กรมชลฯ ปรับลดการระบายน้ำ เขื่อนเจ้าพระยา-เขื่อนขุนด่านฯ หลังปริมาณน้ำเหนือเริ่มลดต่อเนื่อง

7 ตุลาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่าเมื่อเวลา 06.00 น. ปริมาณน้ำไหลผ่านสถานี C.2 จ.นครสวรรค์ อยู่ที่ 1,915 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที มีแนวโน้มลดลงและแม่น้ำสะแกกรังที่สถานี Ct.19 จ.อุทัยธานี 52 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ลดลงเช่นกัน ขณะที่ระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ที่ +16.38 เมตร (ระดับทะเลปานกลาง)
กรมชลประทานจึงเริ่มทยอยปรับลดการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาตั้งแต่เวลา 08.00 น. จาก 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ลงชั่วโมงละประมาณ 20 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จนเหลือ 2,400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีในเวลา 13.00 น. และ คงอัตราดังกล่าวต่อเนื่อง พร้อมปรับลดการรับน้ำเข้าระบบชลประทานทั้งฝั่งซ้ายและฝั่งขวาให้เหมาะสม เพื่อควบคุมระดับน้ำเหนือเขื่อน และติดตามปริมาณน้ำเหนือกับสถานการณ์ฝนอย่างใกล้ชิด
สำหรับพื้นที่ตอนบนของลุ่มเจ้าพระยากรมชลประทานยังใช้ทุ่งบางระกำช่วยหน่วงน้ำในลุ่มน้ำยม เพื่อลดปริมาณน้ำที่จะไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่าง และบริหารปริมาณน้ำในระบบให้สอดคล้องกับสถานการณ์
ส่วนเขื่อนขุนด่านปราการชล จ.นครนายก เมื่อเวลา 07.00 น. วันนี้ มีปริมาณน้ำในอ่าง 215.59 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ ร้อยละ 96 ของความจุอ่าง ระดับน้ำอยู่ที่ 108.63 เมตร (ระดับทะเลปานกลาง) ขณะที่ระดับน้ำในแม่น้ำนครนายกบริเวณสะพานเขานางบวชยังต่ำกว่าตลิ่ง 2.90 เมตร ทั้งนี้ตั้งแต่เวลา 08.00 น. กรมชลประทานปรับลดการระบายน้ำผ่านทางระบายน้ำล้น (Spillway) โดยกดบานระบายจากเดิมยกไว้ 25 เซนติเมตร หรือร้อยละ 4 ของระยะยกบาน เหลือ 20 เซนติเมตร หรือร้อยละ 3 เพื่อลดผลกระทบพื้นที่ท้ายน้ำ พร้อมบริหารพื้นที่ในอ่างเพื่อรองรับฝนที่อาจเพิ่มขึ้นในช่วงวันที่ 10–14 ตุลาคมนี้
ขณะเดียวกัน กรมชลประทาน เร่งระบายน้ำในพื้นที่ จ.ปทุมธานี โดยเฉพาะเทศบาลนครรังสิต เพิ่มเครื่อง Hydro Flow บริเวณสถานีสูบน้ำจุฬาลงกรณ์ 3 เครื่อง และประตูระบายน้ำและสถานีสูบน้ำกึ่งถาวรปากคลองรังสิต 2 เครื่อง เพื่อเร่งลดระดับน้ำในคลองรังสิตประยูรศักดิ์และระบายออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมเร่งช่วยเหลือพื้นที่ประสบปัญหาน้ำท่วมใน จ.นนทบุรี และเคลื่อนย้ายเครื่องจักร เครื่องสูบน้ำ และกำลังเจ้าหน้าที่เข้าเสริมในจุดที่ยังมีความเสี่ยง
นอกจากนั้นกรมชลประทานยังเร่งระบายน้ำในภาคตะวันออก จากแม่น้ำปราจีนบุรี และ แม่น้ำนครนายก ลงสู่แม่น้ำบางปะกง พร้อมสนับสนุนเครื่องผลักดันน้ำ 28 เครื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำออกสู่ทะเล
ปัจจุบันกรมชลประทานระดมเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ รถบรรทุก และเครื่องจักรต่าง ๆ รวมประมาณ 786 หน่วย สนับสนุนพื้นที่ประสบภัยและพื้นที่เสี่ยงทั่วประเทศ พร้อมเตรียมความพร้อมในภาคใต้ เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือประชาชนได้ทันทีหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

