วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569
12 มี.ค.62 เวลา 09.00 น.ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งสรุปสาระสำคัญดังนี้
กฎหมาย
1. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติและรับทราบ ดังนี้
1. อนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณารวมกับร่างพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. (แก้ไขเพิ่มเติมให้ทันสมัย 6 ประเด็น) ที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติ (26 พฤศจิกายน 2561) ที่อยู่ระหว่างการตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา แล้วเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง
2. รับทราบแผนในการจัดทำกฎหมายลำดับรอง กรอบระยะเวลา และกรอบสาระสำคัญของกฎหมายลำดับรองที่ต้องออกตามร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ
3. ให้กระทรวงพาณิชย์รับความเห็นของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการต่อไป
สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ
ร่างพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ มีสาระสำคัญเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 โดยเพิ่มเติมสิทธิพื้นฐานของผู้ถือหุ้นรายย่อย เพื่อให้ผู้ถือหุ้นรายย่อยสามารถใช้สิทธิในฐานะผู้ถือหุ้นได้อย่างแท้จริง กำหนดมาตรฐานการปฏิบัติหน้าที่และความรับผิดชอบของกรรมการให้มีความโปร่งใสโดยใช้หลักธรรมาภิบาลกำหนดหลักเกณฑ์ต่าง ๆ เช่น การห้ามไม่ให้ถือหุ้นไขว้ในบริษัท เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารจัดการ รวมทั้งปรับปรุงบทบัญญัติเกี่ยวกับการควบบริษัท และกำหนดเพิ่มเติมบทบัญญัติเกี่ยวกับการแปรสภาพบริษัทเป็นบริษัทเอกชนเพื่อให้การดำเนินการของบริษัทมหาชนจำกัดมีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น เป็นการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการประกอบธุรกิจอันเป็นการยกระดับประเทศไทยให้เป็นประเทศที่ง่ายต่อการเริ่มต้นธุรกิจ (Ease of Doing Business) และส่งผลต่อการประเมินจัดอันดับเรื่องความยาก – ง่าย ในการประกอบธุรกิจ (Doing Business) ของธนาคารโลก
2. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. ….
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติดังนี้
1. อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้
2. ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รับความเห็นของสำนักงาน ก.พ.ร. ไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย
3. ให้สำนักงาน ก.พ.ร. รับความเห็นของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย
4. ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รับการยกเว้นการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2549 เรื่อง การปรับปรุงมติคณะรัฐมนตรี เรื่อง กฎกระทรวงการแบ่งส่วนราชการ มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2554 เรื่อง แนวทางปฏิบัติในการเสนอร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการภายในกรมตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2561 เรื่อง การมอบอำนาจการแบ่งส่วนราชการภายในกรม
สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง
1. ให้ยกเลิกกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. 2559 และปรับปรุงโครงสร้างของกรมประมงใหม่ ดังนี้
|
การแบ่งส่วนราชการปัจจุบัน |
การแบ่งส่วนราชการที่ขอปรับปรุง |
|
ก. ราชการบริหารส่วนกลาง (1) สำนักงานเลขานุการกรม (2) กองกฎหมาย (3) กองการเจ้าหน้าที่ (4) กองคลัง (5) กองควบคุมการค้าสัตว์น้ำและปัจจัยการผลิต
(6) กองโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและกิจกรรมพิเศษ (7) กองตรวจการประมง (8) กองตรวจสอบคุณภาพสินค้าประมง (9) กองนโยบายและยุทธศาสตร์พัฒนาการประมง (10) กองบริหารจัดการทรัพยากรและกำหนดมาตรการ (11) กองบริหารจัดการเรือประมงและการทำการประมง (12) กองประมงต่างประเทศ (13) กองแผนงาน (14) กองพัฒนาระบบการรับรองมาตรฐานสินค้าประมงและหลักฐานเพื่อการสืบค้น (15) กองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด (16) กองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง (17) กองวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ (18) กองวิจัยและพัฒนาประมงทะเล (19) กองวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด (20) กองวิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำ (21) กองวิจัยและพัฒนาสุขภาพสัตว์น้ำ (22) กองวิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์น้ำ (23) ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (24) สำนักงานประมงพื้นที่กรุงเทพมหานคร กลุ่มตรวจสอบภายใน กลุ่มพัฒนาระบบบริหาร ข. ราชการบริหารส่วนภูมิภาค (1) สำนักงานประมงจังหวัด (2) สำนักงานประมงอำเภอ ตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด |
ก. ราชการบริหารส่วนกลาง (1) สำนักงานเลขานุการกรม (2) กองกฎหมาย (3) กองการเจ้าหน้าที่ (4) กองคลัง (5) กองตรวจสอบเรือประมงสินค้าสัตว์น้ำและปัจจัยการผลิต* (6) กองโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและกิจกรรมพิเศษ (7) กองตรวจการประมง (8) กองตรวจสอบคุณภาพสินค้าประมง (9) กองนโยบายและแผนพัฒนาการประมง** (10) กองบริหารจัดการทรัพยากรและกำหนดมาตรการ (11) กองบริหารจัดการเรือประมงและการทำการประมง (12) กองประมงต่างประเทศ (13) กองแผนงาน (14) กองพัฒนาระบบการรับรองมาตรฐานสินค้าประมงและหลักฐานเพื่อการสืบค้น (15) กองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด (16) กองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง (17) กองวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ (18) กองวิจัยและพัฒนาประมงทะเล (19) กองวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด (20) กองวิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำ (21) กองวิจัยและพัฒนาสุขภาพสัตว์น้ำ (22) กองวิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์น้ำ (23) ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (24) สำนักงานประมงพื้นที่กรุงเทพมหานคร กลุ่มตรวจสอบภายใน กลุ่มพัฒนาระบบบริหาร ข. ราชการบริหารส่วนภูมิภาค (1) สำนักงานประมงจังหวัด (2) สำนักงานประมงอำเภอ ตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด |
* เปลี่ยนชื่อ และปรับปรุงภารกิจให้มีความชัดเจนขึ้น โดยเพิ่มภารกิจ (1) ที่ตัดโอนมาจากกองบริหารจัดการเรือประมงและการทำการประมง (2) เพิ่มภารกิจการตรวจติดตามสุขอนามัยของท่าเทียบเรือประมงและเรือประมง (3) ตัดโอนภารกิจการควบคุมและกำกับดูแลการเข้าเทียบท่าของเรือประมงต่างประเทศของกองควบคุมการค้าสัตว์น้ำ (เดิม) ไปสังกัดกองบริหารจัดการเรือประมงและการทำการประมง
** เปลี่ยนชื่อให้สอดคล้องกับการจัดระดับของแผนยุทธศาสตร์ชาติ
2. ปรับปรุงภารกิจในบางหน่วยงานที่ซ้ำซ้อนกันให้อยู่ภายในหน่วยงานเดียวกัน โดยกำหนดภารกิจกองที่มีหน้าที่ในการควบคุมสั่งการ แยกจากกองที่มีหน้าที่ในการปฏิบัติการตรวจตราจับกุมผู้กระทำผิดอย่างชัดเจน ทั้งการตรวจในทะเล การตรวจสัตว์น้ำและเรือประมง ณ ท่าเทียบเรือ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีการปรับบทบาทภารกิจในกองต่าง ๆ ใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจที่ได้มีการปฏิบัติจริง
3. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการ การอนุญาต การกำหนดอัตราค่าตอบแทน ระยะเวลาและเงื่อนไขการลงทุนจัดให้มีหรือเข้าบริหารจัดการท่าเรือ เรือหรือพาหนะสำหรับขนส่งข้ามฟาก ที่พักริมทาง หรือสิ่งก่อสร้างอื่นใดในเขตทางหลวงแผ่นดิน ทางหลวงพิเศษ และทางหลวงสัมปทาน พ.ศ. ….
