กษัตริย์มาเลเซีย พระราชทานอภัยโทษให้ นาจิบ ราซัก อดีตนายกรัฐมนตรี ย้ายไปรับโทษที่เหลือในบ้านพัก

18 กันยายน 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐบาลมาเลเซีย แถลงการณ์ว่า สมเด็จพระราชาธิบดีสุลต่านอิบราฮิม อิสกันดาร์ กษัตริย์แห่งมาเลเซีย ทรงเห็นชอบให้ นายนาจิบ ราซัก อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งถูกจำคุกในคดีทุจริตกองทุน 1MDB โดยอนุญาตให้เขารับโทษที่เหลือภายใต้การกักบริเวณในบ้าน จนถึงวันที่ 23 สิงหาคม 2028 หากจ่ายค่าปรับจำนวน 50 ล้านริงกิต หรือคิดเป็นเงินไทยราว 408 ล้านบาท
การตัดสินใจดังกล่าวมีขึ้นในการประชุมครั้งที่ 64 ของคณะกรรมการพระราชทานอภัยโทษสำหรับดินแดนสหพันธรัฐ ซึ่งครอบคลุมกรุงกัวลาลัมเปอร์ ลาบวน และปุตราจายา ในวันนี้ (18 ก.ย.) หลังจากการพิจารณาคำร้องขอพระราชทานอภัยโทษของ 'นายนาจิบ ราซัก' ถูกเลื่อนจากการประชุมเมื่อสัปดาห์ก่อน

สมเด็จพระราชาธิบดีสุลต่านอิบราฮิม ทรงมีพระราชดำริพระราชทาน "อภัยโทษแบบมีเงื่อนไข" แก่ 'นายนาจิบ ราซัก' โดยอนุญาตให้รับโทษที่เหลือด้วยการกักบริเวณในบ้านจนถึงวันที่ 23 สิงหาคม 2028 ภายใต้เงื่อนไขว่าต้องชำระค่าปรับ 50 ล้านริงกิต หรือคิดเป็นเงินไทยราว 408 ล้านบาท และปฏิบัติตามเงื่อนไขอื่นๆ ที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด หากฝ่าฝืนเงื่อนไขใดๆ พระราชทานอภัยโทษแบบมีเงื่อนไขจะถูกเพิกถอน และเขาจะต้องกลับไปรับโทษจำคุกในเรือนจำทันที
ซึ่งทางรัฐบาลมาเลเซียยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดของเงื่อนไขอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการกักบริเวณในบ้านของอดีตนายกรัฐมนตรี
นายนาจิบ ราซัก เริ่มรับโทษจำคุกที่เรือนจำกาจังเมื่อเดือนสิงหาคม 2022 หลังศาลสูงสุดของมาเลเซียยืนตามคำพิพากษาว่าเขามีความผิดในคดีที่เกี่ยวข้องกับการนำเงิน 42 ล้านริงกิต หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 10.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากบริษัทเอสอาร์ซี อินเตอร์เนชันแนล ซึ่งเป็นอดีตหน่วยงานในเครือกองทุน 1Malaysia Development Berhad (1MDB) เข้าบัญชีธนาคารของเขา เดิมศาลพิพากษาในปี 2020 ให้จำคุกอดีตนายกรัฐมนตรีเป็นเวลา 12 ปี และปรับ 210 ล้านริงกิต ในความผิดฐานใช้อำนาจโดยมิชอบ ละเมิดความไว้วางใจทางอาญา และฟอกเงิน
ต่อมาในเดือนมกราคม 2024 คณะกรรมการพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งขณะนั้นมีสมเด็จพระราชาธิบดีสุลต่านอับดุลลาห์ อะหมัด ชาห์ เป็นประธาน มีมติลดโทษจำคุกลงครึ่งหนึ่งจาก 12 ปี เหลือ 6 ปี และลดค่าปรับจาก 210 ล้านริงกิต เหลือ 50 ล้านริงกิต ส่งผลให้กำหนดพ้นโทษเดิมอยู่ที่วันที่ 23 สิงหาคม 2028
ซึ่งก่อนหน้านี้นั้น อดีตนายกรัฐมนตรี อ้างว่า อดีตกษัตริย์สุลต่านอับดุลลาห์ทรงมีคำสั่งเพิ่มเติม อนุญาตให้เขารับโทษที่เหลือที่บ้าน แต่ศาลสูงมาเลเซียเคยวินิจฉัยว่าคำสั่งดังกล่าวไม่สามารถบังคับใช้ได้ เนื่องจากเรื่องการกักบริเวณในบ้านไม่ได้ถูกนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการพระราชทานอภัยโทษในการประชุมเดือนมกราคม 2024

ถึงแม้ว่าการพระราชทานอภัยโทษครั้งล่าสุดจะเปิดทางให้ 'นายนาจิบ ราซัก' รับโทษคดีแรกที่บ้าน แต่เขายังเผชิญโทษจำคุกอีกคดีหนึ่ง ในเดือนธันวาคม 2025 เขาถูกศาลตัดสินว่ามีความผิดฐานใช้อำนาจโดยมิชอบและฟอกเงิน จากเงินมากกว่า 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐที่ถูกโอนเข้าสู่บัญชีของเขาจากกองทุน 1MDB ซึ่งเป็นคดีสำคัญอีกคดีหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตกองทุนดังกล่าว
ศาลพิพากษาให้จำคุกเพิ่มอีก 15 ปี และปรับ 11,400 ล้านริงกิต หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 2,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยโทษจำคุกคดีใหม่นี้จะเริ่มนับหลังจากนาจิบสิ้นสุดโทษจากคดีแรก และเขาอยู่ระหว่างการอุทธรณ์คำพิพากษา
โดยเขาก่อตั้งกองทุน 1MDB ไม่นานหลังเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี 2009 โดยเจ้าหน้าที่สืบสวนกล่าวหาว่า มีเงินอย่างน้อย 4,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐถูกยักยอกจากกองทุนและนำไปฟอกผ่านบัญชีธนาคารหลายชั้นในสหรัฐฯ และประเทศอื่นๆ เงินดังกล่าวถูกกล่าวหาว่านำไปใช้สนับสนุนการสร้างภาพยนตร์ฮอลลีวูด รวมถึงซื้ออสังหาริมทรัพย์ เรือยอชต์หรู งานศิลปะ และเครื่องประดับราคาแพง
ซึ่ง คดีอื้อฉาว 1MDB กลายเป็นประเด็นสำคัญในการเลือกตั้งทั่วไปของมาเลเซียปี 2018 ซึ่งนำไปสู่ความพ่ายแพ้ครั้งประวัติศาสตร์ของพรรคแนวร่วมแห่งชาติ หรือ บาริซัน เนชันแนล ซึ่งครองอำนาจมาตั้งแต่มาเลเซียได้รับเอกราชจากอังกฤษในปี 2500 แม้ถูกตัดสินว่ามีความผิดและจำคุก แต่ 'นายนาจิบ ราซัก' ยังคงมีอิทธิพลภายในพรรคองค์การสหชาติมาเลย์ (UMNO) ซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลผสมที่นำโดยนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม
การพระราชทานอภัยโทษครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเพียงหนึ่งสัปดาห์หลังคณะกรรมการพระราชทานอภัยโทษเลื่อนการพิจารณาคำร้องของ 'นายนาจิบ ราซัก' ไปยังการประชุมครั้งถัดไปเมื่อวันที่ 11 กันยายน ก่อนจะมีการเรียกประชุมขึ้นอีกครั้งในวันที่ 18 กันยายนและมีมติให้กักบริเวณนาจิบที่บ้านภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว การใช้การกักบริเวณในบ้านเป็นส่วนหนึ่งของพระราชอภัยโทษครั้งนี้ถือเป็นกรณีที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในมาเลเซีย และมีแนวโน้มทำให้เกิดการอภิปรายเพิ่มเติมเกี่ยวกับขอบเขตพระราชอำนาจ กระบวนการยุติธรรม และการบังคับใช้กฎหมายกับผู้ต้องโทษในคดีทุจริตที่มีอำนาจคนหนึ่งของชาติ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

