533.jpg
ลดทอนพระราชอำนาจ ดร.ณัฏฐ์ ชี้ชัดแนวคิด ปิยบุตร ยกเลิก คณะองคมนตรี ขัดรัฐธรรมนูญ

ลดทอนพระราชอำนาจ ดร.ณัฏฐ์ ชี้ชัดแนวคิด ปิยบุตร ยกเลิก คณะองคมนตรี ขัดรัฐธรรมนูญ

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.31 น.

“ดร.ณัฏฐ์” ชี้ชัด แนวคิด “ปิยบุตร” ใช้ “คณะรัฐมนตรี” แทน “คณะองคมนตรี” เป็นการลดทอนพระราชอำนาจพระมหากษัตริย์ ขัดต่อหลักความเป็นกลางทางเมือง

วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน กล่าวว่า “อภิรัฐมนตรี” เป็นคณะบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์มีหน้าที่ การถวาบคำปรึกษา แนะนำข้อราชการแผ่นดิน และพิจารณาร่างกฎหมายเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระพระมหากษัตริย์ ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เพราะการปกครองสยามสมัยนั้น อำนาจรวมศูนย์อยู่ที่พระมหากษัตริย์ ทั้งอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหารและอำนาจตุลาการจนถึงคณะราษฎร์ อภิวัฒน์สยาม นำไปสู่เปลี่ยนแปลงปกครองในระบอบใหม่ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 โดยรูปแบบการปกครองให้พระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญและทรงใช้อำนาจผ่านรัฐสภา คณะรัฐมนตรีและศาล สืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน


ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม

ดร.ณัฏฐ์ อธิบายว่า พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม(ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2475 ไม่ได้นำ “อภิรัฐมนตรี” มาบัญญัติไว้ ต่อมาได้นำมาบัญญัติไว้  ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492  โดยเปลี่ยนชื่อจาก อภิรัฐมนตรี เป็น องคมนตรี โดยรูปแบบองค์คณะ ปรากฏใน มาตรา 13 บัญญัติว่า “พระมหากษัตริย์ทรงเลือกและแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นประธานองคมนตรีคนหนึ่งและองคมนตรีอีกไม่มากกว่าแปดคน  ประกอบคณะองคมนตรี”

“คณะองคมนตรีมีหน้าที่ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ในพระราชกรณียกิจทั้งปวงที่พระมหากษัตริย์ทรงปรึกษาและมีหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้”

สาระสำคัญ “องคมนตรีต้องไม่เป็นข้าราชการประจำ รัฐมนตรี หรือข้าราชการการเมืองอื่น สมาชิกวุฒิสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกหรือเจ้าหน้าที่ในพรรคการเมืองและต้องไม่แสดงการฝักใฝ่ในพรรคการเมืองใดๆ” ปรากฏในมาตรา 15 ทั้งบัญญัติให้การเลือกและการแต่งตั้งองคมนตรี การให้องคมนตรีพ้นจากตำแหน่งก็ดี  “เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย”  โดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ปรากฏหลักคุ้มครองพระพระมหากษัตริย์ ในมาตรา 5 บัญญัติว่า “องค์พระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้  สืบเนื่องถึงปัจจุบัน”

ดร.ณัฏฐ์ อธิบายว่า หากพิจารณาจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เกี่ยวกับคณะองคมนตรี ได้บัญญัติไว้ในหมวด 2 พระมหากษัตริย์ ได้แก่ มาตรา 6 มาตรา 10 มาตรา 11 มาตรา 12 กรณีนายปิยบุตร แสงกนกกุล คณะก้าวหน้า มีแนวคิด ยกเลิก “องคมนตรี” โดยให้ “คณะรัฐมนตรี” มาทำหน้าที่ให้คำปรึกษาพระมหากษัตริย์แทนคณะองคมนตรี ขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 12 เพราะสถานะผู้ให้คำปรึกษาพระราชกรณียกิจ จะต้องมีความกลางทางการเมือง เพราะสถานะการใช้อำนาจของพระมหากษัตริย์มิได้ทรงใช้อำนาจบริหารประเทศ เพราะระบบรัฐสภา เป็นหน้าที่ของคณะรัฐมนตรี ทั้งในมาตรา 12 คำว่า องคมนตรี ต้องไม่เป็น “ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่น” หมายรวมถึง คณะรัฐมนตรีด้วย

ข้อเสนอ “ยกเลิกองคมนตรี” เป็นการลดทอนพระราชอำนาจพระมหากษัตริย์ เพราะการให้เสนอแนวคิดให้นำ “คณะรัฐมนตรี” มาทำหน้าที่แทน “คณะองคมนตรี” ให้คำปรึกษาแก่พระมหากษัตริย์ ในพระราชกรณียกิจทั้งปวงที่พระมหากษัตริย์ทรงปรึกษาและมีหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ทำให้ขัดต่อหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพราะระบอบการปกครองไทย เป็นลักษณะ “ระบบไฮบริด” ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ระบอบประชาธิปไตย และ พระมหากษัตริย์ ขาดส่วนใดส่วนหนึ่งไม่ได้ ทั้งพระมหากษัตริย์ ผู้ทรงเป็นประมุข ทรงใช้อำนาจอธิปไตยผ่านรัฐสภา คณะรัฐมนตรีและศาล ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 3 วรรคแรก

ดร.ณัฏฐ์ อธิบายว่า คำว่า “ให้คำปรึกษาพระราชกรณียกิจทั้งปวง” หมายถึง เฉพาะพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ มิใช่การบริหารราชการรแผ่นดิน ดังนั้น การมอบหมายให้คณะองคมนตรีติดตามภัยแล้ง ภัยน้ำท่วม จาก กรม ภป.กระทรวงมหาดไทยและร่วมเข้าฟังติดตามและให้ข้อสนอแนะ มิใช่ เป็นการแทรกแซงในการทำหน้าที่ฝ่ายบริหารของรัฐบาล แต่เพื่อปัดป้องมิให้ประชาราษฎร์ พสกนิกร ตระหนักถึงภัยและเตรียมความพร้อมภัยที่เกิดจากธรรมชาติ ในโครงการพระราชดำริ มาประยุกต์ใช้และแนะนำ ประจำทุกปี  เป็นพระราชกรณียกิจหนึ่ง ของพระมหากษัตริย์ มิใช่ เข้าไปกำกับ แทรกแซงและบังคับให้ปฏิบัติตาม ข้อเสนอให้ยกเลิก “คณะองคมนตรี” และให้ “คณะรัฐมนตรี” มาทำหน้าที่แทน ย้อนแย้งหลักการปกครองในระบบรัฐสภา ฝ่าฝืนและขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 12

แม้สมาชิกรัฐสภา ฝ่ายนิติบัญญัติ จะมีอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แก้ไขหมวดพระมหากษัตริย์ เชื่อว่า คนไทยส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย ทั้งกลไกรัฐธรรมนูญ  ในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรมนูญ มีกฎเหล็กไว้ถึง 2 ชั้น ในมาตรา 256(3) และ (8) ต้องผ่านความเห็นชอบจากสมาชิกวุฒิสภาหนึ่งในสามหรือจำนวน 67 คน และผ่านการออกเสียงประชามติของประชาชนด่านสุดท้าย เพราะเป็นบทบังคับหากแก้ไขหมวดพระมหากษัตริย์ จะต้องจัดออกเสียงประชามติและผ่านความเห็นชอบจากประชาชน         

 

        

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top