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการ การอนุญาต การกำหนดอัตราค่าตอบแทนระยะเวลาและเงื่อนไขการลงทุนจัดให้มีหรือเข้าบริหารจัดการท่าเรือ เรือหรือพาหนะสำหรับขนส่งข้ามฟาก ที่พักริมทาง หรือสิ่งก่อสร้างอื่นใดในเขตทางหลวงแผ่นดิน ทางหลวงพิเศษ และทางหลวงสัมปทาน พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้
สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง
1. กำหนดบทนิยาม “ผู้อำนวยการทางหลวง” “ลงทุน” และ “ทางหลวง” โดย “ผู้อำนวยการทางหลวง” หมายถึง ผู้อำนวยการทางหลวงพิเศษ ทางหลวงแผ่นดิน และทางหลวงสัมปทาน
2. กำหนดให้ผู้ซึ่งได้รับการคัดเลือกโดยวิธีประมูลให้เป็นผู้ลงทุนต้องยื่นขออนุญาตลงทุนต่อผู้อำนวยการทางหลวง โดยในการอนุญาต ผู้อำนวยการทางหลวงจะกำหนดเงื่อนไขอย่างใดก็ได้ตามความเหมาะสมและจำเป็นเกี่ยวกับการจัดการรักษาสิ่งแวดล้อม การป้องกันอุบัติภัยและการติดขัดของการจราจร ลักษณะการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ การปรับสภาพที่ดินและการรื้อย้ายสาธารณูปโภค การกำหนดพื้นที่ใช้สอย การจัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ การปลูกสร้างรวมถึงการปรับปรุงต่อเติมหรือการกระทำใด ๆ ในลักษณะเดียวกัน
3. กำหนดให้ในการกำหนดอัตราค่าตอบแทนอย่างน้อยต้องคำนึงถึงขอบเขตและวัตถุประสงค์ของการจัดให้มีการลงทุน ประมาณการต้นทุนค่าใช้จ่ายและรายได้ของการลงทุน ประมาณการผลตอบแทนด้านการเงินและผลประโยชน์ตอบแทน ระยะเวลาและเงื่อนไขการลงทุน ทั้งนี้ อาจกำหนดเป็นเงินหรือทรัพย์สินอื่น หรือการดำเนินการใด ๆ ที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ใช้ทาง หรือประโยชน์งานทางก็ได้
4. กำหนดให้ระยะเวลาในการอนุญาตให้ผู้ซึ่งได้รับการคัดเลือกโดยวิธีประมูล ให้เป็นผู้ลงทุนต้องคำนึงถึงมูลค่าการลงทุน ผลตอบแทนที่ผู้รับอนุญาตจะได้รับ ทั้งนี้ จะต้องมีระยะเวลาไม่เกิน 50 ปี นับแต่วันที่ผู้อำนวยการทางหลวงออกหนังสืออนุญาต
4. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดบริเวณห้ามก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเปลี่ยนการใช้อาคารบางชนิดหรือบางประเภท ในพื้นที่บางส่วนในท้องที่จังหวัดชุมพร พ.ศ. …. และร่างกฎกระทรวงกำหนดบริเวณห้ามก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเปลี่ยนการใช้อาคารบางชนิดหรือบางประเภท ในพื้นที่บางส่วน ในท้องที่จังหวัดปราจีนบุรี พ.ศ. …. รวม 2 ฉบับ
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดบริเวณห้ามก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเปลี่ยนการใช้อาคารบางชนิดหรือบางประเภท ในพื้นที่บางส่วนในท้องที่จังหวัดชุมพร พ.ศ. …. และร่างกฎกระทรวงกำหนดบริเวณห้ามก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเปลี่ยนการใช้อาคารบางชนิดหรือบางประเภท ในพื้นที่บางส่วน ในท้องที่จังหวัดปราจีนบุรี พ.ศ. …. รวม 2 ฉบับ ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วน แล้วดำเนินการต่อไปได้ และให้กระทรวงมหาดไทยรับความเห็นของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย
สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง
ร่างกฎกระทรวง รวม 2 ฉบับ ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ เป็นการกำหนดบริเวณห้ามก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเปลี่ยนการใช้อาคารบางชนิดหรือบางประเภทในพื้นที่บางส่วนในท้องที่จังหวัดชุมพร และจังหวัดปราจีนบุรี เพื่อประโยชน์ในด้านการป้องกันอัคคีภัย การรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม การผังเมือง การสถาปัตยกรรม และการอำนวยความสะดวกแก่การจราจร เป็นการดำเนินการตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งคณะกรรมการควบคุมอาคารได้พิจารณาให้ความเห็นชอบแล้ว
5. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดสาขา คุณสมบัติ หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือก และประโยชน์ตอบแทนของศิลปินแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดสาขา คุณสมบัติ หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือก และประโยชน์ตอบแทนของศิลปินแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงวัฒนธรรมเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับความเห็นของกระทรวงศึกษาธิการไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วดำเนินการต่อไปได้
สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง
แก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงกำหนดสาขา คุณสมบัติ หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือก และประโยชน์ตอบแทนของศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2555 โดยกำหนดให้คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติอาจประกาศยกเลิกการยกย่องเชิดชูเกียรติการเป็นศิลปินแห่งชาติในภายหลังได้ เนื่องจากผู้นั้นขาดคุณสมบัติในเรื่องการมีสัญชาติไทยและในเรื่องขาดคุณธรรม
6. เรื่อง ร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ยกเว้นภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ..)
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ยกเว้นภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ..) ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณา โดยให้รับความเห็นของกระทรวงพาณิชย์ไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วดำเนินการต่อไปได้ และให้กระทรวงการคลังรับความเห็นของสำนักงบประมาณไปพิจารณาดำเนินการต่อไป
สาระสำคัญของร่างประกาศ
1. ให้ยกเว้นภาษีสรรพสามิตเฉพาะสำหรับสินค้าที่นำเข้าไปในคลังสินค้าทัณฑ์บนประเภทร้านค้าปลอดอากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร เพื่อจำหน่ายให้แก่ผู้มีสิทธิได้รับการยกเว้นอากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร เท่ากับปริมาณของสินค้าหรือมูลค่าของสินค้าที่ได้รับการยกเว้นอากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร
2. ให้ผู้ขอยกเว้นภาษีแสดงเอกสารหลักฐานว่าได้ส่งสินค้าเข้าไปในคลังสินค้าทัณฑ์บนประเภทร้านค้าปลอดอากร และหากสินค้าสูญหายหรือขาดจำนวนไป ให้ถือว่าไม่ได้รับยกเว้นภาษีสรรพสามิต เว้นแต่สินค้าที่ขาดจำนวนไปนั้นได้นำกลับเข้าโรงงานอุตสาหกรรม
3. กรณีที่สินค้าที่ได้รับยกเว้นภาษีสรรพสามิตเกิดความรับผิดในอันจะต้องเสียอากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ให้ถือว่าสินค้านั้นไม่ได้รับยกเว้นภาษีสรรพสามิต และให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษียื่นแบบรายการภาษีและชำระภาษีสรรพสามิตพร้อมกับการชำระอากรขาเข้า โดยใช้อัตราภาษีที่ใช้อยู่ในเวลาที่ความรับผิดในอันจะต้องเสียภาษีสำหรับสินค้านั้นเกิดขึ้น
7. เรื่อง ร่างประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง ยกเลิกประกาศกระทรวงพาณิชย์ว่าด้วยการนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร (ฉบับที่ 103) พ.ศ. 2537 พ.ศ. ….
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติในหลักการร่างประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง ยกเลิกประกาศกระทรวงพาณิชย์ว่าด้วยการนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร (ฉบับที่ 103) พ.ศ. 2537 พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้
สาระสำคัญของร่างประกาศ
เป็นการยกเลิกประกาศกระทรวงพาณิชย์ว่าด้วยการนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร (ฉบับที่ 103) พ.ศ. 2537 ลงวันที่ 29 ตุลาคม 2537 ที่กำหนดให้ปลาทูน่าชนิดครีบเหลืองและผลิตภัณฑ์จากปลาทูน่าชนิดครีบเหลืองเป็นสินค้าควบคุม ที่ต้องมีหนังสือรับรองจากกรมประมงไปแสดงประกอบพิธีการนำเข้าต่อกรมศุลกากร เนื่องจากปัจจุบันกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีมาตรการควบคุมตรวจสอบการนำเข้าสินค้าดังกล่าวภายใต้พระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เป็นการเฉพาะแล้ว
เศรษฐกิจ - สังคม
8. เรื่อง การปรับกรอบการดำเนินโครงการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยแห่งรัฐ (โครงการบ้านล้านหลัง) คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอดังนี้
1. เห็นชอบการชดเชยส่วนต่างระหว่างรายได้ดอกเบี้ยรับตามแผนรัฐวิสาหกิจของธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กับรายได้ดอกเบี้ยรับจากโครงการจากรัฐบาล รวม 6 ปี (ปี 2562 - 2567) เพิ่มเติม จำนวน 789.66 ล้านบาท และยกเว้นการดำเนินการตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561
และสำหรับค่าใช้จ่ายที่ ธอส. จะขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาล เพื่อชดเชยส่วนต่างระหว่างรายได้ดอกเบี้ยรับตามแผนรัฐวิสาหกิจของ ธอส. กับรายได้ดอกเบี้ยรับจากโครงการฯ เป็นระยะเวลา 6 ปี วงเงินรวม 789.66 ล้านบาท ให้เป็นไปตามความเห็นของสำนักงบประมาณ
2. ให้ ธอส. ในฐานะหน่วยงานของรัฐผู้ดำเนินโครงการจัดทำประมาณการต้นทุนทางการเงินและการบริหารจัดการที่รัฐจะต้องรับภาระทั้งหมดและแจ้งให้คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐและ กค. ทราบ และเมื่อสิ้นสุดโครงการแล้ว ธอส. จะเสนอรายงานผลการดำเนินการและผลสัมฤทธิ์ต่อรัฐมนตรีว่า การกระทรวงการคลังเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีและเปิดเผยให้สาธารณชนทราบ รวมทั้งเผยแพร่ผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่อไป
สาระสำคัญของเรื่อง
1. กระทรวงการคลังได้รายงานผลการดำเนินโครงการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยแห่งรัฐ(โครงการบ้านล้านหลัง) ซึ่งหลังจากที่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดให้ประชาชนจองสิทธิสินเชื่อตามโครงการดังกล่าว รายละไม่เกิน 1 ล้านบาท ภายใต้กรอบวงเงินรวม 50,000 ล้านบาท พบว่า มีประชาชนให้ความสนใจยื่นจองสิทธิสินเชื่อ รวมทั้งสิ้น จำนวน 127,102 ล้านบาท ซึ่งสูงเกินกว่ากรอบวงเงินสินเชื่อที่ ธอส. ได้กำหนดไว้จำนวนมาก ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าโครงการบ้านล้านหลังสามารถตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่ต้องการมีบ้านเป็นของตนเอง โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีรายได้ไม่เกิน 25,000 บาทต่อเดือน มีผู้ยื่นจองสิทธิ จำนวน 113,064 ล้านบาท ซึ่งมากกว่ากรอบวงเงินที่ ธอส. กำหนดไว้ จำนวน 93,064 ล้านบาท (ธอส. กำหนดกรอบวงเงินไว้จำนวน 20,000 ล้านบาท) ในขณะที่ยอดจองสินเชื่อสำหรับกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้ต่อเดือนต่อคนเกิน 25,000 บาท มีผู้ยื่นจองสิทธิเพียง จำนวน 14,038 ล้านบาท ซึ่งน้อยกว่ากรอบวงเงินที่ ธอส. กำหนดไว้ จำนวน 15,962 ล้านบาท (กำหนดกรอบวงเงินไว้ จำนวน 30,000 ล้านบาท) ดังนั้น เพื่อสนับสนุนให้ผู้มีรายได้น้อยสามารถเข้าถึงแหล่งสินเชื่อที่อยู่อาศัยและได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองตามวัตถุประสงค์ของโครงการดังกล่าว ธอส.จึงได้ปรับกรอบการดำเนินโครงการบ้านล้านหลัง ซึ่งคณะกรรมการธนาคารอาคารสงเคราะห์ได้ให้ความเห็นชอบแล้ว ในครั้งนี้กระทรวงการคลังจึงนำเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบปรับกรอบการดำเนินโครงการบ้านล้านหลังนี้ ดังนี้
|
หลักเกณฑ์และเงื่อนไข (เฉพาะในส่วนที่ขอปรับปรุง) |
กรอบการดำเนินโครงการฯ เดิม (มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2561) |
กรอบการดำเนินโครงการฯ ที่ขอปรับปรุงใหม่ |
|
1) กรอบวงเงินกู้ |
|
|
|
กลุ่มรายได้ต่อเดือนต่อคนไม่เกิน 25,000 บาท |
กรอบวงเงิน 20,000 ล้านบาท |
กรอบวงเงิน 40,000 ล้านบาท |
|
กลุ่มรายได้ต่อเดือนต่อคนเกิน 25,000 บาท |
กรอบวงเงิน 30,000 ล้านบาท |
กรอบวงเงิน 10,000 ล้านบาท |
|
2) กรอบระยะเวลาดำเนินโครงการ |
สิ้นสุดการทำนิติกรรมภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2562 |
สิ้นสุดการทำนิติกรรม เมื่อ ธอส. ให้สินเชื่อเต็มตามกรอบวงเงิน (50,000 ล้านบาท) ทั้งนี้ ไม่เกินวันที่ 30 ธันวาคม 2564 |
หมายเหตุ : การปรับกรอบการดำเนินโครงการบ้านล้านหลังในครั้งนี้ ยังอยู่ในกรอบเดิมที่ 50,000 ล้านบาท และในส่วนของหลักเกณฑ์และเงื่อนไขอื่น ๆ ธอส. ยังคงใช้ตามเดิมที่คณะรัฐมนตรีได้เคยมีมติเห็นชอบในหลักการไว้เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2561
2. จากการปรับกรอบวงเงินกู้ตามข้อ 1 โดยเพิ่มวงเงินสินเชื่อของโครงการสำหรับกลุ่มผู้มีรายได้ไม่เกิน 25,000 บาทต่อเดือน นั้น ส่งผลให้ ธอส. จะสูญเสียรายได้ดอกเบี้ยรับมากขึ้นเนื่องจาก ธอส. ต้องกำหนดอัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 3 ต่อปี คงที่เป็นระยะเวลา 5 ปี สำหรับกลุ่มผู้ที่มีรายได้ไม่เกิน 25,000 บาท ที่มีจำนวนมากขึ้น ดังนั้น ในครั้งนี้ กค. จึงจำเป็นต้องขอรับการชดเชยส่วนต่างระหว่างรายได้ดอกเบี้ยรับตามแผนรัฐวิสาหกิจของ ธอส.กับรายได้ดอกเบี้ยรับจากโครงการจากรัฐบาล รวม 6 ปี (ปี 2562 - 2567) เพิ่มเติมอีก จำนวน 789.66 ล้านบาท จากเดิมที่ได้เคยเสนอขอรับการชดเชยดังกล่าวมาแล้วจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2561 จำนวน 3,876.65 ล้านบาท รวมเป็นวงเงินที่ ธอส. ขอรับการชดเชยทั้งสิ้น จำนวน 4,666.31 ล้านบาท ดังนี้
หน่วย : ล้านบาท
|
ปีงบประมาณ |
รายได้ดอกเบี้ยรับที่ลดลงที่เคยเสนอขอ (มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2561) |
รายได้ดอกเบี้ยรับที่ลดลงที่จะขอรับชดเชยเพิ่มเติมในครั้งนี้ |
รวมทั้งสิ้น |
|
2562 |
209.18 |
- |
209.18 |
|
2563 |
547.77 |
- |
547.77 |
|
2564 |
688.90 |
- |
688.90 |
|
2565 |
876.44 |
325.25 |
1,201.69 |
|
2566 |
890.89 |
307.97 |
1,198.86 |
|
2567 |
663.47 |
156.44 |
819.91 |
|
รวม |
3,876.65 |
789.66 |
4,666.31 |
หมายเหตุ : 1. ประมาณการผลกระทบตั้งแต่ปี 2562- 2567 เนื่องจากลูกค้าทยอยทำนิติกรรมตั้งแต่ปี 2562 จะครบกำหนด 5 ปี ที่ได้รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษในปี 2567 วงเงินรวม 50,000 ล้านบาท
2. รายได้ดอกเบี้ยรับที่ลดลงที่จะขอรับชดเชยเพิ่มเติม จำนวน 789.66 ล้านบาท คำนวณจากส่วนที่เพิ่มขึ้นของผลต่างของรายได้ดอกเบี้ยรับตามแผนรัฐวิสาหกิจของ ธอส. กับรายได้ดอกเบี้ยรับจากโครงการจากการปรับสัดส่วนวงเงินของกลุ่มผู้มีรายได้ต่อเดือนต่อคนไม่เกิน 25,000 บาท กับกลุ่มผู้มีรายได้ต่อเดือนต่อคนเกิน 25,000 บาท
9. เรื่อง ขอความเห็นชอบโครงการช่วยเหลือด้านหนี้สินสมาชิกสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรที่ประสบภัยจากพายุ โซนร้อนปาบึก
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ดำเนินโครงการช่วยเหลือด้านหนี้สินสมาชิกสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรที่ประสบภัยจากพายุโซนร้อนปาบึก เพื่อชดเชยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี ระยะเวลา 6 เดือน (เดือนมกราคม - มิถุนายน 2562) ภายในกรอบวงเงิน 14,622,000 บาท โดยให้ปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 แผนงานยุทธศาสตร์สร้างความมั่นคงและลดความเหลื่อมล้ำทางด้านเศรษฐกิจและสังคม โครงการช่วยเหลือด้านหนี้สินสมาชิกสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร งบเงินอุดหนุนทั่วไป รายการเงินอุดหนุนเพื่อชดเชยดอกเบี้ยให้แก่สมาชิกสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรที่ปลูกมันสำปะหลัง ปีการผลิต 2560/2561 ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ยืนยันว่าได้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว และมีงบประมาณเหลือจ่าย จึงไม่ก่อให้เกิดภาระต่องบประมาณ ตามนัยมาตรา 27 และมาตรา 28 ของพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 โดยให้ขอทำความตกลงกับสำนักงบประมาณตามขั้นตอนต่อไป ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ
สาระสำคัญของเรื่อง
กษ. รายงานว่า
1. ตามที่ได้เกิดสถานการณ์ภัยพิบัติพายุโซนร้อนปาบึก (PABUK) ตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม 2562 เป็นต้นมา ส่งผลให้พื้นที่การเกษตรและผลผลิตทางการเกษตรของสมาชิกสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรจำนวน 15 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดชุมพร จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดสงขลา จังหวัดพัทลุง จังหวัดตรัง จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดระนอง จังหวัดระยอง จังหวัดจันทบุรี จังหวัดชลบุรี และจังหวัดตราด ได้รับความเสียหาย กษ. (กรมส่งเสริมสหกรณ์) ได้ตระหนักถึงผลกระทบจากภัยพิบัติดังกล่าว เนื่องจากสมาชิกส่วนใหญ่ประกอบอาชีพการเกษตร ซึ่งพื้นที่การเกษตรเสียหายจะส่งผลให้ไม่มีรายได้ในการเลี้ยงชีพ และไม่สามารถส่งชำระหนี้ให้กับสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรได้ จึงได้จัดทำโครงการให้ความช่วยเหลือในส่วนของสมาชิกสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรที่ประสบภัยพิบัติดังกล่าว โดยมีรายละเอียดโครงการ ดังนี้
|
หัวข้อ |
รายละเอียด |
||||||||||||||||||
|
1. วัตถุประสงค์ |
เพื่อเป็นการช่วยเหลือบรรเทาภาระหนี้สินและลดต้นทุนของสมาชิกสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรที่ประสบภัยพิบัติจากพายุโซนร้อนปาบึก |
||||||||||||||||||
|
2. เป้าหมาย |
สมาชิกสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรที่มีพื้นที่ทำกินอยู่ในพื้นที่ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินจากพายุโซนร้อนปาบึก (ช่วงภัยตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม 2562 เป็นต้นมา) สมาชิกจำนวน 6,868 ราย ในพื้นที่ 9 จังหวัด ในภาคใต้และภาคตะวันออก (จังหวัดจันทบุรี จังหวัดชุมพร จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี จังหวัดพัทลุง จังหวัดยะลา จังหวัดสงขลาและจังหวัดสุราษฎร์ธานี) มูลหนี้ต้นเงินกู้รวม 974.8028 ล้านบาท |
||||||||||||||||||
|
3. คุณสมบัติสมาชิกสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร
|
3.1 เป็นสมาชิกสหกรณ์ภาคการเกษตร สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนที่สมาชิกประกอบอาชีพการเกษตร และเป็นสมาชิกกลุ่มเกษตรกรที่ประกอบอาชีพการเกษตรได้รับความเสียหายด้านพืช ด้านประมง ด้านปศุสัตว์ และมีพื้นที่ทำกินที่อยู่ในพื้นที่ประสบภัยตามประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินจากพายุโซนร้อนปาบึกและพื้นที่การเกษตร/ผลผลิตได้รับความเสียหาย 3.2 สมาชิกหรือคู่สมรสต้องขึ้นทะเบียนเกษตรกรปี 2561 และประกอบกิจกรรมการเกษตรในช่วงที่ผ่านมา ตามที่แจ้งขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานที่กำกับดูแลเกษตรแต่ละด้านของ กษ. ตามประเภทการผลิตของตนก่อนเกิดภัยพิบัติ เช่น ปลูกพืช (กรมส่งเสริมการเกษตร) เลี้ยงสัตว์ (กรมปศุสัตว์) หรือเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ (กรมประมง) เป็นต้น การให้ความช่วยเหลือหากเกษตรกรรายใดได้รับผลกระทบมากกว่า 1 ด้าน ให้ได้รับความช่วยเหลือเพียง 1 ด้าน โดยยึดการให้ความช่วยเหลือ 1 สัญญาต่อ 1 ครัวเรือน 3.3 มีสัญญาเงินกู้เพื่อการผลิตทางการเกษตรปี 2561 โดยต้องเป็นสัญญาเงินกู้ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ประสบภัยของสมาชิกตามประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินในพื้นที่นั้น ๆ และได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติจากพายุโซนร้อนปาบึก |
||||||||||||||||||
|
4. คุณสมบัติสหกรณ์/กลุ่มเกษตร |
4.1 เป็นสหกรณ์ภาคการเกษตร สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนที่สมาชิกประกอบอาชีพการเกษตรและกลุ่มเกษตรกรที่สมาชิกประกอบอาชีพการเกษตร ได้รับความเสียหายด้านพืช ด้านประมง ด้านปศุสัตว์ และสมาชิกมีพื้นที่ทำกินอยู่ในพื้นที่ประสบภัยตามประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินจากพายุโซนร้อนปาบึกและพื้นที่การเกษตร/ผลผลิตได้รับความเสียหาย 4.2 ตรวจสอบสัญญาเงินกู้ของสมาชิกที่ขอรับการชดเชยจะต้องเป็นสัญญาเงินกู้ที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่โครงการกำหนด และต้องไม่เป็นสัญญาเงินกู้ที่เคยได้รับการช่วยเหลือในโครงการหรือมาตรการอื่นจากภาครัฐให้ความช่วยเหลือในลักษณะเดียวกันมาก่อน |
||||||||||||||||||
|
5. วิธีการดำเนินการ |
5.1 สหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรที่สมาชิกมีพื้นที่ทำกินอยู่ในพื้นที่ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินจากพายุโซนร้อนปาบึก และพื้นที่การเกษตร/ผลผลิตได้รับความเสียหาย ตรวจสอบคุณสมบัติของสมาชิกที่ขอรับการช่วยเหลือให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่โครงการกำหนดให้ครบถ้วน โดยให้เสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการของสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรพิจารณาอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการฯ มีมติขอเบิกเงินชดเชยดอกเบี้ยตามมาตรการ และจัดส่งเอกสารประกอบการขอเบิกเงินชดเชยดอกเบี้ยตามโครงการฯ ไปยังสำนักงานสหกรณ์จังหวัดภายในระยะเวลาที่กำหนด 5.2 เงินที่สหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรให้กู้ยืมเป็นเงินกู้ที่สหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรจัดหาจากแหล่งทุนต่าง ๆ เช่น จากทุนสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรเอง (จากเงินฝากหรือเงินค่าหุ้น) เงินกู้ยืมจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) หรือเงินยืมจากแหล่งกู้ยืมอื่น ชดเชยดอกเบี้ยในอัตราไม่เกินร้อยละ 3 ต่อปี ระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน โดยให้สหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรคำนวณดอกเบี้ยที่ขอรับการชดเชยนับถัดจากวันที่ประสบภัยของสมาชิกตามประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินจากพายุโซนร้อนปาบึก พื้นที่จนกว่าจะชำระคืนเสร็จสิ้นแต่ต้องไม่เกิน 6 เดือน 5.3 ให้สำนักงานสหกรณ์จังหวัดตรวจสอบเอกสารประกอบการเบิกจ่ายและคำนวณดอกเบี้ยให้ครบถ้วน ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ในโครงการที่กำหนดแล้วรายงานขอเบิกเงินชดเชยดอกเบี้ยของสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรไปยังกรมส่งเสริมสหกรณ์ 5.4 กรมส่งเสริมสหกรณ์โอนเงินชดเชยดอกเบี้ยให้สำนักงานสหกรณ์จังหวัดเพื่อเบิกจ่ายชดเชยให้สหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรต่อไป 5.5 สำนักงานสหกรณ์จังหวัดแจ้งโอนเงินชดเชยดอกเบี้ยให้สหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรตามที่ได้ตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารประกอบการขอเบิกเงินชดเชยดอกเบี้ยตามโครงการฯ 5.6 เมื่อมีการเบิกจ่ายเงินชดเชยดอกเบี้ยตามมาตรการ ให้สำนักงานสหกรณ์จังหวัดรายงานผลการเบิกจ่ายเงินชดเชยดอกเบี้ยตามมาตรการไปยังกรมส่งเสริมสหกรณ์ทราบทุกครั้ง |
||||||||||||||||||
|
6. ระยะเวลาดำเนินการ |
6 เดือน (ตั้งแต่เดือนมกราคม - มิถุนายน 2562)
|
||||||||||||||||||
|
7. ประโยชน์ที่ได้รับ |
สมาชิกสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรที่มีพื้นที่ทำการเกษตรและผลผลิตได้รับความเสียหายจากพายุโซนร้อนปาบึกสามารถบรรเทาภาระหนี้สินและลดต้นทุนของสมาชิก จำนวน 6,868 ราย |
10. เรื่อง โครงการขยายระยะเวลาการเพิ่มการผลิตและพัฒนาการจัดการศึกษา สาขาวิชาพยาบาลศาสตร์ (ปีการศึกษา 2561 - 2565) เพื่อพัฒนาสุขภาวะของประชาชนและตอบสนองยุทธศาสตร์ประเทศ ระยะที่ 1 (ปีการศึกษา 2561 - 2562)
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เสนอดังนี้ 1. เห็นชอบในหลักการโครงการขยายระยะเวลาการเพิ่มการผลิตและพัฒนาการจัดการศึกษาสาขาวิชาพยาบาลศาสตร์ (ปีการศึกษา 2561 – 2565) เพื่อพัฒนาสุขภาวะของประชาชนและตอบสนองยุทธศาสตร์ประเทศ ระยะที่ 1 (ปีการศึกษา 2561 – 2562) โดยมีเป้าหมายผลิตพยาบาลเพิ่มจากการรับนักศึกษาพยาบาลปกติ จำนวน 2 รุ่น (ปีการศึกษา 2561 – 2562) จำนวนรวมทั้งสิ้น 5,268 คน และอนุมัติให้ดำเนินการ
2. อนุมัติงบประมาณค่าใช้จ่ายโครงการฯ โดยมีอัตราค่าใช้จ่ายเป็นงบดำเนินการในการผลิตบัณฑิต ในอัตราเหมาจ่าย 110,000 บาท/คน/ปี คิดเป็น 440,000 บาท/คน/หลักสูตร รวมเป็นจำนวนทั้งสิ้น 1,759,484,984 บาท (เฉพาะในส่วนของปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 -2566) แบ่งเป็น
2.1 งบประมาณสำหรับสถาบันสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) (ศธ.) จำนวน 985,085,724 บาท
2.2 งบประมาณสำหรับสถาบันสังกัดสถาบันพระบรมราชชนก (สบช.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) จำนวน 774,399,260 บาท
สำหรับวงเงินงบประมาณจนสิ้นสุดโครงการ (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 - 2566) จำนวน1,759,484,984 บาท เห็นควรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ ตามแผนการดำเนินโครงการที่เหมาะสมกับสภาพการณ์ของข้อเท็จจริง พร้อมรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามความจำเป็นและเหมาะสมตามขั้นตอนต่อไป รวมทั้งพิจารณาดำเนินการให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ด้วย ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ
ทั้งนี้ ให้กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับความเห็นของกระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ สำนักงาน ก.พ. สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการนโยบายและพัฒนาการศึกษา และสำนักงาน ก.พ. ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐไปพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
หากกระทรวงศึกษาธิการมีความจำเป็นต้องดำเนินโครงการขยายระยะเวลาการเพิ่มการผลิตและพัฒนาการจัดการศึกษา สาขาวิชาพยาบาลศาสตร์ (ปีการศึกษา 2561 - 2565) เพื่อพัฒนาสุขภาวะของประชาชนและตอบสนองยุทธศาสตร์ประเทศ ระยะที่ 2 (ปีการศึกษา 2563 – 2565) ให้กระทรวงศึกษาธิการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการให้สอดคล้องกับแผนการปฏิรูปกำลังคนและภารกิจบริการด้านสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุขในภาพรวมทั้งระบบที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐด้วย
สาระสำคัญของเรื่อง
1. โครงการเพิ่มการผลิตและพัฒนาการจัดการศึกษา สาขาวิชาพยาบาลศาสตร์ ปีการศึกษา 2557 - 2560 ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2556 ได้สิ้นสุดลงแล้ว โดยสามารถรับนักศึกษาพยาบาลได้ทั้งสิ้น จำนวน 10,124 คน (จากเป้าหมาย จำนวน 10,128 คน) คิดเป็นร้อยละ 99.96 แบ่งเป็น สถาบันสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ และกรุงเทพมหานคร จำนวน 24 แห่ง รับนักศึกษาได้ จำนวน 5,780 คน (จากเป้าหมาย จำนวน 5,728 คน) คิดเป็นร้อยละ 100.91 และสถาบันสังกัดสถาบันพระบรมราชชนก กระทรวงสาธารณสุข จำนวน 29 แห่ง รับนักศึกษาได้ จำนวน 4,344 คน (จากเป้าหมาย จำนวน 4,400 คน) คิดเป็นร้อยละ 98.73
2. เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนพยาบาลวิชาชีพให้มีจำนวนพยาบาลวิชาชีพสามารถตอบสนองความต้องการของประเทศอย่างเพียงพอ ช่วยยกระดับคุณภาพบริการด้านสาธารณสุขและสุขภาพของประชาชน กระทรวงศึกษาธิการจึงได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำโครงการขยายระยะเวลาการเพิ่มการผลิตและพัฒนาการจัดการศึกษาสาขาวิชาพยาบาลศาสตร์ (ปีการศึกษา 2561- 2565) เพื่อพัฒนาสุขภาวะของประชาชนและตอบสนองยุทธศาสตร์ประเทศ ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องจากเดิม (ปีการศึกษา 2557 – 2560) โดยในครั้งนี้ได้เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบให้ดำเนินโครงการเฉพาะระยะที่ 1 (ปีการศึกษา 2561 - 2562) โดยมีเป้าหมายที่จะสามารถรับนักศึกษาพยาบาลเพิ่มจากแผนการรับปกติได้ จำนวน 5,268 คน รวมทั้งขอรับการสนับสนุนงบประมาณในการผลิตพยาบาลวิชาชีพดังกล่าวสำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 - 2566 ในอัตราเหมาจ่าย 110,000 บาท/คน/ปี หรือคิดเป็น 440,000 บาท/คน/หลักสูตร โดยครอบคลุมงบประมาณการจัดการศึกษาทั้งในส่วนของการพัฒนานักศึกษา ค่าตอบแทนต่าง ๆ วัสดุ อุปกรณ์การเรียนการสอน รวมเป็นจำนวนทั้งสิ้น1,759,484,984 บาท ทั้งนี้ คณะกรรมการนโยบายและพัฒนาการศึกษา ในการประชุมครั้งที่ 1/2561 เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2561 ได้มีมติเห็นชอบในหลักการด้วยแล้ว
|
ลำดับ |
สถาบันการศึกษา |
จำนวนการผลิต เพิ่ม (คน) |
งบประมาณ (ล้านบาท) |
|
1. |
สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ |
2,828 |
985.09 |
|
2. |
กรุงเทพมหานคร (คณะพยาบาลศาสตร์เกื้อการุณย์ มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช) |
160 |
0.00 |
|
3. |
สังกัดสถาบันพระบรมราชชนก กระทรวงสาธารณสุข |
2,220 |
774.40 |
|
4. |
สังกัดกระทรวงกลาโหมและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ |
60 |
0.00 |
|
รวม |
5,268 |
1,759.49 |
|
หมายเหตุ : เป็นการขอสนับสนุนงบประมาณ สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 - 2566 เนื่องจากกระบวนการจัดทำงบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 และ พ.ศ. 2562 ได้เสร็จสิ้นลงแล้ว ประกอบกับ คณะพยาบาลศาสตร์เกื้อการุณย์ฯ และหน่วยงานในสังกัดกระทรวงกลาโหมและสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับงบประมาณสนับสนุนการผลิตพยาบาลเพิ่มจากหน่วยงานแล้ว จึงไม่ขอรับการสนับสนุนงบประมาณ
3. เมื่อรวมกับแผนการรับนักศึกษาปกติ จำนวน 9,968 คน จะสามารถรับนักศึกษาพยาบาลได้ทั้งหมด จำนวน 15,236 คน และภายหลังจากการดำเนินโครงการฯ ระยะที่ 1 จะมีอัตราส่วนพยาบาล 1 คน ต่อ 392 ประชากร ซึ่งจะสามารถรองรับความต้องการพยาบาลของประเทศไทยในระยะ 10 ปีข้างหน้า (พ.ศ. 2569) ที่ต้องการพยาบาลในอัตราส่วน 1 คน ต่อ 350 ประชากร
4. โครงการฯ ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอในครั้งนี้เป็นโครงการที่ทำให้มีบุคลากรพยาบาลเพิ่มขึ้น ซึ่งจะสามารถช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนพยาบาลในระยะสั้นและเพิ่มคุณภาพในการให้บริการประชาชนในระบบบริการสุขภาพได้ในระดับหนึ่ง รวมทั้งกระทรวงสาธารณสุขได้นำเสนอแผนการปฏิรูปกำลังคนและภารกิจบริการด้านสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุขให้คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐพิจารณาด้วยแล้ว ซึ่งเป็นการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2561
11. เรื่อง การรายงานผลการดำเนินการของคณะกรรมการขับเคลื่อนตามแผนยุทธศาสตร์ National e-Payment
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ ดังนี้
1. รับทราบผลการดำเนินการของคณะกรรมการขับเคลื่อนตามแผนยุทธศาตร์ National e-Payment (คณะกรรมการฯ) ซึ่งได้ดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ National e-Payment อย่างต่อเนื่อง โดยผลการดำเนินการที่ผ่านมา สำเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์และได้รับการยอมรับในระดับสากล
2. เห็นชอบให้ยุติบทบาทของคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ National e-Payment เนื่องจากผลสำเร็จการดำเนินการของคณะกรรมการฯ ตามนัยข้อ 1. เป็นจุดเริ่มต้นให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถผลักดันและพัฒนาระบบการชำระเงินของประเทศไทยภายใต้กรอบภารกิจของตนเองให้เข้าสู่ระบบการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างครบวงจร ดังนั้น เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการดำเนินการตามแผนการดำเนินการในระยะต่อไป จึงไม่มีความจำเป็นต้องอาศัยการขับเคลื่อนในรูปแบบของคณะกรรมการอีกต่อไป
สาระสำคัญของเรื่อง
1. กระทรวงการคลังเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณารับทราบผลการดำเนินการของคณะกรรมการขับเคลื่อนตามแผนยุทธศาสตร์ National e-Payment (คณะกรรมการฯ) โดยผลการดำเนินการที่ผ่านมา สำเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์และได้รับการยอมรับในระดับสากล พร้อมทั้งขอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบให้ยุติบทบาทของคณะกรรมการฯ เนื่องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถผลักดันและพัฒนาระบบการชำระเงินของประเทศไทยภายใต้กรอบภารกิจของตนเองให้เข้าสู่ระบบการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างครบวงจรจึงไม่มีความจำเป็นต้องอาศัยการขับเคลื่อนในรูปแบบของคณะกรรมการอีกต่อไป
2. ผลการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ National e-Payment สรุปได้ ดังนี้
|
โครงการ |
ผลสำเร็จ |
การดำเนินการในระยะต่อไป |
|
ระบบการชำระเงินแบบ Any ID และการขยายการใช้บัตร |
(1) มีระบบพร้อมเพย์ ปัจจุบันมีผู้ลงทะเบียนพร้อมเพย์ทุกประเภทแล้ว จำนวน 47 ล้านราย (ข้อมูล ณ เดือนธันวาคม 2561) (2) การขยายการใช้บัตร โดยการยกเว้นค่าใช้จ่ายในการติดตั้งอุปกรณ์รับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (เครื่อง EDC) โดยปัจจุบันได้มีการติดตั้งเครื่อง EDC แล้วทั้งสิ้นจำนวน 768,103 เครื่อง |
ธนาคารแห่งประเทศไทยได้มีการจัดทำแผนกลยุทธระบบการชำระเงินฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2562 – 2564) ที่จะมุ่งส่งเสริมให้ Digital Payment เป็นทางเลือกหลักในการชำระเงิน โดยมีกรอบการพัฒนา 5 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงิน (2) ด้านนวัตกรรมการชำระเงิน (3) ด้านการเข้าถึงและใช้บริการ (4) ด้านการกำกับดูแลและบริหารความเสี่ยง และ (5) ด้านข้อมูลการชำระเงิน |
|
ระบบภาษีและเอกสารธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ |
กรมสรรพากรได้ดำเนินการคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาผ่านพร้อมเพย์ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 และมีการจัดทำระบบ e-Tax Invoice และ e-Receipt สำหรับประเด็นด้านกฎระเบียบได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากรเพื่อรองรับระบบภาษีและเอกสารธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ตามแผนยุทธศาสตร์ National e-Payment |
กรมสรรพากรจะดำเนินการตามแผนพัฒนาระบบภาษีและเอกสารธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเป็นแผนการดำเนินงานที่มุ่งเน้นการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับฐานข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูลของผู้เสียภาษี |
|
e-Payment ภาครัฐ |
(1) โครงการบูรณาการฐานข้อมูลสวัสดิการสังคม กค. โดยกรมบัญชีกลางได้แบ่งการทำงานออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ การจ่ายเงินสวัสดิการสังคมด้วยพร้อมเพย์ (เช่น เงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดและเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ) การจ่ายเงินสวัสดิการแห่งรัฐโดยบัตร (มีผู้มีสิทธิ 14.5 ล้านคน มีการใช้จ่ายผ่านบัตรฯ 67,759.45 ล้านบาท) และการ (2) โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการรับจ่ายเงินภาครัฐทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยให้หน่วยงานทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคใช้บริการด้านการจ่ายเงิน การรับเงินและการนำเงินส่งคลังผ่านระบบ KTB Corporate Online พร้อมทั้งติดตั้งเครื่อง EDC แล้ว จำนวน 6,807 หน่วยงาน |
กรมบัญชีกลางจะผลักดันให้เกิดการขยายการใช้บัตรอย่างครบวงจร โดยการเชื่อมโยงบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกับ Basic Account และ Mobile Payment รวมทั้งเชื่อมโยงข้อมูลสวัสดิการที่โอนเงินผ่านระบบพร้อมเพย์เข้ากับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) |
|
การให้ความรู้ และส่งเสริมการใช้ธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ |
กค. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดกิจกรรมเพื่อให้ความรู้และประชาสัมพันธ์โครงการ ต่าง ๆ ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ National |
กรมสรรพากรและกรมบัญชีกลางจะดำเนินการตามแผนประชาสัมพันธ์โครงการ National e-Payment ประจำปี พ.ศ. 2562 และสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยของระบบธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ต่อไป ทั้งนี้ กค. จะขอให้สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลพิจารณาเห็นชอบในการนำเงินของโครงการแจกโชคจากการใช้บัตรเดบิตในส่วนที่ไม่มีผู้มารับรางวัล จำนวน 14,123,000 บาท เพื่อนำมาใช้ในการดำเนินการตามแผนประชาสัมพันธ์ฯ ต่อไป |
12. เรื่อง รายงานสถานการณ์คุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2561
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบ ดังนี้
1. รับทราบรายงานสถานการณ์คุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2561 ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ และให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับความเห็นของกระทรวงวัฒนธรรมและสำนักงบประมาณไปพิจารณาดำเนินการต่อไป
2. มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการคลัง กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงพลังงาน กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงบประมาณ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติพิจารณาดำเนินการตามข้อเสนอแนะเชิงนโยบายตามรายงานสถานการณ์คุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2561 ต่อไป ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้เสนอรายงานสถานการณ์คุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2561 ซึ่งคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมได้มีมติเห็นชอบร่างรายงานดังกล่าวแล้วและให้เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา โดยรายงานดังกล่าวเป็นการเสนอภาพรวมการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อสถานการณ์คุณภาพสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย พ.ศ. 2561 สถานการณ์คุณภาพสิ่งแวดล้อมรายสาขาที่มีสถานกาณ์ดีขึ้นและที่น่าเป็นห่วง ประเด็นสถานการณ์สิ่งแวดล้อมที่สำคัญ รวมไปถึงการคาดการณ์แนวโน้มสถานการณ์คุณภาพสิ่งแวดล้อมในอนาคต ตลอดจนข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการคลัง กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพลังงาน กระทรวงมหาดไทย กระทรวงวัฒนธรรมกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงยุติธรรม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงบประมาณ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ เป็นต้น ดำเนินการตามข้อเสนอแนะเชิงนโยบายดังกล่าวเพื่อร่วมกันเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
13. เรื่อง ขอความเห็นชอบเพิ่มงบประมาณช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าวให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2561/62 (เพิ่มเติม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติการเพิ่มงบประมาณช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าวให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2561/62 (เพิ่มเติม) ตามกระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอ วงเงินรวมทั้งสิ้น 5,068.73 ล้านบาท ประกอบด้วย
1. เงินช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวฯ จำนวน 4,959.47 ล้านบาท
2. ค่าบริหารจัดการของ ธ.ก.ส. จำนวน 109.26 ล้านบาท ได้แก่ ค่าชดเชยต้นทุนเงิน จำนวน 107.87 ล้านบาท และค่าบริหารจัดการฯ จำนวน 1.39 ล้านบาท
โดยให้ ธ.ก.ส. จัดทำแผนปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณตามผลการดำเนินการจริง เพื่อขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามความจำเป็นและเหมาะสมตามขั้นตอนต่อไป ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ
14. เรื่อง งบประมาณโครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต็อก
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอให้กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายในใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 356,202,698.35 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต็อก เพื่อให้การดำเนินโครงการฯ บรรลุเป้าหมายในการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือกและสร้างความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการที่มีต่อการดำเนินนโยบายของรัฐบาล
15. เรื่อง ทบทวนโครงการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกยาสูบที่ได้รับผลกระทบจากการลดปริมาณการรับซื้อใบยาสูบเฉพาะฤดูการผลิต 2561/2562
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ทบทวนมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2561 (โครงการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกยาสูบที่ได้รับผลกระทบจากการลดปริมาณการรับซื้อใบยาสูบเฉพาะฤดูการผลิต 2561/2562) ภายใต้กรอบวงเงินงบประมาณโครงการฯ เดิม 159.59 ล้านบาท ตามที่กระทรวงการคลังเสนอดังนี้
1. ให้เกษตรกรผู้เพาะปลูกยาสูบภายใต้สังกัดผู้บ่มอิสระ และผู้บ่มอิสระซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากการลดปริมาณการรับซื้อใบยา มีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือจากโครงการฯ ในสัดส่วนตามต้นทุนดำเนินการระหว่างผู้บ่มอิสระกับเกษตรกรผู้เพาะปลูกขายใบยาสด 70: 30 ของเงินช่วยเหลือสำหรับใบยาเวอร์ยิเนีย 17.50 บาทต่อกิโลกรัม โดยผู้บ่มอิสระได้รับเงินช่วยเหลือ 12.25 บาทต่อกิโลกรัม และเกษตรกรผู้เพาะปลูกขายใบยาสดได้รับเงินช่วยเหลือ 5.25 บาทต่อกิโลกรัม
2. เห็นชอบในการจัดสรรค่าธรรมเนียมการบริการโอนเงินแก่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร รายละ 5 บาท โดยเจียดจ่ายจากรอบวงเงินงบประมาณของโครงการฯ
16. เรื่อง การจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ให้กับส่วนราชการในสังกัดกระทรวงยุติธรรม และกระทรวงวัฒนธรรม
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบมติคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) ครั้งที่ 1/2562 วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2562 ตามที่สำนักงาน ก.พ. ในฐานะฝ่ายเลขานุการ คปร. เสนอ ดังนี้
1. อนุมัติการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ให้แก่หน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรม (ยธ.) และกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) รวมทั้งสิ้น 267 อัตรา โดยกำหนดเงื่อนไขการใช้ตำแหน่งที่ได้รับอนุมัติในครั้งนี้ ไม่ให้ส่วนราชการนำตำแหน่งที่ได้รับจัดสรรมายุบเลิกเพื่อปรับปรุงการกำหนดตำแหน่งเป็นระดับที่สูงขึ้น ดังนี้
1.1 ยธ. (กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ) จำนวน 20 อัตรา เพื่อรองรับภารกิจคุ้มครองพยานที่ได้รับมอบหมายเพิ่มขึ้น และให้กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพรายงานผลการใช้อัตรากำลังในภาพรวมเมื่อสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 เพื่อเสนอ คปร. พิจารณาต่อไป
1.2 สำนักงานปลัดกระทรวง วธ. (สป.วธ.) จำนวน 247 อัตรา เพื่อปฏิบัติงานในหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นใหม่ตามการจัดโครงสร้างการแบ่งส่วนราชการ เพื่อปฏิบัติภารกิจพิธีการศพที่ได้รับพระราชทานในพื้นที่กรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด ซึ่งเป็นภารกิจใหม่ของ สป.วธ. และให้ วธ. รายงานปริมาณการปฏิบัติภารกิจพิธีศพที่ได้รับพระราชทานแต่ละกรณีไปยังสำนักงาน ก.พ. เมื่อสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 เพื่อติดตามการใช้ประโยชน์จากอัตรากำลังดังกล่าวด้วย
ทั้งนี้ สำหรับการจัดสรรงบประมาณเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายด้านบุคคลของส่วนราชการดังกล่าว ให้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่สำนักงบประมาณกำหนด
2. ให้กระทรวงยุติธรรมและกระทรวงวัฒนธรรมดำเนินการตามแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการบริหารอัตราข้าราชการตั้งใหม่ของส่วนราชการ ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2561 (เรื่อง รายงานผลการดำเนินการของคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐเกี่ยวกับมาตรการด้านกำลังคนภาครัฐ) รับทราบแล้ว
ต่างประเทศ
17. เรื่อง การจัดทำพิธีสารแก้ไขความตกลงด้านการลงทุนอาเซียน ฉบับที่ 4 (Fourth Protocol to Amend the ASEAN Comprehensive Investment Agreement)
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพิธีสารแก้ไขความตกลงด้านการลงทุนอาเซียน ฉบับที่ 4 (Fourth Protocol to Amend the ASEAN Comprehensive Investment Agreement) ตามที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนเสนอ
รวมทั้ง อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นผู้ลงนามร่างพิธีสารแก้ไขความตกลงด้านการลงทุนอาเซียน ฉบับที่ 4 ทั้งนี้ หากมีการแก้ไขถ้อยคำที่มิใช่สาระสำคัญและไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทย ให้กระทรวงพาณิชย์ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2558 (เรื่อง การจัดทำหนังสือสัญญาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ) และเมื่อลงนามแล้วให้ส่งคณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา แล้วเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาให้ความเห็นชอบพิธีสารฯ ก่อนแสดงเจตนาให้มีผลผูกพันต่อไป
ทั้งนี้ ให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการออกหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers) ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ลงนามร่างพิธีสารแก้ไขความตกลงด้านการลงทุนอาเซียน ฉบับที่ 4 และให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อปฏิบัติตามพันธกรณีที่กำหนดในพิธีสารแก้ไขความตกลงด้านการลงทุนอาเซียน ฉบับที่ 4 ต่อไป โดยให้กระทรวงการต่างประเทศแจ้งต่อสำนักเลขาธิการอาเซียนว่าไทยพร้อมที่จะให้พิธีสารแก้ไขความตกลงด้านการลงทุนอาเซียน ฉบับที่ 4 มีผลผูกพันต่อไป เมื่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติมีมติเห็นชอบพิธีสารดังกล่าวแล้ว
สาระสำคัญของร่างพิธีสารแก้ไขความตกลงด้านการลงทุนอาเซียน ฉบับที่ 4 เป็นการกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมของข้อบทการห้ามรัฐกำหนดเงื่อนไขให้นักลงทุนปฏิบัติ (Prohibition of Performance Requirements: PPR) เช่น กำหนดให้ใช้วัตถุดิบในประเทศ กำหนดสัดส่วนปริมาณหรือมูลค่าของการนำเข้าและส่งออก หรือการกำหนดปริมาณเงินตราต่างประเทศที่นำเข้ามาลงทุน ห้ามรัฐกำหนดเงื่อนไขให้นักลงทุนปฏิบัติที่มีระดับเกินกว่าที่ผูกพันไว้ภายใต้ความตกลงว่าด้วยมาตรการการลงทุนที่เกี่ยวกับการค้า (Agreement on Trade-Related Investment Measures: TRIMS) ขององค์การการค้าโลก และกำหนดว่าสมาชิกอาเซียนจะต้องประเมินและทบทวนข้อบท PPR เพื่อพิจารณาเงื่อนไขหรือองค์ประกอบเพิ่มเติมเมื่อมีความจำเป็น การแก้ไขความตกลงด้านการลงทุนอาเซียนในครั้งนี้จะช่วยยกระดับความตกลงให้มีมาตรฐานที่สูงและเป็นสากลมากขึ้น ซึ่งความตกลงมาตรฐานสูงจะเป็นเครื่องมือสำหรับดึงดูดให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนในภูมิภาคเพิ่มมากขึ้น
ร่างพิธีสารนี้ไม่มีการกำหนดเชื่อมโยงกับกลไกการระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐกับเอกชน (Investor State Dispute Settlement) ทำให้ไม่มีผลกระทบต่อรัฐ รวมทั้งเนื่องจากการกำหนดข้อบท PPR ไม่ได้เป็นการเปิดเสรีการลงทุนในกิจการต่าง ๆ และข้อผูกพันภายใต้พิธีสารฯ ไม่ได้เกินขอบข่ายที่กำหนดภายใต้กฎหมายภายในประเทศที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ผู้ประกอบการไทยจึงไม่ได้รับผลกระทบจากร่างพิธีสารดังกล่าว ทั้งนี้ ในการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจเพื่อเตรียมการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 33 และการประชุมสุดยอดผู้นำที่เกี่ยวข้อง ในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2561 ณ สาธารณรัฐสิงคโปร์ นั้น ที่ประชุมมีมติว่าให้สมาชิกอาเซียนดำเนินการตามกระบวนการภายในเพื่อให้พร้อมลงนามในร่างพิธีสารฯ ในที่ประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ (AEM Retreat) ครั้งที่ 25 ในเดือนเมษายน 2562 ณ จังหวัดภูเก็ต ประเทศไทย
18. เรื่อง ร่างปฏิญญาระดับรัฐมนตรีของการประชุมสมัชชาสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ สมัยที่ 4
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้
1. เห็นชอบร่างปฏิญญาระดับรัฐมนตรีของการประชุมสมัชชาสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ สมัยที่ 4 (The fourth session of the United Nations Environment Assembly : UNEA 4)
2. อนุมัติให้หัวหน้าคณะผู้แทนไทย (เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรแห่งประเทศไทยประจำ UN ณ กรุงไนโรบี สาธารณรัฐเคนยา) ให้การรับรองร่างปฏิญญาระดับรัฐมนตรีของ UNEA 4 ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขร่างปฏิญญาดังกล่าวที่มิใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ต่อประเทศไทย ให้เป็นดุลยพินิจของหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเป็นผู้พิจารณา โดยไม่ต้องนำกลับไปเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาใหม่จนสิ้นสุดการประชุมในวันที่ 15 มีนาคม 2562
สาระสำคัญของร่างปฏิญญาฯ เป็นเอกสารที่แสดงถึงความมุ่งมั่นในการร่วมกันหาแนวทางการจัดการสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน โดยใช้นวัตกรรมการเปลี่ยนรูปแบบการผลิตและการบริโภคให้ยั่งยืน การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และการลดมลพิษ ในการนี้รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมจะให้คำมั่นว่าจะดำเนินการร่วมกัน เช่น การพัฒนากลยุทธ์ด้านข้อมูลสิ่งแวดล้อมโลกภายในปี ค.ศ. 2025 (พ.ศ. 2568) การกำหนดเป้าหมายระดับชาติที่เหมาะสมสำหรับการลดการเกิดของเสีย การยกเลิกการใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติกประเภทใช้ครั้งเดียวที่เป็นปัญหาภายในปี ค.ศ. 2025 การสร้างหุ้นส่วนความร่วมมือด้านนวัตกรรมเพื่อให้เกิดแหล่งทุนสำหรับการลงทุนที่ยั่งยืน และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นต้น ทั้งนี้ การประชุมฯ ได้กำหนดให้มีการรับรองปฏิญญาระดับรัฐมนตรีในช่วงการประชุมระดับสูงในวันที่ 15 มีนาคม 2562 ณ กรุงไนโรบี สารธารณรัฐเคนยา
ทั้งนี้ การเข้าร่วมประชุมสมัชชาสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ สมัยที่ 4 และการร่วมรับรองร่างปฏิญญาฯ จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยในการแสดงออกถึงความร่วมมือร่วมกับประชาคมโลกและแสดงความมุ่งมั่นในการดำเนินงานเพื่อขจัดมลพิษในทุกรูปแบบ รวมถึงกระตุ้นให้เกิดกิจกรรมทั้งในระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับโลก เพื่อการป้องกัน บรรเทาและการจัดการมลพิษอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังถือเป็นการสนับสนุนและส่งเสริมการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล เช่น (1) ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีเป้าหมายการพัฒนาที่สำคัญเพื่อนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกมิติและความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือระหว่างกันทั้งภายในและภายนอกประเทศอย่างบูรณาการ และ (2) ยุทธศาสตร์การจัดการมลพิษ 20 ปี และแผนจัดการมลพิษ พ.ศ.2560 – 2564 ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกัน ลด และควบคุมมลพิษที่มีประสิทธิผล รวมทั้งสร้างหุ้นส่วนการมีส่วนร่วมในการจัดการมลพิษ โดยประเทศไทยสามารถนำบทเรียนจากการดำเนินงานดังกล่าวไปร่วมแลกเปลี่ยนกับเวทีด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลกได้
19. เรื่อง การเสนอโนราเป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อองค์การยูเนสโก
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เสนอ ดังนี้
สาระสำคัญของเรื่อง
1. ในปี 2560 ที่ผ่านมากระทรวงวัฒนธรรมได้เสนอเอกสารนำเสนอโขนและนวดไทยขึ้นบัญชีเป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อองค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization : UNESCO) และโขนได้รับการประกาศให้ขึ้นบัญชีฯ เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2561 ซึ่งเป็นรายการแรกของประเทศไทย สำหรับนวดไทยขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อขึ้นบัญชีฯ ภายในปี พ.ศ. 2562
2. ในครั้งนี้กระทรวงวัฒนธรรมเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบเอกสารนำเสนอโนราขึ้นบัญชีเป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อ UNESCO (สำหรับขึ้นบัญชีฯ ในปี พ.ศ. 2563) ซึ่งได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ในการประชุม
ครั้งที่ 1/2562 เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2562 และคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ในการประชุมครั้งที่ 1/2562 เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2562 ให้นำเสนอเอกสารฯ ต่อ UNESCO แล้ว ทั้งนี้ เอกสารดังกล่าวกระทรวงวัฒนธรรมได้จัดทำตามแบบฟอร์มที่ UNESCO (แบบ ICH - 02) กำหนดเพื่อส่งให้เลขาธิการคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติเพื่อดำเนินการนำเสนอเอกสารดังกล่าวต่อ UNESCO ต่อไป โดยเอกสารดังกล่าวมีสาระสำคัญครอบคลุมประเด็นต่าง ๆ เช่น 1) ชื่อการนำเสนอ คือ โนรา (Nora, Dance Drama in Southern Thailand) 2) ชื่อชุมชน/คณะ/กลุ่มบุคคลหรือปัจเจกบุคคลที่เกี่ยวข้องโดยประเทศไทยมีสายตระกูลหลักที่สืบทอดโนราอยู่ในพื้นที่ภาคใต้รวม 5 สาย ได้แก่ (1) สายโนราพุ่มเทวา (2) สายโนราแปลก ท่าแค (3) สายโนราแป้น เครื่องงาม (4) สายโนราเติม – วิน – วาด และ (5) สายโนรายก ทะเลน้อย 3) พื้นที่และขอบเขตอาณาบริเวณของเรื่องที่นำเสนอ ประเทศไทยมีคณะโนราอาชีพกระจายเป็นส่วนใหญ่ รวม 278 คณะ อยู่ในพื้นที่ 4 จังหวัดบริเวณรอบลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ได้แก่ จังหวัดพัทลุง จังหวัดตรัง จังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดสงขลา และ 4) หลักเกณฑ์การพิจารณาสำหรับการเสนอรายการตัวแทน มรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อ UNESCO จำนวน 5 หลักเกณฑ์ เช่น
|
หลักเกณฑ์การพิจารณา |
สรุปรายละเอียดที่ วธ. ระบุในแบบฟอร์ม |
|
เกณฑ์ R 1. ประเทศผู้เสนอพึงกำหนดว่า “เรื่องที่นำเสนอนี้สอดคล้องกับลักษณะของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม” |
โนราสอดคล้องกับมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมใน 4 ลักษณะ คือ ธรรมเนียมและการแสดงออกทางมุขปาฐะศิลปะการแสดง การปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรม งานเทศกาล และงานช่างฝีมือดั้งเดิม |
|
เกณฑ์ R 2. ประเทศผู้เสนอพึงแสดงให้เห็นว่า “การขึ้นบัญชีเรื่องที่เสนอนี้จะเป็นคุณประโยชน์ในการช่วยย้ำให้เป็นที่ประจักษ์และตระหนักรู้ถึงความสำคัญของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมและส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ อันแสดงถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมอย่างกว้างขวางทั่วโลก ทั้งยังสะท้อนถึงความสามารถในการสร้างสรรค์ของมนุษย์” |
การดำเนินการเรื่องนี้จะช่วยส่งเสริมให้ผู้คนในภูมิภาคได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่มีความคล้ายคลึงและแตกต่างกันมากขึ้น เป็นต้น |
ทั้งนี้ กระทรวงวัฒนธรรมแจ้งว่า การดำเนินการในเรื่องนี้จะช่วยส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศและพัฒนาการส่งเสริมรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของประเทศไทยให้เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่ตระหนักและเห็นคุณค่าถึงชนกลุ่มน้อยและชุมชนระดับนานาชาติ ทั้งนี้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีพิจารณาแล้วไม่มีข้อขัดข้อง ตามที่กระทรวงวัฒนธรรมเสนอ
3. กระทรวงวัฒนธรรมแจ้งว่า การยื่นเสนอรายการมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อ UNESCO นั้น รัฐภาคีจะต้องดำเนินการยื่นต่อคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลภายในเดือนมีนาคมของทุกปี เพื่อพิจารณาในการประชุมสมัชชาสมัยสามัญของ UNESCO ซึ่งเป็นไปตามเอกสารแนวปฏิบัติการดำเนินงานตามอนุสัญญาฯ ข้อ 1.15 ทั้งนี้ ในปี พ.ศ. 2562 ได้มีกำหนดจัดการประชุมสมัชชาสมัยสามัญ ครั้งที่ 14 ระหว่างวันที่ 9-14 ธันวาคม 2562 ณ กรุงโบโกตา สาธารณรัฐโคลัมเบีย ดังนั้น กระทรวงวัฒนธรรมจึงต้องเร่งดำเนินการจัดส่งเอกสารนำเสนอโนราเป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อ UNESCO เพื่อให้ทันต่อกำหนดระยะเวลาดังกล่าว ประกอบกับการนำเสนอโนราดังกล่าวเป็นการปฏิบัติตามพันธกรณีของอนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ที่ประเทศไทยเข้าเป็นรัฐภาคี รวมทั้งการยื่นเสนอโนราเป็นการดำเนินการในนามของประเทศไทย
20. เรื่อง ขออนุมัติร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในโครงการภายใต้กองทุนพิเศษแม่โขง – ล้านช้าง ระหว่างกระทรวงการต่างประเทศกับสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย และร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงการต่างประเทศกับสถาบันความร่วมมือเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ ดังนี้
1. เห็นชอบต่อร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในโครงการภายใต้กองทุนพิเศษแม่โขง – ล้านช้าง ระหว่างกระทรวงการต่างประเทศกับสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย และร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงการต่างประเทศกับสถาบันความร่วมมือเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขร่างบันทึกความเข้าใจฯ ทั้งสองฉบับดังกล่าว ในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทย ให้กระทรวงการต่างประเทศสามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง
2. อนุมัติให้ปลัดกระทรวงการต่างประเทศหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามในร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในโครงการภายใต้กองทุนพิเศษแม่โขง – ล้านช้าง ระหว่างกระทรวงการต่างประเทศกับสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย
3. อนุมัติให้อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามในร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงการต่างประเทศกับสถาบันความร่วมมือเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง
สาระสำคัญของร่างบันทึกความเข้าใจฯ ทั้ง 2 ฉบับ
1. ร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในโครงการภายใต้กองทุนพิเศษแม่โขง – ล้านช้าง ระหว่างกระทรวงการต่างประเทศกับสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดแนวทางในการบริหารจัดการงบประมาณของโครงการที่ได้รับการอนุมัติจากฝ่ายจีนให้เกิดประสิทธิภาพในการใช้กองทุนอย่างสูงสุด โดยมุ่งบริหารจัดการกองทุนเพื่อให้เกิดสันติภาพและความมั่งคั่งต่อประเทศสมาชิกกรอบความร่วมมือแม่โขง – ล้านช้าง โดยเคารพกฎหมายและกฎระเบียบของทั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนและประเทศไทย และร่วมกันติดตามประเมินโครงการและการใช้กองทุน
สำหรับโครงการที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณ ได้แก่ โครงการเสริมสร้างขีดความสามารถของผู้ประสานงานระดับชาติของกรอบความร่วมมือแม่โขง – ล้านช้าง (Capacity Building for National Coordinator of Mekong – Lancang Cooperation) จำนวนเงิน 3,300,000 หยวน โดยกระทรวงการต่างประเทศมอบหมายให้สถาบันความร่วมมือเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง (Mekong Institute: MI) เป็นผู้ดำเนินโครงการดังกล่าว
ทั้งนี้ บันทึกความเข้าใจฯ ไม่ก่อให้เกิดผลผูกพันทางกฎหมายของทั้งสองฝ่ายและไม่มีถ้อยคำและบริบทที่มุ่งจะก่อให้เกิดพันธกรณีภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ
2. ร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงการต่างประเทศกับสถาบันความร่วมมือเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถของผู้ประสานงานระดับชาติของกรอบความร่วมมือแม่โขง – ล้านช้าง รวมทั้งเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานอื่นที่รับผิดชอบกรอบความร่วมมือแม่โขง – ล้านช้างของประเทศสมาชิก ผ่านการฝึกอบรมร่วม การสัมมนา การประชุมเชิงปฏิบัติการ การศึกษา และวิจัยร่วม การพัฒนาและแบ่งปันเครือข่ายข้อมูลเพื่อให้ผู้ประสานงานและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมีทักษะในการประสานงาน เจรจาประเด็นที่ต้องการผลักดัน วิเคราะห์นโยบาย ประเมินผลการดำเนินโครงการความร่วมมือ รวมทั้งมีความรู้ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสาขาความร่วมมือหลักภายใต้กรอบความร่วมมือแม่โขง – ล้านช้าง ได้แก่ ความเชื่อมโยง ศักยภาพในการผลิต เศรษฐกิจข้ามพรมแดน ความร่วมมือด้านทรัพยากรน้ำ และการเกษตรและการขจัดความยากจน โดยมีระยะเวลาของความร่วมมือ 1 ปีจากวันที่มีผลบังคับใช้ เว้นแต่จะมีการยกเลิกของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้า 2 เดือนไปยังอีกฝ่าย และอาจตกลงที่จะขยายบันทึกความเข้าใจฯ นี้ ตามข้อตกลงที่เป็นลายลักษณ์อักษรสำหรับเงื่อนไขต่อไป
ทั้งนี้ บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ไมjมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความสัมพันธ์ทางกฎหมายหรือข้อผูกพันทางกฎหมายระหว่างสถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขงและกระทรวงการต่างประเทศ
21. เรื่อง ขอความเห็นชอบร่างแถลงการณ์ร่วมการประชุมคณะกรรมการร่วมสำหรับความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ระดับรัฐมนตรี ครั้งที่ 7
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างแถลงการณ์ร่วมการประชุมคณะกรรมการร่วมสำหรับความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ระดับรัฐมนตรี ครั้งที่ 7 ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ และหากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขเอกสารดังกล่าวที่ไม่ใช่สาระสำคัญ หรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ให้กระทรวงคมนาคมดำเนินการได้โดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง รวมทั้งอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย ร่วมให้การรับรองร่างแถลงการณ์ร่วมดังกล่าว
สาระสำคัญของร่างแถลงการณ์ร่วมการประชุมคณะกรรมการร่วมสำหรับความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ระดับรัฐมนตรี ครั้งที่ 7 ได้แก่ (1) การดำเนินการตามความตกลง CBTA (GMS Cross-Border Transport Agreement: CBTA) (2) การขยายพิธีสาร 1 ของความตกลง CBTA (เส้นทางการขนส่งระหว่างประเทศจุดข้ามแดน) (3) สถานะของการดำเนินการตามบันทึกความเข้าใจในการเริ่มใช้ความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (IICBTAs) และ (4) การติดตามและประเมินผล
ทั้งนี้ กระทรวงโยธาธิการและการขนส่งของกัมพูชาร่วมกับธนาคารพัฒนาเอเชีย จะจัดการประชุมคณะกรรมการร่วมสำหรับความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ระดับรัฐมนตรี ครั้งที่ 7 ในวันที่ 13 มีนาคม 2562 ณ เมืองเสียมราฐ ราชอาณาจักรกัมพูชา ซึ่งธนาคารพัฒนาเอเชียจะเสนอให้ที่ประชุมพิจารณารับรองแถลงการณ์ร่วมระดับรัฐมนตรีฯ
22. เรื่อง ขออนุมัติการจัดทำและลงนามร่างบันทึกความเข้าใจในการเริ่มใช้ความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (IICBTA) ในการขนส่งสินค้าและผู้โดยสารระหว่างไทย – เมียนมา และร่างบทเพิ่มเติม (Addendum)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติการจัดทำและลงนามบันทึกความเข้าใจในการเริ่มใช้ความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (IICBTA) ในการขนส่งสินค้าและผู้โดยสารระหว่างไทย – เมียนมา และร่างบทเพิ่มเติม (Addendum) ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ ทั้งนี้ หากก่อนการลงนามมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขร่างบันทึกความเข้าใจและร่างบทเพิ่มเติมดังกล่าวในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญ หรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทยให้กระทรวงคมนาคมหารือร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศโดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีกครั้ง รวมทั้งอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย เป็นผู้ลงนามฝ่ายไทย
สาระสำคัญ
1. ร่างบันทึกความเข้าใจในการเริ่มใช้ความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (IICBTA) ในการขนส่งสินค้าและผู้โดยสารระหว่างไทย – เมียนมา วัตถุประสงค์ของร่างบันทึกความเข้าใจฯ เพื่ออำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าและผู้โดยสารข้ามพรมแดนระหว่างไทย – เมียนมา โดยใช้เส้นทางเดินรถสำหรับการขนส่งสินค้าและผู้โดยสาร ณ ด่านพรมแดนแม่สอด – เมียวดี และตลอดแนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก – ตะวันตก (EWEC) (เมาะลำไย – เมียวดี – แม่สอด – พิษณุโลก – ขอนแก่น – กาฬสินธุ์ – มุกดาหาร) และใช้ใบอนุญาตขนส่งทางถนน (Permit) และเอกสารนำเข้าชั่วคราว (Temporary Admission Document: TAD) สำหรับการนำเข้ารถยนต์ชั่วคราว ฝ่ายละ 100 ฉบับ ซึ่งไม่สามารถเปลี่ยนไป – มา ระหว่างยานพาหนะได้ (ใบอนุญาต 1 ฉบับ ต่อ 1 คัน) โดยทั้งสองฝ่ายจะดำเนินการตามมาตรการในการอำนวยความสะดวกด้านพิธีการข้ามแดนทั้งในด้านพิธีการศุลกากร การเข้าเมือง และการกักกัน รวมถึงพิธีการข้ามพรมแดนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองบุคคล สัตว์ พืช สุขอนามัย ทั้งนี้ บันทึกความเข้าใจดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ใน 30 วัน หลังจากวันที่ภาคีในบันทึกความเข้าใจทั้งสองฝ่ายลงนาม
2. ร่างบทเพิ่มเติม (Addendum) มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขบันทึกความเข้าใจฯ ตามข้อ 1 ให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบัน โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
(1) ให้บันทึกความเข้าใจฯ มีผลบังคับใช้สำหรับจุดผ่านแดนแม่สอด – เมียวดี รวมถึงสะพานมิตรภาพไทย – เมียนมา แห่งที่ 1 และสะพานมิตรภาพไทย – เมียนมา แห่งที่ 2 (บริเวณเมียวดี – บ้านวังตะเคียนใต้)
(2) การดำเนินการขนส่งภายใต้ข้อตกลงอื่นที่มีอยู่ในปัจจุบันจะต้องนำมารวมภายใต้บันทึกความเข้าใจในการเริ่มใช้ความตกลงระหว่างไทย – เมียนมา ภายในระยะเวลา 18 เดือน โดยมีเงื่อนไขว่าภาคีทั้งสองฝ่ายจะต้องออกใบอนุญาตขนส่งถึง 500 ฉบับ หรือจำนวนอื่นที่เห็นชอบร่วมกัน
(3) อนุญาตให้มีการขนส่งสินค้าและผู้โดยสารข้ามพรมแดน ณ จุดผ่านแดนแม่สอด – เมียวดี และตามเส้นทางแนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก – ตะวันตก รวมถึงการขยายเส้นทางไปยังเขตเศรษฐกิจพิเศษติลาวาในเมียนมา เมืองย่างกุ้ง กรุงเทพฯ และท่าเรือแหลมฉบังในไทย (ผ่านเส้นทาง Kawkarek – Kyondoe – Za Tha Pyin – Thaton และ/หรือ Kawkarek – Kyondoe – Hpa An – Thaton) และเส้นทางที่ได้รับอนุญาต อื่น ๆ ที่อาจจะเพิ่มในภายหลัง ทั้งนี้ บทเพิ่มเติมฯ จะมีผลบังคับใช้ใน 30 วัน ภายหลังการลงนาม
แต่งตั้ง
23. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงสาธารณสุข)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอแต่งตั้ง นางสาวกาญจนา จันทร์ไทย ผู้อำนวยการกอง (ผู้อำนวยการเฉพาะด้าน (วิชาการพยาบาล) สูง) กองการพยาบาล สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่ง พยาบาลวิชาชีพทรงคุณวุฒิ (ด้านการพยาบาล) กลุ่มที่ปรึกษาระดับกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคม 2561 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
24. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงการคลัง)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอแต่งตั้ง นางสาววิมล ชาตะมีนา รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (เศรษฐกรทรงคุณวุฒิ) สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2561 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
25. เรื่อง การแต่งตั้งประธานกรรมการในคณะกรรมการธนาคารอาคารสงเคราะห์
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอแต่งตั้ง นายนรินทร์ กัลยาณมิตร (เป็นบุคคลในบัญชีรายชื่อกรรมการรัฐวิสาหกิจ) เป็นประธานกรรมการในคณะกรรมการธนาคารอาคารสงเคราะห์ แทน นายสุรชัย ดนัยตั้งตระกูล ที่มีอายุครบหกสิบห้าปีบริบูรณ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2562 เป็นต้นไป และให้ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งอยู่ในตำแหน่งเท่ากำหนดเวลาของผู้ซึ่งตนแทน
26. เรื่อง การแต่งตั้งเลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง รักษาราชการแทนรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังเสนอ การแต่งตั้ง นายสุทธิพล ทวีชัยการ ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) ต่ออีกหนึ่งวาระ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2562 เป็นต้นไป
27. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการพิจารณาชดเชยค่าภาษีอากรสินค้าส่งออกที่ผลิตในราชอาณาจักร
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการพิจารณาชดเชยค่าภาษีอากรสินค้าส่งออกที่ผลิตในราชอาณาจักร จำนวน 5 คน แทนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมที่ดำรงตำแหน่งครบวาระสองปี ดังนี้
1. ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์
2. นายนำชัย เอกพัฒนพานิชย์
3. นายวิชญายุทธ บุญชิต
4. นายเศกสรรค์ เรืองโวหาร
5. นายสุรชาติ จันทวัชรากร
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2562 เป็นต้นไป
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี