ประภาส ยกย่องลูกสาวไทย ผู้สร้างประวัติศาสตร์โลก พลังและรอยยิ้ม ที่ทำให้คนทั้งโลกตกหลุมรัก

วันที่ 9 กันยายน 2569 ประภาส ชลศรานนท์ ศิลปินแห่งชาติ นักคิด นักเขียน นักแต่งเพลง โพสต์ข้อความ "Prapas Cholsaranon" ระบุว่า “ลูกสาวไทย” พลังและรอยยิ้มที่ทำให้คนทั้งโลกตกหลุมรัก
มีปรากฏการณ์บางอย่างที่ทยอยสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมาอย่างต่อเนื่อง เด็กสาวจากประเทศไทยจำนวนหนึ่ง กำลังเดินทางจากบ้านเกิดไปยืนอยู่บนเวทีที่ใหญ่ที่สุดของโลก
คนหนึ่งถือไมโครโฟน คนหนึ่งถือไม้กอล์ฟ คนหนึ่งถือไม้แบด คนหนึ่งเท้าเปล่า คนหนึ่งยืนอยู่หลังโต๊ะสนุกเกอร์ อีกคนหนึ่งสะพายกีตาร์ไฟฟ้า และอีกหลายคนอยู่กลางคอร์ตวอลเลย์บอล
พวกเธออยู่กันคนละวงการ มีเส้นทางชีวิตคนละแบบ ถึงกระนั้นพวกเธอกลับมีบางสิ่งร่วมกันอย่างน่ายกย่อง นั่นคือ “กล้าที่จะฝันให้ไกลกว่าขอบฟ้าที่ตัวเองมองเห็น”
และเมื่อโลกหันกลับมามองประเทศไทย สิ่งที่โลกเห็นไม่ใช่เพียงเหรียญรางวัลหรือถ้วยแชมป์ แต่เป็นภาพของ “เด็กผู้หญิงที่มีทั้งความสามารถ ความมุ่งมั่น และรอยยิ้ม”
“ลิซ่า — เด็กสาวจากบุรีรัมย์ที่ทำให้โลกจำชื่อประเทศไทย”
ลลิษา มโนบาล เด็กสาวจากบุรีรัมย์เริ่มต้นเส้นทางของตัวเองตั้งแต่วัยเยาว์ ก่อนจะผ่านการคัดเลือกเข้าสู่ระบบเด็กฝึกของ YG Entertainment และย้ายไปเกาหลีใต้ตั้งแต่อายุเพียง 14 ปี ใช้เวลาฝึกฝนอยู่หลายปีกว่าจะได้เดบิวต์ในฐานะสมาชิก BLACKPINK ในปี 2016 จากเด็กฝึกต่างชาติคนหนึ่ง เธอกลายเป็นหนึ่งในศิลปินหญิงที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก
สิ่งที่ทำให้ลิซ่าน่าจดจำ ไม่ได้มีเพียงความสำเร็จของ BLACKPINK หรือเพลงฮิตในฐานะศิลปินเดี่ยว แต่มันคือ ประกายแสงจากตัวเธอ หรือที่คนในวงการชอบใช้คำว่า Charisma
เมื่อเสียงดนตรีเริ่มขึ้น เด็กสาวที่ดูสดใสและเป็นกันเองกลับเปลี่ยนร่างเป็นนักแสดงที่สะกดคนทั้งฮอลล์ไว้ได้ ครูสอนเต้นแทบทุกคนกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า การเต้นของเธอคมกริบ มีพลัง และเต็มไปด้วยความมั่นใจ
แต่เมื่อเพลงจบลง เธอกลับเป็นลิซ่าคนเดิม ที่ยิ้มง่าย ยังยกมือไหว้ได้สวย และทุกครั้งที่มีโอกาสเธอจะพูดถึงบ้านเกิดด้วยความรักเสมอ
“นักตบสาวไทย — วันที่รอยยิ้มพาทีมไทยขึ้นไปถึงโอลิมปิก”
ถ้าจะหาภาพหนึ่งที่อธิบายคำว่า “หัวใจนักสู้” ได้ดีที่สุด ภาพนั้นคงต้องเป็นภาพของทีมวอลเลย์บอลหญิงไทย กีฬาที่ความสูงของร่างกายมีความได้เปรียบอย่างชัดเจน สาวไทยต้องเผชิญหน้ากับคู่แข่งที่สูงใหญ่กว่าอยู่เสมอ
แต่สิ่งที่พวกเธอมีเหนือกว่าคือ ความเร็ว และหัวใจที่ไม่ยอมแพ้
ผมนั่งดูพวกเธอเล่น แล้วรู้สึกว่าพวกเธอไม่ได้เล่นกีฬาเหมือนคนที่กำลังพยายามเอาชนะคนที่ตัวใหญ่กว่า แต่ลูกสาวของไทยกลุ่มนี้เล่นเหมือนคนที่เชื่อว่า ถ้าทุกคนรวมเป็นเนื้อเดียวกัน เราจะสามารถเอาชนะใครก็ได้
ดังนั้น ภาพที่น่าประทับใจที่สุดอาจไม่ใช่ตอนที่พวกเธอกระโดดตบทำคะแนนเพียงอย่างเดียว แต่คือวินาทีที่ใครสักคนพลาด แล้วเพื่อนร่วมทีมรีบเข้ามากอด รวมไปถึงภาพที่คนทั้งโลกคุ้นเคย นั่นคือแม้นาทีที่ทีมไทยจะเสียแต้มไปแล้ว แต่ทุกคนยังยิ้มและตบมือให้กำลังใจกัน นี่คือเสน่ห์ที่ทำให้ทีมวอลเลย์บอลหญิงไทยมีแฟนอยู่ทั่วโลก
และในวันที่ 30 สิงหาคม 2026 ที่ผ่านมา พวกเธอได้เขียนหน้าประวัติศาสตร์หน้าใหม่อย่างยิ่งใหญ่ ด้วยการเอาชนะเจ้าภาพจีน 3–2 เซต ในรอบชิง AVC Women’s Volleyball Continental Championship ที่เทียนจิน คว้าแชมป์เอเชียเป็นสมัยที่ 4 และที่สำคัญที่สุดคือ คว้าสิทธิ์ไปแข่งขันโอลิมปิกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของวอลเลย์บอลหญิงไทย
ลองคิดถึงช่วงเวลาอันแสนกดดันนั้นดูก็ได้ ในสนามนั้นมีผู้ชมชาวจีนอยู่นับหมื่นคน เสียงเชียร์ทีมเจ้าภาพดังสนั่นจนแทบไม่ได้ยินเสียงพวกเดียวกันเอง ไทยตามหลังจีน 1–2 เซต แต่พวกเธอกลับไม่ยอมแพ้ พวกเธอใช้กำลังใจทั้งหมดสู้กับเสียงโห่ร้องและพลิกกลับมาชนะ 3–2
จากความพ่ายแพ้ที่อยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่แต้ม กลายเป็นตั๋วใบประวัติศาสตร์ที่พาทีมไทยไปสู่ลอสแอนเจลิส 2028 นี่คือบทพิสูจน์ว่าความยิ่งใหญ่ของกีฬาไม่ได้อยู่ที่การไม่เคยแพ้ใคร แต่อยู่ที่ ตอนที่กำลังจะแพ้ เราจะกลับมาได้มั้ย
และลูกสาวของเราก็ทำให้เห็นมันอีกครั้ง
“เมย์ รัชนก — เด็กสาวผู้เปิดประตูแบดมินตันหญิงโลกแก่ชาวไทย”
รัชนก อินทนนท์ หรือ น้องเมย์ จากเด็กหญิงลูกคนงานโรงงานขนมไทยในโรงเรียนแบดมินตันบ้านทองหยอด ที่วิ่งเล่นและหยิบไม้แบดมาตีเพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายจากหม้อต้มน้ำตาลร้อนๆ กลายเป็นนักแบดมินตันดาวรุ่งที่คว้าแชมป์เยาวชนโลก 3 สมัยติดต่อกันเป็นคนแรกในประวัติศาสตร์
และในปี 2013 ขณะมีอายุเพียง 18 ปี เธอสร้างปาฏิหาริย์ด้วยการเอาชนะคู่แข่งระดับตำนาน คว้าแชมป์โลกหญิงเดี่ยวที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ ก่อนจะก้าวขึ้นเป็นมือหนึ่งของโลกในเวลาต่อมา
สิ่งที่ทำให้คนทั่วโลกตกหลุมรักเมย์ ไม่ได้มีเพียงลูกหยอดที่เหนือชั้นหรือทางแบดที่พลิ้วไหวราวกับภาพวาด แต่คือหัวใจที่งดงามของเธอ
ไม่ว่าเกมจะดุเดือดแค่ไหน ไม่ว่าร่างกายจะล้าจนแทบยืนไม่ไหว ภาพที่ทุกคนเห็นจนชินตาคือเด็กสาวชาวไทยคนนี้จะยกมือไหว้อย่างนอบน้อมทุกทิศทาง ทั้งกรรมการ คู่แข่ง และคนดู
รอยยิ้มซื่อๆ และความอ่อนน้อมถ่อมตนที่ติดตัวมาจากบ้านเกิด ไม่เคยเลือนหายไปตามชื่อเสียงหรือเหรียญรางวัล แม้ในวันที่เธอต้องแบกรับความคาดหวังของคนทั้งชาติ หรือวันที่ต้องเผชิญหน้ากับความสูญเสียในชีวิตส่วนตัว เธอยังคงก้มหน้าสู้ต่อบนคอร์ตด้วยรอยยิ้มปนน้ำตา รอยยิ้มของเมย์จึงไม่ได้มีไว้แค่ในวันแห่งชัยชนะ แต่มันคือรอยยิ้มของนักสู้ที่ไม่เคยยอมแพ้ต่อโชคชะตา
“เทนนิส พาณิภัค — เจ็ดวินาทีแห่งปาฏิหาริย์ กับหัวใจที่ไม่ยอมจำนน”
บนเบาะเทควันโดสี่เหลี่ยมที่มีเพียงเสียงเตะและเสียงหอบหายใจ มีหญิงสาวอีกคนหนึ่งที่ทำให้หัวใจของคนไทยทั้งประเทศเต้นผิดจังหวะมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ หรือ น้องเทนนิส จากเด็กหญิงร่างผอมบางจากสุราษฎร์ธานีที่เริ่มต้นเล่นกีฬาเพื่อสุขภาพ เธอเติบโตผ่านการเคี่ยวกรำอย่างหนักหน่วงจนก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งของโลกในรุ่น 49 กิโลกรัมอย่างยาวนาน กวาดแชมป์มาแล้วแทบทุกรายการบนโลกใบนี้ และกลายเป็นตำนานบทใหม่ด้วยการคว้าเหรียญทองโอลิมปิก 2 สมัยติดต่อกัน
แต่บทเรียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เทนนิสมอบให้กับโลก ไม่ใช่สถิติไร้พ่ายอันยาวเหยียด หากคือภาพจำของ “7 วินาทีสุดท้าย” ในโอลิมปิกโตเกียว 2020 วินาทีที่คะแนนตามหลัง วินาทีที่ความหวังของคนทั้งประเทศดูเหมือนจะหลุดลอย แต่แววตาหลังหมวกกันน็อกของเด็กสาวคนนี้กลับไม่มีคำว่ายอมแพ้ เธอเดินหน้าเข้าใส่ เตะทำแต้ม และพลิกกลับมาชนะในเสี้ยววินาทีสุดท้าย
หัวใจของเธอไม่ได้ทำด้วยเหล็ก แต่ทำด้วยความมุ่งมั่นที่ผ่านการแลกมาด้วยความเจ็บปวด กระดูกหัก เอ็นฉีก และการอดอาหารเพื่อคุมน้ำหนักนับพันครั้ง เมื่อเสียงนกหวีดหมดเวลาจบลง ภาพของเด็กสาวแกร่งคนเดิมก็ละลายกลายเป็นรอยยิ้มสดใส วิ่งไปก้มกราบโค้ช และชูธงชาติไทยด้วยความภาคภูมิใจ
รอยยิ้มของเทนนิสบอกกับเราเสมอว่า ตราบใดที่เวลายังไม่หมดลง ปาฏิหาริย์จะเกิดขึ้นได้เสมอหากเราไม่ยอมแพ้
“โปรจีน — เด็กหญิงวัย 14 ที่เคยชนะโลกด้วยไม้กอล์ฟ”
บนสนามหญ้าเขียวที่เงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจ มีเด็กสาวไทยคนหนึ่งกำลังสร้างชื่อขึ้นมาอย่างช้า ๆ แต่มั่นคง
อาฒยา ฐิติกุล หรือ โปรจีน ชื่อของเธอปรากฏในวงการกอล์ฟโลกตั้งแต่อายุเพียง 14 ปี เมื่อเธอสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการคว้าแชมป์รายการ Ladies European Thailand Championship ในปี 2017 ขณะยังเป็นนักกอล์ฟสมัครเล่น และกลายเป็นนักกอล์ฟอายุน้อยที่สุดที่คว้าแชมป์รายการระดับอาชีพในเวลานั้น
จากเด็กหญิงคนนั้น เธอเติบโตขึ้นมาเป็นนักกอล์ฟอาชีพใน LPGA และเคยขึ้นเป็นมือหนึ่งของโลกตั้งแต่อายุเพียง 19 ปี
ในปี 2025 เธอสร้างผลงานที่ยอดเยี่ยมด้วยการคว้าแชมป์ LPGA ถึง 3 รายการ รวมถึง CME Group Tour Championship เป็นปีที่สองติดต่อกัน พร้อมคว้ารางวัล Rolex Player of the Year และจบปีในฐานะมือหนึ่งของโลก
แต่สิ่งที่ทำให้โปรจีนมีเสน่ห์ ไม่ใช่เพียงตัวเลขบนกระดานคะแนน คนที่เคยดูเธอเล่น จะรู้ว่ามันคือความสงบ
ในขณะที่นักกีฬาคนอื่นอาจแสดงความกดดันออกมาทางสีหน้า โปรจีนมักดูเหมือนกำลังสนทนาอยู่กับตัวเองอย่างเงียบ ๆ ตีไปทีละช็อต คิดไปทีละจังหวะ ยิ้มน้อยๆ ผิดแล้วก็เริ่มใหม่ ไม่มีความจำเป็นต้องตะโกนบอกโลกว่าเธอเก่งแค่ไหน เพราะตัวเลขคะแนนที่เธอเริ่มทิ้งห่างคู่แข่งจะเป็นคนพูดแทนเธอ
“มิ้งค์ สระบุรี — เด็กสาวที่ทำให้โต๊ะสนุกเกอร์รู้จักประเทศไทย”
ถัดมาคือโต๊ะสักหลาดสีเขียว กีฬาที่ต้องการทั้งความแม่นยำ สมาธิ การคำนวณ และความอดทนอย่างเหลือเชื่อ
มิ้งค์ หรือ ณัชชารัตน์ วงศ์หฤทัย คือหนึ่งในนักกีฬาที่พาชื่อของผู้หญิงไทยเข้าไปอยู่ในโลกที่ครั้งหนึ่งดูเหมือนเป็นพื้นที่ของผู้ชายเสียมากกว่า เธอคว้าแชมป์โลกสนุกเกอร์หญิงในปี 2022 ด้วยการเอาชนะเวนดี้ แจนส์ 6–5 ในเฟรมตัดสิน และกลายเป็น ผู้หญิงไทยคนแรกที่คว้าแชมป์โลกสนุกเกอร์
นอกจากนี้ เธอยังเคยขึ้นเป็นมือหนึ่งของโลกในสนุกเกอร์หญิง และก้าวเข้าสู่การแข่งขันใน World Snooker Tour ของนักสนุกเกอร์อาชีพชายด้วย
มิ้งค์ยังมีเรื่องราวที่น่าทึ่งอีกอย่างหนึ่ง ในปี 2019 เธอทำแม็กซิมัมเบรก 147 แต้ม (คะแนนสูงสุดด้วยการแทงลูกต่อเนื่อง) ได้ในการแข่งขันซ้อม ซึ่ง World Women’s Snooker ระบุว่าเป็นแม็กซิมัมเบรก 147 ที่ได้รับการยืนยันจากฝีมือนักสนุกเกอร์หญิงเป็นคนแรก
เวลาเธอก้มลงเล็งลูก ทุกอย่างรอบตัวเหมือนเงียบลง ไม่มีความร้อนรน มีเพียงลูกขาว ลูกสี เส้นทางบนโต๊ะ และสมาธิของคนที่รู้ว่าตัวเองกำลังจะทำอะไร
นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ชื่อ “มิ้งค์ สระบุรี” ไม่ได้เป็นเพียงชื่อของนักสนุกเกอร์หญิงไทย แต่เป็นชื่อของนักกีฬาคนหนึ่งที่คนในโลกสนุกเกอร์ต้องให้ความนับถือ และเมื่อมีคนชื่นชมเธอ รอยยิ้มจากเด็กสาวที่ดูเหมือนจะขี้อายก็มักเผยออกมาอย่างน่าเอ็นดู
“เนเน่ รอยัล — เด็กสาวจากภูเก็ตกับกีตาร์ที่ส่งเสียงไปถึงอเมริกา”
เนเน่ รอยัล หรือ รัตติกานต์ อำลอย เด็กสาววัย 16 ปีจากภูเก็ต ผู้เริ่มต้นเล่นกีตาร์ตั้งแต่อายุ 7 ขวบ หลังจากที่ชมรมคอมพิวเตอร์ที่อยากเข้าดันเต็มเสียก่อน เธอจึงต้องเข้าไปอยู่ในชมรมดนตรีอย่างจำเป็น และครูคนหนึ่งก็ยื่นกีตาร์ให้เธอ
จากวันนั้น เด็กหญิงคนหนึ่งเรียนรู้กีตาร์ด้วยตัวเองจากการดูยูทูบ ศึกษานักดนตรีที่ชื่นชอบ และฝึกซ้อมอย่างหนัก ก่อนจะขึ้นเวที America’s Got Talent
ในการออดิชัน เธอเล่นและร้องเพลง “Zombie” ของ The Cranberries จนได้รับคำตอบ Yes จากกรรมการทั้งสี่คน ก่อนผ่านเข้าสู่รอบต่อไปด้วยการเล่น “Hysteria” ของ Muse
แต่เรื่องยังไม่จบ ในการแสดงรอบ Live Quarterfinal เธอเลือกเพลง “Black Hole Sun” ของ Soundgarden และระเบิดพลังออกมาเต็มเวที จน Mel B กด Live Golden Buzzer ส่งเธอเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศโดยตรง
เด็กสาวจากภูเก็ตที่เคยเล่นดนตรีตามเวทีท้องถิ่น กำลังจะไปยืนอยู่บนเวทีใหญ่ของอเมริกา
สิ่งที่น่ารักที่สุดในเรื่องนี้คือ เธอไม่ได้พยายามทำตัวให้เหมือนใคร เธอเพียงหยิบกีตาร์ขึ้นมา แล้วเล่นในแบบของเธอ เร็วและพลิ้ว
เสียงกีตาร์นั้นจึงไม่ได้เดินทางไปไกลเพราะมันดังกระหึ่มเพียงอย่างเดียว แต่มันดังเพราะ คนเล่นเชื่อมั่นในเสียงของตัวเอง
ผู้หญิงทั้งหมดที่ผมเล่า พวกเธอไม่ได้เหมือนกันเลย
ลิซ่ามีเวทีแสงสี นักตบสาวไทยมีสนาม เมย์มีไม้แบด เทนนิสมีเท้าเปล่า โปรจีนมีแฟร์เวย์ มิ้งค์มีโต๊ะสักหลาด และเนเน่มีกีตาร์ไฟฟ้า
ไม่ว่าจะเป็นการเต้นและร้อง กระโดดตบและบล็อก โฟรแฮนด์และแบ็คแฮนด์ เตะและถีบ สวิงและพัตต์ แทงลูกไซด์และวางสนุ้ก ดีดสายกีตาร์และร้อง ลีลาของพวกเธอสวยงามต่างกัน แต่เมื่อมองให้ลึกลงไป สิ่งที่พวกเธอทำอยู่นั้นล้วนยืนอยู่บนความคิดอันเดียวกัน นั่นคือการพิสูจน์ว่า เด็กผู้หญิงจากประเทศไทยเล็กๆประเทศนี้ ฝันให้ไกลแค่ไหนก็ได้
กว่าจะมีภาพของลิซ่ายืนอยู่ใต้แสงไฟของเวทีระดับโลก เธอต้องเป็นเด็กฝึกที่ใช้ชีวิตอยู่ไกลบ้านหลายปี กว่าจะมีโปรจีนยืนอยู่บนยอดบนสุดของตารางอันดับโลก ต้องมีเด็กหญิงวัย 14 ปีคนนั้นฝึกวงสวิงซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนปวดล้า เมย์และเทนนิสก็ต้องวิ่งต้องซ้อมตีลูกและซ้อมเตะกี่พันครั้งต่อวัน และกว่าจะมีมิ้งค์ยืนถือถ้วยแชมป์โลก ต้องมีเด็กสาวคนหนึ่งยืนอยู่หน้าโต๊ะสนุกเกอร์ ฝึกแทงลูกทีละลูกนับพันนับหมื่นลูกจนกลายเป็นความแม่นยำ
เนเน่ล่ะ กว่าจะมีวันที่เธอมายืนอยู่ต่อหน้ากรรมการชาวอเมริกัน ต้องมีเด็กหญิงจากภูเก็ตคนหนึ่งหยิบกีตาร์ขึ้นมาฝึกด้วยตัวเองนับครั้งไม่ถ้วน จากนิ้วด้านจนหายด้าน แล้วในที่สุดกีต้าร์ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเธอ
และแน่นอน กว่าจะมีทีมวอลเลย์บอลไทยที่ยืนอยู่ในสนามในฐานะแชมป์เอเชียพร้อมตั๋วโอลิมปิก ต้องมีผู้เล่นทั้งทีมที่เคยแพ้ เคยร้องไห้ เคยเจ็บ และเคยตั้งคำถามกับตัวเองมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
ไม่มีใครเดินทางมาถึงตรงนี้ด้วยรอยยิ้มเพียงอย่างเดียว
เบื้องหลังรอยยิ้มเหล่านั้น มีหยาดเหงื่อ มีวันที่เหนื่อยจนอยากหยุด มีวันที่เด็กผู้หญิงคนหนึ่งร้องไห้ด้วยความอัดอั้น และมีวันที่พวกเธอคิดถึงบ้านตามประสาของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง
ไม่มีใครรู้เท่าตัวพวกเธอด้วยซ้ำว่าพวกเธอกำลังพยายามมากแค่ไหน แต่พวกเธอยังเดินต่อ และนั่นคือสิ่งที่ทำให้เรารักพวกเธอ
ไม่ใช่เพราะพวกเธอชนะทุกครั้ง แต่เพราะพวกเธอทำให้เราเห็นว่า คนธรรมดาคนหนึ่งสามารถค่อย ๆ เดินไปไกลเกินกว่าที่ตัวเองเคยคิดว่าจะไปถึงได้ และนี่ต่างหากคือความหมายที่แท้จริงของคำว่า “ลูกสาวไทย ลูกสาวแห่งชาติ”
พวกเธอไม่ได้เป็นสมบัติของชาติ ไม่ได้เป็นของใคร พวกเธอเป็นเด็กผู้หญิงธรรมดาที่มีสิทธิ์ฝัน มีสิทธิ์เลือกชีวิตของตัวเอง และมีสิทธิ์เดินไปในทางที่ตัวเองรัก
และเมื่อพวกเธอเดินไปถึงที่นั่น เมื่อธงชาติไทยปรากฏขึ้น หรือเมื่อคนต่างชาติพูดชื่อประเทศไทยด้วยความชื่นชม เราก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่า เด็กผู้หญิงเหล่านี้ได้พาบางส่วนของบ้านเราออกไปอยู่ในใจของคนทั้งโลกแล้ว
พวกเธอรู้จักกันหรือเปล่าผมไม่แน่ใจ แม้จะมีความฝันกันคนละแบบ แต่พวกเธอกำลังส่งข้อความเดียวกันไปถึงเด็กผู้หญิงอีกหลายล้านคนว่า โลกไม่ยอมมาเสียเวลาถามหรอกว่าเธอเกิดมาจากประเทศที่ใหญ่โตแค่ไหน แต่โลกจะถามว่า “เมื่อมีโอกาสได้ขึ้นไปยืนบนเวทีของตัวเองแล้ว เธอกล้าที่จะเปล่งแสงออกมาอย่างเต็มที่หรือไม่”
และลูกสาวของประเทศไทยกลุ่มนี้ ได้ตอบคำถามนั้นด้วยรอยยิ้มของพวกเธอเองเรียบร้อยแล้ว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

