ตะลอนเที่ยว : วัดหน้าพระเมรุราชิการามวรวิหาร อยุธยา

หากจะถามว่าก่อนที่กรุงศรีอยุธยา ราชธานีแห่งที่สองของไทยในอดีตถูกทำลายล้างลงในปี พ.ศ. ใด ก็ตอบว่าในปี พ.ศ. 2310 หลังกองทัพของพม่าของพระเจ้ามังระ (ซีนพยูชินมิ่น) แห่งราชวงศ์โก้นบอง (หรือคองบอง) กรีฑาทัพที่มีไพร่พลสกลศึกจำนวนกว่า 4 หมื่นนาย พรั่งพร้อมด้วยช้างศึกและม้าศึกครบครัน มาปิดล้อมพระมหาราชวังกรุงศรีอยุธยานานเป็นเวลานานประมาณ 14 เดือน โดยยกทัพเข้ามาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2309 จนกระทั่งกรุงศรีอยุธยาแตกพ่ายในวันที่ 7 เมษายน 2310 แต่ต้องย้ำว่าในการศึกครั้งนี้ พระเจ้ามังระไม่ได้เสด็จมาทำสงครามด้วยพระองค์เอง แต่ทรงสั่งให้เนเมียวสีหบดี และมังมหานรธา เป็นแม่ทัพคุมทหารเข้ามาทำศึก
ตามประวัติศาสตร์ระบุว่าทัพหลวงของพม่าตั้งอยู่ที่บริเวณวัดหน้าพระเมรุฯ ซึ่งอยู่ไม่ห่างไกลจากเขตกำแพงพระบรมมหาราชวังกรุงศรีอยุธยา แล้วระดมยิงปืนใหญ่เข้าทำลายพระนครอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งกรุงศรีอยุธยาแตกพ่ายในที่สุด วัดหน้าพระเมรุฯ ตั้งอยู่ห่างจากกำแพงพระบรมมหาราชวังเพียง 378 เมตรเท่านั้น โดยมีคลองสระบัวหรือคูเมืองกั้นขวางอยู่ ดังนั้น จึงเป็นชัยภูมิที่กองทัพพม่าเลือกใช้เป็นที่ตั้งทัพหลวง แล้วระดมยิงปืนใหญ่ใส่พระนคร วัดนี้จึงไม่ถูกพม่าเผาทิ้งหลังมีชัยชนะเหนือกรุงศรีอยุธยา ด้วยเหตุนี้จึงทำให้สิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ในวัดยังคงดำรงอยู่อย่างเกือบสมบูรณ์มาจนถึงปัจจุบัน จึงถูกใช้เป็นแหล่งศึกษาสถาปัตยกรรมการสร้างวัดของสมัยกรุงศรีอยุธยามาจนถึงบัดนี้ อย่างไรก็ตาม มิได้หมายความว่าวัดหน้าพระเมรุฯ เป็นเพียงวัดเดียวในเขตกรุงศรีอยุธยาที่ไม่ถูกกองทัพพม่าเผาทำลาย แต่เหตุที่พูดถึงวันนี้ก็เพราะเป็นวัดที่ถูกใช้ตั้งทัพของพม่า และวัดนี้มีความงดงามตามแบบฉบับของสถาปัตยกรรมกรุงศรีอยุธยาตอนต้นถึงตอนกลาง
วัดหน้าพระเมรุฯ ถูกกล่าวถึงในพระราชพงศาวดารเป็นครั้งแรก ประมาณ ปี พ.ศ. 2106 ว่าพระเจ้าบุเรงนองกับสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ทรงทำสัญญาสงบศึก โดยตั้งพลับพลาทรงทำสัญญาในบริเวณระหว่างวัดหน้าพระเมรุฯกับวัดหัสดาวาส โดยกรุงศรีอยุธยายอมให้ช้างเผือก 4 ช้างแก่หงสาวดี แล้วส่งบุคคลที่เคยทัดทานการมอบช้างเผือกแก่หงสาวดีไปเป็นตัวประกันด้วย แล้วยังต้องส่งช้าง ปีละ 30 เชือก พร้อมเงินอีก ปีละ 300 ชั่ง แล้วยินยอมให้หงสาวดีมีสิทธิเก็บภาษีอากรในเมืองมะริด ส่วนกรุงศรีอยุธยาต่อรองขอดินแดนที่ฝ่ายหงสาวดียึดไว้คืนทั้งหมด ซึ่งสัญญาก็เป็นไปตามนั้น แล้วหงสาวดีก็ยกทัพกลับไป การเจรจาสงบศึกครั้งนี้เกิดก่อนกรุงศรีอยุธยาจะเสียเอกราชครั้งที่ 1 ที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2112 แล้วมีการระบุถึงวัดหน้าพระเมรุฯ อีกครั้ง ราวปี พ.ศ. 2303 พระเจ้าอลองพญาทรงยกทัพเข้าล้อมกรุงศรีอยุธยา แล้วตั้งทัพหลวงไว้ที่ทุ่งพระเมรุ ทรงบัญชาการศึกและสั่งให้นำปืนใหญ่ตั้งที่หน้าวัดหน้าพระเมรุฯ แล้วยิงใส่พระบรมมหาราชวัง แต่ปรากฏว่าลูกปืนอุดปากกระบอกปืนทำให้ปืนใหญ่ระเบิด ต้องพระวรกายพระเจ้าอลองพญาจนทรงบาดเจ็บสาหัส ต้องถอยทัพกลับ แต่สวรรคตเมื่อทัพพม่ายังยังไม่พ้นเมืองตาก
แต่เมื่อพูดถึงความงามของวัดหน้าพระเมรุฯ ก็จะพบว่าพระอุโบสถได้รับการยอมรับว่าเป็นตัวอย่างของอาคารประเภทอาคารหลังคาคลุมสมัยอยุธยาที่เหลือหลักฐานอยู่ครบสมบูรณ์ที่สามารถใช้ศึกษารูปแบบสถาปัตยกรรมยุคนั้นได้อย่างดี แม้จะได้รับการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 แต่สันนิษฐานว่ายังคงสภาพเดิมไว้ แต่มีการระบุว่าภาพจิตรกรรมฝาผนังที่เคยมีมาก่อนนั้นได้ถูกทาสีขาวทับจนหมดสิ้น และอีกสิ่งที่ได้รับการยกย่องว่างดงามมากคือหน้าบันทั้งด้านหน้าและหลังพระอุโบสถ หน้าบันทำด้วยไม้แกะสลักปิดทอง จำหลักรูปนารายณ์ทรงครุฑยุดนาค ประทับราหู ด้านบนประดับฉัตรแบบอยุธยา รอบข้างแวดล้อมด้วยเทพชุมนุมเต็มพื้นที่ หน้าบันด้านหน้ามีเทวดา 26 องค์ ส่วนด้านหลังพระอุโบสถมีเทวดา 22 องค์ ด้านล่างหน้าบันทำเป็นฐานพระลวดลายประจำยามก้ามปู และลายประจำยามลูกฟักสลับกัน ปิดทองประดับกระจก ประดับกระจังและกลีบบัว คติการสร้างแบบนี้เป็นที่นิยมในสมัยอยุธยาตอนต้นถึงตอนกลาง โดยถือว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นสมมติเทพ คือพระนารายณ์อวตาร ดังนั้น หน้าบันของโบสถ์ วิหาร หรือปราสาทราชวังที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้างหรือทรงบูรณะจึงมักทำเป็นรูปพระนารายณ์ทรงครุฑเป็นสำคัญ ซึ่งหมายถึงพระอารามหลวง
ส่วนพระประธานคือ พระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญบรมไตรโลกนาถ พระพุทธรูปทรงเครื่องใหญ่ หรือพระพุทธรูปทรงเครื่องต้นอย่างพระมหาจักรพรรดิ เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องสมัยอยุทธยาตอนปลายที่งดงามมากที่สุดองค์หนึ่ง เชื่อว่าเป็นลักษณะแบบอย่างของพระพุทธรูปในสมัยพระเจ้าปราสาททอง
ส่วนพระวิหารน้อยมีพระคันธารราฐ ศิลปทวารวดี อัญเชิญมาจากวัดมหาธาตุ อยุธยา พระพุทธรูปองค์นี้ทำจากศิลาเขียว ประทับนั่งห้อยพระบาท ที่มีขนาดใหญ่และสมบูรณ์ที่สุดที่หลงเหลืออยู่ในไทย ว่ากันว่าน่าจะมีอายุยุคสมัยใกล้เคียงกับโบโรบูดูร์ บนเกาะชวา อินโดนีเซียเมื่อกว่า 1,000 ปี นับเป็น 1 ใน 6 พระพุทธรูปที่สร้างจากศิลาที่มีอยู่ในโลก และเป็น 1 ใน 5 องค์ที่อยู่ในประเทศไทย และที่งดงามมากเป็นพิเศษคือบานประตูพระวิหารน้อยทำจากไม้แกะสลักแล้วปิดทอง ลวดลายประกอบด้วย ลายกระจัง ลายก้านขด ลายช่อหางโต และลายบัวกลีบขนุน
และที่งดงามจนได้รับการกล่าวถึงมากก็คือเจดีย์รายเจดีย์ทรงระฆังแบบอยุธยา จำนวน 3 องค์ ตั้งอยู่ข้างเยื้องไปด้านหลังของพระอุโบสถ อยู่ทางทิศตะวันตก ตัวเจดีย์มีมาลัยเถา เสาหานรอบก้านฉัตร แต่เสาหานหักชำรุดไป ส่วนเจดีย์รายทางทิศใต้มีรากต้นไทรปกคลุมอย่างน่าอัศจรรย์
หากสนใจท่องเที่ยว และศึกษาความงดงามของกรุงศรีอยุธยา ราชธานีแห่งที่สองของไทยแบบเจาะลึกกับ Mr. Flower โดยท่องเที่ยวแบบกลุ่มเล็ก ๆ เน้นสัมผัสความงามของสถาปัตยกรรม และเรียนรู้ประวัติศาสตร์ไปพร้อม ๆ กัน โปรดติดต่อ 091 7233615
ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
















