49 ปี ศักดิ์ศรีและมรดกเมือง ‘ชัยยา พูนศิริวงศ์’ อดีตผู้ว่าฯเชียงใหม่ กับตำนานการสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์สามกษัตริย์

หากเอ่ยถึง "ลานสามกษัตริย์" หรือ "พระบรมราชานุสาวรีย์สามกษัตริย์" ใจกลางเวียงเชียงใหม่ ภาพของแลนด์มาร์กประวัติศาสตร์ที่คึกคักไปด้วยผู้คน ศิลปวัฒนธรรม และสักการะอันศักดิ์สิทธิ์คงปรากฏขึ้นในความคิดของใครหลายคน แต่เบื้องหลังความสง่างามตระหง่านฟ้าที่สืบทอดมาเกือบครึ่งศตวรรษนี้ มีเรื่องราวการรวมพลังครั้งยิ่งใหญ่ของชาวเชียงใหม่ภายใต้การนำของ นายชัยยา พูนศิริวงศ์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ (คนที่ 21) ผู้ริเริ่มผลักดันโครงการนี้ขึ้นมาอย่างเป็นรูปธรรม
ในวาระ ครบรอบ 49 ปี แห่งการเริ่มต้นปักหมุดแนวคิดและวางรากฐานการจัดสร้าง (พ.ศ. 2520–2569) เราขอพาย้อนเวลากลับไปมองประวัติศาสตร์การสร้าง "สัญลักษณ์แห่งศูนย์รวมจิตใจ" ของชาวล้านนาแห่งนี้

“ประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่า ในช่วง พ.ศ.1839 พระมหากษัตริย์ทั้งสามพระองค์ ได้แก่ พญามังรายมหาราช (ผู้สถาปนาล้านนา), พญารามคำแหงมหาราช (กษัตริย์แห่งสุโขทัย) และ พญางำเมือง (กษัตริย์แห่งพะเยา) ได้ทรงกระทำสุพรรณบัตรปฐพีไพศาล ทำสัญญาเป็นมิตรแท้ต่อกัน ไม่รุกรานแผ่นดิน และได้ร่วมกันตรัสรู้ผังเมือง วางแผนสร้าง "เวียงเชียงใหม่" ให้เป็นราชธานีอันถาวร มีชัยภูมิอันอุดมสมบูรณ์ด้วยดอยสุเทพและแม่น้ำปิง”
แม้มหาไมตรีจะเกิดขึ้นเมื่อกว่า 700 ปีก่อน แต่เมืองเชียงใหม่กลับยังไม่มีอนุสาวรีย์กลางเมืองเพื่อถวายพระเกียรติแด่พระมหากษัตริย์ทั้งสามพระองค์อย่างเป็นทางการ จนกระทั่งเข้าสู่ช่วงปี พ.ศ.2518–2520 แนวคิดเรื่องการจัดสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ฯ จึงได้เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างจริงจังในยุคที่ นายชัยยา พูนศิริวงศ์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ (คนที่ 21) ท่านได้เล็งเห็นว่า “เชียงใหม่” ซึ่งเป็นเมืองประวัติศาสตร์ทรงคุณค่า สมควรอย่างยิ่งที่จะมี "มิ่งขวัญศูนย์รวมจิตใจ" ของประชาชน จึงได้ตั้งคณะกรรมการจัดสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์สามกษัตริย์ขึ้นอย่างเป็นทางการ

ด้วยวิสัยทัศน์และการบริหารจัดการอย่างเด็ดเดี่ยว อดีตผู้ว่าฯเชียงใหม่ได้ระดมความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ พ่อค้า พ่อครูแม่ครูทางศิลปวัฒนธรรม และประชาชนชาวเชียงใหม่ จนเกิดเป็นกระแสความร่วมมือร่วมใจทั่วทั้งจังหวัดในการบริจาคทุนทรัพย์และทรัพยากรเพื่อสร้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง นอกจากโครงการอนุสาวรีย์แล้ว นายชัยยา พูนศิริวงศ์ ยังเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการฟื้นฟูสถาปัตยกรรมเมืองเก่าอีกหลายแห่ง เช่น การบูรณปฏิสังขรณ์ “ประตูท่าแพ” ให้กลับมาทรงคุณค่าทางสถาปัตยกรรมดังเช่นปัจจุบัน

สำหรับการออกแบบและปั้นพระบรมรูปหล่อด้วยทองบรอนซ์ขนาดเท่าครึ่งของพระองค์จริง (สูงประมาณ 2.70 เมตร) ได้รับการรังสรรค์โดย อาจารย์ไข่มุกต์ ชูโต ประติมากรหญิงชั้นครูของไทย โดยมีอาจารย์ศิลป์ พีระศรี และนักประวัติศาสตร์ล้านนาร่วมวางแนวทางอย่างประณีต องค์กลาง “พญามังรายมหาราช” กษัตริย์ผู้สถาปนาอาณาจักรล้านนาและนครเชียงใหม่ ประทับยืนในท่าผายพระหัตถ์ แสดงความเป็นผู้นำและมิตรภาพ , องค์ซ้าย พญารามคำแหงมหาราช กษัตริย์แห่งสุโขทัย พระสหายสนิทผู้ร่วมวางผังเมือง และองค์ขวา พญางำเมือง กษัตริย์แห่งพะเยา ผู้ทรงร่วมพันธมิตรสัญญาไมตรี เมื่อการปั้นหล่อเสร็จสิ้น พระบรมรูปได้รับการอัญเชิญจากกรุงเทพฯขึ้นสู่เชียงใหม่ และประกอบพิธีประดิษฐานอย่างยิ่งใหญ่ ณ หน้าศาลากลางหลังเก่า เมื่อวันที่ 23 กันยายน พ.ศ.2526 ซึ่งในการประกอบพิธีสำคัญเกี่ยวกับการจัดสร้างและอัญเชิญพระบรมราชานุสาวรีย์ฯนั้น หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ผู้ซึ่งมีความเคารพและผูกพันกับศิลปวัฒนธรรมล้านนาอย่างลึกซึ้ง ได้ให้เกียรติเดินทางมาร่วมงานและประกอบพิธีทางประวัติศาสตร์ร่วมกับชาวเชียงใหม่ ท่ามกลางความตื่นเต้นและปิติยินดีของชาวเชียงใหม่ทั่วหน้า

การเข้าร่วมงานของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ในฐานะปูชนียบุคคลของชาติและปราชญ์ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์-วัฒนธรรม ไม่เพียงแต่นำความปิติยินดีมาสู่ขบวนพิธี แต่ยังช่วยสะท้อนและตอกย้ำถึงความสำคัญของ "พันธมิตรสามกษัตริย์" ในมิติประวัติศาสตร์ชาติไทย ที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างสุโขทัย พะเยา และล้านนาเข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นเอกภาพ

นับจากจุดเริ่มต้นของโครงการในยุค “ผู้ว่าฯ ชัยยา พูนศิริวงศ์” เมื่อ 49 ปีที่แล้ว ปัจจุบัน "ลานสามกษัตริย์" ได้คลี่คลายจากการเป็นเพียงสถานที่สักการะทางประวัติศาสตร์ สู่การเป็นพื้นที่สาธารณะที่มีชีวิต โดยลานแห่งนี้กลายเป็นศูนย์กลางการจัดงานประเพณีสำคัญ เช่น พิธีบวงสรวงวันสถาปนาเมืองเชียงใหม่ งานประเพณียี่เป็ง งานแสดงศิลปะ และกิจกรรมสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ ทำให้ประวัติศาสตร์ล้านนาไม่เคยหยุดนิ่ง หากแต่ลื่นไหลและผูกพันกับวิถีชีวิตผู้คนในทุกยุคสมัย
“49 ปีผ่านไป ชื่อของ ชัยยา พูนศิริวงศ์ อาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของทำเนียบผู้ว่าราชการจังหวัดในอดีต แต่ผลงานและวิสัยทัศน์ของท่านผ่าน พระบรมราชานุสาวรีย์สามกษัตริย์ ยังคงตระหง่านอยู่ใจกลางเมือง เป็นเครื่องเตือนใจถึงพลังแห่งความสามัคคี รากเหง้าที่เข้มแข็ง และความภาคภูมิใจที่ไม่เคยเสื่อมคลายของชาวนครเชียงใหม่”

หากคุณมีโอกาสมาเยือนเชียงใหม่ การได้มากราบสักการะและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสามกษัตริย์ผู้สร้างเมือง ณ ลานแห่งนี้ อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดในการสัมผัสและเข้าใจ "รากเหง้า" ของนครเชียงใหม่อย่างแท้จริง




ข่าวที่เกี่ยวข้อง

