สปท.หวังทุกฝ่ายร่วมมือ
สานปฏิรูปประเทศ
ทบทวนชงข้อเสนอ
2พรรคจี้ฟังท้วงติง
รองประธานสปท.ตอกย้ำ การปฏิรูปประเทศต้องการความร่วมมือจากทุกฝ่ายหวังทุกพรรคทบทวนท่าทีร่วมเสนอความเห็นต่อกรธ. ขณะที่ ปชป.-พท.จี้ กรธ.ฟังข้อท้วงติงแก้ไขให้ยอมรับ ‘ไพบูลย์’ชมร่างกม.พรรคการเมือง ดีมาก พร้อมปฏิบัติแนะควรปรับเงินบริจาคขั้นต่ำให้เหมาะ
นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)คนที่หนึ่ง กล่าวเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม ว่าหวังว่าพรรคการเมืองจะทบทวนท่าทีด้วยการร่วมเสนอความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อการจัดทำร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.)จำนวน4 ฉบับที่จำเป็นต่อการปฏิรูปการเมืองซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการปฏิรูปประเทศได้แก่ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.)โดยเฉพาะที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.)จะจัดเวทีฟังความคิดเห็นร่างกฎหมายลูก ในวันที่ 14 ธันวาคมนี้ เพื่อให้ร่าง พ.ร.ป.ทุกฉบับสามารถเป็นเครื่องมือที่ปฏิบัติได้จริง และปฏิรูปได้ผล เพราะทุกพรรคการเมือง ผ่านประสบการณ์ตรงรู้จุดอ่อนจุดด้อยของระบบการเมืองมากว่า 80 ปี ซึ่ง กรธ. สนช. และองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้อง จะได้นำไปประกอบการจัดทำและพิจารณาร่างพ.ร.ป.ฉบับต่อไป” นายอลงกรณ์ ย้ำ
อนึ่ง ก่อนหน้านี้ นายภูมิธรรม เชชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ออกมาท้วงทิงพร้อมระบุว่ามีธงไว้ล่วงหน้า พร้อมยังได้ยืนยันที่จะไม่เข้าร่วมเวทีฟังความคิดเห็นในวันที่ 14 ธันวาคมนี้ด้วย
ย้ำถึงเวลาต้องช่วยคิดทำเพื่อชาติ
รองประธาน สปท.คนที่หนึ่ง ยังกล่าวว่าวันนี้ประเทศกำลังเดินหน้าปฏิรูปประเทศทั้งก่อน และหลังการเลือกตั้งจึงต้องการความร่วมแรงร่วมใจของทุกฝ่าย การปฏิรูปต้องมีการเปลี่ยนแปลง จะปล่อยกฎกติกาเหมือนเดิมปัญหาเก่าๆก็แก้ไขไม่ได้ ส่วนตัวร่าง พรป.พรรคการเมืองของ กรธ.ยังเป็นเพียงตัวร่างที่สามารถปรับปรุงแก้ไขได้ พรรคการเมืองเห็นตรงหรือเห็นต่างเป็นเรื่องธรรมดาสิ่งสำคัญ คือสัณญานความร่วมมือในการปฏิรูปประเทศของเรา วันนี้จึงไม่ใช่เวลาของการเกี่ยงงอน หรือตั้งแง่แต่เป็นเวลาของการช่วยกันคิดช่วยกันทำเพื่อประโยชน์ของประเทศ ซึ่งก่อนหน้านี้พรรคการเมืองได้ให้ความร่วมมืออย่างดีในการจัดทำแผนปฏิรูปการเมืองมาโดยตลอด
‘องอาจ’หวังกรธ.ฟังข้อท้วงทิง
ด้าน นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวถึงกรณีที่มีการระบุว่าการท้วงติงเนื้อหาบางส่วนของร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง เป็นการท้วงติงเพื่อประโยชน์ของนักการเมืองและทำเพื่อตัวเอง ว่า การวิพากษ์วิจารณ์ ท้วงติง เป็นไปเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม ไม่ใช่ทำเพื่อให้ตัวเองได้ประโยชน์ หลายเรื่องที่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และสมาชิกพรรคคนอื่นๆท้วงติง หากกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)พิจารณาให้ถ่องแท้จะเห็นว่าเป็นการท้วงติงด้วยเจตนาบริสุทธิ์ ไม่ได้ติเรือทั้งโกลน
“เราอยากเห็นกฎหมายพรรคการเมือง มีส่วนทำให้การเมืองไทยเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น โปร่งใส ตรวจสอบได้ ไม่ถูกครอบงำหรือชี้นำ โดยบุคคลที่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคการเมืองและนายทุนพรรครวมทั้ง การเปิดโอกาสให้สมาชิกมีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองแต่กรธ.ควรคำนึงถึงสภาพความเป็นจริงของสังคมไทย และความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติด้วย จึงอยากให้ กรธ.คำนึงแนวทางการ ร่าง พร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง4 ประการ ได้แก่ คำนึงถึงความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติที่สามารถทำให้เป็นจริงได้ ระมัดระวังการสร้างปัญหาใหม่ขึ้นมาแทนปัญหาเก่า ระมัดระวังเรื่องการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน และส่งเสริมการสร้างพรรคมวลชนเชิงอุดมการณ์ และเชื่อมั่นว่าหาก กรธ.คำนึงถึงแนวทาง 4 ประการนี้ จะช่วยทำให้ร่างกฎหมายมีความสมบูรณ์มากขึ้น”นายองอาจ กล่าว
หวั่นทำให้พรรคทางเลือกเกิดยาก
นายองอาจ ยังกล่าวถึงการจัดตั้งพรรคการเมืองที่มีข้อจำกัดมากขึ้น และมีเงื่อนไขทางการเงินเพิ่มมากขึ้นว่า อาจมีส่วนทำให้คนที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองที่อยากตั้งพรรคทางเลือกเช่นพรรคกรีน พรรคสิ่งแวดล้อม พรรคคุ้มครองผู้บริโภค มีโอกาสตั้งพรรคยากขึ้นเพราะต้องใช้คนเริ่มต้นตั้งพรรค 500 คน ต้องหาสมาชิกให้ได้ 5,000 คนภายใน 1 ปี และต้องเพิ่มจำนวนสมาชิกให้มีจำนวนไม่น้อยกว่า 20,000 คนภายใน 4 ปี ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย
“ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์นั้น คงไม่มีปัญหา หากกฎหมายออกมาจริง พรรคประชาธิปัตย์ น่าจะปฏิบัติได้ แต่พรรคทางเลือกคงเกิดยาก จึงอยากฝากให้กรธ.คำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชนอีกกลุ่มหนึ่ง และ หวังว่ากรธ.จะรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อปรับแก้ไขกฎหมายพรรคการเมืองให้ได้รับการยอมรับเมื่อบังคับใช้ต่อไป” นายองอาจ กล่าว
ชี้ขัดรธน./สมาชิกเป็นพลเมืองชั้น2
ขณะที่ นายคณิน บุญสุวรรณ ประธานคณะทำงานติดตามการร่างรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองที่ กรธ.เผยแพร่เพื่อประกอบการรับฟังความคิดเห็นว่าทั้งหลักการและสาระสำคัญส่วนใหญ่ไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 45 ที่บัญญัติให้การร่วมกันจัดตั้งพรรคการเมืองเป็นเสรีภาพของประชาชน โดยเฉพาะเรื่องการบัญญัติในกฎหมายลูกที่กำหนดให้ต้องขออนุญาตต่อนายทะเบียนคือเลขาธิการกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)เพื่อจัดตั้งเป็นพรรคการเมือง
และยังมีกฎเกณฑ์เงื่อนไขต่างๆมากมาย รวมทั้งบทกำหนดโทษรุนแรงสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิตนอกจาก จะขัดต่อเจตนารมณ์ของร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ยังเป็นการลดฐานะของสมาชิกพรรคการเมือง ให้เป็นเสมือนพลเมืองชั้นสองอีกด้วย
“ทันทีที่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองนอกจากจะต้องเสียค่าบำรุงพรรคทุกปีแล้วหากเป็นผู้ร่วมกันจัดตั้งพรรคการเมือง ต้องจ่ายเงินเพื่อเป็นทุนประเดิมคนละ2,000–500,000บาทและยังต้องเสียสิทธิทางการเมืองหลายอย่างด้วยเช่นหากจะสมัครหรือเกี่ยวข้องกับการเลือก ส.ว.จะไม่สามารถยุ่งเกี่ยวกับตำแหน่งทางการเมืองได้และไม่สามารถสมัครเป็นองค์กรอิสระหรือศาลรัฐธรรมนูญได้ที่ไม่มีข้อห้ามอยู่เรื่องเดียวคือการเลือกตั้งส.ส.และสมัคร ส.ส.”นายคณิน ย้ำ
อัดยับมุ่งทำลายพรรคการเมือง
นายคณินยังเห็นว่าร่างกฎหมายลูกนี้บังคับให้ผู้ที่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองต้องจ่ายค่าธรรมเนียมบำรุงพรรคและหากผู้ใดไม่ชำระค่าบำรุงพรรคเป็นเวลาสองปีติดต่อกันต้องสิ้นสภาพสมาชิกข้อนี้ถือว่าขัดต่อหลักเสรีภาพของประชาชนและเท่ากับเป็นการกีดกันคนยากจนและคนที่มีรายได้น้อย ไม่ให้เป็นสมาชิกพรรคการเมือง ส่วนคนมีฐานะดีแต่หากรู้ว่าเป็นสมาชิกพรรคแล้วต้องลำบากเช่นนี้ คงไม่มีใครอยากเป็นสมาชิกพรรคการเมือง จึงขอตั้งข้อสังเกตว่า แท้จริงแล้วกรธ.จะสร้างพรรคการเมือง หรือทำลายพรรคการเมือง
“การที่มาตรา 32กำหนดให้พรรคที่ตั้งใหม่ ต้องมีสมาชิกไม่น้อยกว่า 5,000 คน ภายใน 1 ปี มีสาขาพรรคอย่างน้อยภาคละหนึ่งสาขา แต่ละสาขาต้องมีสมาชิกไม่น้อยกว่า 500 คน และต้องเพิ่มสมาชิกให้มีจำนวนไม่น้อยกว่าสองหมื่นคนภายใน 4 ปีนับแต่วันที่นายทะเบียนรับจดทะเบียนนั้น ขัดแย้งกับสิ่งที่กรธ.พูดมาตลอดว่าไม่อยากเห็นนายทุนครอบงำพรรค และอยากให้พรรคการเมืองเป็นของประชาชน เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นจะเป็นตรงกันข้ามมากกว่า” นายคณิน กล่าว
ไพบูลย์ ชื่นชมหนุนร่างกม.ดีมาก
ด้าน นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.)ในฐานะผู้ก่อตั้งพรรคประชาชนปฏิรูป กล่าวถึงเนื้อหาของร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองที่กรธ.เปิดเผยว่าเห็นด้วยกับร่างดังกล่าวนี้ในฐานะที่ เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งพรรคฯ และมองว่าเป็นร่างฯที่ดีมาก จะทำให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันระดับชาติ ทำให้สมาชิกพรรคการเมืองมีบทบาทสำคัญต่อการดำรงอยู่ของพรรคการเมืองและเชื่อมั่นว่าพรรคประชาชนปฏิรูปจะสามารถปฏิบัติตามที่ร่างฉบับนี้กำหนดได้ โดยเฉพาะในหลักการที่กำหนดว่าภายใน 1 ปี พรรคการเมืองต้องมีสมาชิกขั้นต่ำ 5,000คนและภายใน4ปี ต้องมีสมาชิกขั้นต่ำ 20,000คน พร้อมทั้งจ่ายเงินค่าบำรุงพรรคการเมืองขั้นต่ำรายปีปีละ 100บาท ถ้าต้องการให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันระดับชาติ ก็จะต้องปฏิบัติตามหลักการขั้นพื้นฐานเหล่านี้ให้ได้
ยันไม่ร่วมเวที/ขอฝากข้อเสนอ
นายไพบูลย์ ยืนยันว่า คงจะไม่ไปร่วมเวทีเพื่อรับฟังความเห็นซึ่งจัดโดย กรธ.วันที่14 ธันวาคมนี้แต่ส่วนตัวเห็นว่าร่างฉบับนี้ก็มีสิ่งที่อยากจะทักท้วงก็คือเรื่องของทุนประเดิมก่อตั้งพรรคการเมืองซึ่งจากเดิมพ.ร.ป.กำหนดว่าสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้งพรรคแต่ละคนต้องจ่ายเงินประเดิมก่อตั้งพรรคการเมืองไม่ต่ำกว่า2,000บาทนั้นอยากจะให้ลดลงเป็นไม่ต่ำกว่าคนละ1,000บาทน่าจะมีความเหมาะสมมากกว่า และจำนวนเงินทุนประเดิมพรรคขั้นสูงสุดที่ระบุไม่ควรเกิน 500,000บาทต่อคนนั้น อยากจะให้ลดลงเหลือไม่ต่ำกว่าคนละ200,000บาท เพราะการบริจาคเงินประเดิมตั้งพรรค 500,000บาทดูจะให้ความสำคัญกับนายทุนพรรคการเมืองมากเกินไป
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี