ชัชชาติ งานเข้า! ศรีสุวรรณ บุก ป.ป.ช. ร้องสอบปมยกเลิกแก้มลิงคู้บอน มีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่?

2 ตุลาคม 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้เดินทางไปยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช.เพื่อขอให้ไต่สวนและวินิจฉัยกรณี นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม.ไม่ดำเนินการจัดทำพื้นที่รับน้ำหรือแก้มลิงคลองคู้บอน ตามแนวพระราชดำริในหลวง ร.9 เพราะมีที่ดินของบริษัทเรียลเอสเตทที่เคยเป็นหนึ่งในทีมที่ปรึกษาผู้ว่าฯอยู่ด้วย ถือเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้องของตนเข้าข่ายการทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่
ทั้งนี้ สืบเนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำริให้จัดสร้างพื้นที่กักเก็บน้ำชั่วคราวเพื่อรองรับน้ำหลาก และระบายออกเมื่อระดับน้ำลดลงตามธรรมชาติ ซึ่งเรียกว่า “แก้มลิง” ในหลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะทางฝั่งตะวันออก เพื่อทำหน้าที่เป็นพื้นที่หน่วงน้ำ (Detention Basin) ช่วยบรรเทาอุทกภัยและระบายน้ำในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ โดยเฉพาะบึงรับน้ำคลองคู้บอน ที่ตั้งอยู่ในเขตคันนายาวและเขตคลองสามวา มีเนื้อที่ประมาณ 130 ไร่ และมีความจุในการกักเก็บน้ำประมาณ 870,000 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งช่วยป้องกันน้ำท่วมให้ประชาชนได้กว่า 1.4 ล้านคน ใน 4 เขต คือ คลองสามวา, คันนายาว, สายไหม และมีนบุรี
นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า พื้นที่แก้มลิงดังกล่าวผ่านการประชาพิจารณ์มาแล้วถึง 93.36% เมื่อปี 2560 และ ครม.เห็นชอบในหลักการแล้วเมื่อปี 2562 แต่ กทม.กลับเพิกเฉยไม่เดินหน้าเพื่อเสนอร่าง พ.ร.ฎ.จะเวนคืนที่ดินฯเพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งเมื่อไม่มีกฎหมายเวนคืนออกมาบังคับใช้ เจ้าของที่ดินจึงยังมีสิทธิตามกฎหมายในการซื้อ ขาย โอน ถมดิน หรือยื่นขอจัดสรรที่ดิน ซึ่งหนึ่งในบริษัทจัดสรรที่ดินที่ซื้อที่ดินในบริเวณดังกล่าวเพื่อพัฒนาทำหมู่บ้านขาย คือบริษัทที่มีที่ปรึกษาของผู้ว่าฯชัชชาติเป็นผู้บริหารอยู่ด้วย
ซึ่งกรณีดังกล่าว กทม.ออกมาแถลงว่าเหตุผลที่ยกเลิกแก้มลิงคลองคู้บอนและบางชันเพราะใช้งบสูงถึง 11,000 ล้านบาท จึงปรับไปใช้การพัฒนาระบบคลองสายหลักเชื่อม "อุโมงค์ระบายน้ำส่วนต่อขยายบึงหนองบอน"แทน ซึ่งใช้งบประมาณเพียง 6,500 ล้านบาท และมีประสิทธิภาพสูงกว่า แต่ทว่าข้อมูลอึกด้านระบุว่า พื้นที่โครงการบึงรับน้ำคู้บอน 130 ไร่ ช่วงมีข่าวทำบึงรับน้ำและทำประชาพิจารณ์ ราคาที่นาที่ชาวบ้านขายบริษัทอสังหาฯ ขนาดใหญ่ตกเฉลี่ยไร่ละ 3 ล้านบาท รวมเป็นเงินค่าที่ดินเพียง 390 ล้านบาท ประเมินค่าก่อสร้างโครงการในช่วงการทำประชาพิจารณ์ประมาณ 1 พันล้านบาท รวมเป็นเงินงบประมาณที่ต้องใช้เพียงประมาณ 1,390 ล้านบาทเท่านั้น ตัวเลข 11,000 ล้าน เอามาจากไหน
นายศรีสุวรรณ ระบุว่า ประเด็นสำคัญที่เป็นข้อพิรุธ คือ การที่ผู้ว่าฯ กทม.ไม่ยอมผลักดันเสนอ (ร่าง) พ.ร.ฎ.จะเวนคืนฯที่ดินบริเวณดังกล่าวเพื่อมาทำแก้มลิงตามพระราชดำริในหลวงนั้น แม้ชาวบ้านในพื้นที่จะเรียกร้องและยื่นหนังสือมาอย่างต่อเนื่อง เป็นเพราะมีบริษัทที่เป็นอดีตที่ปรึกษาของผู้ว่าฯชัชชาติ ไปซื้อที่ดินอยู่ในบริเวณนั้นอยู่ด้วย จึงไม่กล้าที่จะเวนคืน จึงปล่อยเรื่องดังกล่าว “ให้ตกไปตามสภาพ” โดยไม่ต้องสั่งยกเลิกใช่หรือไม่ เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้พื้นที่ดังกล่าวขาดพื้นที่รับน้ำ ทำให้เกิดอุทกภัยในบริเวณดังกล่าว
“เรื่องดังกล่าวน่าจะเข้าข่ายเป็นการมีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือเอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้องของตน อันอาจเข้าข่ายการทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่ จึงจำต้องนำความมาให้ ป.ป.ช.ไต่สวนและวินิจฉัยเอาผิดในวันนี้” นายศรีสุวรรณ กล่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

