ดัชนีค่าครองชีพครัวเรือนพุ่ง ‘ม.รังสิต’ชี้กทม.-ปริมณฑลหนักสุด

รศ. ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ทำบทวิเคราะห์ เศรษฐกิจและนโยบายการค้าระหว่างประเทศ เรื่องดัชนีค่าครองชีพครัวเรือนไทย (CLI) ประจำไตรมาสที่ 3/2569 และคาดการณ์ไตรมาส 4/2569 “ผลกระทบราคาน้ำมันต่อค่าครองชีพคนไทย” โดยจากผลการคำนวณดัชนีค่าครองชีพครัวเรือนไทย ประจำไตรมาสที่ 3/2569 และคาดการณ์ไตรมาสที่ 4/2569 (โดยใช้ปี 2566 เป็นปีฐาน) พบว่า ดัชนีค่าครองชีพครัวเรือน ทั้งประเทศปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ไตรมาส 2/2569 เป็นต้นมา
ทั้งนี้ในไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 114.4 เพิ่มขึ้น 14.5% เมื่อเทียบกับช่วงไตรมาส 1/2569 ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี ก่อนจะปรับลดลงมาอยู่ที่ 110.9 ในไตรมาส 3/2569 ลดลง 3.5% เมื่อเทียบกับช่วงไตรมาส 2/2569 ซึ่งเป็นผลมาจากมาตรการอุดหนุนของรัฐบาลผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ช่วงวันที่ 1 มิถุนายน-30 กันยายน 2569
อย่างไรก็ตามได้มีการคาดการณ์ว่าในไตรมาส 4/2569 ดัชนีค่าครองครองชีพครัวเรือนไทย จะขยับขึ้นมาอยู่ที่ 111.8 เพิ่มขึ้น 0.9% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/2569 เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นอีกครั้ง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกและราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับตัวสูงขึ้น
ทั้งนี้เมื่อพิจารณาผลกระทบจากราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 26.6% ในไตรมาส 2/2569 เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2569 พบว่าส่งผลให้ค่าใช้จ่ายของครัวเรือนไทยเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึง 7 เท่า ในไตรมาส 2/2569 และยังคงสูงกว่าไตรมาส 1/2569 ถึง 6.1 เท่า และ 6.5 เท่า ในไตรมาส 3/2569 และไตรมาส 4/2569 ตามลำดับ
ดร.อัทธ์ กล่าวว่า เมื่อแยกพิจารณาเป็นรายภูมิภาค พบว่ากรุงเทพฯและปริมณฑล มีภาระค่าครองชีพและดัชนีค่าครองชีพสูงที่สุดในประเทศ รองลงมาคือ ภาคใต้ โดยในไตรมาส 2/2569 กรุงเทพฯและปริมณฑล มีดัชนีค่าครองชีพครัวเรือนไทย อยู่ที่ 115.2 มีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นสูงถึง 10,170.3 บาท/ครัวเรือน/ไตรมาส หรือเฉลี่ย 3,390.1 บาท/เดือน
ในขณะที่ภาคใต้ ดัชนีค่าครองชีพครัวเรือนไทย อยู่ที่ 114.8 มีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 8,960.9 บาท/ครัวเรือน/ไตรมาส หรือเฉลี่ย 2,987.0 บาท/เดือนบาท/ครัวเรือน/ไตรมาส 2,872.4 บาท/เดือน ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 7,083.7 บาท/ครัวเรือน/ไตรมาส 2,361.2 บาท/เดือน และภาคเหนือ มีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 7,043.5 บาท/ครัวเรือน/ไตรมาส 2,347.8 บาท/เดือน เมื่อเฉลี่ยทั้งประเทศพบว่าภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 8,362.4 บาท/ครัวเรือน/ไตรมาส หรือเฉลี่ย 2,787.5 บาท/เดือน
นอกจากนี้ผลจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นได้เปลี่ยนโครงสร้างค่าใช้จ่ายของคนไทยอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่ค่าใช้จ่ายหลักอยู่ที่หมวดอาหารและที่อยู่อาศัย กลายเป็นว่าสัดส่วนค่าใช้จ่ายอันดับ 1 ในไตรมาส 2/2569 คือค่าเดินทางและการขนส่งสูงถึง 49.3% คิดเป็นภาระที่เพิ่มขึ้น 1,373 บาท/เดือน ตามด้วยหมวดอาหารและเครื่องดื่ม 23.7% อยู่ที่ 660 บาท/เดือน และ หมวดที่อยู่อาศัย 16.8% อยู่ที่ 468 บาท/เดือน
สำหรับกลุ่มอาชีพที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากภาระค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ กรุงเทพฯและปริมณฑล พนักงานประจำ มีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 19,696.6 บาท/ไตรมาส 6,565.5 บาท/เดือน ตามด้วยผู้ประกอบการ SMEs เพิ่มขึ้น 13,769.0 บาท/ไตรมาส 4,589.7 บาท/เดือน ขณะที่ภูมิภาคอื่นๆ (ต่างจังหวัด) กลุ่ม SMEs และเกษตรกร เป็นกลุ่มที่แบกรับภาระสูงสุด อาทิ SMEs ในภาคใต้มีภาระเพิ่มขึ้น 11,915.4 บาท/ไตรมาส และ SMEs ภาคกลางเพิ่มขึ้น 11,812.0 บาท/ไตรมาส
ดร.อัทธ์ กล่าวว่า อยากเสนอแนะมาตรการเชิงนโยบายต่อรัฐบาล 7 ข้อสำคัญ เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ ได้แก่ 1.ใช้ดัชนีค่าครองชีพ เป็นเครื่องมือกำหนดนโยบาย รัฐบาลควรติดตามดัชนีค่าครองชีพรายไตรมาส แยกตามภูมิภาค อาชีพ และระดับรายได้ เพื่อกำหนดค่าจ้าง สวัสดิการ และมาตรการช่วยเหลือให้ตรงกับภาระที่ครัวเรือนเผชิญจริง 2.ช่วยเหลือแตกต่างกันตามภูมิภาค กรุงเทพฯและปริมณฑลควรเน้นค่าเดินทางและค่าโดยสาร ส่วนภาคใต้ควรลดต้นทุนขนส่งสินค้าและพลังงาน ขณะที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือควรช่วยเกษตรกรด้านน้ำมัน เครื่องจักร ปัจจัยการผลิต และการขนส่งผลผลิต
3.ลดต้นทุนอาหารตั้งแต่ต้นทาง ควรลดต้นทุนปุ๋ย อาหารสัตว์ พลังงาน และโลจิสติกส์ พร้อมเชื่อมโยงเกษตรกรกับผู้บริโภคโดยตรง เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งถูกส่งผ่านไปยังราคาอาหารมากเกินไป 4.ช่วย SMEs ลดต้นทุนแทนการควบคุมราคา จัดสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำลดค่าไฟฟ้าและต้นทุนขนส่งชั่วคราว รวมถึงสนับสนุนการประหยัดพลังงาน เพื่อให้ SMEs ไม่ต้องผลักภาระทั้งหมดไปยังราคาสินค้า และบริการ 5.ลดภาระค่าที่อยู่อาศัยและสาธารณูปโภค ช่วยค่าไฟฟ้าและก๊าซหุงต้มแบบกำหนดเพดานการใช้ให้ประโยชน์แก่ครัวเรือนรายได้น้อยและปานกลาง โดยไม่อุดหนุนครัวเรือนที่ใช้พลังงานสูงเกินความจำเป็น
6.ใช้มาตรการเงินช่วยเหลือแบบเจาะจง เงินช่วยเหลือควรพิจารณาทั้งรายได้ อาชีพ ภูมิภาค และสัดส่วนค่าใช้จ่ายจำเป็น ไม่ควรแจกเท่ากันทั่วประเทศ เพราะภาระค่าครองชีพของแต่ละพื้นที่แตกต่างกัน 7.ตรวจสอบการส่งผ่านต้นทุน ติดตามว่าสินค้ารายการใดปรับราคาสูงกว่าต้นทุนจริง ตรวจสอบค่าการตลาดและค่าขนส่ง โดยเฉพาะอาหาร น้ำมัน และสินค้าอุปโภคบริโภค แต่ไม่ควรใช้การควบคุมราคาจนทำให้สินค้าขาดตลาด
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

