โรคกระดูกพรุนไม่เลือกวัย รู้ทันก่อนกระดูกหัก

โรคกระดูกพรุน ภัยเงียบที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว เพราะในระยะแรกมักไม่มีอาการผิดปกติให้สังเกต หลายคนจึงรู้ตัวเมื่อเกิดกระดูกหักไปแล้ว ที่สำคัญ ภาวะนี้ไม่ได้พบเฉพาะในผู้สูงอายุเท่านั้น การรู้ทันปัจจัยเสี่ยงและสัญญาณเตือนจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม ก่อนที่กระดูกจะเปราะบางจนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน

นพ. ประพันธ์ โกมลมาลย์
นพ. ประพันธ์ โกมลมาลย์ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ เฉพาะทางการบาดเจ็บของกระดูกโรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล อธิบายว่า โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) คือ ภาวะที่มวลกระดูกและความแข็งแรงของกระดูกลดลง ส่งผลให้กระดูกเปราะและหักง่ายกว่าปกติ ตำแหน่งที่พบกระดูกหักได้บ่อย ได้แก่ กระดูกสะโพก กระดูกสันหลัง และกระดูกข้อมือ
ภาวะนี้ถูกเรียกว่า “ภัยเงียบ” เพราะในระยะแรกมักไม่มีอาการ ผู้ป่วยจำนวนมากจึงไม่ทราบว่ากระดูกอ่อนแอลง จนกระทั่งเกิดกระดูกหักหรือกระดูกสันหลังยุบ หากเกิดกระดูกสะโพกหัก อาจส่งผลต่อการเดินและการใช้ชีวิตประจำวัน อีกทั้งผู้ที่เคยกระดูกหักจากแรงกระแทกเพียงเล็กน้อยยังมีความเสี่ยงต่อการหักซ้ำ
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของโรคกระดูกพรุน
โรคกระดูกพรุนเกิดจากความไม่สมดุลระหว่างการสร้างและการสลายกระดูก ทำให้มวลกระดูกค่อย ๆ ลดลง โดยมีทั้งปัจจัยจากอายุและฮอร์โมน รวมถึงโรคประจำตัว การใช้ยา และพฤติกรรมการใช้ชีวิต
อายุและการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน
เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายจะสร้างกระดูกใหม่ได้น้อยกว่าปริมาณกระดูกที่สลายไป ผู้หญิงหลังหมดประจำเดือนจะสูญเสียมวลกระดูกเร็วขึ้นจากระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ลดลง ส่วนผู้ชายมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นตามอายุและการลดลงของฮอร์โมนเพศเช่นกัน ผู้ที่หมดประจำเดือนก่อนวัยหรือได้รับการผ่าตัดรังไข่ทั้งสองข้างจึงอาจมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป
ปัจจัยที่ทำให้มวลกระดูกลดลง
ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยง ได้แก่ มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคกระดูกพรุน รูปร่างเล็ก น้ำหนักตัวต่ำ หรือน้ำหนักลดลงมาก ได้รับแคลเซียม โปรตีน หรือวิตามินดีไม่เพียงพอ ไม่ค่อยเคลื่อนไหว นอนติดเตียง หรือขาดการออกกำลังกาย
สูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก มีความผิดปกติของฮอร์โมน เช่น ไทรอยด์ พาราไทรอยด์ หรือฮอร์โมนเพศ มีโรคเรื้อรังที่ส่งผลต่อการดูดซึมสารอาหารหรือสุขภาพกระดูก เช่น โรคตับ โรคไต และโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ใช้ยาสเตียรอยด์ต่อเนื่องหรือยาบางชนิดที่ส่งผลให้มวลกระดูกลดลง
ทำไมคนอายุน้อยจึงเป็นโรคกระดูกพรุนได้
แม้อายุยังน้อย แต่หากร่างกายสะสมมวลกระดูกในช่วงวัยเด็กและวัยรุ่นได้ไม่เพียงพอ ก็อาจมีมวลกระดูกต่ำเมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ นอกจากนี้ ภาวะประจำเดือนขาดจากการออกกำลังกายหนักหรือได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ โรคที่รบกวนการดูดซึมสารอาหาร และการใช้ยาสเตียรอยด์ต่อเนื่อง ล้วนทำให้มวลกระดูกลดลงได้
สำหรับผู้หญิงก่อนหมดประจำเดือนและผู้ชายอายุน้อย การพบค่ามวลกระดูกต่ำเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอต่อการวินิจฉัย แพทย์ต้องพิจารณาร่วมกับประวัติกระดูกหัก โรคประจำตัว ยาที่ใช้ ภาวะฮอร์โมนและผลตรวจอื่น ๆ เนื่องจากเกณฑ์การประเมินแตกต่างจากผู้หญิงหลังหมดประจำเดือนและผู้สูงอายุ
สัญญาณเตือนของโรคกระดูกพรุน
ในระยะแรก โรคกระดูกพรุนมักไม่ทำให้เกิดอาการปวดหรือความผิดปกติที่สังเกตได้ชัดเจน ผู้ป่วยจำนวนมากจึงไม่ทราบว่ามวลกระดูกลดลง จนกระทั่งเกิดกระดูกหักหรือกระดูกสันหลังยุบ
อาการและสัญญาณที่อาจพบ ได้แก่ ปวดหลังเฉียบพลันหลังยกของ ก้ม บิดตัว ไอ หรือจาม โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงสูง ปวดหลังเรื้อรังจากกระดูกสันหลังยุบ ส่วนสูงลดลง หลังค่อม ไหล่งุ้ม หรือท่าทางเปลี่ยนไป กระดูกข้อมือ สะโพก ต้นแขน หรือกระดูกส่วนอื่นหักจากการล้มหรือแรงกระแทกเพียงเล็กน้อย

ทั้งนี้ อาการปวดข้อ ปวดเข่า หรือมีเสียงดังในข้อ ไม่ได้หมายความว่าเป็นกระดูกพรุนเสมอไป เพราะอาจเกิดจากความผิดปกติของกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น หรือภาวะข้อเสื่อม การวินิจฉัยจึงต้องพิจารณาปัจจัยเสี่ยร่วมกับการตรวจโดยแพทย์ ไม่ควรประเมินจากอาการปวดเพียงอย่างเดียว
ใครบ้างควรประเมินความเสี่ยงและพิจารณาตรวจมวลกระดูก
การตรวจมวลกระดูกไม่ได้พิจารณาจากอายุเพียงอย่างเดียว แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจด้วยวิธี DXA ในผู้ที่มีอายุหรือปัจจัยเสี่ยงต่อกระดูกหัก ได้แก่ ผู้หญิงอายุ 65 ปีขึ้นไป ผู้หญิงหลังหมดประจำเดือนที่อายุต่ำกว่า 65 ปีและมีปัจจัยเสี่ยง ผู้ชายอายุ 50 ปีขึ้นไปที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อกระดูกหัก ผู้ที่เคยกระดูกหักจากการล้มหรือแรงกระแทกเพียงเล็กน้อย
ผู้ที่ส่วนสูงลดลง หลังค่อม หรือสงสัยว่ามีกระดูกสันหลังยุบ ผู้ที่ใช้ยาสเตียรอยด์ต่อเนื่องหรือใช้ยาที่อาจทำให้มวลกระดูกลดลง ผู้ที่มีโรคหรือภาวะที่ส่งผลต่อการสร้างและการสูญเสียมวลกระดูก ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคกระดูกพรุน โดยเฉพาะพ่อหรือแม่เคยกระดูกสะโพกหัก ทั้งนี้ ความจำเป็นและช่วงเวลาที่เหมาะสมในการตรวจอาจแตกต่างกันในแต่ละคน แพทย์จะพิจารณาร่วมกันทั้งอายุ เพศ ประวัติกระดูกหัก โรคประจำตัว ยาที่ใช้ และปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ
การวินิจฉัยกระดูกพรุน
การวินิจฉัยไม่ได้พิจารณาจากผลตรวจมวลกระดูกเพียงอย่างเดียว แต่ต้องประเมินร่วมกับประวัติ ปัจจัยเสี่ยง การตรวจร่างกาย และผลตรวจอื่น ๆ ตามความเหมาะสม
ซักประวัติและตรวจร่างกาย : แพทย์จะสอบถามประวัติกระดูกหักและการหกล้ม อายุที่หมดประจำเดือน พฤติกรรมการรับประทานอาหารและออกกำลังกาย การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ โรคประจำตัว ยาที่ใช้ และประวัติครอบครัว พร้อมตรวจส่วนสูง แนวกระดูกสันหลัง ท่าทาง การเดิน ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และการทรงตัว
ตรวจความหนาแน่นมวลกระดูกด้วย DXA (Dual-energy X-ray Absorptiometry) : เป็นการตรวจที่ใช้รังสีปริมาณต่ำ ใช้เวลาไม่นาน และไม่ทำให้รู้สึกเจ็บ โดยทั่วไปจะตรวจบริเวณกระดูกสะโพกและกระดูกสันหลัง ผลตรวจช่วยวินิจฉัยภาวะมวลกระดูกต่ำ ประเมินความเสี่ยงกระดูกหัก และติดตามผลการรักษา
ในผู้หญิงหลังหมดประจำเดือนและผู้ชายอายุ 50 ปีขึ้นไป มักใช้ค่า T-score ประกอบการแปลผล
ดังนี้ ค่า T-score ตั้งแต่ -1.0 ขึ้นไป อยู่ในเกณฑ์ปกติ ค่า T-score ต่ำกว่า -1.0 แต่สูงกว่า -2.5 จัดว่ามีมวลกระดูกบาง ค่า T-score เท่ากับหรือต่ำกว่า -2.5 เข้าเกณฑ์กระดูกพรุน
สำหรับผู้หญิงก่อนหมดประจำเดือนและผู้ชายอายุต่ำกว่า 50 ปี แพทย์มักพิจารณาค่า Z-score ร่วมกับประวัติกระดูกหัก โรคประจำตัว และปัจจัยทางคลินิกอื่น โดยไม่ใช้ค่ามวลกระดูกเพียงอย่างเดียวในการวินิจฉัย ประเมินความเสี่ยงกระดูกหักและค้นหาสาเหตุร่วม บางรายอาจได้รับการประเมินโอกาสเกิดกระดูกหักในช่วง 10 ปีด้วยเครื่องมือ FRAX ซึ่งใช้ข้อมูลปัจจัยเสี่ยงร่วมกับค่ามวลกระดูกตามความเหมาะสม แพทย์อาจพิจารณาตรวจเลือดหรือปัสสาวะเพื่อค้นหาสาเหตุที่เกี่ยวข้อง เช่น ความผิดปกติของแคลเซียม วิตามินดี ไทรอยด์ พาราไทรอยด์ ไต ตับ หรือฮอร์โมน
รวมถึงส่งตรวจเอกซเรย์หากสงสัยว่ามีกระดูกสันหลังยุบ
แนวทางรักษาและป้องกันกระดูกหัก
เป้าหมายของการรักษาคือชะลอการสูญเสียมวลกระดูก ลดโอกาสหกล้ม และป้องกันกระดูกหักหรือการหักซ้ำ โดยแพทย์จะวางแผนดูแลตามสาเหตุ ระดับมวลกระดูก ประวัติกระดูกหัก และความเสี่ยงของแต่ละคน
รับประทานอาหารที่ช่วยเสริมสุขภาพกระดูกซ ควรได้รับแคลเซียม วิตามินดี และโปรตีนอย่างเพียงพอจากอาหาร เช่น นม ปลาเล็กปลาน้อย เต้าหู้ ไข่ ปลา และผักใบเขียวบางชนิด ส่วนการเสริมแคลเซียมหรือวิตามินดีควรปรึกษาแพทย์ก่อน โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือการทำงานของไตผิดปกติ
ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม. การออกกำลังกายแบบลงน้ำหนักและแรงต้านช่วยดูแลความแข็งแรงของกระดูกและกล้ามเนื้อ ส่วนการฝึกทรงตัวช่วยลดโอกาสหกล้ม ผู้ที่มีมวลกระดูกต่ำมากหรือเคยมีกระดูกสันหลังยุบควรปรึกษาแพทย์หรือนักกายภาพบำบัดก่อนเริ่มออกกำลังกาย
ลดปัจจัยที่ทำให้มวลกระดูกลดลง :ควรงดสูบบุหรี่ จำกัดการดื่มแอลกอฮอล์ ดูแลน้ำหนักให้อยู่ในช่วงเหมาะสม และรักษาโรคที่ส่งผลต่อสุขภาพกระดูก หากใช้ยาที่อาจทำให้มวลกระดูกลดลง ไม่ควรหยุดหรือปรับยาด้วยตนเอง
ป้องกันการหกล้ม : ควรจัดบ้านให้มีแสงสว่างเพียงพอ เก็บสิ่งกีดขวาง ยึดพรมไม่ให้ลื่น ติดราวจับในห้องน้ำ สวมรองเท้าที่กระชับ และตรวจสายตาอย่างสม่ำเสมอ
ใช้ยาตามระดับความเสี่ยง : ยารักษามีทั้งกลุ่มที่ช่วยลดการสลายกระดูกและกลุ่มที่ช่วยกระตุ้นการสร้างกระดูก แพทย์จะเลือกใช้ตามระดับความเสี่ยง โรคประจำตัว และความเหมาะสมของแต่ละคน ผู้ป่วยควรใช้ยาและติดตามผลตามแผนการรักษา
ทั้งนี้ การดูแลสุขภาพกระดูกเป็นสิ่งสำคัญในทุกช่วงวัย โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน การตรวจประเมินและรับคำแนะนำจากแพทย์ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ช่วยให้สามารถวางแผนดูแลรักษาได้อย่างเหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงกระดูกหักและคงคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

