พริษฐ์ ยก 4 เหตุผล ทำไม การกลับคำให้การของพยานบุคคล 1 คน ขาดความน่าเชื่อถือ และไม่เป็นเหตุให้ กกต. ไม่สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาไปที่ศาล
14 กันยายน 2569 เวลา 10:40 น.

เมื่อวันที่ 14 ก.ย.2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า " [ ทำไม การกลับคำให้การของพยานบุคคล 1 คน ขาดความน่าเชื่อถือ และไม่เป็นเหตุให้ กกต. ไม่สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาไปที่ศาล ]
เมื่อเช้า ผมได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ “เจาะลึกทั่วไทย” เกี่ยวกับเอกสารการกลับคำให้การของพยานบุคคล 1 คน (ซึ่ง อ.สมชัย ระบุว่าคือ อดีต สส. เอกราช ช่างเหลา) ที่ถูกปล่อยออกมาในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เลยขอนำมาสาระดังกล่าวสื่อสารผ่านช่องทางนี้อีกทาง
โดยสรุป พยานดังกล่าวมีการให้การ 2 ครั้ง ที่ไม่ตรงกัน:
ครั้งที่ 1 (ต้นปี 2568) = ให้การที่ไม่เป็นคุณกับพรรคภูมิใจไทย
ครั้งที่ 2 (ปลายปี 2568) = ให้การที่เป็นคุณกับพรรคภูมิใจไทย (เป็นการกลับคำให้การจากครั้งที่ 1)
ผมเชื่อว่าการปล่อยเอกสารเรื่องการกลับคำให้การ เป็นความพยายามเฮือกสุดท้ายของผู้ที่เกี่ยวข้องกับขบวนการโกง สว. ที่ต้องการหา “ข้ออ้าง” มารองรับ หาก กกต. ไม่สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหา (โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย) ไปที่ศาลในวันนี้
อย่างไรก็ตาม ผมเห็นว่า การกลับคำให้การของพยานบุคคล 1 คน ไม่ควรเป็นเหตุให้ กกต. ไม่สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาไปที่ศาล ด้วย 4 เหตุผล:
1. คำให้การที่กลับไปกลับมาของพยาน 1 คน ไม่สามารถหักล้างหลักฐานอื่นทั้งหมดได้ และไม่สามารถทำให้ช้างทั้งตัวหายไปได้
แม้เรายอมเชื่อคำกลับคำให้การ แต่คำกลับคำให้การของพยาน 1 คน ไม่สามารถหักล้าง หลักฐานและพยานส่วนอื่นอีกจำนวนมาก (เช่น โพยใบสั่ง / สถิติบัตรลงคะแนน / เส้นทางการเงิน / คลิปเสียง / หลักฐานการนัดหมายตามศูนย์ทำโพย / ประวัติการโทรศัพท์ / พยานบุคคลอื่น) ที่บ่งชี้ว่าขบวนการโกง สว. ที่ถูกกล่าวหา มีอยู่จริง
2. เราต้องตรวจสอบให้ดี ว่าคำให้การครั้งไหนบ้าง ที่มีแนวโน้มจะถูกข่มขู่โดยคนในรัฐบาล ณ เวลาที่มีการให้การ?
หากเราเชื่อเนื้อหาในคำให้การครั้งที่ 2 ว่าคำให้การครั้งที่ 1 เกิดจากการถูกข่มขู่โดยคนในรัฐบาล ณ เวลานั้น (ซึ่งเป็นช่วงที่พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำรัฐบาล) เราก็ควรตั้งคำถามและตรวจสอบด้วยเช่นกัน ว่าเป็นไปได้หรือไม่ ว่าคำให้การครั้งที่ 2 ก็อาจเกิดจากการถูกข่มขู่โดยคนในรัฐบาล ณ เวลานั้น (ซึ่งเป็นช่วงที่พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำรัฐบาล) - ยิ่งเมื่อเปรียบเทียบรูปแบบการให้การ ก็เป็นที่น่าตั้งข้อสังเกตว่าการให้การครั้งที่ 1 (คาดว่า)เป็นการให้การด้วยตนเองและโดยละเอียด ในขณะที่การให้การครั้งที่ 2 เป็นเพียงการให้การเป็นหนังสือตามที่ปรากฎ
3. คำให้การครั้งที่ 2 ขาดความน่าเชื่อถือ เพราะมีสาระสำคัญที่ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงอย่างชัดเจน
คำให้การครั้งที่ 2 มีการระบุว่า “ไม่มีการจัดทำโพยฮั้ว” และมีการ “จัดสร้างโพยฮั้วขึ้นมา(ย้อนหลัง) ..เพื่อให้สอดคล้องกับผลการเลือกตั้ง เพราะ.. ไม่มีการยึดโพยได้จากผู้สมัครรับเลือกตั้งรายใด” [ภาพ 1]
คำให้การนี้ ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงชัดเจน เพราะ:
(1) คลิปจากกล้องวงจรปิดในการเลือก สว. ระดับประเทศ ปรากฎชัดเจน ว่า กกต. มีการตักเตือนและเดินเก็บโพยจากผู้สมัคร สว. (รวมถึง มงคล สุระสัจจะ ที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานวุฒิสภา)
(2) แม้ในเชิงทฤษฎี โพยจะถูกสร้างขึ้นย้อนหลังได้ แต่สิ่งหนึ่งที่สร้างย้อนหลังไม่ได้แน่ๆ คือ ผลการลงคะแนน
- ภาพหรือกราฟที่แนบมา [ภาพ 3] คือคะแนนที่ผู้สมัคร สว. 10 ลำดับแรกในแต่ละกลุ่มได้รับ ในการเลือก สว. ระดับประเทศ รอบไขว้หรือรอบสุดท้าย (1 เส้น = 1 กลุ่ม | รวมทั้งหมด 20 กลุ่ม)
- หากการลงคะแนนไม่มี “โพยใบสั่ง” ที่กำกับการลงคะแนนทั้ง 20 กลุ่ม สิ่งที่เราควรจะเห็น คือสถิติการลงคะแนนของแต่ละกลุ่ม ที่แตกต่างกันโดยธรรมชาติ (เช่น บางกลุ่มอาจมีผู้สมัครทั้ง 10 คนแรกที่ได้คะแนนสูสีกัน / บางกลุ่มอาจมีผู้สมัคร 2 คนแรก ที่คะแนนห่างจากคนอื่นมาก) - หากเป็นเช่นนั้น เส้น 20 เส้นก็จะมีความแตกต่างกันออกไป
- แต่สิ่งที่เรากลับเห็นคือสถิติการลงคะแนนของแทบทุกกลุ่ม (19 จาก 20 กลุ่ม) ที่มีรูปแบบหรือ pattern ที่เหมือนกันเป๊ะๆ - นั่นคือ ผู้สมัคร สว. 6 ลำดับแรก จะคะแนนสูงมาก ก่อนจะตกลงมาชัดเจนสำหรับผู้สมัคร สว. ลำดับที่ 7 เป็นต้นไป
- ตรงนี้เป็นสถิติที่บ่งชี้ชัดเจนว่าการลงคะแนนนั้น ถูกกำกับโดยเครื่องมือที่กำหนดการลงคะแนนไว้สำหรับทุกกลุ่ม (เช่น โพยใบสั่ง ตามที่เห็น)
- ดังนั้น ถึงแม้ใครจะเชื่อตามคำให้การครั้งที่ 2 ว่ามีการสร้างโพยย้อนหลัง แต่สิ่งที่ไม่สามารถสร้างย้อนหลังได้แน่นอน คือผลการลงคะแนน ที่บ่งชี้ชัดถึงการมีอยู่ของเครื่องมือดังเช่นโพยใบสั่ง
ดังนั้น ผมไม่สามารถยืนยันได้ด้วยตนเองว่าคำให้การครั้งที่ 1 เป็นจริงแค่ไหน (ซึ่งคงต้องไปพิสูจน์เรื่องความสอดรับกับหลักฐานอื่นๆ) แต่ผมเห็นว่าจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏ คำให้การครั้งที่ 2 ไม่เป็นจริงอย่างแน่นอน และขาดความน่าเชื่อถือ
4. หากต้องการรู้อย่างแน่ชัดว่าคำให้การครั้งไหนเป็นจริงหรือมีมูล สิ่งที่ กกต. ทำได้ คือการสั่งฟ้องไปที่ศาล เพื่อให้ศาลได้ไต่สวนและพิสูจน์จนสิ้นข้อสงสัย"
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

