ปชน.ชงแก้ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ดึงอำนาจการเงินพ้นมือพระ บริหารอย่างโปร่งใส-เป็นระบบ-อุดช่องโหว่ฟอกเงิน

เมื่อวันที่ 11 ก.ย.2569 นายกนิษฐ์ วิเศษสิงห์ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร และตัวแทนปีกวัฒนธรรม พรรคประชาชน กล่าวถึงปัญหาการบริหารจัดการทรัพย์สินและความโปร่งใสภายในวัด จากกรณีเหตุการณ์ที่วัดพุทไธศวรรย์ซึ่งสังคมกำลังให้ความสนใจ พร้อมเสนอนโยบาย “วัดโปร่งใส” เพื่อปฏิรูปโครงสร้างการบริหารจัดการวัดและศาสนสมบัติในประเทศไทย
นายกนิษฐ์ กล่าวว่า ปัจจุบันมีเม็ดเงินหมุนเวียนจากการบริจาคเข้าสู่วัดสูงถึงประมาณ 54,000 ล้านบาทต่อปี ในขณะที่รายได้ของวัดและพระสงฆ์ได้รับการยกเว้นภาษี แต่ระบบการตรวจสอบภายในกลับขาดประสิทธิภาพ เนื่องจาก พ.ร.บ.คณะสงฆ์ มาตรา 36 กำหนดให้ “เจ้าอาวาส” เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนวัดในฐานะนิติบุคคลเพียงผู้เดียว แม้บางวัดจะมีไวยาวัจกร แต่ก็มาจากการแต่งตั้งของเจ้าอาวาสและไม่มีระเบียบเรื่องคุณสมบัติที่ชัดเจนรองรับ ทำให้อำนาจเบ็ดเสร็จอยู่ที่ตัวบุคคล นำไปสู่ปัญหาการยักยอกทรัพย์ คดีเงินทอนวัด และการฟอกเงินที่ปรากฏเป็นข่าวอื้อฉาวอยู่เสมอ
นอกจากนี้ งบประมาณแผ่นดินกว่า 6,000 ล้านบาทต่อปีที่ถูกจัดสรรผ่านหน่วยงานรัฐเพื่อดูแลด้านศาสนา กลับมุ่งเน้นไปที่การก่อสร้างศาสนสถาน มากกว่าการสร้างระบบความโปร่งใสในพระศาสนา
ดังนั้น เพื่อสร้างธรรมาภิบาลให้เกิดขึ้นจริง ปีกวัฒนธรรม พรรคประชาชน จึงเสนอแนวนโยบายด้านศาสนา 3 ประการ
1. แยกอำนาจบริหารและการเงินออกจากพระ: แก้ไขโครงสร้างให้ทุกวัดต้องมี "คณะกรรมการวัด" และให้ "ไวยาวัจกร" เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนวัดในเรื่องทรัพย์สินแทนเจ้าอาวาส เพื่อให้พระภิกษุปลอดจากการถือครองทรัพย์สิน ปฏิบัติกิจของสงฆ์ได้อย่างเต็มที่ และสอดคล้องกับหลักพระธรรมวินัย
2. กำหนดมาตรฐานบุคลากร: กำหนดคุณสมบัติของคณะกรรมการวัดและไวยาวัจกรให้ชัดเจนทางกฎหมาย เน้นการมีส่วนร่วมจากชุมชนและท้องถิ่น เพื่อสร้างระบบตรวจสอบและถ่วงดุลที่เข้มแข็ง
3. วางระบบฐานข้อมูลการเงินดิจิทัล (Digital Financial System): ผลักดันทุกวัดเข้าสู่ระบบ e-donation และจัดทำบัญชีมาตรฐาน โดยรัฐให้การสนับสนุนวัดขนาดเล็ก และสร้างกลไกให้วัดที่มีทรัพยากรมากช่วยเหลือวัดขนาดเล็กในการทำบัญชี
นายกนิษฐ์ กล่าวต่อไปว่า การขับเคลื่อนนโยบายนี้ต้องอาศัยการแก้ไขกฎหมายหลักคือ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ โดยเฉพาะมาตรา 31 และมาตราที่เกี่ยวข้อง เพื่อกระจายอำนาจการจัดการทรัพย์สิน รวมถึงการปรับปรุงกฎมหาเถรสมาคมว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนไวยาวัจกรให้ตรวจสอบได้
พร้อมกันนี้ รัฐควรมีการรณรงค์ทางสังคมเพื่อปรับเปลี่ยนค่านิยมการบริจาค โดยกระจายทุนไปสู่สาธารณประโยชน์อื่นๆ เช่น มูลนิธิหรือสถาบันการศึกษา รวมไปถึงการศึกษาแนวทางของรัฐโลกวิสัย (Secular State) เช่นในประเทศเยอรมนีที่มีระบบจัดเก็บภาษีศาสนา (Kirchensteuer) โดยเปิดช่องให้ประชาชนเลือกสนับสนุนเงินภาษีให้องค์กรศาสนาได้โดยตรง ซึ่งจะช่วยลดภาระงบประมาณแผ่นดินได้อย่างมีนัยสำคัญ
“วัดไทยในอดีตเคยทำหน้าที่เป็นองค์กรกระจายรายได้ที่ใหญ่ที่สุดในสังคม โดยรวบรวมทรัพย์มากระจายให้แก่คนที่จำเป็นและยากไร้ แต่ปัจจุบันวัดกำลังถอยห่างจากบทบาทนั้น และกลายเป็นองค์กรรวบรวมรายได้ที่ใหญ่ที่สุดแทน การสร้างสังคมไทยแบบใหม่จึงจำเป็นต้องปฏิรูปและมีนโยบายทางศาสนาแบบใหม่ เพื่อให้ศาสนาพุทธดำรงอยู่กับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างแท้จริง” นายกนิษฐ์ กล่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

