ระวัง ! 5 กลุ่มโรคที่มาพร้อม 'ฝน' และ 'น้ำท่วมขัง'

ช่วงวิกฤตฝนหนัก น้ำท่วมขัง อุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลง อาจเอื้อต่อการเพิ่มจำนวนและการแพร่กระจายของเชื้อก่อโรค ส่งผลให้ “โรคหน้าฝน” อาจเกิดขึ้นได้ในประชากรทุกช่วงวัย โดยเฉพาะเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ

พญ. วรินทิพย์ มหาพสุธานนท์
โรคที่พบได้ในช่วงนี้มีหลายกลุ่ม เช่น โรคติดต่อทางอาหารและน้ำ โรคระบบทางเดินหายใจ และโรคที่มียุงเป็นพาหะ ซึ่งในบางกรณีอาจมีความรุนแรงและจำเป็นต้องได้รับการดูแลในโรงพยาบาล
ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคคือ ความชื้นสูง ส่งผลต่อการเพิ่มจำนวนของเชื้อแบคทีเรียและไวรัส, แหล่งน้ำขัง เอื้อต่อการเพาะพันธุ์ของยุง รวมทั้งการปนเปื้อนของน้ำและอาหารในบางพื้นที่
ประเภทของโรคที่พบและควรระมัดระวัง
1.โรคติดต่อทางอาหารและน้ำ
โรคในกลุ่มนี้มักเกิดจากการบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มที่ปนเปื้อนเชื้อ เช่น แบคทีเรีย: Salmonella, Escherichia coli (E. coli) ไวรัส Norovirus อาการที่พบได้: ถ่ายเหลวหลายครั้ง อาเจียน ปวดท้อง มีไข้ในบางราย หากมีการสูญเสียน้ำมาก อาจเกิดภาวะขาดน้ำ ซึ่งต้องได้รับการประเมินและดูแลอย่างเหมาะสม
- โรคติดเชื้อผ่านผิวหนังและเยื่อบุ
โรคในกลุ่มนี้มักเกี่ยวข้องกับการสัมผัสน้ำหรือสิ่งแวดล้อมที่ปนเปื้อนเชื้อ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขัง โรคสำคัญ ได้แก่ โรคตาแดง (Conjunctivitis) โรคเลปโตสไปโรซิส (Leptospirosis) หรือไข้ฉี่หนู จากเชื้อ Leptospira
อาการของโรคตาแดง : ตาแดง เคืองตา มีน้ำตาไหลหรือขี้ตามากผิดปกติ อาจมีอาการคันหรือระคายเคืองร่วมด้วย
อาการของโรคเลปโตสไปโรซิส (ไข้ฉี่หนู) : ไข้สูงเฉียบพลัน ปวดกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณน่อง ตาแดง ในบางรายอาจมีภาวะแทรกซ้อน เช่น ตับอักเสบหรือไตอักเสบ เชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านบาดแผลเล็ก ๆ บนผิวหนัง หรือผ่านเยื่อบุ เช่น ตา จมูก และปาก การหลีกเลี่ยงการสัมผัสแหล่งน้ำเสี่ยง และการทำความสะอาดร่างกายทันทีหลังสัมผัส จึงเป็นแนวทางสำคัญในการลดโอกาสการติดเชื้อ
- โรคระบบทางเดินหายใจ
โรคในกลุ่มนี้พบได้บ่อยในช่วงที่สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในฤดูฝน ซึ่งอาจส่งผลต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน โรคที่พบบ่อย ได้แก่ ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ปอดบวม อาการที่ควรสังเกต : ไอ เจ็บคอ คัดจมูก มีไข้ อ่อนเพลีย ในกรณีที่มีการติดเชื้อรุนแรง เช่น ปอดบวม อาจพบอาการเพิ่มเติม ได้แก่ หายใจลำบาก แน่นหน้าอก หรือหายใจเร็วผิดปกติ กลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน ได้แก่ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือภูมิคุ้มกันบกพร่อง
- โรคไข้เลือดออก
ไข้เลือดออก เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่มียุงลายเป็นพาหะ พบได้บ่อยในช่วงฤดูฝน เนื่องจากมีแหล่งน้ำขังที่เอื้อต่อการแพร่พันธุ์ของยุง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงของการแพร่กระจายของโรคในชุมชน อาการในระยะแรก : ไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ โดยเฉพาะบริเวณรอบดวงตา ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและข้อ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร อาการที่อาจพบเพิ่มเติม : มีผื่นหรือจุดเลือดออกตามผิวหนัง เลือดออกง่าย เช่น เลือดกำเดา หรือเลือดออกตามไรฟัน ในบางราย โรคอาจเข้าสู่ระยะรุนแรง ซึ่งมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน เช่น ภาวะพลาสมารั่ว ภาวะเกล็ดเลือดต่ำ หรือภาวะช็อกจากการสูญเสียสารน้ำในหลอดเลือด จึงจำเป็นต้องได้รับการประเมินและติดตามอาการโดยแพทย์อย่างใกล้ชิด การป้องกันโรคทำได้โดยการหลีกเลี่ยงยุงกัด และกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง เช่น การปิดฝาภาชนะเก็บน้ำ การเปลี่ยนน้ำในภาชนะอย่างสม่ำเสมอ และการใช้มาตรการป้องกันยุงในชีวิตประจำวัน
- โรคมือ เท้า ปาก
พบได้บ่อยในเด็กเล็ก โดยเฉพาะในสถานศึกษา สาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัสกลุ่ม Enterovirus เช่น Coxsackievirus อาการที่พบได้คือ ไข้ เจ็บปาก มีผื่นหรือตุ่มน้ำที่มือ เท้า และในช่องปาก

คำแนะนำในการดูแลตัวเอง
เริ่มจากการรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด เช่น การล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดอยู่เสมอ โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหาร หลังใช้ห้องน้ำ หรือหลังสัมผัสสิ่งของสาธารณะ รวมถึงหลีกเลี่ยงการใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น ผ้าเช็ดตัว แก้วน้ำ หรือช้อนส้อม, ควรเลือกรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่เสมอ หลีกเลี่ยงอาหารที่ค้างคืนหรือไม่ผ่านการเก็บรักษาอย่างถูกสุขลักษณะ ควรดื่มน้ำสะอาด และหลีกเลี่ยงการใช้น้ำแข็งหรือน้ำดื่มที่อาจปนเปื้อนเชื้อโรค พร้อมทั้งใช้ช้อนกลางเมื่อรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น ส่วนอีกหนึ่งวิธีที่สำคัญในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย คือการพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายเป็นประจำ และหากอยู่ในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุหรือผู้มีโรคประจำตัว ควรเข้ารับวัคซีนที่จำเป็น เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ หรือวัคซีนไข้สมองอักเสบเจอี
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

