'อ.ไชยันต์' เปรียบเทียบ '6 ตุลา-ปฏิวัติฝรั่งเศส' ชี้จุดร่วมความกลัว-ปลุกปั่นทำมนุษย์บ้าคลั่ง

วันที่ 7 ตุลาคม 2569 ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Chaiyan Chaiyaporn ระบุว่าในหัวข้อ "“การปลุกปั่นและความบ้าคลั่งของมนุษย์ ใน เหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 และในการปฏิวัติฝรั่งเศส”
โดยมีเนื้อหาดังนี้ จริงอยู่ ที่เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ของไทย กับ การปฏิวัติฝรั่งเศส (ช่วงกลียุคและยุคแห่งความหวาดกลัว ค.ศ. 1792–1800) จะเกิดขึ้นคนละยุคสมัย และสองเหตุการณ์นี้มีขนาดของความสูญเสียและผลลัพธ์สุดท้ายที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
แต่หากวิเคราะห์ในแง่ "จิตวิทยาฝูงชน ความกลัว และการใช้ความรุนแรงเพื่อปกป้องหรือล้มล้างระบอบดั้งเดิม" จะพบว่ามีจุดร่วมและจุดต่างที่ชัดเจน
ในกรณี 6 ตุลา ฝ่ายขวากลัวภัยคอมมิวนิสต์ หวาดวิตกว่าไทยจะตกเป็นโดมิโนตัวต่อไปตามกัมพูชา ลาว เวียดนาม
ของฝรั่งเศส ฝ่ายซ้ายปฏิวัติกลัวการสมคบคิดและการรุกราน ฝ่ายซ้ายปฏิวัติกลัวว่า สถาบันกษัตริย์จะร่วมมือกับต่างชาติมาบดขยี้ประชาชน
ของไทย สถาบันกษัตริย์ถูกฝ่ายขวานำมาใช้เป็น ศูนย์รวมจิตใจและข้ออ้าง ในการกวาดล้างฝ่ายซ้าย
ของฝรั่งเศส สถาบันกษัตริย์ถูกมองว่าเป็น ศัตรูของรัฐ และถูกโค่นล้มเพื่อสถาปนาสาธารณรัฐ
ของไทย ผู้ลงมือกระทำ คือ เจ้าหน้าที่รัฐ (ตำรวจตระเวนชายแดน) ร่วมกับ มวลชนฝ่ายขวาจัด (กระทิงแดง, นวพล, ลูกเสือชาวบ้าน)
ของฝรั่งเศส รัฐบาลฝ่ายปฏิวัติ (กลุ่มจาโคบิน) ร่วมกับ มวลชนระดับล่าง (Sans-culottes) เป็นผู้ลงมือกระทำ
วิธีการใช้ความรุนแรงของไทย ใช้การปิดล้อมยิงถล่ม การรุมประชาทัณฑ์ตามท้องถนน แขวนคอ เผาทั้งเป็น
ของฝรั่งเศส ใช้การประหารชีวิตอย่างเป็นระบบด้วย กิโยติน (Guillotine) และการล้อมปราบสงครามกลางเมือง
ของไทย ผลลัพธ์ทางการเมือง ฝ่ายอนุรักษ์นิยมชนะ เกิดรัฐประหาร นำประเทศไทยกลับสู่ระบอบเผด็จการทหารขวาจัด
ของฝรั่งเศส ฝ่ายก้าวหน้าล้มล้างระบอบเก่าสำเร็จ แต่จมอยู่กับความรุนแรงจนสิ้นสุดลงเมื่อ นโปเลียน โบนาปาร์ต ยึดอำนาจ
จุดร่วมที่เหมือนกัน
1. "ความตื่นตระหนกและหวาดระแวงอย่างสุดขีด"
ทั้งสองเหตุการณ์ขับเคลื่อนด้วย "ความกลัวว่าจะถูกทำลายล้าง"
• 6 ตุลา: สังคมไทยในขณะนั้นวิตกจริตว่านักศึกษาคือคอมมิวนิสต์ที่จะมาล้มล้างระบอบกษัตริย์และศาสนาพุทธ
• ฝรั่งเศส (1792): เกิดเหตุการณ์ "การสังหารหมู่เดือนกันยายน" (September Massacres) ประชาชนบุกปราบและฆ่านักโทษในคุกนับพันคน เพราะกลัวว่ากองทัพออสเตรียและปรัสเซียจะบุกมาถึงปารีสแล้วปล่อยนักโทษมาแก้แค้นประชาชน ความกลัวทำให้มนุษย์พร้อมจะชิงลงมือก่อนอย่างโหดเหี้ยม
2. การควบคุมสื่อและการใช้โฆษณาชวนเชื่อเพื่อลดทอนความเป็นมนุษย์
• 6 ตุลา: สถานีวิทยุยานเกราะและหนังสือพิมพ์ฝ่ายขวา ประโคมข่าวว่านักศึกษาทำละครล้อเลียนแขวนคอพระบรมโอรสาธิราชฯ (ซึ่งภายหลังพบว่าเป็นการตกแต่งภาพและใส่สีข่าว) และตราหน้าว่านักศึกษา "ไม่ใช่คนไทย" แต่เป็นแก๊งเวียดนามแกว
• ฝรั่งเศส: สื่อของฝ่ายปฏิวัติ เช่น หนังสือพิมพ์ของ ฌ็อง-ปอล มาราท (Jean-Paul Marat) คอยยุยงและตราหน้ากลุ่มขุนนางและพระสงฆ์ว่าเป็น "ปลงปรสิต" ที่สูบเลือดเนื้อประชาชน และเป็นพวกทรยศชาติ ทำให้ฝูงชนรู้สึกว่าการฆ่าคนเหล่านี้คือการทำความสะอาดสังคม
3. ความรุนแรงโดยชอบธรรม
ผู้ลงมือฆ่าในทั้งสองเหตุการณ์ไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นอาชญากร แต่มองว่าตนเองเป็น "ฮีโร่ผู้ปกป้องชาติ" ฝ่ายขวาไทยเชื่อว่าทำเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ส่วนฝ่ายปฏิวัติฝรั่งเศส (ยุคแห่งความหวาดกลัวของโรเบสปิแยร์) เชื่อว่าความรุนแรงคือ "ความยุติธรรมที่เฉียบขาด" เพื่อปกป้องคุณธรรมและความเท่าเทียมของสาธารณรัฐ
จุดต่าง
1. ทิศทางของอำนาจ
• 6 ตุลา เป็นความรุนแรงจากบนลงล่าง: เป็นการที่โครงสร้างอำนาจเดิม (กองทัพ, ชนชั้นนำ, มวลชนฝ่ายขวา) ล้อมปราบขบวนการนักศึกษาปัญญาชนเพื่อ "รักษาโครงสร้างสังคมแบบเดิม" ไม่ให้เปลี่ยนไปเป็นคอมมิวนิสต์
• ฝรั่งเศส เป็นความรุนแรงจากล่างขึ้นบน): เป็นการที่มวลชนระดับล่างและปัญญาชนหัวรุนแรง ร่วมมือกัน "ทลายโครงสร้างสังคมแบบเดิม" (ระบบกษัตริย์และฐานันดร) เพื่อสร้างระบอบใหม่
2. ระบบของความรุนแรง
• 6 ตุลา เป็นความบ้าคลั่งชั่วข้ามคืน (Mob Violence): ความรุนแรงหลักๆ เกิดขึ้นในเช้าวันที่ 6 ตุลาคม เพียงวันเดียว เป็นลักษณะของฝูงชนที่ขาดสติรุมประชาทัณฑ์ตามสัญชาตญาณดิบ
• ฝรั่งเศส เป็นความรุนแรงเชิงสถาบัน (State Terror): ในยุค Reign of Terror (ค.ศ. 1793–1794) ความรุนแรงถูกจัดให้เป็นระบบโดยรัฐบาล มี "คณะกรรมการความปลอดภัยสาธารณะ" และ "ศาลปฏิวัติ" ทำหน้าที่ออกกฎหมาย จับกุม และลากคนขึ้นเครื่องกิโยตินอย่างเป็นทางการวันละหลายสิบคน มีผู้เสียชีวิตทั่วประเทศรวมหลายหมื่นคน
3. ผลกระทบต่อสถาบันกษัตริย์
• 6 ตุลา: ส่งผลให้สถาบันกษัตริย์ของไทยมีความมั่นคงและได้รับการเทิดทูนในฐานะปราการด่านสุดท้ายที่ปกป้องประเทศจากคอมมิวนิสต์ยาวนานต่อมาอีกหลายทศวรรษ
• ฝรั่งเศส: สถาบันกษัตริย์ถูกกวาดล้างอย่างถอนรากถอนโคน พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และพระนางมารี อ็องตัวแน็ต ถูกประหารชีวิตในปี 1793 นำไปสู่การสิ้นสุดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในฝรั่งเศสช่วงเวลานั้น และได้รับการฟื้นฟูกลับมาในปี 1814 หลังนโปเลียนแพ้สงคราม
สรุป
หากพิจารณาอย่างลึกซึ้ง เหตุการณ์ 6 ตุลา คือภาพสะท้อนของการต่อต้านการปฏิวัติ (Counter-Revolution) ที่ประสบความสำเร็จในการหยุดยั้งความเปลี่ยนแปลง
ในขณะที่ ฝรั่งเศส 1792–1800 คือการปฏิวัติ (Revolution) ที่หลุดการควบคุมจนกลายเป็นความบ้าคลั่ง แต่ทั้งสองเหตุการณ์ย้ำเตือนเราเหมือนกันว่า "เมื่อความกลัวเข้าครอบงำสังคมจนถึงขีดสุด มนุษย์จะสามารถเข่นฆ่าเพื่อนร่วมชาติได้อย่างโหดเหี้ยม โดยเชื่อว่าตนเองกำลังทำความดีอยู่"
การเปรียบเทียบเหตุการณ์ทั้งสองนี้ สอนให้เราต้องระมัดการใช้จิตวิทยาการเมือง การปลุกปั่นให้เกิดความเกลียดชังอย่างสุดขั้วเพื่อผลลัพธ์ทางการเมือง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

