'ระวี' ชี้ น้ำท่วม กทม.ปี 69 ไม่เหมือนปี 54 เตือนอย่าโทษกันเอง ย้ำ! นี่แค่จุดเริ่มต้นวิกฤตโลกร้อน

นายระวี ตะวันธรงค์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิคณะ กก.ประชาสัมพันธ์แห่งชาติ ชวนประชาชนทำความเข้าใจถึงสาเหตุและอุทกภัยในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 กับสถานการณ์น้ำท่วมในปี 2569 โดย ระบุว่า
#น้ำท่วมกทม ปีนี้ไม่เหมือนปี54 ยังไง?
อยากชวนทำความเข้าใจและแชร์ต่อได้ ไม่ดราม่า
ออกตัวก่อนว่าที่บ้านน้ำก็ท่วม แต่ปี54ไม่ท่วม และการทำข้อมูลนี้เพื่อสร้างความ “เข้าใจภัยธรรมชาติ“ ในฐานะที่ปี54 ก็ลุยน้ำทำข่าว แต่ปีนี้แตกต่าง และอยากให้ทุกท่านต้องเข้าใจว่า….เราเจอกับอะไร!!!
#น้ำท่วม2554 : ไทยเจอมหกรรมพายุซ้ำซ้อนหลายลูกเข้าเหนือ อีสาน พอน้ำจากฟ้ามาเยอะ ภูเขารับน้ำไม่ได้ ทุกอย่างลงเขื่อน เขื่อนรับไม่ไหว รัฐบาลประกาศปล่อยน้ำเขื่อนภูมิพล 100ล้าน ล/บ เมตร
น้ำหลากมันเลยไม่ได้วิ่งแค่ตามแม่น้ำ ปิง วัง ยม น่าน เจ้าพระยา แต่มันมาบนถนน ทุ่งนา อยุธยารับไม่ไหวน้ำวิ่งเข้าคองรังสิต 13 คลอง ไหลบ่าขึ้นถนนทุกเส้น
ด่านสุดท้ายคือ คลองแสนแสบ และคลองประเวศ ที่เป็นคลองแนวขวางกลางกทม. รับหน้าที่เอาน้ำออกบางประกง แทนเจ้าพระยาที่ล้นแล้ว กทม.เลยท่วมแต่ตอนบน
#น้ำท่วม2569 : น้ำฝนล้วนๆ ที่ไม่ได้เข้าภาคเหนือ เขื่อนยังมีที่รับน้ำ แต่จากเวลาที่ผ่านมาปัญหาโลกร้อนน้ำแข็งละลายทั่วโลก ทำให้น้ำทะเลระเหยเป็นฝนมากกว่าทุกปี(และจะหนักขึ้นทุกปี) ที่สำคัญฝนมาทางภาคตะวันออก ผ่ากลางกทม.เลย
ปัญหาโลกร้อนทำให้น้ำบนฟ้าเยอะกว่าเดิม จึงเป็นเหตุให้ “ตกหนัก ตกนาน ตกไม่หยุด” เหมือนเราเทน้ำใส่ถ้วยแบบไม่หยุดเท
รอบนี้ฝั่งตะวันออกของกทม. เลยเป็นที่ประสบภัย เพราะน้ำไม่ได้มาจากเหนือ อยุธยา เจ้าพระยา แต่มันคือเทน้ำตรงๆลงมากลางเมือง แนวรับน้ำหลักเหมือนปี54 คลองแสนแสบ กับคลองประเวศ เลยมีหน้าที่พร่องน้ำออกบางปะกง แต่….น้ำทะเลก็ดันหนุน
เท่ากับน้ำที่เทมาใส่ถ้วย แต่ถ้วยก็เทน้ำออกไม่ได้
กทม.เลยกลายเป็นถ้วยน้ำขนาดใหญ่
แน่นอนว่าทุกคนเดือดร้อน ขอส่งความห่วงใยด้วย
แต่ที่สำคัญที่สุดที่อยากบอกคือ….
“นี่แค่จุดเริ่มต้นจากปัญหาโลกร้อน และการเอาคืนของธรรมชาติ มนุษย์มีหน้าที่ป้องกัน รับมือ ช่วยเหลือกัน อย่ามัวแต่โทษกันเอง เรียนรู้ที่ต้องปรับชีวิตกัน”
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

