“คู่แท้สเต็มเซลล์” ความหวัง 1 ใน 10,000 จากคนแปลกหน้า

สำหรับผู้ป่วยโรคเลือดที่ได้รับข่าวดีว่า “ยังมีทางรักษาด้วยการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์” แต่ข่าวดีนั้นกลับมาพร้อมกับคำถามที่ผุดขึ้นมาทันทีว่า “แล้วสเต็มเซลล์นั้นจะมาจากใคร?” เพราะการปลูกถ่ายไม่สามารถรับจากใครก็ได้ ต้องเป็นคนที่มีเซลล์ที่เข้ากันได้เท่านั้น และโอกาสที่จะพบผู้ที่เข้ากันได้นั้นอาจยากถึง 1 ใน 10,000 คน แม้เป็นพี่น้องจากพ่อแม่เดียวกัน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถบริจาคให้กันได้เสมอไป ยิ่งต้องตามหาจากคนที่ไม่ใช่เครือญาติแล้ว โอกาสพบผู้ที่เข้ากันได้นั้นก็ลดลง สำหรับผู้ป่วยคนหนึ่งตัวเลขนี้คือความหวังว่าจะมีใครสักคนที่ทำให้การรักษาเดินหน้าต่อไปได้

ธีรภัทร ภาณุวงศกร เป็นหนึ่งในคนที่เคยรอคอย “คู่แท้สเต็มเซลล์” เล่าว่า “ตอนนั้นไปตรวจเพราะเหนื่อยง่าย ตัวซีด และเหงื่อออก และผลตรวจเลือดกลับพบความผิดปกติมาก ผมก็ได้คำตอบว่าเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน จากนั้นหมอได้พูดถึงการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ที่เป็นอีกทางเลือก หากต้องการหายขาดจากโรคหรือลดความเสี่ยงที่โรคจะกลับมา ก็เลยคิดว่าจะตัดสินใจทำครับ
เริ่มต้นคุณหมอจะหาจากคนในครอบครัวก่อน พี่น้องทุกคนก็มาเข้ารับการตรวจ เพื่อดูว่าใครสามารถเป็นผู้บริจาคได้ แต่ไม่มีเลย การค้นหาจึงต้องขยายออกจากคนในครอบครัว ไปยังอาสาสมัครที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ผ่านฐานข้อมูลผู้บริจาคสเต็มเซลล์ของ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย”

รศ.นพ.กฤษฎา วุฒิการณ์ แพทย์สาขาวิชาโลหิตวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้อธิบายเพิ่มถึงสิ่งที่แพทย์ใช้พิจารณาความเข้ากันได้ระหว่างผู้ให้กับผู้รับ เรียกว่า HLA ที่แม้จะเป็นพี่น้องจากพ่อแม่เดียวกัน โอกาสที่จะตรงกันมีประมาณ 1 ใน 4 หากต้องค้นหาจากคนที่ไม่ใช่ญาติ โอกาสพบผู้ที่ตรงกันยิ่งน้อยลง อาจเหลือเพียงประมาณ 1 ใน 10,000 เท่านั้น
“ตัวเลขนี้ถ้าจะเล่าง่าย ๆ ก็คือ ยิ่งเรามีอาสาสมัครในฐานข้อมูลผู้บริจาคสเต็มเซลล์มากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้มีโอกาสที่จะจับคู่ได้ตรงกันมากขึ้น ส่งผลไปถึงผู้ป่วยที่รอเข้ารับการรักษา เขาจะมีโอกาสหายขาดจากโรค และมีโอกาสที่จะกลับมามีชีวิตปกติได้มากขึ้น” นพ.กฤษฎา กล่าวย้ำถึงเหตุผลที่การมีคนอยู่ในฐานข้อมูลจำนวนมากนั้นมีความหมายต่อผู้ป่วยเพียงใด
การค้นหาครั้งนั้นใช้เวลาประมาณ 3 เดือน ก่อนที่ ธีรภัทร จะได้รับแจ้งว่าในที่สุดก็ได้พบผู้บริจาคที่มี HLA ตรงกัน “พอทราบว่าเราจับคู่ได้ สิ่งแรกที่ผมรู้สึกคือ ผมยิ้มออกมาได้ หลังจากที่ไม่ได้ยิ้มมายาวนาน ไม่รู้หรอกว่าการปลูกถ่ายครั้งนี้ จะทำให้หายขาดหรือลดความเสี่ยงได้มากแค่ไหน แต่ที่รู้คือ ผมมีความหวัง ความหวังที่เราจะได้กลับมาใช้ชีวิตเป็นปกติอีกครั้งนึงครับ ขอบคุณมาก ๆ ครับ” ธีรภัทรกล่าวขอบคุณพร้อมรอยยิ้ม
หากฝั่งผู้ป่วยคือการเฝ้ารอให้พบคนที่เข้ากันได้ ฝั่งของผู้บริจาคกลับเป็นเรื่องที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง จตุพร เจนงามกุล ผู้บริจาคสเต็มเซลล์เผยว่า การเป็นอาสาสมัครบริจาคสเต็มเซลล์ แม้โอกาสที่จะพบผู้ป่วยที่เข้ากันได้มีน้อย แต่คิดว่าอยากเป็นหนึ่งในคนที่เพิ่มโอกาสให้แก่ใครสักคน จนวันที่ได้รับโทรศัพท์จากเจ้าหน้าที่แจ้งว่า ลักษณะเนื้อเยื่อของเธอมีโอกาสเข้ากันได้กับผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียคนหนึ่ง

“ตอนได้รับโทรศัพท์ ก็รู้สึกเต็มใจและยินดีอย่างมาก ระหว่างขั้นตอนก็ได้รับการดูแลจาก แพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่สภากาชาดไทยอย่างดี ตอนนั้นความรู้สึกที่อยู่ในใจคือประทับใจมาก และรู้สึกดีที่เรากำลังจะได้ช่วยเหลือคน ๆ หนึ่ง ที่เราเองก็เป็นคนแปลกหน้าสำหรับเขา ที่เขาอาจจะกำลังเจ็บปวดทรมาน และรอความหวังตรงนี้จากเราอยู่ หรือจริง ๆ แล้วเราอาจจะเป็นความหวังสุดท้ายของเขาก็ได้ค่ะ” จตุพรกล่าวพร้อมปิดท้ายเพื่อบอกแก่ผู้ที่บริจาคแล้ว หรือยังลังเลว่า “ส่วนใครที่กลัว บอกเลยไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดค่ะ”

สเต็มเซลล์ในการรักษาโรคเลือด คือ เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต การบริจาคสามารถเก็บเซลล์ได้จากไขกระดูก หรือจากกระแสเลือดด้วยเครื่องแยกเซลล์ โดยหากพบผู้ที่มี HLA ตรงกับผู้ป่วยแล้ว จึงเข้าสู่การตรวจสุขภาพและประเมินความเหมาะสมก่อนการบริจาคจริง ผู้ที่ต้องการลงทะเบียนเป็นอาสาสมัคร ปัจจุบันผู้มีอายุ 18-50 ปี น้ำหนักตั้งแต่ 45 กิโลกรัมขึ้นไป สุขภาพแข็งแรงและสามารถบริจาคโลหิตได้ สามารถลงทะเบียนพร้อมกับการบริจาคโลหิต โดยจะมีการเก็บตัวอย่างโลหิตเพิ่ม 1 หลอด เพื่อนำไปตรวจ HLA และบันทึกเข้าสู่ฐานข้อมูล
ปัจจุบันยังมีผู้ป่วยอีกราว 3,800 คน ที่การค้นหา “คนที่ใช่” ยังไม่สิ้นสุด การเพิ่มชื่ออีกหนึ่งชื่อเข้าไปในฐานข้อมูลอาจดูเป็นเพียงตัวเลขเล็ก ๆ แต่สำหรับผู้ป่วยที่ยังคงรอคอยใครสักคนที่มี HLA ตรงกับเขา หนึ่งชื่อนั้นอาจเป็นชื่อที่เขากำลังรออยู่
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

