สิ้น ต่ง เจี้ยนหัว อดีตผู้บริหารสูงสุดฮ่องกงคนแรกหลังได้รับเอกราช ถึงแก่อสัญกรรมในวัย 89 ปี

10 กันยายน 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายต่ง เจี้ยนหัว ผู้บริหารสูงสุดฮ่องกงคนแรก หลังจากที่อังกฤษส่งมอบฮ่องกงคืนให้จีนในปี 1997 เสียชีวิตแล้วอย่างสงบ ขณะมีอายุ 89 ปี โดยคณะทำงานของต่งออกแถลงการณ์ในวันที่ 9 กันยายน ท่ามกลางครอบครัวและบุคคลใกล้ชิดโดยไม่มีการเปิดเผยสาเหตุการเสียชีวิต
'นายต่ง เจี้ยนหัว' ดำรงตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดฮ่องกงระหว่างปี 1997-2005 ก่อนลาออกกลางวาระที่ 2 โดยให้เหตุผลเรื่องปัญหาสุขภาพ และไม่ได้ปรากฏตัวต่อสาธารณะอีกเลยนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ปี 2021 เขาเข้ารับตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดฮ่องกงเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 1997 ซึ่งเป็นวันที่อังกฤษยุติการปกครองอาณานิคมฮ่องกงที่ยาวนานกว่า 150 ปี และส่งมอบดินแดนคืนให้จีน
สุนทรพจน์ครั้งแรกหลังรับตำแหน่ง 'นายต่ง เจี้ยนหัว' กล่าวว่า เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่พวกเราชาวฮ่องกงจะได้เป็นผู้กำหนดชะตากรรมของตนเอง พร้อมให้คำมั่นว่า รัฐบาลเขตบริหารพิเศษฮ่องกงจะรักษาวิถีชีวิตเดิม ระบบเศรษฐกิจเสรีและเปิดกว้าง หลักนิติธรรม และผลักดันสังคมที่มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น

ประวัติส่วนตัว นายต่ง เจี้ยนหัว เกิดที่นครเซี่ยงไฮ้ในเดือนกรกฎาคม 1937 เป็นบุตรชายของ ต่ง เชา-หย่ง เจ้าพ่อธุรกิจเดินเรือ ผู้ก่อตั้งบริษัทเดินเรือโอเรียนท์ โอเวอร์ซีส์ คอนเทนเนอร์ ไลน์ ( OOCL) ต่อมาเขาไปศึกษาที่มหาวิทยาลัยลิเวอร์พูล ในสหราชอาณาจักร เมื่อสำเร็จการศึกษา เขาทำงานให้กับบริษัทเจเนอรัล อิเล็กทริก ในสหรัฐฯ ก่อนกลับมาช่วยธุรกิจของครอบครัว
ต่อมาในช่วงทศวรรษ 1990 ต่งมีความใกล้ชิดกับผู้นำระดับสูงของจีน รวมถึงอดีตประธานาธิบดี เจียง เจ๋อหมิน ก่อนที่ในเดือนธันวาคม 1996 เขาได้รับเลือกจากคณะกรรมการ 400 คน ซึ่งส่วนใหญ่ถูกมองว่าใกล้ชิดกับรัฐบาลปักกิ่ง ให้เป็น "ผู้บริหารสูงสุดฮ่องกง" คนแรกภายใต้การปกครองของจีน
แม้ในช่วงแรกต่งประกาศว่าจะรักษาฮ่องกงให้เป็นเมืองนานาชาติที่มีชีวิตชีวา แต่การบริหารของเขาเผชิญความท้าทายอย่างรวดเร็ว หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่สุดเกิดขึ้นในปี 2003 เมื่อรัฐบาลของต่งพยายามผลักดันกฎหมายความมั่นคงตามมาตรา 23 กฎหมายดังกล่าวครอบคลุมความผิด เช่น การกบฏ การยุยงปลุกปั่น และเพิ่มอำนาจให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ

โดยฝ่ายต่อต้านจำนวนมากมองว่า กฎหมายนี้อาจเป็นช่องทางให้รัฐบาลกลางจีนเข้ามาจำกัดเสรีภาพของชาวฮ่องกงมากขึ้น การผลักดันกฎหมายจุดชนวนให้เกิดการประท้วงครั้งใหญ่ มีผู้เข้าร่วมราว 500,000 คน หลายคนสวมเสื้อสีดำเพื่อแสดงการไว้อาลัยต่อเสรีภาพที่พวกเขามองว่ากำลังถูกคุกคาม ท้ายที่สุด รัฐบาลต่งต้องชะลอร่างกฎหมายออกไป และความนิยมของเขาลดลงอย่างหนัก 2 ปีต่อมาในปี 2005 ก่อนที่เขาลาออกจากตำแหน่งกลางวาระที่ 2 โดยอ้างเหตุผลด้านสุขภาพ
หลังลาออกจากตำแหน่งผู้บริหารสูงสุด 'นายต่ง เจี้ยนหัว' ยังมีบทบาททางการเมืองต่อเนื่อง เขาได้รับแต่งตั้งเป็นรองประธาน สภาที่ปรึกษาทางการเมืองประชาชนจีน ซึ่งเป็นองค์กรที่ปรึกษาทางการเมืองระดับสูงของจีน เขายังมีบทบาทในความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ โดยครอบครัวต่งมีความสัมพันธ์มายาวนานกับอดีตประธานาธิบดี จอร์จ เอช. ดับเบิลยู. บุช และตัวต่งเองก็มีความสัมพันธ์กับอดีตประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช เมื่อ สี จิ้นผิง เดินทางเยือนสหรัฐฯ ในปี 2012 ก่อนขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำจีน 'นายต่ง เจี้ยนหัว' ก็ร่วมเดินทางไปด้วย และต่อมาในปี 2015 เมื่อ สี จิ้นผิง เยือนกรุงวอชิงตัน ต่งก็ร่วมคณะอย่างไม่เป็นทางการเช่นกัน
อีกทั้งเขายังเป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิแลกเปลี่ยนจีน-สหรัฐฯ (China-U.S. Exchange Foundation) องค์กรไม่แสวงหากำไรในฮ่องกง ซึ่งสนับสนุนโครงการในมหาวิทยาลัยสหรัฐฯ และสร้างเครือข่ายกับบุคคลที่มีอิทธิพลทางการเมืองในกรุงวอชิงตัน ซึ่งองค์กรดังกล่าวเคยถูกวิจารณ์เรื่องความเชื่อมโยงกับรัฐบาลจีน
การเสียชีวิตของ 'นายต่ง เจี้ยนหัว' จึงถือเป็นการจากไปของหนึ่งในบุคคลสำคัญที่สุดของฮ่องกงยุคหลังอาณานิคม และเขายังเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านสู่การปกครองของจีนอีกด้วย

