กรมการแพทย์ ผนึก MiRXES และ N Health ศึกษานวัตกรรมตรวจเลือดด้วย microRNA ยกระดับการคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ในไทย

กรมการแพทย์ โดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ร่วมกับ MiRXES ผู้พัฒนาเทคโนโลยีการตรวจวิเคราะห์ระดับโมเลกุล และ N Health ลงนามความร่วมมือทางวิชาการเพื่อศึกษาศักยภาพของเทคโนโลยีการตรวจเลือดโดยใช้สารบ่งชี้ทางชีวภาพไมโครอาร์เอ็นเอ (microRNA) สำหรับประเมินความเสี่ยงในผู้ที่มีผลตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงเป็นบวก โดยมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการจัดลำดับความเร่งด่วนในการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรทางการแพทย์ และส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงบริการที่จำเป็นได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงทีในอนาคต
เรืออากาศเอก นายแพทย์สมชาย ธนะสิทธิชัย ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคมะเร็งรายใหม่ประมาณ 150,000 รายต่อปี โดยมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงเป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 3 ของประเทศ มีผู้ป่วยรายใหม่ประมาณ 21,000 รายต่อปี ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งยังได้รับการวินิจฉัยเมื่อโรคเข้าสู่ระยะลุกลาม ส่งผลให้เกิดการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร และเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายต่อระบบบริการสุขภาพอย่างต่อเนื่อง การตรวจคัดกรองและการตรวจวินิจฉัยที่เหมาะสมจึงมีบทบาทสำคัญในการยกระดับการควบคุมโรคมะเร็งและลดผลกระทบต่อประชาชนและระบบสุขภาพของประเทศ
ประเทศไทยดำเนินการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงด้วยวิธีตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระ (Fecal Immunochemical Test: FIT) โดยผู้ที่มีผลตรวจเป็นบวกควรได้รับการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมด้วยการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดด้านศักยภาพการให้บริการ เครื่องมือทางการแพทย์ และจำนวนบุคลากรเฉพาะทางยังคงเป็นความท้าทายสำคัญ ส่งผลให้ประชาชนบางส่วนไม่สามารถเข้ารับการส่องกล้องได้ภายในระยะเวลาที่เหมาะสม จึงจำเป็นต้องศึกษาแนวทางใหม่ที่อาจช่วยให้การบริหารจัดการผู้ป่วยและทรัพยากรทางการแพทย์มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ด้วยเหตุนี้ สถาบันมะเร็งแห่งชาติจึงร่วมมือกับ MiRXES และ N Health เพื่อศึกษาศักยภาพของเทคโนโลยีตรวจเลือดด้วย microRNA ในการจำแนกความเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง รวมถึงรอยโรคก่อนมะเร็งในกลุ่มผู้ที่มีผลตรวจ FIT เป็นบวก โดยมุ่งประเมินว่าเทคโนโลยีดังกล่าวจะสามารถให้ข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนการจัดลำดับความเร่งด่วนในการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ได้หรือไม่ ทั้งนี้ การนำเทคโนโลยีมาใช้จะต้องพิจารณาจากผลการศึกษาทางคลินิกและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง
สำหรับการศึกษาวิจัยในประเทศไทย มีแผนรับอาสาสมัครที่มีผลตรวจ FIT เป็นบวกจำนวนไม่เกิน 825 ราย โดยเริ่มดำเนินการที่สถาบันมะเร็งแห่งชาติ เพื่อประเมินความสัมพันธ์ระหว่างผลการตรวจเลือดด้วย microRNA กับผลการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่และผลการตรวจที่เกี่ยวข้อง ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ MiRXES จะสนับสนุนเทคโนโลยีและองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ N Health จะสนับสนุนด้านการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ การจัดการตัวอย่างตรวจ และเครือข่ายสถานพยาบาล ทั้งนี้ เทคโนโลยีดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการศึกษาวิจัย ไม่สามารถใช้ทดแทนการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ได้ และผู้เข้าร่วมการศึกษาจะยังคงได้รับการตรวจวินิจฉัยและติดตามตามมาตรฐานทางการแพทย์ที่กำหนด
ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการผสานความเชี่ยวชาญของทั้งสามหน่วยงาน โดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการศึกษาวิจัยทางคลินิก ขณะที่ MiRXES บริษัทเทคโนโลยีด้านการตรวจวิเคราะห์ระดับโมเลกุลจากประเทศสิงคโปร์ จะสนับสนุนเทคโนโลยีการตรวจเลือด องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนานวัตกรรมเพื่อการตรวจพบมะเร็งระยะเริ่มต้น ส่วน N Health เครือข่ายบริการห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ในเครือ BDMS ซึ่งมีเครือข่ายให้บริการมากกว่า 110 สาขาทั่วประเทศ รวมถึงศูนย์ตรวจวินิจฉัยแบบ Walk-in มากกว่า 36 แห่ง จะทำหน้าที่เป็นพันธมิตรด้านห้องปฏิบัติการและสนับสนุนการตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างภายในประเทศ
นอกจากนี้ MiRXES จะสนับสนุนการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านกระบวนการตรวจวิเคราะห์ ระบบควบคุมคุณภาพ และการฝึกอบรมบุคลากรให้แก่ N Health ภายใต้ขอบเขตของโครงการวิจัย เพื่อเสริมสร้างศักยภาพด้านการตรวจวิเคราะห์ระดับโมเลกุลของประเทศไทย พร้อมทั้งร่วมสร้างหลักฐานทางคลินิกสำหรับประเมินความเหมาะสมของการนำนวัตกรรมดังกล่าวมาประยุกต์ใช้ร่วมกับระบบคัดกรองมะเร็งของประเทศในอนาคต
หากผลการศึกษายืนยันว่าเทคโนโลยีดังกล่าวมีความแม่นยำและประสิทธิภาพทางคลินิกในระดับที่เหมาะสม จะมีการประเมินเพิ่มเติมด้านความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข ความเป็นไปได้ในการดำเนินงาน และผลกระทบต่อระบบบริการสุขภาพ เพื่อประกอบการพิจารณาถึงศักยภาพในการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ร่วมกับระบบตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงของประเทศในอนาคต ความร่วมมือครั้งนี้ยังเป็นโอกาสในการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ของประเทศไทย ตลอดจนสร้างองค์ความรู้และหลักฐานเชิงประจักษ์ที่อาจต่อยอดสู่ความร่วมมือและการประยุกต์ใช้ในระดับนานาชาติต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

