วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
“ดร.ณัฏฐ์” ชี้ชัด แนวคิด “ปิยบุตร” ใช้ “คณะรัฐมนตรี” แทน “คณะองคมนตรี” เป็นการลดทอนพระราชอำนาจพระมหากษัตริย์ ขัดต่อหลักความเป็นกลางทางเมือง
วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน กล่าวว่า “อภิรัฐมนตรี” เป็นคณะบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์มีหน้าที่ การถวาบคำปรึกษา แนะนำข้อราชการแผ่นดิน และพิจารณาร่างกฎหมายเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระพระมหากษัตริย์ ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เพราะการปกครองสยามสมัยนั้น อำนาจรวมศูนย์อยู่ที่พระมหากษัตริย์ ทั้งอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหารและอำนาจตุลาการจนถึงคณะราษฎร์ อภิวัฒน์สยาม นำไปสู่เปลี่ยนแปลงปกครองในระบอบใหม่ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 โดยรูปแบบการปกครองให้พระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญและทรงใช้อำนาจผ่านรัฐสภา คณะรัฐมนตรีและศาล สืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน
.jpg)
ดร.ณัฏฐ์ อธิบายว่า พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม(ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2475 ไม่ได้นำ “อภิรัฐมนตรี” มาบัญญัติไว้ ต่อมาได้นำมาบัญญัติไว้ ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492 โดยเปลี่ยนชื่อจาก อภิรัฐมนตรี เป็น องคมนตรี โดยรูปแบบองค์คณะ ปรากฏใน มาตรา 13 บัญญัติว่า “พระมหากษัตริย์ทรงเลือกและแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นประธานองคมนตรีคนหนึ่งและองคมนตรีอีกไม่มากกว่าแปดคน ประกอบคณะองคมนตรี”
“คณะองคมนตรีมีหน้าที่ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ในพระราชกรณียกิจทั้งปวงที่พระมหากษัตริย์ทรงปรึกษาและมีหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้”
สาระสำคัญ “องคมนตรีต้องไม่เป็นข้าราชการประจำ รัฐมนตรี หรือข้าราชการการเมืองอื่น สมาชิกวุฒิสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกหรือเจ้าหน้าที่ในพรรคการเมืองและต้องไม่แสดงการฝักใฝ่ในพรรคการเมืองใดๆ” ปรากฏในมาตรา 15 ทั้งบัญญัติให้การเลือกและการแต่งตั้งองคมนตรี การให้องคมนตรีพ้นจากตำแหน่งก็ดี “เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย” โดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ปรากฏหลักคุ้มครองพระพระมหากษัตริย์ ในมาตรา 5 บัญญัติว่า “องค์พระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ สืบเนื่องถึงปัจจุบัน”
ดร.ณัฏฐ์ อธิบายว่า หากพิจารณาจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เกี่ยวกับคณะองคมนตรี ได้บัญญัติไว้ในหมวด 2 พระมหากษัตริย์ ได้แก่ มาตรา 6 มาตรา 10 มาตรา 11 มาตรา 12 กรณีนายปิยบุตร แสงกนกกุล คณะก้าวหน้า มีแนวคิด ยกเลิก “องคมนตรี” โดยให้ “คณะรัฐมนตรี” มาทำหน้าที่ให้คำปรึกษาพระมหากษัตริย์แทนคณะองคมนตรี ขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 12 เพราะสถานะผู้ให้คำปรึกษาพระราชกรณียกิจ จะต้องมีความกลางทางการเมือง เพราะสถานะการใช้อำนาจของพระมหากษัตริย์มิได้ทรงใช้อำนาจบริหารประเทศ เพราะระบบรัฐสภา เป็นหน้าที่ของคณะรัฐมนตรี ทั้งในมาตรา 12 คำว่า องคมนตรี ต้องไม่เป็น “ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่น” หมายรวมถึง คณะรัฐมนตรีด้วย
ข้อเสนอ “ยกเลิกองคมนตรี” เป็นการลดทอนพระราชอำนาจพระมหากษัตริย์ เพราะการให้เสนอแนวคิดให้นำ “คณะรัฐมนตรี” มาทำหน้าที่แทน “คณะองคมนตรี” ให้คำปรึกษาแก่พระมหากษัตริย์ ในพระราชกรณียกิจทั้งปวงที่พระมหากษัตริย์ทรงปรึกษาและมีหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ทำให้ขัดต่อหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพราะระบอบการปกครองไทย เป็นลักษณะ “ระบบไฮบริด” ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ระบอบประชาธิปไตย และ พระมหากษัตริย์ ขาดส่วนใดส่วนหนึ่งไม่ได้ ทั้งพระมหากษัตริย์ ผู้ทรงเป็นประมุข ทรงใช้อำนาจอธิปไตยผ่านรัฐสภา คณะรัฐมนตรีและศาล ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 3 วรรคแรก
ดร.ณัฏฐ์ อธิบายว่า คำว่า “ให้คำปรึกษาพระราชกรณียกิจทั้งปวง” หมายถึง เฉพาะพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ มิใช่การบริหารราชการรแผ่นดิน ดังนั้น การมอบหมายให้คณะองคมนตรีติดตามภัยแล้ง ภัยน้ำท่วม จาก กรม ภป.กระทรวงมหาดไทยและร่วมเข้าฟังติดตามและให้ข้อสนอแนะ มิใช่ เป็นการแทรกแซงในการทำหน้าที่ฝ่ายบริหารของรัฐบาล แต่เพื่อปัดป้องมิให้ประชาราษฎร์ พสกนิกร ตระหนักถึงภัยและเตรียมความพร้อมภัยที่เกิดจากธรรมชาติ ในโครงการพระราชดำริ มาประยุกต์ใช้และแนะนำ ประจำทุกปี เป็นพระราชกรณียกิจหนึ่ง ของพระมหากษัตริย์ มิใช่ เข้าไปกำกับ แทรกแซงและบังคับให้ปฏิบัติตาม ข้อเสนอให้ยกเลิก “คณะองคมนตรี” และให้ “คณะรัฐมนตรี” มาทำหน้าที่แทน ย้อนแย้งหลักการปกครองในระบบรัฐสภา ฝ่าฝืนและขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 12
แม้สมาชิกรัฐสภา ฝ่ายนิติบัญญัติ จะมีอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แก้ไขหมวดพระมหากษัตริย์ เชื่อว่า คนไทยส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย ทั้งกลไกรัฐธรรมนูญ ในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรมนูญ มีกฎเหล็กไว้ถึง 2 ชั้น ในมาตรา 256(3) และ (8) ต้องผ่านความเห็นชอบจากสมาชิกวุฒิสภาหนึ่งในสามหรือจำนวน 67 คน และผ่านการออกเสียงประชามติของประชาชนด่านสุดท้าย เพราะเป็นบทบังคับหากแก้ไขหมวดพระมหากษัตริย์ จะต้องจัดออกเสียงประชามติและผ่านความเห็นชอบจากประชาชน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี