สกู๊ปพิเศษ : ขับเคลื่อนท่องเที่ยวไทยสู่ ‘การท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง’ ชูโมเดลฟื้นฟูธรรมชาติ ควบคู่ยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน

เมื่อเทรนด์โลกขับเคลื่อนผ่านคำว่า “ความยั่งยืน” (Sustainability) อาจยังไม่เพียงพออีกต่อไป อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยจึงกำลังก้าวสู่หมุดหมายใหม่ที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม ด้วยแนวคิด “การท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง” (Regenerative Tourism) พลิกโฉมประสบการณ์เดินทางให้นักท่องเที่ยวไม่ได้เป็นเพียง “ผู้มาเยือน” แต่เป็น “ผู้ให้” ที่ช่วยฟื้นฟูธรรมชาติ วัฒนธรรม และชุมชนให้กลับมางดงามยิ่งกว่าเก่า
เมื่อเร็วๆนี้ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) จับมือยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยก้าวข้ามความยั่งยืนแบบเดิม สู่ “การท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง” โดยนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อววน.) มาขับเคลื่อนพื้นที่นำร่อง 4 แห่ง มุ่งเป้าหมายหลักในการ “ฟื้นฟูธรรมชาติ ควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน” อย่างยั่งยืน โดยได้รับเกียรติจาก ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และ น.ส.วนิดา พันธ์สะอาด รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (กก.) ร่วมเป็นสักขีพยาน โดยมี ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. และนายศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร ผู้อำนวยการ อพท. เป็นผู้ลงนามความร่วมมือดังกล่าว

การบูรณาการความร่วมมือครั้งนี้ ไม่เพียงแต่มุ่งเน้นการลดผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ก้าวไปอีกขั้นด้วยการสร้าง “ผลกระทบเชิงบวก (Positive Impact)” ให้เกิดขึ้นในทุกมิติ โดยให้ความสำคัญกับ 2 หัวใจหลัก ได้แก่ 1.ฟื้นฟูธรรมชาติและระบบนิเวศให้กลับมาสมบูรณ์ ใช้กลไกทางวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมในการเยียวยาแหล่งท่องเที่ยว เช่น การฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ การดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติทางบกและทางทะเล และการส่งเสริมการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ เพื่อให้ธรรมชาติสามารถฟื้นตัวและเติบโตควบคู่ไปกับการท่องเที่ยวได้ และ 2.ยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจชุมชน มุ่งสร้างการกระจายรายได้ที่เป็นธรรม พร้อมทั้งเสริมสร้างความเข้มแข็งให้คนในท้องถิ่นสามารถจัดการการท่องเที่ยวได้ด้วยตนเอง โดยดึงเอาอัตลักษณ์ ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมมาต่อยอดเป็นคุณค่า สร้างอาชีพที่มั่นคง และยกระดับความเป็นอยู่ของคนในชุมชนให้ดีขึ้นในระยะยาว
ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. เปิดเผยว่า สอวช. ได้เข้ามามีบทบาทในการร่วมออกแบบและพัฒนานโยบาย เพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวของไทย โดยใช้กลไกของกระทรวง อว. เป็นเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมไปสู่การใช้ประโยชน์ในพื้นที่ของ อพท. พร้อมประสานเครือข่ายวิชาการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาหลักสูตรและเครื่องมือวัดผลตามหลักวิทยาศาสตร์ สำหรับสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ๆด้านการท่องเที่ยว โดยผลลัพธ์จากความร่วมมือในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้างครั้งนี้ จะนำไปสู่การพัฒนาต้นแบบพื้นที่ท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การมีส่วนร่วมของชุมชน และการสร้างรายได้จากกิจกรรมท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยใช้องค์ความรู้และผลการศึกษาจากพื้นที่มาใช้ประกอบการกำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย พร้อมทั้งช่วยเพิ่มคุณค่าของพื้นที่ท่องเที่ยวในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาการท่องเที่ยวที่สร้างประโยชน์ให้กับพื้นที่ในระยะยาว

ด้าน นายศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร ผู้อำนวยการ อพท. กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่าง อพท. และ สอวช. ในครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการก่อให้เกิดกลไกความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างภาคีเครือข่าย รวมถึงการบูรณาการองค์ความรู้ด้าน อววน. เพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้างของประเทศไทย ที่นอกจากจะมุ่งสร้างคุณค่าและมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจแล้ว ยังช่วยกำหนดทิศทางและกลไกในการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม วิถีชีวิต ความหลากหลายทางชีวภาพ และคุณภาพชีวิตของชุมชน อันจะเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจและการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติของประเทศต่อไป โดยเสนอ 4 พื้นที่นำร่อง Living Lab ประกอบด้วย พื้นที่พิเศษฯ หมู่เกาะช้างและพื้นที่เชื่อมโยง พื้นที่พิเศษฯ ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา พื้นที่พิเศษฯ เชียงราย พื้นที่พิเศษฯ คุ้งบางกะเจ้า

สอวช. และ อพท. ได้หารือถึงกรอบแนวทางและขอบเขตการดำเนินงานภายใต้ความร่วมมือดังกล่าวครอบคลุมใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ 1. การพัฒนา ออกแบบ และขับเคลื่อนนโยบาย มุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านจากการรักษาทรัพยากรไปสู่การฟื้นฟูและคืนกำไรให้ระบบนิเวศทางธรรมชาติ สังคม และวัฒนธรรม โดยใช้กลไก อววน. เป็นตัวขับเคลื่อน เพื่อสร้างการท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้างที่มีมูลค่าสูง พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์กลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ พร้อมผลักดันผลลัพธ์และแนวคิดเข้าสู่แผนนโยบายและยุทธศาสตร์ระดับชาติ 2. การขับเคลื่อนเชิงโครงสร้างและนโยบาย การประสานความร่วมมือ และการพัฒนาภาคีเครือข่ายระหว่างสถาบันอุดมศึกษา หน่วยงานวิจัย ภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อขับเคลื่อนนโยบายเชิงโครงสร้างจากข้อมูลจริง พร้อมทั้งคัดเลือกและพัฒนาพื้นที่พิเศษ “Regenerative Tourism Lab” เป็นพื้นที่ทดลองนำร่องโมเดลการท่องเที่ยวที่เหมาะสมกับบริบทเฉพาะถิ่น และพัฒนากรอบแนวคิดการแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นฐาน (Nature-based Solutions: NbS) 3. การพัฒนาเครื่องมือที่สร้างระบบนิเวศและวัดผลเพื่อการพัฒนา เช่น การเสนอและร่วมพัฒนาเกณฑ์มาตรฐานตามหลักวิทยาศาสตร์เพื่อใช้ประเมินผลกระทบเชิงฟื้นสร้าง โดยให้สอดคล้องกับมาตรฐานระดับโลก เช่น เกณฑ์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก (GSTC) และปรับประยุกต์ให้เหมาะสมกับบริบทเฉพาะถิ่นของไทย เพื่อให้เกิดเกณฑ์การวัดผลที่พิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์ และ 4. การพัฒนาศักยภาพของบุคลากร ผู้ประกอบการ คณาจารย์ และชุมชน ผ่านหลักสูตรวิชาการและการถ่ายทอดองค์ความรู้ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาทุนมนุษย์ และเตรียมความพร้อมให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถปรับตัวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ได้
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

