพิ่มศักยภาพกฟผ.ผลิตไฟฟ้าไม่ให้เอกชนผูกขาด เพื่อสร้างรายได้ให้ประเทศและลดภาระประชาชน
ขณะที่น.ส.รสนา กล่าวว่า กฟผ. ควรกลับมาเป็น “การไฟฟ้าฝ่ายผลิต” ไม่ใช่ “การไฟฟ้าฝ่ายซื้อ” พร้อมเสนอให้ยุติโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ เนื่องจากประเทศไทยมีกำลังผลิตสูงกว่าความต้องการใช้ และประชาชนต้องแบกรับค่าไฟจากกำลังผลิตส่วนเกิน โดยมองว่าการจัดทำแผนพลังงานต้องมองภาพรวม ไม่ใช่ต่างหน่วยต่างทำตามหน้าที่ โดยเฉพาะการเพิ่มโรงไฟฟ้าเอกชนที่อาจทำให้ต้นทุนระบบสูงขึ้นและประชาชนต้องรับภาระระยะยาว นอกจากนี้ การใช้ดัชนี Loss of Load Expectation (LOLE) เป็นเกณฑ์ความมั่นคงทางไฟฟ้า หากกำหนดระดับไฟดับต่ำมาก อาจกลายเป็นเหตุผลเพิ่มโรงไฟฟ้า ทั้งที่ระบบมีกำลังผลิตส่วนเกินอยู่แล้ว พร้อมเรียกร้องให้การบริหารพลังงานยึดความสุจริตและป้องกันการทุจริต โดยนักการเมืองควรอุดช่องโหว่กฎหมาย ไม่ใช่ใช้ช่องโหว่เพื่อเอื้อประโยชน์
ทั้งนี้ในช่วงท้ายของกิจกรรมยังได้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อระดมความคิดเห็น และเสนอแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพ กฟผ. และบทบาทในระบบพลังงานไทย


ข่าวที่เกี่ยวข้อง

