ดีพเทคสตาร์ทอัพไทย บุกตลาดญี่ปุ่นสำเร็จ NIA เตรียมขยายผลสู่ตลาดประเทศอื่น ตั้งเป้าเพิ่มกลุ่มธุรกิจ AI-หุ่นยนต์-เซมิคอนดักเตอร์

18 สิงหาคม 2569 ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผอ.สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ NIA เปิดเผยถึงการผลักดันโครงการเร่งสร้างธุรกิจสตาร์ตอัปที่ใช้เทคโนโลยีเชิงลึกสู่การเติบโตในอุตสาหกรรมเป้าหมายประเทศหรือโครงการ Startup Thailand Deep Tech Venture 2026 ว่า NIA กำลังเดินหน้าผลักดันผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่มีนวัตกรรมเชิงลึก หรือ Deep Tech Startup อย่างต่อเนื่อง โดยมองว่าธุรกิจในกลุ่มนี้มีศักยภาพสูงมากและมีโอกาสเติบโตแบบก้าวกระโดด
“เหตุผลที่มุ่งเน้นไปที่เทคโนโลยีขั้นสูง เพราะนวัตกรรมเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแค่การสร้างโมเดลธุรกิจ (Business Model) แบบเดิมๆ แต่เป็นการพัฒนาจากงานวิจัยที่ซับซ้อน มีการบ่มเพาะ (Incubate) มีการจดสิทธิบัตรคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และสามารถต่อยอดไปสู่การใช้งานจริงได้ ปัจจุบัน ภายใต้การดูแลของกระทรวง อว. มีมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยหลายแห่งที่พร้อมสนับสนุนงานวิจัยเชิงลึกเหล่านี้ ซึ่งในประเทศที่ประสบความสำเร็จ เช่น สหรัฐอเมริกา อิสราเอล เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ต่างก็ให้ความสำคัญกับธุรกิจกลุ่มนี้เป็นอย่างมาก สำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมายและแผนบุกตลาดต่างประเทศ เป้าหมายหลักของกลุ่มธุรกิจนี้ ได้แก่ อุตสาหกรรมเทคโนโลยีทางการแพทย์และสุขภาพ (Health Tech & Medical) อาหารและการเกษตร (Food & Agriculture) พลังงาน (Energy) และโซลูชันสำหรับธุรกิจ (Business Solution)” ผอ.NIA กล่าว

ดร.กริชผกา กล่าวต่อว่า NIA ได้จัดโปรแกรมสนับสนุนตั้งแต่การหาผู้ร่วมลงทุน การทำโครงการต้นแบบ ไปจนถึงการจัดกิจกรรมสาธิตนวัตกรรม (Demo Day) และการผลักดันให้ออกไปเติบโตในตลาดต่างประเทศ โดยภูมิภาคเป้าหมายหลักในปีนี้คือ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asia) และประเทศญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพและมีความพร้อมสูง
“การบุกตลาดญี่ปุ่น ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญ เนื่องจากญี่ปุ่นเปิดรับความร่วมมือและเทคโนโลยีใหม่ๆ มากขึ้น จากบริษัทที่สมัครเข้าร่วมโครงการกว่า 100 ราย NIA ได้คัดเลือก 10 บริษัทที่มีศักยภาพสูงสุดไปเจรจา Business Matching (การจับคู่ธุรกิจ) ที่ประเทศญี่ปุ่น โดยมีบริษัทญี่ปุ่นเข้าร่วมเจรจามากกว่า 140 ครั้ง ความสำเร็จครั้งนี้ทำให้สตาร์ตอัปไทย 2 บริษัท สามารถลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับบริษัทของญี่ปุ่นได้สำเร็จ ได้แก่ 1. MUI Robotics Co.,Ltd. (MUI Robotics) ซึ่งพัฒนานวัตกรรม "จมูกอิเล็กทรอนิกส์" หรือ Digital AI ให้บริการโซลูชันการวิเคราะห์กลิ่นขั้นสูง สำหรับอุตสาหกรรมอาหาร เกษตร เคมี สุขภาพและเครื่องสำอางได้ลงนามความร่วมมือกับ Nomura Jimusho,INC.(Japan) และ 2.Clean Tech & Beyond Co.,Ltd.(Thailand) ธุรกิจที่เน้นด้านนวัตกรรมพลังงานได้ลงนามความร่วมมือกับ MRF Co.,Ltd.(Japan) และยังมีอีกหลายโครงการที่อยู่ระหว่างการ PoC หรือการพิสูจน์และทดสอบแนวคิดว่าใช้งานได้จริง ซึ่งสะท้อนว่าโครงการไม่ได้จบลงแค่การอบรมหรือการ Pitch แต่สามารถสร้างโอกาสทางธุรกิจจริงและเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระยะยาวระหว่างไทยและญี่ปุ่น” ดร.กริชผกา กล่าวและว่า
ความสำเร็จนี้ยังเกิดจากความร่วมมืออันดีกับพันธมิตรในญี่ปุ่น เช่น องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO), NEDO และภาคเอกชน โดย ดร.กริชผกา เน้นย้ำว่า การขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศมักไม่สำเร็จในการพูดคุยเพียงครั้งเดียว แต่ต้องมีการติดตามผล (Follow-up) อย่างต่อเนื่อง ซึ่งโมเดลความสำเร็จนี้จะถูกนำไปปรับใช้กับการขยายตลาดในประเทศอื่นๆ ต่อไป

ผอ.NIA กล่าวด้วยว่า สำหรับแผนงานในอนาคต NIA ยังคงเดินหน้าส่งเสริมธุรกิจกลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูงต่อไป โดยจะขยายไปยังกลุ่ม AI หุ่นยนต์ (Robotics) และเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor)
ในตอนท้าย ดร.กริชผกา ยืนยันว่า แม้ในปีหน้าอาจมีข้อจำกัดด้านงบประมาณที่ลดลง แต่ NIA จะบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะลดค่าใช้จ่ายในส่วนที่ไม่จำเป็น และมุ่งเน้นการสนับสนุนเงินทุนและการขยายตลาดให้กับผู้ประกอบการสตาร์ตอัปให้ได้มากที่สุด เพื่อให้ธุรกิจเหล่านี้สามารถ Scale up (ขยายขนาดธุรกิจให้เติบโตขึ้น) สู่เวทีโลกได้อย่างแข็งแกร่ง



