รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เนื่องในวันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก
7 กันยายน 2569 เวลา 14:01 น.

วันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก ตรงกับวันที่ 10 กันยายนทุกปี ตั้งเพื่อย้ำเตือนให้คนเราเห็นความสำคัญของโรคทางใจที่สำคัญ เพราะเป็นปัญหาใหญ่ไม่แพ้โรคอื่น ๆ ทางกาย จากสถิติระบุว่าทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายมากกว่าเจ็ดแสนคนต่อปี หรือเฉลี่ยหนึ่งคนในทุกสี่สิบวินาที ส่วนประเทศไทยมีอัตราการฆ่าตัวตายในปี 2569 อยู่ที่12.48 ต่อประชากรแสนคน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการเข้าถึงบริการสุขภาพจิตและการดูแลอย่างต่อเนื่องยังเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วนในการลดความสูญเสียที่ไม่ควรเกิดขึ้นในสังคม
ใครมีความเสี่ยงกับปัญหาการฆ่าตัวตาย ผู้ที่มีความเสี่ยงกับการฆ่าตัวตายมีหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นผู้มีโรคทางจิตเวช เช่น โรคซึมเศร้า โรคไบโพลาร์ หรือโรคจิตเภท ผู้มีโรคเรื้อรังและเจ็บป่วยยืดเยื้อ เช่น มะเร็งหรือโรคหัวใจ ผู้สูงอายุที่รู้สึกโดดเดี่ยว หรือคิดว่าตนเป็นภาระต่อครอบครัว รวมถึงผู้ที่ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ หรือประสบกับความสูญเสียคนสำคัญในชีวิต บางกลุ่มมีปัญหาจากการใช้สุราและสารเสพติดอย่างหนัก จนเป็นปัจจัยเพิ่มความเสี่ยงการฆ่าตัวตายอย่างมาก ส่วนในกลุ่มวัยรุ่นและเยาวชน อาจเกิดจากความกดดันจากการเรียน การถูกรังแก หรือการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์
การสังเกตพฤติกรรมเสี่ยงฆ่าตัวตาย ถือเป็นหัวใจสำคัญในการป้องกันการฆ่าตัวตาย โดยพบว่ามีสัญญาณเตือนที่พบบ่อย ได้แก่ การพูดเน้นถึงความตาย หรือการอยากหายไปจากโลก การเขียนข้อความเกี่ยวกับการจากไป หรือการตายในโซเชียลมีเดีย รวมถึงเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างฉับพลัน เช่น จากเคยร่าเริงแล้วกลายเป็นคนเก็บตัว หรือจากอาการซึมเศร้า แต่กลับร่าเริงจนผิดปกติ การแจกจ่ายสิ่งของที่มีคุณค่าทางใจให้คนอื่น ๆ รวมถึงการสะสมยาที่มีความเสี่ยงต่อการใช้เกินขนาด และการใช้สุราหรือสารเสพติดมากขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ไม่ควรถูกมองข้าม เพราะอาจเป็นการบ่งบอก หรือร้องขอความช่วยเหลือที่ซ่อนอยู่ในจิตใจ
ส่วนผู้มีโรคซึมเศร้า โรคไบโพลาร์ หรือโรคจิตเวชอื่น ๆ มักต้องใช้ยาต้านซึมเศร้า ยาคลายกังวล หรือยานอนหลับอย่างต่อเนื่อง ยาเหล่านี้ช่วยปรับสมดุลสารเคมีในสมองและลดอาการที่นำไปสู่ความคิดต้องการทำร้ายตนเอง แต่ถ้าหากหยุดยาเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ อาการอาจกลับมาแย่ลงอย่างรวดเร็ว จนทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้น
ขอย้ำว่าการขาดยาหรือการหยุดยาไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เพราะอาจทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการสิ้นหวังหนักกว่าเดิม ดังนั้น ทั้งผู้ป่วยและคนในครอบครัวต้องใส่ใจเรื่องการรับประทานยาให้ครบตามแพทย์สั่ง และหากมีปัญหาเรื่องการเข้าถึงยา เช่น ลืมรับยา หมดสิทธิ์เบิกยา หรือไม่สะดวกไปรับยาที่โรงพยาบาล ต้องรีบไปปรึกษาเภสัชกรเพื่อหาทางออกโดยเร็ว และต้องย้ำว่าไม่ควรปล่อยให้ขาดยาเป็นอันขาด
ในอีกด้านหนึ่ง การใช้ยาเกินขนาดเป็นสิ่งที่ต้องระวังเช่นกัน หากใช้มากเกินไปอาจทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้ การซื้อยามาเก็บไว้จำนวนมากโดยไม่จำเป็น หรือใช้ยาที่ไม่ได้มาจากการสั่งโดยแพทย์ เป็นพฤติกรรมที่เสี่ยงและต้องหลีกเลี่ยง แต่หากรู้สึกว่ายาที่ใช้อยู่ไม่ช่วยบรรเทาอาการต้องปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทันที ห้ามเพิ่มขนาดหรือลดยาเอง
คราวนี้มากล่าวถึงบทบาทของผู้ช่วยเหลือผู้ป่วย โดยเฉพาะสมาชิกในครอบครัว รวมถึงเพื่อนร่วมงาน คนกลุ่มนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการดูแลผู้มีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย สมาชิกในครอบครัวต้องใส่ใจในรายละเอียดเล็ก ๆ เช่น การถามไถ่อย่างอ่อนโยน การรับฟังโดยไม่ตัดสิน และการอยู่เคียงข้างอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ที่กำลังทุกข์รู้สึกว่าตนเองยังมีคุณค่าและไม่ถูกทอดทิ้ง ส่วนเพื่อนร่วมงานก็สามารถช่วยได้ด้วยการสังเกตการเปลี่ยนแปลงในที่ทำงาน การพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการ และการสร้างบรรยากาศที่เป็นมิตร จะช่วยลดความโดดเดี่ยวแล้วเพิ่มความมั่นใจว่ามีคนพร้อมให้การสนับสนุน แต่ถ้าหากพบสัญญาณเตือน เช่น การพูดถึงความตายหรือการแสดงพฤติกรรมอันตราย ควรรีบแนะนำให้เข้าไปรับการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต แต่หากสถานการณ์รุนแรงต้องรีบติดต่อสายด่วนสุขภาพจิต โทรฯ 1323
การช่วยเหลือคนป่วยโรคนี้ไม่ใช่เพียงการให้กำลังใจ แต่ยังต้องรวมถึงการดูแลเรื่องยา เช่น เตือนให้รับประทานยาสม่ำเสมอ หรือพาผู้ป่วยไปพบแพทย์เมื่ออาการแย่ลง เพราะหลายครั้งผู้ป่วยอาจไม่รู้ตัวว่าการขาดยา หรือการใช้ยาไม่ถูกต้องกำลังเพิ่มความเสี่ยงให้ตนเอง ดังนั้น การอยู่เคียงข้างคนป่วย และช่วยจัดการเรื่องยาจึงช่วยลดความเสี่ยงของโรคอย่างสำคัญ รวมถึงแสดงออกถึงความรักและความห่วงใยที่สามารถช่วยชีวิตได้จริง
หากคุณกำลังใช้ยารักษาโรคซึมเศร้า โรคจิตเวช หรือโรคเรื้อรัง อย่าลืมว่าการรับประทานยาอย่างต่อเนื่องคือการดูแลชีวิตของคุณเอง แต่หากคุณอยู่ใกล้ชิดคนที่มีความเสี่ยง ขอเน้นให้ต้องช่วยดูแลเรื่องยา และต้องให้กำลังใจคนป่วยอย่างใกล้ชิด เพราะจะช่วยชีวิตคนป่วยได้
วันป้องกันการฆ่าตัวตายโลกไม่ใช่เพียงวันแห่งการรณรงค์ป้องกันการฆ่าตัวตาย แต่เป็นวันที่เตือนใจเราทุกคนให้ตระหนักว่าการให้ความรู้ การดูแลเรื่องยา และการส่งต่อกำลังใจเล็ก ๆ น้อย ๆ สามารถช่วยเปลี่ยนเส้นทางชีวิตของใครบางคนจากความสิ้นหวังไปสู่การฟื้นฟู แล้วช่วยป้องกันการสูญเสียที่ไม่ควรเกิดขึ้น
รศ. ภญ. ดร. ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

