11 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล สรุปสาระสำคัญ ดังนี้
กฎหมาย
1. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะของเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ 3 มิถุนายน 2569 พ.ศ. ....
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะของเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ 3 มิถุนายน 2569 พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอและให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้
สาระสำคัญของเรื่อง
1. เนื่องในโอกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี จะทรงเจริญพระชนมพรรษา 4 รอบ ในวันที่ 3 มิถุนายน พุทธศักราช 2569 รัฐบาลได้มอบหมายให้กรมธนารักษ์ กค. จัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสอันสำคัญนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ ด้วยพระราชวิริยอุตสาหะและพระปรีชาสามารถ ทรงบำบัดทุกข์บำรุงสุข แก่พสกนิกรให้มีความร่มเย็นเป็นสุข ตลอดจนพระราชจริยวัตรอันงดงามเปี่ยมด้วยพระเมตตา เป็นที่เคารพรักของพสกนิกร และเพื่อเผยแพร่พระเกียรติคุณของพระองค์ท่านให้แผ่ไพศาลไปทั้งภายในประเทศและนานาประเทศทั่วโลก
2. กค. ได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกในโอกาสดังกล่าว และได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกตามรูปแบบที่นำความกราบบังคมทูลประกอบพระบรมราชวินิจฉัยแล้ว สำหรับค่าใช้จ่ายในการจัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกดังกล่าว มาจากเงินทุนหมุนเวียนการบริหารจัดการเหรียญกษาปณ์ทรัพย์สินมีค่าของรัฐและการทำของ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569
3. กค. จึงได้เสนอร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะของเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ มาเพื่อดำเนินการ โดยร่างกฎกระทรวงดังกล่าวมีสาระสำคัญเป็นการกำหนดชนิด ราคา โลหะ อัตราเนื้อโลหะ น้ำหนัก ขนาด อัตราเผื่อเหลือเผื่อขาด ลวดลาย และลักษณะอื่น ๆ ของเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ 3 มิถุนายน 2569 รวม 3 ชนิด ได้แก่ 1) เหรียญกษาปณ์ทองคำ ชนิดราคาห้าหมื่นบาท 2) เหรียญกษาปณ์เงิน ชนิดราคาหนึ่งพันบาท และ 3) เหรียญกษาปณ์โลหะสีขาว (ทองแดงผสมนิกเกิล) ชนิดราคายี่สิบบาท ซึ่งมีลวดลายด้านหน้าและด้านหลังเช่นเดียวกันทั้ง 3 ชนิด เว้นแต่บริเวณข้อความบอกราคา
2. เรื่อง ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์อาเซียนเพื่อเสริมสร้างศักยภาพและคุณค่าสังคมผู้สูงอายุด้วยนวัตกรรม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากรตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
กค. เสนอว่า
1. โดยที่รัฐบาลมีนโยบายให้มีการจัดตั้งศูนย์อาเซียนเพื่อเสริมสร้างศักยภาพและคุณค่าสังคมผู้สูงอายุด้วยนวัตกรรมในประเทศไทย เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับสังคมผู้สูงอายุในอาเซียน รวมทั้งส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพที่ดีและสามารถดำเนินชีวิตอย่างมีคุณค่าและมีศักยภาพ โดยรัฐบาลไทยได้ลงนามในความตกลงประเทศเจ้าบ้านระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับศูนย์อาเซียนฯ เมื่อวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2567 และได้มีการตราพระราชกฤษฎีกากำหนดเอกสิทธิ์สำหรับศูนย์อาเซียนเพื่อเสริมสร้างศักยภาพและคุณค่าสังคมผู้สูงอายุด้วยนวัตกรรม พ.ศ. 2567 โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2567 เป็นต้นไป
2. ต่อมา กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ขอให้ กค. พิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพระราชกฤษฎีกากำหนดเอกสิทธิ์สำหรับศูนย์อาเซียนเพื่อเสริมสร้างศักยภาพและคุณค่าสังคมผู้สูงอายุด้วยนวัตกรรม พ.ศ. 2567 ที่มีผลใช้บังคับแล้ว เพื่อให้ศูนย์อาเซียนฯ ได้รับเอกสิทธิ์ตามที่ระบุไว้ในความตกลงประเทศเจ้าบ้านระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับศูนย์อาเซียนฯ ซึ่ง กค. โดยกรมสรรพากรมีความเห็น ดังนี้
2.1 ศูนย์อาเซียนฯ มีสถานะเป็นองค์การระหว่างประเทศและเป็นนิติบุคคลตามมาตรา 4 (1) แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว จึงไม่เข้าลักษณะเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร และไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล
2.2 กรณีบุคลากรของศูนย์อาเซียนฯ ได้รับเงินเดือนและค่าตอบแทนเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ให้แก่ศูนย์อาเซียนฯ เข้าลักษณะเป็นเงินได้จากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทย และมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 41 วรรคหนึ่งแห่งประมวลรัษฎากร อย่างไรก็ดี บุคลากรของศูนย์อาเซียนฯ จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เฉพาะในส่วนที่เป็นเงินเดือนและค่าตอบแทนที่ได้รับจากศูนย์อาเซียนฯ หรือรัฐบาลของประเทศตนตามมาตรา 6 (1) แห่งพระราชบัญญัติเอกสิทธิ์และความคุ้มกันสำหรับองค์การระหว่างประเทศและการประชุมระหว่างประเทศในประเทศไทย พ.ศ. 2561 ซึ่งกรมสรรพากรจะต้องดำเนินการออกกฎหมายยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้แก่บุคลากรของศูนย์อาเซียนฯ ดังกล่าว
2.3 กรณีศูนย์อาเซียนฯ ได้นำเข้าอุปกรณ์และสิ่งของที่จำเป็นต่อการทำงาน รวมทั้งยานพาหนะภายใต้ความตกลงประเทศเจ้าบ้านระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับศูนย์อาเซียนฯ เข้าลักษณะเป็นการนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักรและอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/2 แห่งประมวลรัษฎากร อย่างไรก็ดีหากอุปกรณ์ สิ่งของ และยานพาหนะที่นำเข้าดังกล่าวเป็นสินค้าที่จำแนกประเภทไว้ในภาคว่าด้วยของที่ได้รับยกเว้นอากรตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากร ศูนย์อาเซียนฯ จะได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการนำเข้าสินค้าดังกล่าวตามมาตรา 81 (2) (ค) แห่งประมวลรัษฎากร
ทั้งนี้ ความตกลงประเทศเจ้าบ้านระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับศูนย์อาเซียนฯ ข้อ 5 (1) (ก) กำหนดให้เจ้าหน้าที่ต่างชาติจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับการปฏิบัติหน้าที่ให้แก่ศูนย์อาเซียน และข้อ 8 (1) กำหนดให้ความตกลงฯ จะมีผลใช้บังคับในวันที่รัฐบาลไทยแจ้งศูนย์อาเซียนฯ ว่าได้ดำเนินการตามข้อกำหนดภายใน (การออกร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร) เพื่อให้ความตกลงนี้มีผลใช้บังคับเสร็จสิ้นแล้ว
3. กค. โดยกรมสรรพากรพิจารณาตามข้อ 2.2 แล้ว จึงได้ยกร่างกฎกระทรวงฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ซึ่งมีสาระสำคัญเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร โดยกำหนดให้เงินได้ที่เป็นเงินเดือนหรือค่าตอบแทนที่เจ้าหน้าที่ต่างชาติของศูนย์อาเซียนฯ ที่ได้รับจากศูนย์อาเซียนฯ หรือรัฐบาลของประเทศตน เนื่องจากการเข้ามาปฏิบัติงานในประเทศไทยภายใต้ความตกลงประเทศเจ้าบ้านระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับศูนย์อาเซียนฯ เป็นเงินได้พึงประเมินที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ทั้งนี้ สำหรับเงินได้พึงประเมินที่ได้รับตั้งแต่วันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2567 เป็นต้นไป เพื่อให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเอกสิทธิ์สำหรับศูนย์อาเซียนเพื่อเสริมสร้างศักยภาพและคุณค่าสังคมผู้สูงอายุด้วยนวัตกรรม พ.ศ. 2567
4. กค. ได้จัดทำประมาณการการสูญเสียรายได้และประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับตามมาตรา 27 และมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 แล้ว โดยคาดว่ามาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์อาเซียนฯ จะทำให้สูญเสียรายได้ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีละประมาณ 1.7 ล้านบาท แต่จะเป็นการช่วยสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมที่จะสนับสนุนนโยบายผู้สูงอายุที่มีศักยภาพและดำเนินการให้เกิดผลเพื่อประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในอาเซียน และศูนย์อาเซียนฯ จะช่วยให้ประเทศไทยได้มองเห็นสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงทางประชากรจากประเทศต่าง ๆ ในอาเซียนในหลากหลายมิติเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับสังคมผู้สูงอายุ
เศรษฐกิจ-สังคม
3. เรื่อง ขออนุมัติเพิ่มวงเงินและขอขยายระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณเกินกว่าที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติไว้
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามความเห็นของสำนักงบประมาณ (สงป.) ให้ มท. (กรมโยธาธิการและผังเมือง) เพิ่มวงเงินก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ และอนุมัติขยายระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ จำนวน 5 รายการ ดังนี้
|
รายการก่อสร้าง |
วงเงินเดิม (ล้านบาท) |
วงเงินใหม่ (ล้านบาท) |
ระยะเวลาก่อหนี้ |
|
1. เขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำชีวัดลำชีศรีวนารามฯ |
63.000 |
69.707 |
พ.ศ. 2563 - 2571 |
|
2. เขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำชีวัดใหม่สามัคคีฯ |
63.000 |
66.775 |
พ.ศ. 2563 - 2571 |
|
3. เขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำปาวฯ |
63.000 |
69.466 |
พ.ศ. 2564 - 2571 |
|
4. เขื่อนป้องกันตลิ่งริมลำน้ำพานฯ |
47.250 |
49.773 |
พ.ศ. 2564 - 2571 |
|
5 เขื่อนป้องกันตลิ่งริมแก่งดอนกลางฯ |
42.000 |
42.369 |
พ.ศ. 2565 - 2571 |
ทั้งนี้ ขอให้กรมโยธาธิการและผังเมือง ดำเนินการตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ มติคณะรัฐมนตรีและหนังสือเวียนที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนมาตรฐานของทางราชการให้ถูกต้องครบถ้วนในทุกขั้นตอน โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของทางราชการและประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเป็นสำคัญ และให้ มท. รับความเห็นของ สทนช. ไปดำเนินการต่อไป
1. เรื่องเดิม
คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ มท. ก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ รายการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณรายการใหม่ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 - 2565 โดยมีรายการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งของกรมโยธาธิการและผังเมือง จำนวน 5 รายการ (รวมวงเงินสำรองเผื่อเหลือเผื่อขาด) ดังนี้
|
มติคณะรัฐมนตรี |
รายการก่อสร้าง |
ระยะเวลาก่อหนี้ (ปีงบประมาณ) |
วงเงิน (ล้านบาท) |
|
3 มีนาคม 2563 |
เขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำชีวัดลำชีศรีวนารามฯ |
พ.ศ. 2563 - 2565 |
63.000 |
|
เขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำชีวัดใหม่สามัคคีฯ |
พ.ศ. 2563 - 2565 |
63.000 |
|
|
20 ตุลาคม 2563 |
เขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำปาวฯ |
พ.ศ. 2564 - 2566 |
63.000 |
|
เขื่อนป้องกันตลิ่งริมลำน้ำพานฯ |
พ.ศ. 2564 - 2566 |
47.250 |
|
|
12 ตุลาคม 2564 |
เขื่อนป้องกันตลิ่งริมแก่งดอนกลางฯ |
พ.ศ. 2565 - 2567 |
42.000 |
2. สาระสำคัญ
2.1 เดิมคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้หน่วยรับงบประมาณก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ รายการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณรายการใหม่ ซึ่งรวมถึงรายการค่าก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำภายในประเทศ จำนวน 5 รายการ จำนวน 3 มติ ได้แก่ (1) มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2563 (2) มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2563 และ (3) มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2564 แต่เนื่องจากคู่สัญญาเอกชนรายเดิมไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามกำหนดระยะเวลาของสัญญาจ้าง กรมโยธาธิการและผังเมืองจึงได้บอกเลิกสัญญาและประมาณการราคางานส่วนที่เหลือใหม่เพื่อดำเนินงานจัดจ้างใหม่ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e - bidding) แต่เนื่องจากราคาวัสดุก่อสร้างและค่าแรงงานปรับเพิ่มขึ้น ส่งผลให้วงเงินค่าก่อสร้างรวมของทั้ง 5 รายการ มีจำนวนเกินกว่าวงเงินก่อนนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติไว้เดิมโดยมีรายละเอียด ดังนี้
|
รายการก่อสร้าง |
วงเงินเดิม (ตามมติคณะรัฐมนตรี ข้อ 1) (A) |
เบิกจ่ายไปแล้ว (B) |
ราคาก่อสร้าง ส่วนที่เหลือ (C) |
วงเงินรวมใหม่ (B) + (C)=(D) (เสนอคณะรัฐมนตรีในครั้งนี้) |
วงเงิน เพิ่มขึ้น (D) - (A) |
|
1. เขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำชีวัดลำชีศรีวนารามฯ |
63.000 |
30.858 |
38.849 |
69.707 |
6.707 |
|
2. เขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำชีวัดใหม่สามัคคีฯ |
63.000 |
19.775 |
47.000 |
66.775 |
3.775 |
|
3. เขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำปาวฯ |
63.000 |
10.366 |
59.100 |
69.466 |
6.466 |
|
4. เขื่อนป้องกันตลิ่งริมลำน้ำพานฯ |
47.250 |
13.737 |
36.036 |
49.773 |
2.523 |
|
5 เขื่อนป้องกันตลิ่งริมแก่งดอนกลางฯ |
42.000 |
11.099 |
31.270 |
42.369 |
0.369 |
|
รวม |
278.250 |
85.835 |
212.255 |
298.090 |
19.840 |
2.2 สำนักงบประมาณ (สงป.) ได้เห็นชอบความเหมาะสมของราคาก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง (ส่วนที่เหลือและซ่อมแซมบูรณะส่วนที่ชำรุดบกพร่อง) ทั้ง 5 รายการ และอนุมัติให้กระทรวงมหาดไทย (มท.) ขยายระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณถึงปีงบประมาณ พ.ศ. 2571 โดยมีรายละเอียด สรุปได้ดังนี้
|
รายการก่อสร้าง |
ราคาก่อสร้าง ส่วนที่เหลือ (ล้านบาท) |
ระยะเวลาก่อหนี้ ที่เสนอในครั้งนี้ |
ระยะเวลาก่อหนี้ ที่ สงป. อนุมัติ |
|
1. เขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำชีวัดลำชีศรีวนารามฯ |
38.849 |
พ.ศ. 2563 - 2570 |
พ.ศ. 2563 - 2571 |
|
2. เขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำชีวัดใหม่สามัคคีฯ |
47.000 |
พ.ศ. 2563 - 2570 |
พ.ศ. 2563 - 2571 |
|
3. เขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำปาวฯ |
59.100 |
พ.ศ. 2564 - 2570 |
พ.ศ. 2564 - 2571 |
|
4. เขื่อนป้องกันตลิ่งริมลำน้ำพานฯ |
36.036 |
พ.ศ. 2564 - 2570 |
พ.ศ. 2564 - 2571 |
|
5 เขื่อนป้องกันตลิ่งริมแก่งดอนกลางฯ |
31.270 |
พ.ศ. 2565 - 2570 |
พ.ศ. 2565 - 2571 |
2.3 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) พิจารณาแล้วไม่ขัดข้อง โดย สทนช. เห็นควรให้ มท. เร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จตามระยะเวลาที่กำหนด และดำเนินการตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ มติคณะรัฐมนตรี ตลอดจนมาตรฐานของทางราชการ ให้ถูกต้องครบถ้วนในทุกขั้นตอน โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของทางราชการและประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเป็นสำคัญ
4. เรื่อง ปีอาสาสมัครสากลเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (International Year of Volunteers for Sustainable Development, 2026: IVY 2026)
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบกำหนดให้ปี 2569 เป็นปีอาสาสมัครไทยเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ตามที่คณะกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมแห่งชาติ (ก.ส.ค.) เสนอ รวมถึงให้มีการส่งเสริมหน่วยงาน องค์กร อาสาสมัคร และประชาชนมีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ตามความเหมาะสมในปี 2569 และให้ความเห็นชอบให้นำข้อเสนอเชิงนโยบายแนวทางการพัฒนางานอาสาสมัครไทยเพื่อการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (ข้อเสนอเชิงนโยบายฯ) มาปฏิบัติ โดยมอบหมายให้คณะอนุกรรมการส่งเสริมอาสาสมัคร ภายใต้ ก.ส.ค. เป็นกลไกขับเคลื่อนวาระอาสาสมัครสากลเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทย ซึ่งมีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และกรมองค์การระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เป็นผู้ประสานงานของประเทศไทย
สาระสำคัญของเรื่อง
1. สืบเนื่องจากองค์การสหประชาชาติ (United Nations: UN) ได้มีข้อมติสมัชชาสหประชาชาติ (United Nations General Assembly: UNGA) เกี่ยวกับการดำเนินงานด้านอาสาสมัครมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2528 ที่กำหนดให้วันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันอาสาสมัครสากล ต่อมาได้ประกาศให้ปี 2544 เป็นปีอาสาสมัครสากล ซึ่งประเทศไทยได้ร่วมอุปถัมภ์ข้อมติดังกล่าว โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติ (17 สิงหาคม 2564) รับทราบแนวทางเกี่ยวกับการจัดงานวันอาสาสมัครสากลของประเทศไทยที่ให้จัดงานวันอาสาสมัครสากลในวันที่ 5 ธันวาคม
เป็นประจำทุกปี และเชิญชวนให้หน่วยงานต่าง ๆ จัดกิจกรรมเนื่องในโอกาสวันอาสาสมัครสากลระหว่างวันที่ 21 ตุลาคม ถึง 5 ธันวาคม ของทุกปี โดยมอบหมายให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เป็นผู้รับผิดชอบหลักร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) จัดกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งที่ผ่านมา พม. ได้ร่วมกับ กต. และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจัดงานวันอาสาสมัครสากลมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2561 – 2568
2. โดยที่ปัจจุบัน UN ได้ประกาศให้ปี 2569 (ค.ศ. 2026) เป็นปีอาสาสมัครสากลเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ดังนั้น เพื่อให้ประเทศไทยมีนโยบายด้านงานอาสาสมัครสอดรับกับแนวทางของสากล คณะกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมแห่งชาติ (ก.ส.ค.) [รองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) เป็นประธานกรรมการ] จึงได้เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบการกำหนดให้ปี 2569 (ค.ศ. 2026) เป็นปีอาสาสมัครไทยเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมถึงส่งเสริมหน่วยงาน องค์กร อาสาสมัคร และประชาชนให้มีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ตามความเหมาะสม และให้ความเห็นชอบให้ส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำข้อเสนอเชิงนโยบายแนวทางการพัฒนางานอาสาสมัครไทยเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (ข้อเสนอเชิงนโยบายฯ) มาปฏิบัติ โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้
|
ด้าน |
รายละเอียดของข้อเสนอเชิงนโยบาย |
|
ด้านนโยบายและกฎหมาย |
|
|
(1) |
ให้ความสำคัญกับการยกระดับงานอาสาสมัครในระดับนโยบาย โดยเสนอให้ประกาศเป็นนโยบายของชาติ เพื่อส่งเสริม สนับสนุน และขับเคลื่อนบทบาทของอาสาสมัครในทุกช่วงวัยให้มีส่วนร่วมใน |
|
ด้านการบริหารจัดการงานอาสาสมัคร |
|
|
(2) |
มุ่งพัฒนากลไกและโครงสร้างการบริหารจัดการงานอาสาสมัครอย่างเป็นระบบ โดยเร่งรัดการจัดตั้งสถาบันการจัดการและการอบรมอาสาสมัครเพื่อสังคม และศูนย์ประสานงานอาสาสมัครแห่งชาติ ระดับจังหวัดและระดับท้องถิ่นอย่างทั่วถึง รวมถึงการจัดตั้งกองทุนเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงาน |
|
ด้านการรณรงค์เผยแพร่ เสริมสร้างความรู้ และการสร้างขวัญกำลังใจ |
|
|
(3) |
สนับสนุนการจัดกิจกรรมสำคัญด้านงานอาสาสมัคร เช่น งานวันอาสาสมัครไทย การประชุมสมัชชาส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมในงานอาสาสมัครทั้งในระดับชาติและระดับจังหวัดและกิจกรรมเนื่องในโอกาสวันอาสาสมัครสากลควบคู่กับการสร้างความตระหนักรู้ของสาธารณชน เกี่ยวกับบทบาทงานอาสาสมัครที่มีส่วนสำคัญต่อการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ผ่านการสื่อสารสาธารณะและสื่อมวลชนทุกประเภท รวมถึงการเสริมสร้างความรู้ด้านการเป็นอาสาสมัครในหลักสูตรการเรียน |
3. กต. สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) สำนักงบประมาณและสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พิจารณาแล้วไม่มีข้อขัดข้อง/เห็นควรให้ความเห็นชอบตามที่ ก.ส.ค. เสนอ โดย สปน. และ สศช. มีความเห็นเพิ่มเติมบางประการ เช่น ข้อมูลเชิงนโยบายฯ เรื่องการขอจัดตั้งสถาบัน
การจัดการและการอบรมอาสาสมัครเพื่อสังคม และศูนย์ประสานงานอาสาสมัครแห่งชาติระดับจังหวัดและระดับท้องถิ่น รวมถึงจัดตั้งกองทุนเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของอาสาสมัคร เห็นควรพิจารณาขยายบทบาทกลไกเดิมที่มีอยู่ทั้งในระดับประเทศและระดับพื้นที่
5. เรื่อง แนวทางการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลจากเหตุบัญชีผู้ใช้งานสำหรับยืนยันตัวตน (Credential) รั่วไหล ด้วยมาตรการยืนยันตัวตนหลายปัจจัย (Multi – Factor Authentication : MFA) เช่น การใช้ Digital Identity (ThaID) หรือวิธีการยืนยันตัวตนในรูปแบบอื่นที่มีความมั่นคงปลอดภัย
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (กมช.) เสนอ ดังนี้
1. เห็นชอบแนวทางการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลจากเหตุบัญชีผู้ใช้งานสำหรับยืนยันตัวตน (Credential) รั่วไหล ด้วยมาตรการยืนยันตัวตนหลายปัจจัย (Multi – Factor Authentication : MFA) เช่น การใช้ Digital Identity (ThaID) หรือวิธีการยืนยันตัวตนในรูปแบบอื่นที่มีความมั่นคงปลอดภัย ตามที่ กมช. เสนอ และให้ กมช. และ สกมช. รับความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาดำเนินการต่อไป
2. ให้ สกมช. ดำเนินการตามมาตรา 22 (5) แห่งพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562 เพื่อให้หน่วยงานของรัฐและเอกชนดำเนินการตามมติ กมช. ดังกล่าว ต่อไป
สาระสำคัญ
1. กมช. โดยศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์แห่งชาติ
(ศปช. หรือ ThaiCERT) แจ้งว่า มีกลุ่มผู้ไม่หวังดีซึ่งใช้ชื่อว่า ALIEN TXTBASE Stealer Logs ได้นำข้อมูลบัญชีผู้ใช้งานที่ขโมยมาไปเผยแพร่ในกลุ่ม Telegram มีจำนวนมากกว่า 16,520 ไฟล์ (5 เทระไบต์) และได้มีการเพิ่มเติม (Update) ข้อมูลทุกวันซึ่งข้อมูลดังกล่าว ประกอบด้วย (1) ที่อยู่อีเมลเฉพาะบุคคล (2) เว็บไซต์และรหัสผ่านที่เข้าใช้ระบบงานของหน่วยงาน ซึ่งบางข้อมูลเป็นบัญชีผู้ใช้งานระดับผู้ดูแลระบบ
2. ศปช. จึงได้ดำเนินการตรวจสอบข้อมูลจากเว็บไซต์ของประเทศไทย (Domain ที่ลงท้ายด้วย .th) โดยพบว่า มีข้อมูลจำนวน 221,947,958 รายการ ประกอบด้วย หน่วยงานราชการ บริษัท/องค์กร สถาบันการศึกษา องค์กรไม่แสวงผลกำไร หน่วยงานกองทัพ และอื่น ๆ
ทั้งนี้ ข้อมูลที่ถูกขโมยมาข้างต้นอาจส่งผลให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อระบบ และอาจถูกขโมยข้อมูลสำคัญ รวมถึงข้อมูลส่วนบุคคลของหน่วยงานและประชาชน หากผู้ไม่หวังดีนำข้อมูลซึ่งเป็นบัญชีผู้ใช้งานระดับผู้ดูแลระบบไปใช้ในการโจมตี
3. กมช. แจ้งว่า ข้อมูลบัญชีผู้ใช้งานที่ถูกขโมยหรือรั่วไหลเกิดจากสาเหตุต่าง ๆ สรุปได้ ดังนี้
|
สาเหตุ |
ลักษณะการโจมตี/ผลกระทบที่เกิดขึ้น |
|
การโจมตีแบบฟิชชิง (Phishing) |
ผู้ไม่หวังดีส่งอีเมล/เว็บไซต์ปลอม หลอกให้ผู้ใช้กรอกรหัสผ่านเอง |
|
มัลแวร์/Keylogger |
มีการติดตั้งโปรแกรมแอบแฝงในเครื่องของผู้ใช้ แล้วดักจับข้อมูลการพิมพ์ เช่น รหัสผ่าน เป็นต้น |
|
Credential ถูกเก็บไว้ อย่างไม่ปลอดภัย |
บัญชีผู้ใช้งาน (ชื่อผู้ใช้ และรหัสผ่าน) ถูกเก็บไว้ในระบบหรือเว็บไซต์ในรูปแบบของข้อความตัวอักษรปกติที่สามารถอ่านออกทันทีโดยไม่ต้องเข้ารหัส หรือมีการแชร์บัญชีผู้ใช้งานกับบุคคลอื่นเพื่อใช้งานร่วมกัน |
|
การใช้รหัสผ่านช้ำ |
มีการนำรหัสผ่านเดียวกันไปใช้หลายระบบ ซึ่งหากระบบใดระบบหนึ่งถูกล้วงข้อมูลจะทำให้รหัสผ่านหลุดทั้งหมด |
|
การตั้งรหัสผ่านที่ไม่รัดกุม |
การใช้รหัสผ่านที่เดาได้ง่าย เช่น 123456 หรือ password หรือชื่อหน่วยงาน เป็นต้น |
|
ระบบไม่ได้บังคับใช้การยืนยัน |
หากผู้ไม่หวังดีได้รหัสผ่านไป จะทำให้สามารถเข้าสู่ระบบ ได้ทันที |
|
รหัสผ่าน หรือ Token ถูก Hard - code ไว้ |
พบมากในโค้ดที่แชร์ใน Github หรือระบบควบคุมเวอร์ชันต่าง ๆ |
|
การรั่วไหลจากบุคลากรภายใน |
ผู้มีสิทธิ์เข้าถึงระบบนำข้อมูลออกไปโดยเจตนาหรือโดยประมาท |
|
ระบบไม่มีการตรวจสอบ |
ไม่สามารถรู้ได้ทันทีว่ามีการใช้งาน Credential อย่างผิดปกติ |
4. กมช. ในคราวประชุม ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 [โดยมีรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายภราดร ปริศนานันทกุล) เป็นประธาน] ได้มีมติเห็นชอบแนวทางการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลฯ เพื่อป้องกันไม่ให้หน่วยงานต่าง ๆ ที่อาจมีข้อมูลบัญชีผู้ใช้งานถูกขโมยหรือรั่วไหล และทำให้ผู้โจมตีระบบคอมพิวเตอร์ (Hacker) สามารถเข้าถึงระบบงานต่าง ๆ ของหน่วยงาน ตลอดจนโจมตีหน่วยงานเพื่อขโมยข้อมูลหรือเข้ารหัสข้อมูล ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานหรือระบบงานต่าง ๆ และอาจจะส่งผลกระทบต่อระบบบริการต่าง ๆ ที่ให้บริการแก่ประชาชน
5. กมช. แจ้งว่า การดำเนินการตามแนวทางการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลฯ จะช่วยยกระดับมาตรการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลและลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ในภาครัฐอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้ระบบดิจิทัลของรัฐมีความมั่นคงปลอดภัยมากยิ่งขึ้น เพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน ภาคธุรกิจ และนักลงทุน อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนนโยบายดิจิทัลของประเทศ ทำให้ประเทศไทยมีมาตรฐานด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่ทัดเทียมกับระดับสากล อย่างไรก็ดี มาตรการนี้อาจเพิ่มภาระบางส่วนต่อหน่วยงานของรัฐ หน่วยงานควบคุมหรือกำกับดูแล และหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ แต่จะช่วยลดความเสี่ยงด้านไซเบอร์ในระยะยาว ยกระดับความน่าเชื่อถือของบริการภาครัฐ เสริมสร้างความเชื่อมั่นของประชาชน และภาคธุรกิจ รวมถึงส่งเสริมความเชื่อมั่นต่อการลงทุนและความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้านเศรษฐกิจดิจิทัล
6. เรื่อง รายงานสรุปเหตุการณ์ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 จากการเกิดเหตุกราดยิงในพื้นที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี เป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เสนอ ดังนี้
1. รับทราบประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง มาตรการความปลอดภัยของสถานศึกษา ลงวันที่ 10 สิงหาคม 2569 และขอความร่วมมือส่วนราชการที่มีสถานศึกษาในสังกัดพิจารณานำประกาศกระทรวงศึกษาธิการดังกล่าวไปปรับใช้ให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน
2. รับทราบความคืบหน้าการจัดทำร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความปลอดภัยและการใช้เครื่องมือสื่อสารหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของนักเรียนและนักศึกษาในสถานศึกษา พ.ศ. .... เพื่อใช้เป็นกฎหมายแม่บทด้านความปลอดภัยของนักเรียนและนักศึกษาในสถานศึกษาต่อไป
สาระสำคัญของเรื่อง
1. เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 เวลาประมาณ 09.50 น. ได้มีบุคคลซึ่งเป็นนักเรียนชายแต่งกายในชุดพลศึกษาสีม่วงยิงอาวุธปืนภายในบริเวณพื้นที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี จำนวนหลายสิบนัด เป็นเหตุให้มีนักเรียน ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาและบุคคลภายนอกได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต และจากการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าตรวจสอบที่บ้านพักของนักเรียนชายผู้ก่อเหตุรายดังกล่าว พบว่า ผู้ปกครองซึ่งมีสถานะเป็นปู่และย่าของนักเรียนชายผู้ก่อเหตุถูกยิงเสียชีวิต
2. ข้อมูลนักเรียน ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิต จำนวนทั้งสิ้น 34 ราย จำแนกเป็น
2.1 นักเรียน ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาและบุคคลภายนอกที่ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 25 ราย
2.2 นักเรียน ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาและบุคคลภายนอกที่เสียชีวิต จำนวน 9 ราย
3. กระทรวงศึกษาธิการได้ติดตามและร่วมแก้ไขสถานการณ์อย่างใกล้ชิดโดยยึดความปลอดภัยของทุกชีวิตในสถานศึกษาเป็นสำคัญ พร้อมเร่งให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบอย่างเต็มกำลัง ทั้งในด้านความปลอดภัย การเยียวยาทางจิตใจ และการสร้างขวัญกำลังใจเพื่อให้ทุกคนสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาอันยากลำบากนี้ไปได้โดยเร็วที่สุด
4. เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2569 กระทรวงศึกษาธิการ ได้จัดประชุมหารือกำหนดแนวทางการดูแล ช่วยเหลือ เยียวยานักเรียน ข้าราชการครู บุคลากรทางการศึกษา โดยมีรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในฐานะกำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมบูรณาการความร่วมมือร่วมกันกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ตลอดจนผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข โดยกรมสุขภาพจิต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
5. กระทรวงศึกษาธิการ ได้ออกประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง มาตรการความปลอดภัย
ของสถานศึกษา ลงวันที่ 10 สิงหาคม 2569 เพื่อเป็นการยกระดับมาตรการการป้องกัน ป้องปราม เฝ้าระวัง ลดความเสี่ยง และการบริหารจัดการความปลอดภัยแก่นักเรียนและนักศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษาให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด การกำกับดูแลและการส่งเสริมความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษาในสถานศึกษาให้มีความเหมาะสม รวมทั้งการกำหนดมาตรการดูแล ช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบทางจิตใจ ตลอดจนกำหนดให้สถานศึกษาบริหารจัดการความปลอดภัย โดยขอความร่วมมือ ไปยังหน่วยงานของรัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อบูรณาการป้องกัน ป้องปราม เฝ้าระวัง ลดความเสี่ยง การฟื้นฟู บำบัดรักษา เยียวยา รวมทั้งการพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม ดังนี้
1) ให้มีการจัดตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพในระดับสถานศึกษา
2) ให้มีแผนมาตรการรักษาความปลอดภัยภายในบริเวณพื้นที่ของสถานศึกษา ระบบการติดต่อสื่อสาร การซักซ้อมแผนเผชิญเหตุการณ์ฉุกเฉิน และการตรวจตราความปลอดภัย
3) ให้มีระบบดูแล คัดกรอง ช่วยเหลือด้านสุขภาพจิต และการพัฒนาครูแนะแนว
4) ให้มีการบูรณาการความปลอดภัยของสถานศึกษาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
5) ให้มีการเปิดพื้นที่สถานศึกษาให้ผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมสังเกตการณ์
6) ให้มีการสร้างความตระหนักรู้และการเสริมสร้างสัมพันธภาพที่ดีภายในสถานศึกษา
7) ให้สถานศึกษาเป็นเขตพื้นที่ปลอดภัย
6. ปัจจุบันกระทรวงศึกษาธิการอยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความปลอดภัยและการใช้เครื่องมือสื่อสารหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของนักเรียนและนักศึกษาในสถานศึกษา พ.ศ. .... เพิ่มเติม ผ่านช่องทางระบบกลางทางกฎหมาย (Law.go.th) ระหว่างวันที่ 10 สิงหาคม 2569 และสิ้นสุดวันที่ 9 กันยายน 2569 ซึ่งร่างพระราชบัญญัติฯ มีหลักการและสาระสำคัญเกี่ยวกับการวางมาตรการป้องกัน ป้องปราม ลดความเสี่ยง และบริหารจัดการความปลอดภัยแก่นักเรียนและนักศึกษาในสถานศึกษาให้มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล รวมทั้งกำกับดูแลและส่งเสริมความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษาในสถานศึกษาให้มีความเหมาะสม โดยการกำหนดสิ่งของต้องห้ามพกพาหรือนำพาเข้ามาหรือต้องห้ามใช้ในสถานศึกษา และการกำหนดมาตรการพกพา การนำพาเข้ามาหรือการใช้เครื่องมือสื่อสารหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของนักเรียนหรือนักศึกษาในสถานศึกษา โดยให้คำนึงถึงพัฒนาการการเรียนรู้ในแต่ละช่วงวัยและความจำเป็นเกี่ยวกับสภาพทางร่างกายของนักเรียนและนักศึกษา
7. เรื่อง การจัดประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 1/2569
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการจัดประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 1/2569 ตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลน.) เสนอ
สาระสำคัญ
ด้วยนายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบกำหนดจัดประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 1/2569 ณ จังหวัดสงขลา และติดตามการตรวจราชการกลุ่มจังหวัดภาคใต้ระหว่างวันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม - วันอังคารที่ 1 กันยายน 2569 โดยประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ในวันอังคารที่ 1 กันยายน 2569 โดยมีบัญชามอบหมายภารกิจ ดังนี้
1. ประเด็นการตรวจราชการสำคัญ ประกอบด้วย (1) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ (2) การยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวและบริการ (3) การขับเคลื่อนการแปรรูปสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรเพื่อการส่งออก และ (4) การบริหารจัดการน้ำและการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของเมืองเพื่อการระบายน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ
2. มอบหมายคณะรัฐมนตรีลงพื้นที่ กลุ่มจังหวัดภาคใต้เพื่อติดตามการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลและปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ ทั้งนี้ ให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติรวบรวมข้อมูลการลงพื้นที่ของคณะรัฐมนตรี
3. มอบหมายรองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ซึ่งกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการกลุ่มจังหวัดภาคใต้ เป็นประธานประชุมบูรณาการการพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคใต้ร่วมกับส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสนอประเด็นและวาระการพัฒนาต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ณ จังหวัดสงขลา ทั้งนี้ มอบหมายให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักงบประมาณ และกระทรวงมหาดไทยเป็นฝ่ายเลขานุการ
4. การจัดประชุมคณะรัฐมนตรีและวาระการประชุมคณะรัฐมนตรี มอบหมายสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเตรียมสถานที่จัดการประชุมคณะรัฐมนตรี และดำเนินการจัดประชุมคณะรัฐมนตรี
5. การตรวจราชการของนายกรัฐมนตรี มอบหมายสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีร่วมกับกระทรวงมหาดไทย จัดทำกำหนดการตรวจราชการในภาพรวมของนายกรัฐมนตรี ระหว่างวันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม - วันอังคารที่ 1 กันยายน 2569
6. การอำนวยความสะดวก มอบหมายสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีประสานจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมการและอำนวยความสะดวกด้านที่พักของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี
การเดินทาง และกำหนดการในภาพรวมของนายกรัฐมนตรี
7. การรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน มอบหมายสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีประสานกับศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย ในการดูแลการรับเรื่องร้องเรียนและปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน
8. การประชาสัมพันธ์ มอบหมายกรมประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก และโฆษกกระทรวงดำเนินการประชาสัมพันธ์ และสร้างการรับรู้แก่ประชาชน
9. การรักษาความปลอดภัย มอบหมายกองทัพภาคที่ 4 และสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นหน่วยงานหลักวางแผนและรักษาความปลอดภัยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
8. เรื่อง ขอยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเรื่อง โครงการโรงไฟฟ้าแม่เมาะทดแทน เครื่องที่ 8 - 9
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2565 [เรื่อง โครงการโรงไฟฟ้าแม่เมาะทดแทน เครื่องที่ 8 - 9 ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)] เพื่อให้ กฟผ. ยุติการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าแม่เมาะทดแทน เครื่องที่ 8 - 9 ตามที่กระทรวงพลังงาน (พน.) เสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
กระทรวงพลังงานเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบให้ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2565 [เรื่อง โครงการโรงไฟฟ้าแม่เมาะทดแทน เครื่องที่ 8 - 9 ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)] เพื่อให้ กฟผ. ยุติการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าแม่เมาะทดแทน เครื่องที่ 8 - 9 ซึ่งมีกำลังการผลิตตามสัญญา 600 เมกะวัตต์ พร้อมระบบส่งไฟฟ้า วงเงินรวมทั้งสิ้น 47,470 ล้านบาท ได้ เนื่องจากในขั้นตอนกระบวนการจัดซื้อและจ้างก่อสร้างโครงการดังกล่าวพบว่า ไม่มีผู้ยื่นข้อเสนอ ดังนั้น กฟผ. จึงมีความจำเป็นต้องพิจารณายกเลิกการประกวดราคา และส่งผลให้ไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าแม่เมาะทดแทน เครื่องที่ 8 - 9 ให้สามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ได้ทันภายในปี 2569
แต่โดยที่การยกเลิกโครงการดังกล่าวส่งผลให้กำลังผลิตไฟฟ้าสูญหายจากระบบไฟฟ้าปริมาณ 600 เมกะวัตต์ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้าภาคเหนือตอนบน (จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดพะเยา และจังหวัดเชียงราย) เนื่องจากโรงไฟฟ้าพลังความร้อนแม่เมาะที่เดินเครื่องอยู่ในปัจจุบันถึงกำหนดปลดเครื่องออกจากระบบแล้ว ดังนี้
หน่วย : เมกะวัตต์
|
เครื่องที่ |
กำลังการผลิตติดตั้ง |
กำลังการผลิตตามสัญญา |
แผนการปลดโรงไฟฟ้า |
หมายเหตุ |
|
8 |
300 |
270 |
31 ธันวาคม 2568 |
ครบกำหนด |
|
9 |
300 |
270 |
||
|
10 |
300 |
270 |
||
|
11 |
300 |
270 |
||
|
12 |
300 |
270 |
1 มกราคม 2569 |
ครบกำหนด |
|
13 |
300 |
270 |
||
|
14 |
660 |
600 |
เมษายน 2592 |
ทดแทนเครื่องที่ 4-7 |
|
15 |
660 |
600 |
ขอยกเลิกโครงการครั้งนี้ |
ทดแทนเครื่องที่ 8-9 |
จากตารางจะเห็นได้ว่า หาก กฟผ. ยกเลิกโครงการโรงไฟฟ้าแม่เมาะทดแทน เครื่องที่ 8 - 9 ในครั้งนี้ จะทำให้เหลือเพียงโรงไฟฟ้าแม่เมาะเครื่องที่ 14 ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าหลักเพียงโรงเดียวที่จะรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าบริเวณภาคเหนือตอนบน ดังนั้น เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าโดยให้มีกำลังไฟฟ้าในพื้นที่ดังกล่าวปริมาณ 1,200 เมกะวัตต์ กฟผ. จึงได้จัดทำแนวทางในการบริหารจัดการกรณียกเลิกโครงการโรงไฟฟ้าแม่เมาะทดแทนเครื่องที่ 8-9 ซึ่งคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ในคราวประชุม ครั้งที่ 2/2568 (ครั้งที่ 172) เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 ได้มีมติเห็นชอบแนวทางดังกล่าวด้วยแล้ว ดังนี้
|
โรงไฟฟ้าแม่เมาะ |
แนวทางการดำเนินการ |
|
ระยะที่ 1 (เดินเครื่องร่วมกับโรงไฟฟ้าแม่เมาะ เครื่องที่ 14 ในช่วงปี พ.ศ. 2569-2574) |
|
|
เครื่องที่ 8 และ 11 (กำลังการผลิตติดตั้ง รวม 600 เมกะวัตต์) |
เลื่อนแผนการปลดโรงไฟฟ้า จากเดิมวันที่ 31 ธันวาคม 2568 เป็นวันที่ 31 ธันวาคม 2574 หรือจนกว่าจะดำเนินการปรับปรุงโรงไฟฟ้าแม่เมาะ เครื่องที่ 12 และ 13 แล้วเสร็จ (ประมาณปี 2574) |
|
ระยะที่ 2 (เดินเครื่องร่วมกับโรงไฟฟ้าแม่เมาะ เครื่องที่ 14 ในช่วงปี พ.ศ. 2574 – 2591) |
|
|
เครื่องที่ 12 และ 13 (กำลังการผลิตติดตั้ง รวม 600 เมกะวัตต์) |
(1) เลื่อนแผนการปลดโรงไฟฟ้า จากเดิมวันที่ 1 มกราคม 2569 ไปจนถึง ปี 2591 (2) ดำเนินการปรับปรุงโรงไฟฟ้า โดยหยุดพักให้บริการโรงไฟฟ้า (ไม่มีการจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ) ในช่วงที่ดำเนินการปรับปรุงโรงไฟฟ้าในปี 2569-2574 |
|
หมายเหตุ งบประมาณในการปรับปรุงโรงไฟฟ้าแม่เมาะ เครื่องที่ 12 และ 13 เพื่อทดแทนโครงการโรงไฟฟ้าแม่เมาะทดแทน เครื่องที่ 8 - 9 อยู่ระหว่างการพิจารณาโดยละเอียดและ กฟผ. จะดำเนินการศึกษา |
|
2. หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงการคลัง (กค.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม (สศช.) พิจารณาแล้วไม่ขัดข้องตามที่ พน. เสนอ
9. เรื่อง สรุปการประเมินตนเองของประเทศไทยประกอบการจัดทำบันทึกเบื้องต้น (Initial Memorandum)
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) เสนอ สรุปการประเมินตนเองของประเทศไทยประกอบการจัดทำบันทึกเบื้องต้น (Initial Memorandum : IM) และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำแนวทางการปรับปรุงกฎหมายและกฎลำดับรองไปประกอบการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายและกฎลำดับรองของแต่ละหน่วยงานต่อไป และให้ สคก. และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องรับความเห็นของ กษ. อก. สปน. และสำนักงาน ป.ป.ช. รวมทั้งข้อสังเกตของ ทส. ไปพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
สาระสำคัญของเรื่อง
1. เดิมคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2568 รับทราบความคืบหน้าการดำเนินงานในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) ของประเทศไทย โดยมีสาระสำคัญครอบคลุมการกำหนดให้ในปี 2568 ประเทศไทยจะต้องจัดทำบันทึกเบื้องต้น (Initial Memorandum: IM) และยื่นให้กับ OECD เพื่อประเมินตนเองเบื้องต้นเกี่ยวกับความสอดคล้องของกฎหมาย นโยบาย และแนวปฏิบัติภายในประเทศว่า มีความสอดคล้องกับตราสารทางกฎหมายของ OECD และนโยบายและแนวปฏิบัติที่ดีของ OECD มากน้อยเพียงใด และต่อมาคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2568 มอบหมายสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการร่วมกับคณะกรรมการนโยบายด้านกฎระเบียบ (เป็นหนึ่งในคณะกรรมการ OECD) สคก. จึงเป็นหนึ่งในคณะทำงานหลักในการขับเคลื่อนการเข้าเป็นสมาชิก OECD และได้จัดทำสรุปการประเมินตนเองของประเทศไทยประกอบการจัดทำ IM (สรุปการประเมินตนเองฯ) ซึ่งได้นำ IM เสนอต่อนายกรัฐมนตรีลงนามและส่งมอบแก่เลขาธิการ OECD หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 แล้ว อย่างไรก็ตาม จากผลการประเมินตนเองของประเทศไทยข้างต้นพบว่า มีกฎหมายที่ยังไม่สอดคล้องกับแนวทางตามตราสารของ OECD จำนวน 26 ฉบับ ซึ่ง สคก. ได้จัดทำแนวทางการปรับปรุงกฎหมายและกฎลำดับรอง (แนวทางฯ) เพื่อแก้ไขความไม่สอดคล้องดังกล่าวสรุปได้ ดังนี้
(1) ตราสารเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและการควบคุมมลพิษ จำนวน 7 ฉบับ ซึ่งจาก
การประเมินตนเองโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประเทศไทยยังขาดมาตรการที่จำเป็นบางประการ เช่น ระบบขึ้นทะเบียนการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสิ่งก่อมลพิษ กลไกกำกับดูแลและมาตรฐานสำหรับการปล่อยสารปรอทจากปล่องระบายอากาศ หรือการบูรณาการข้อมูลสิ่งก่อมลพิษจากอากาศ น้ำ และดิน ซึ่งควรต้องพิจารณาปรับปรุงแก้ไขกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติและกฎหมายว่าด้วยโรงงาน [เช่น กต. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.)]
(2) ตราสารเกี่ยวกับการจัดการสารเคมีและเทคโนโลยีชีวภาพ จำนวน 6 ฉบับ ซึ่งจากการประเมินตนเองโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประเทศไทยยังขาดมาตรการที่จำเป็นบางประการ เช่น กลไกที่ครอบคลุมในการควบคุมสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม การนำแนวทางที่ยึดตามความเสี่ยงมาใช้กับการควบคุมกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับสารเคมี การเปิดเผยข้อมูลของสารเคมี และการควบคุมวัสดุนาโน (nanomaterials) ซึ่งควรต้องพิจารณาปรับปรุงแก้ไขกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ กฎหมายว่าด้วยวัตถุอันตราย และกฎหมายที่เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม เช่น กฎหมายว่าด้วยอาหารหรือกฎหมายว่าด้วยการกักพืช [เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) อก.)
(3) ตราสารเกี่ยวกับการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันและการกระทำเกี่ยวกับภาษีจำนวน 4 ฉบับ ซึ่งจากการประเมินตนเองโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประเทศไทยยังขาดมาตรการที่จำเป็นบางประการ เช่น ขาดการกำหนดความรับผิดที่ชัดเจนสำหรับการกระทำความผิดของนิติบุคคล ขาดความชัดเจนในการกำหนดความรับผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศและเจ้าหน้าที่ขององค์การระหว่างประเทศ รวมถึงขาดการกำหนดให้ความผิดทางภาษีที่ร้ายแรงเป็นความผิดมูลฐาน ซึ่งควรต้องพิจารณาปรับปรุงแก้ไขกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติและกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน [เช่น สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(สำนักงาน ป.ป.ช.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.)]
(4) ตราสารเกี่ยวกับเศรษฐกิจ การแข่งขัน และการลงทุนของต่างชาติ จำนวน 4 ฉบับ ซึ่งจากการประเมินตนเองโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประเทศไทยยังขาดมาตรการที่จำเป็นบางประการ เช่น ไม่มีการนำหลักความเป็นกลางทางการแข่งขัน (competitive neutrality) มาใช้เพื่อคุ้มครองสิทธิในการนำคดีขึ้นสู่การพิจารณาทางกฎหมาย ขาดการกำหนดยกเว้นไม่ใช้กฎหมายว่าด้วยการแข่งขันทางการค้ากับกิจการเพื่อประโยชน์สาธารณะ ขาดกลไกเฉพาะที่นำมาใช้กับการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ ซึ่งควรต้องพิจารณาปรับปรุงแก้ไขกฎหมายว่าด้วยการแข่งขันทางการค้าและกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว [เช่น กระทรวงพาณิชย์ (พณ.)]
(5) ตราสารเกี่ยวกับการเกษตรและอาหาร จำนวน 2 ฉบับ ซึ่งจากการประเมินตนเองโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประเทศไทยยังขาดมาตรการที่จำเป็นบางประการ เช่น ขาดมาตรฐานเกี่ยวกับการลดก๊าซเรือนกระจกในภาคการเกษตร ขาดเป้าหมายที่วัดผลได้จริงในกฎหมายที่เกี่ยวกับการลดของเสียและขยะประเภทอาหาร ขาดกลไกการตรวจสอบด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ในภาคการเกษตร ซึ่งควรต้องพิจารณาปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องหลายฉบับ เช่น กฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการอาหารแห่งชาติ กฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ กฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข กฎหมายว่าด้วยการรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง กฎหมายว่าด้วยมาตรฐานสินค้าเกษตร กฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม รวมถึงการออกกฎหมายเกี่ยวกับการจัดการก๊าซเรือนกระจก [เช่น กษ. ทส. กระทรวงมหาดไทย (มท.) สธ. สำนักนายกรัฐมนตรี (นร.)]
(6) ตราสารเกี่ยวกับข้อมูลทางสถิติและความเท่าเทียม จำนวน 3 ฉบับ ซึ่งจากการประเมินตนเองโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประเทศไทยยังขาดมาตรการที่จำเป็นบางประการ เช่น ขาดกลไกการจัดการกับข้อมูลสุขภาพ การพัฒนามาตรฐานของหน่วยงานด้านสถิติของประเทศ ขาดกลไกการส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศในภาคเอกชน ซึ่งควรต้องพิจารณาปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องหลายฉบับ เช่น กฎหมายว่าด้วยสถิติ กฎหมายว่าด้วยสุขภาพแห่งชาติ กฎหมายว่าด้วยระบบสุขภาพปฐมภูมิ กฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของราชการ กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กฎหมายว่าด้วยความเท่าเทียมระหว่างเพศ [เช่น กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.) สธ. สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.)]
2. ประโยชน์ที่ได้รับจากการประเมินตนเองของประเทศไทยประกอบการจัดทำ IM ซึ่งได้รวบรวมความไม่สอดคล้องด้านกฎหมายกับตราสารของ OECD แต่ละฉบับ รวมถึงคำแนะนำในการตรากฎหมายและปรับปรุงกฎหมายหรือกฎลำดับรองเพื่อปิดช่องว่างหรือความไม่สอดคล้องกับตราสารของ OECD จะมีส่วนช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำไปใช้ประกอบการพิจารณาเพื่อกำหนดแนวทางการปรับปรุงกฎหมาย นโยบาย และแนวปฏิบัติให้สอดคล้องกับหลักการในตราสารของ OECD ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในกระบวนการขับเคลื่อนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม และเพื่อให้ทันต่อวาระการเข้าเป็นสมาชิก OECD ในปี 2571
3. กต. พม. กษ. ดศ. ทส. มท. สธ. อก. สปน. สำนักงาน ป.ป.ช. และสำนักงาน ปปง. พิจารณาแล้วเห็นชอบ/เห็นด้วยในหลักการ/ไม่ขัดข้อง/ไม่มีข้อขัดข้องในหลักการ โดย กษ. ทส. อก. สปน. และสำนักงาน ป.ป.ช. มีความเห็นและข้อสังเกตเพิ่มเติมบางประการ เช่น ควรมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำแนวทางฯ ไปปรับปรุงแก้ไขกฎหมายและกฎลำดับรองของหน่วยงานให้สอดคล้องกับหลักการในตราสารของ OECD โดยคำนึงถึงความเหมาะสมกับบริบทและความพร้อมของประเทศไทยเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม
10. เรื่อง ขออนุมัติเพิ่มวงเงินและขยายระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณรายการก่อสร้างอาคารรังสีรักษา เป็นอาคาร คสล.4 ชั้น พื้นที่ใช้สอยประมาณ 2,400 ตารางเมตร (โครงการสร้างต้านแผ่นดินไหว) โรงพยาบาลศรีสังวรสุโขทัย ตำบลคลองตาล อำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย 1 หลัง
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามความเห็นสำนักงบประมาณและให้กระทรวงสาธารณสุข (สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข) รับความเห็นของกระทรวงมหาดไทยและสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการต่อไป
1. เรื่องเดิม
คณะรัฐมนตรีมีมติ (14 ตุลาคม 2568) อนุมัติให้หน่วยรับงบประมาณก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ รายการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณรายการใหม่ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน 1,917 รายการ
เป็นวงเงินภาระผูกพัน รวมทั้งสิ้น 349,656.40 ล้านบาท ซึ่งรวมถึงรายการก่อสร้างอาคารรังสีรักษา
ของโรงพยาบาลศรีสังวรสุโขทัยฯ ของ สธ. โดยมีวงเงินภาระผูกพันปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 - 2570 รวมทั้งสิ้น 63.50 ล้านบาท (รวมวงเงินสำรองเผื่อเหลือเผื่อขาด) โดยมีรายละเอียดการเบิกจ่าย ดังนี้
|
รายการ |
วงเงิน (ล้านบาท) |
|
(1) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 |
9.1 |
|
(2) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 |
51.4 |
|
(3) เงินสำรองเผื่อเหลือเผื่อขาด |
3.0 |
|
รวม |
63.5 |
2. สาระสำคัญของเรื่อง
2.1 ภายหลังจากคณะรัฐมนตรีมีมติ (14 ตุลาคม 2568) อนุมัติรายการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ (ตามข้อ 1) สธ. โดยสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) ได้แจ้งจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2569 รายการอาคารรังสีรักษาของโรงพยาบาลศรีสังวรสุโขทัยฯ งบประมาณทั้งสิ้น 60.5 ล้านบาท
ผูกพันงบประมาณ ปี 2569 – 2570 และได้ดำเนินการกำหนดราคากลางท้องถิ่นรายการก่อสร้างอาคารดังกล่าว ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e - bidding) ซึ่งคณะกรรมการกำหนดราคากลางจังหวัดได้ดำเนินการกำหนดราคากลางงานสิ่งก่อสร้างอาคารดังกล่าว เป็นเงิน 69.06 ล้านบาท
2.2 สธ. (สป.สธ) ได้ขอความเห็นชอบแบบรูปรายการและความเหมาะสมของราคาค่าก่อสร้างอาคารรังสีรักษาของโรงพยาบาลศรีสังวรสุโขทัยฯ ในวงเงิน 69.06 ล้านบาทและได้ชี้แจงเพิ่มเติมในกรณี
การกำหนดราคากลางงานก่อสร้างเกินวงเงินงบประมาณตามที่คณะกรรมการกำหนดราคากลางจังหวัดกำหนด เนื่องจากคณะกรรมการฯ ได้ดำเนินการปรับปรุงราคาให้สอดคล้องกับราคาของพื้นที่ที่ทำการก่อสร้าง และโรงพยาบาลศรีสังวรสุโขทัยฯ ขอยืนยันการแก้ไขปริมาณงานและราคาดังกล่าวตามแบบอาคารรังสีรักษาของโรงพยาบาลศรีสังวรสุโขทัยฯ อันเป็นการแก้ไขให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงตามแบบรูปรายการเดิม โดยไม่มีผลกระทบต่อวัตถุประสงค์และเป้าหมายของรายการ และไม่มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงแบบรูปรายการ ต่อ สงป.
2.3 สำนักงบประมาณ (สงป.) พิจารณาแล้ว เห็นชอบความเหมาะสมของราคารายการอาคารรังสีรักษาของโรงพยาบาลศรีสังวรสุโขทัยฯ ในวงเงิน 68.63 ล้านบาทโดยให้เบิกจ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน 9.08 ล้านบาทส่วนที่เหลือ จำนวน 59.55 ล้านบาท ผูกพันงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 - 2571 แต่เนื่องจากการดำเนินการดังกล่าวเป็นการเพิ่มวงเงินค่าก่อสร้างและขยายระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ ซึ่งเกินกว่าวงเงินและระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติไว้ จึงขอให้ สป.สธ. นำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติการเพิ่มวงเงินและขยายระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 - 2570 เป็นปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 - 2571 ตามนัยข้อ 7 (3) ของระเบียบว่าด้วยการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 และเมื่อได้รับผลการจัดซื้อจัดจ้างแล้วหากไม่เกินวงเงินที่ สงป. ให้ความเห็นชอบ ให้แจ้ง สงป. ทราบและดำเนินการทำสัญญาก่อหนี้ผูกพันตามขั้นตอนต่อไป ทั้งนี้ ขอให้ สป.สธ. ปฏิบัติตามกฎหมายระเบียบ ข้อบังคับ มติคณะรัฐมนตรี และหนังสือเวียนที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนมาตรฐานของทางราชการให้ถูกต้องครบถ้วนในทุกขั้นตอน โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของทางราชการและประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเป็นสำคัญ และต่อรองราคาจนถึงที่สุดด้วย
11. เรื่อง ขออนุมัติเพิ่มวงเงินและขยายระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณรายการก่อสร้างอาคารผู้ป่วยในโรงพยาบาลขนาด 60 เตียง (มาตรฐาน) เป็นอาคาร คสล. 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอยประมาณ 2,508 ตารางเมตร (ปรับราคา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้) โรงพยาบาลรามัน ตำบลกายูบอเกาะ อำเภอรามัน จังหวัดยะลา 1 หลัง
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามความเห็นสำนักงบประมาณและให้กระทรวงสาธารณสุข (สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข) รับความเห็นของกระทรวงมหาดไทยและสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการต่อไป
1. เรื่องเดิม
คณะรัฐมนตรีมีมติ (15 ตุลาคม 2567) อนุมัติให้หน่วยรับงบประมาณก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ รายการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณรายการใหม่ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 จำนวน 1,612 รายการ เป็นวงเงินภาระผูกพัน รวมทั้งสิ้น 352,583 ล้านบาท ซึ่งรวมถึงรายการก่อสร้างอาคารผู้ป่วยในโรงพยาบาลรามันฯ ของ สธ. โดยมีวงเงินภาระผูกพันปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 - 2569 รวมทั้งสิ้น 48.8 ล้านบาท (รวมวงเงินสำรองเผื่อเหลือเผื่อขาด) โดยมีรายละเอียดการเบิกจ่าย ดังนี้
|
รายการ |
วงเงิน (ล้านบาท) |
|
(1) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 |
9.3 |
|
(2) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 |
37.2 |
|
(3) เงินสำรองเผื่อเหลือเผื่อขาด |
2.3 |
|
รวม |
48.8 |
2. สาระสำคัญของเรื่อง
สธ. รายงานว่า
2.1 ภายหลังจากคณะรัฐมนตรีมีมติ (15 ตุลาคม 2567) อนุมัติรายการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ สธ. โดยสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) ได้แจ้งจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี รายการอาคารผู้ป่วยในโรงพยาบาลรามันฯ งบประมาณทั้งสิ้น 46.46 ล้านบาท แบ่งเป็น ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 จำนวน 9.29 ล้านบาท และปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน 37.17 ล้านบาท แต่เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของรายการ จากฐานรากชนิดเสาเข็มเจาะ เป็นฐานรากชนิดแผ่ ตามผลการทดสอบการเจาะสำรวจชั้นดิน ทำให้วงเงินค่าก่อสร้างเพิ่มขึ้น ซึ่งสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดยะลาได้จัดทำราคากลางงานก่อสร้างอาคารเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงฐานรากดังกล่าว โดยได้สืบราคาวัสดุก่อสร้างจากสำนักงานพาณิชย์จังหวัดในพื้นที่ใกล้เคียงกับพื้นที่ก่อสร้าง ซึ่งกำหนดราคากลางเป็นเงินทั้งสิ้น 50 ล้านบาท และต่อมาจังหวัดยะลาได้ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างรายการก่อสร้างอาคารดังกล่าว โดยมีผู้เสนอราคาต่ำสุด เป็นเงินทั้งสิ้น 48.85 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าวงเงินงบประมาณ จำนวน 2.39 ล้านบาท และต่ำกว่าราคากลาง จำนวน 1.15 ล้านบาท โดยวงเงินที่เกินกว่าเงินงบประมาณ จำนวน 2.39 ล้านบาท โรงพยาบาลรามันจะใช้เงินบำรุงสมทบ ต่อไป
2.2 สำนักงบประมาณ (สงป.) พิจารณาแล้ว อนุมัติให้ สป.สธ. เปลี่ยนแปลงรายละเอียดของรายการ และเห็นชอบความเหมาะสมของราคาค่าก่อสร้างรายการอาคารผู้ป่วยในโรงพยาบาลรามันฯ ในวงเงิน 48.85 ล้านบาท โดยให้เบิกจ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 จำนวน 9.29 ล้านบาท ที่ได้จัดสรรงบประมาณรายจ่ายแล้ว และเบิกจ่ายจากเงินนอกงบประมาณ (เงินบำรุงโรงพยาบาลรามัน) จำนวน 2.39 ล้านบาท ส่วนที่เหลือ จำนวน 37.17 ล้านบาท ผูกพันงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 - 2570 แต่เนื่องจากการดำเนินการดังกล่าวเป็นการเพิ่มวงเงินค่าก่อสร้างและขยายระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณซึ่งเกินกว่าวงเงินและระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติไว้ จึงขอให้ สป.สธ. นำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติการเพิ่มวงเงินและขยายระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ จากปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 - 2569 เป็นปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 - 2570 ตามนัยข้อ 7 (3) ของระเบียบว่าด้วยการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 และดำเนินการทำสัญญาก่อหนี้ผูกพันตามขั้นตอนต่อไป
12. เรื่อง การปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่สำนักงาน ก.พ. เสนอ ดังนี้
1. กรณีการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ ให้ชะลอการขอรับการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ในทุกกรณี โดยให้ส่วนราชการตรึงอัตรากำลัง บริหารอัตรากำลังที่มีอยู่และบรรจุอัตราว่างเท่าที่จำเป็นตามผลการสอบแข่งขัน/คัดเลือกที่ได้ประกาศขึ้นบัญชีหรืออยู่ระหว่างดำเนินการสอบแข่งขัน/คัดเลือก เพื่อควบคุมการเพิ่มกรอบอัตรากำลังในภาพรวม
2. ให้คณะอนุกรรมการสามัญประจำกระทรวง (อ.ก.พ. กระทรวง) พิจารณายุบเลิกกรอบอัตราข้าราชการ ประเภทวิชาการ ระดับปฏิบัติการ/ชำนาญการและประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน ที่ไม่มีการเบิกจ่ายงบประมาณ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 เป็นต้นไป ยกเว้น กรณีที่ได้มีการประกาศรับสมัครไว้แล้ว และรายงานผลการพิจารณายุบเลิกให้คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) ทราบภายในเดือนธันวาคม 2569
3. ให้ อ.ก.พ. กระทรวง ยุบเลิกตำแหน่งข้าราชการประเภทวิชาการและประเภททั่วไป ซึ่งเป็นอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ซึ่งเดิมเคยได้รับการทดแทนด้วยการจ้างงานรูปแบบอื่น (พนักงานราชการ) ตามสัดส่วนที่มาตรการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ (พ.ศ. 2566-2570) กำหนดไว้ โดยไม่ทดแทนด้วยกรอบพนักงานราชการ (ยกเว้น กรณีสายงานแพทย์และทันตแพทย์ ของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขที่ต้องใช้บรรจุนักศึกษาแพทย์และทันตแพทย์ที่สำเร็จการศึกษาและกรณีผู้ปฏิบัติงานในเรือนจำ) ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวให้ครอบคลุมตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2571 - 2575 ด้วย
4. ให้ อ.ก.พ. กระทรวง ยุบเลิกตำแหน่งในสายงานสนับสนุนที่ไม่จำเป็นต้องใช้รูปแบบการจ้างงานประเภทข้าราชการ เมื่อผู้ดำรงตำแหน่งเกษียณอายุ จำนวน 11 สายงานภายในระยะเวลาตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นต้นไป ได้แก่ (1) เจ้าพนักงานธุรการ (เฉพาะในราชการบริหารส่วนกลาง) (2) เจ้าพนักงานเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ (3) เจ้าพนักงานสื่อสาร (4) เจ้าพนักงานโสตทัศนศึกษา (5) เจ้าพนักงานห้องสมุด (6) นายช่างขุดลอก (7) นายช่างพิมพ์ (8) นายช่างภาพ (9) นายช่างศิลป์ (10) บรรณารักษ์ [ยกเว้น กรณีกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.)] และ (11) ผู้ประกาศและรายงานข่าว ทั้งนี้ เพื่อให้การปรับลดอัตรากำลังในสายงานสนับสนุนดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและไม่ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติราชการ ให้ส่วนราชการทยอยยุบเลิกตำแหน่งเมื่อผู้ดำรงตำแหน่งพ้นจากราชการและพิจารณาใช้รูปแบบการจ้างงานอื่นที่เหมาะสมทดแทนควบคู่กับการวางแผนและบริหารกำลังคนในระยะยาว
5. ให้ทุกส่วนราชการทบทวนบทบาท ภารกิจ และการจัดโครงสร้างของหน่วยงานให้สอดรับกับอัตรากำลังที่กำหนดจากมาตรการตรึงอัตรากำลัง และดำเนินการตามมาตรการโครงสร้างของส่วนราชการ โดยจะต้องไม่กระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานและการให้บริการประชาชน
6. ให้สำนักงาน ก.พ. ดำเนินการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและมาตรการที่เกี่ยวข้อง เช่น มาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด มาตรการชะลอการกำหนดตำแหน่งเป็นระดับสูงขึ้น และให้ส่วนราชการที่รับผิดชอบโดยตรงจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย เช่น มาตรการสนับสนุนแนวทางการจ้างเหมาบริการ มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานภาครัฐ ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล มาตรการปรับปรุงโครงสร้างส่วนราชการและลดความซ้ำซ้อนของหน่วยงานภาครัฐ การปฏิรูประบบเบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญ ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป
โดยมอบให้ คปร. สำนักงาน ก.พ. สำนักงาน ก.พ.ร. ร่วมกับสำนักงบประมาณ (สงป.) และกรมบัญชีกลาง ไปดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องโดยเร็วต่อไป
เรื่องเดิม
คณะรัฐมนตรีได้มีมติ (14 กรกฎาคม 2569) มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์) ในฐานะประธานกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐกำกับและเร่งรัดการศึกษาแนวทางการปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐและงบประมาณรายจ่ายบุคลากรในภาพรวมให้แล้วเสร็จโดยเร็ว โดยให้สำนักงาน ก.พ. เป็นหน่วยงานหลักร่วมกับสำนักงาน ก.พ.ร. กระทรวงการคลัง (กค.) สงป. สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องศึกษาและจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและมาตรการที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ทั้งการวางแผนกำลังคน การบริหารกรอบอัตรากำลัง การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน การนำเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) มาสนับสนุนการปฏิบัติราชการ ตลอดจนการทบทวนรูปแบบการจ้างงาน ระบบค่าตอบแทนและสวัสดิการของภาครัฐให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป และรองรับภารกิจของภาครัฐในระยะยาวโดยให้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนทั้งส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ องค์กรกลางบริหารงานบุคคล ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อให้ข้อเสนอเชิงนโยบายและมาตรการ ที่เกี่ยวข้องมีความครบถ้วน รอบด้าน และสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรมด้วย แล้วให้สำนักงาน ก.พ. นำผลการศึกษาพร้อมข้อเสนอเชิงนโยบายและมาตรการที่เกี่ยวข้องดังกล่าวเสนอ คปร. พิจารณาก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป
สาระสำคัญของเรื่อง
1. สำนักงาน ก.พ. และสำนักงาน ก.พ.ร. ได้พิจารณาร่วมกันแล้วเห็นควรเสนอมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารอัตรากำลังและการจัดโครงสร้างของส่วนราชการต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาในชั้นต้นก่อนที่จะนำเสนอ คปร. หรือคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาในรายละเอียดต่อไป โดยเห็นควรให้มีแนวทางในการปฏิรูประบบราชการด้านโครงสร้างและอัตรากำลัง มีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้
1.1 มาตรการตรึงอัตรากำลัง เห็นควรให้ชะลอการขอรับการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ในทุกกรณี โดยให้ส่วนราชการตรึงอัตรากำลัง บริหารอัตรากำลังที่มีอยู่ และบรรจุอัตราว่างเท่าที่จำเป็นตามผลการสอบแข่งขัน/คัดเลือกที่ได้ประกาศขึ้นบัญชีหรืออยู่ระหว่างดำเนินการสอบแข่งขัน/คัดเลือก เพื่อควบคุมการเพิ่มกรอบอัตรากำลังในภาพรวม ทั้งนี้ สำหรับส่วนราชการที่ได้มีคำขอรับการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่มาที่สำนักงาน ก.พ. แล้ว นั้น ให้ส่งคืนคำขอดังกล่าว โดยให้ส่วนราชการวางแผนกำลังคนและบริหารจัดการ และเตรียมความพร้อมของกำลังคนที่มีอยู่ เช่น ปรับปรุงตำแหน่งในสายงานภารกิจสนับสนุนเป็นตำแหน่งในสายงานภารกิจหลักเกลี่ยอัตรากำลังไปใช้ในภารกิจที่สำคัญและจำเป็นก่อน เร่งพัฒนาทักษะและสมรรถนะที่จำเป็นให้บุคลากร ปรับกระบวนงาน/วิธีการปฏิบัติงาน นำเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุนการปฏิบัติงาน รวมทั้งใช้การจ้างงานรูปแบบอื่นที่หลากหลายให้สอดคล้องกับภารกิจและลักษณะงาน ทั้งนี้ หากมีการปรับปรุงบทบาทภารกิจและโครงสร้างหน่วยงาน ให้ใช้แนวทางการปรับเปลี่ยนหน่วยงานให้ยืดหยุ่นและคล่องตัวขึ้น (Rearrange) โดยไม่เพิ่มจำนวนส่วนราชการระดับกอง กรอบอัตรากำลัง และงบประมาณ สำหรับกรณีการควบรวมหน่วยงาน การกำหนดแผนเปลี่ยนผ่านและบริหารอัตรากำลังให้เป็นไปตามมติ ก.พ.ร. และมติคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.)
1.2 มาตรการลดขนาดกำลังคนภาครัฐ เห็นควรให้ยุบเลิก ดังนี้
(1) ให้ อ.ก.พ. กระทรวง พิจารณายุบเลิกกรอบอัตราข้าราชการ ประเภทวิชาการ ระดับปฏิบัติการ/ชำนาญการ และประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน ที่ไม่มีการเบิกจ่ายงบประมาณตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 เป็นต้นไป ยกเว้นกรณีที่ได้มีการประกาศรับสมัครไว้แล้ว และรายงานผลการพิจารณายุบเลิกให้ คปร. ทราบภายในเดือนธันวาคม 2569 สำหรับกรณีกรอบอัตรากำลังพนักงานราชการของทุกส่วนราชการที่ไม่มีการจ้างตั้งแต่ได้รับจัดสรรกรอบอัตรากำลังพนักงานราชการ รอบที่ 6 (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568-2571) ยังจำเป็นต้องคงกรอบอัตรากำลังไว้ก่อน เพื่อให้ส่วนราชการได้จ้างพนักงานราชการปฏิบัติงานในสายงานสนับสนุนที่ไม่จำเป็นต้องใช้รูปแบบการจ้างงานประเภทข้าราชการแทน
(2) ให้ อ.ก.พ. กระทรวง ยุบเลิกตำแหน่งข้าราชการประเภทวิชาการและประเภททั่วไป ซึ่งเป็นอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ซึ่งเดิมเคยได้รับการทดแทนด้วยการจ้างงานรูปแบบอื่น (พนักงานราชการ) ตามสัดส่วนที่มาตรการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ (พ.ศ. 2566-2570) กำหนดไว้โดยไม่ทดแทนด้วยกรอบพนักงานราชการ (ยกเว้นกรณีสายงานแพทย์และทันตแพทย์ของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขที่ต้องใช้บรรจุนักศึกษาแพทย์และทันตแพทย์ที่สำเร็จการศึกษา และกรณีผู้ปฏิบัติงานในเรือนจำ) ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวให้ครอบคลุมตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2571-2575 ด้วย
(3) ให้ อ.ก.พ. กระทรวง ยุบเลิกตำแหน่งในสายงานสนับสนุนที่ไม่จำเป็นต้องใช้รูปแบบการจ้างงานประเภทข้าราชการ เมื่อผู้ดำรงตำแหน่งเกษียณอายุราชการยกเว้นกรณีลาออก เสียชีวิต หรือพ้นจากราชการด้วยเหตุวินัยร้ายแรง จำนวน 11 สายงาน ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นต้นไป ได้แก่ 1) เจ้าพนักงานธุรการ (เฉพาะในราชการบริหารส่วนกลาง) 2) เจ้าพนักงานเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ 3) เจ้าพนักงานสื่อสาร 4) เจ้าพนักงานโสตทัศนศึกษา 5) เจ้าพนักงานห้องสมุด 6) นายช่างขุดลอก 7) นายช่างพิมพ์ 8) นายช่างภาพ 9) นายช่างศิลป์ 10) บรรณารักษ์ (ยกเว้นกรณีกรมศิลปากร วธ.) และ 11) ผู้ประกาศและรายงานข่าว ทั้งนี้ เพื่อให้การปรับลดอัตรากำลังในสายงานสนับสนุนดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและไม่ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติราชการ ให้ส่วนราชการทยอยยุบเลิกตำแหน่งเมื่อผู้ดำรงตำแหน่งพ้นจากราชการและพิจารณาใช้รูปแบบการจ้างงานอื่นที่เหมาะสมทดแทนควบคู่กับการวางแผนและบริหารกำลังคนในระยะยาว
ทั้งนี้ เพื่อให้อัตราตำแหน่งตามกรอบตำแหน่ง ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ลดลงอย่างน้อยร้อยละ 15 ภายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2575
1.3 มาตรการโครงสร้างของส่วนราชการ
(1) ให้ทุกส่วนราชการทบทวนบทบาท ภารกิจ และการจัดโครงสร้างของหน่วยงานให้สอดรับกับอัตรากำลังที่กำหนดจากมาตรการตรึงอัตรากำลังในข้อ 1.1 และมาตรการยุบเลิกอัตรากำลังในข้อ 1.2 บนหลักการว่าจะต้องไม่กระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานและการให้บริการประชาชน โดยการกำหนดเป้าหมายการปรับบทบาทภารกิจและโครงสร้างส่วนราชการจะต้องสอดคล้องกับหลักการปฏิรูปโครงสร้างส่วนราชการตามที่ ก.พ.ร. กำหนด เช่น การลดความซ้ำซ้อนของภารกิจ รวมทั้งความซ้ำซ้อนของภารกิจในพื้นที่ระหว่างราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น การบูรณาการการปฏิบัติงานระหว่างส่วนราชการ องค์การมหาชน รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานของรัฐประเภทอื่น การถ่ายโอนงานภาครัฐ ให้ภาคเอกชนหรือภาคส่วนอื่นดำเนินการแทน และการปรับกระบวนการทำงานที่นำเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์มาใช้สนับสนุนหรือทดแทนกำลังคนในการปฏิบัติราชการตามความเหมาะสม
ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับโครงสร้างส่วนราชการให้ดำเนินการโดยใช้วิธีการที่ไม่เพิ่มจำนวนหน่วยงานและอัตรากำลังในภาพรวมของส่วนราชการ (Rearrange) เป็นลำดับแรก และเมื่อดำเนินการตามวิธีการ Rearrange ควบคู่กับการปรับกระบวนการทำงานและ/หรือนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้จนครบระยะเวลา 1 ปีแล้ว พบว่า ยังไม่สามารถตอบสนองภารกิจให้บรรลุเป้าหมายได้ ให้ส่วนราชการแสดงผลการดำเนินการที่ผ่านมาพร้อมทั้งปัญหาอุปสรรคและข้อจำกัด เสนอต่อ ก.พ.ร. เพื่อพิจารณาความจำเป็นและเหมาะสมหากจะเสนอขอจัดตั้งหน่วยงานใหม่ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป
(2) กรณีมีการยุบเลิกหน่วยงานอันเนื่องมาจากการยุบเลิกภารกิจการโอนภารกิจให้หน่วยงานอื่น หรือมอบหมายให้ภาคส่วนอื่นดำเนินการแทน ให้ส่วนราชการดำเนินการยุบเลิกตำแหน่งและอัตรากำลังที่เกี่ยวข้องตามมาตรการยุบเลิกอัตรากำลังในข้อ 1.2 อย่างเคร่งครัด
(3) กรณีควบรวมหน่วยงาน โดยหลักการจะมีสาเหตุจากการลดความซ้ำซ้อนในการดำเนินภารกิจ จึงต้องนำไปสู่การปรับลดกรอบอัตรากำลังของส่วนราชการใหม่ที่เกิดจากการควบรวม
จึงเห็นควรให้
1) สำนักงาน ก.พ. และสำนักงาน ก.พ.ร. ร่วมกันพิจารณากำหนดอัตรากำลังในกรอบใหม่เท่าที่จำเป็นในหน่วยงานที่เกิดจากการควบรวมโดยให้สอดคล้องกับการปรับปรุงบทบาทภารกิจและโครงสร้างหน่วยงานใหม่และกำหนดแนวทาง จัดทำแผนเปลี่ยนผ่านองค์กรและบุคลากร (Transitional Plan) เพื่อเป็นกรอบให้หน่วยงานไปจัดทำต่อไป
2) ส่วนราชการที่เกิดจากการควบรวมหน่วยงานจัดทำแผนเปลี่ยนผ่านองค์กรและบุคลากร ตามแนวทางที่สำนักงาน ก.พ. และสำนักงาน ก.พ.ร. กำหนดภายในระยะเวลา 3 เดือน นับแต่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการควบรวมหน่วยงาน
ทั้งนี้ ให้ส่วนราชการสามารถนำวงเงินงบประมาณที่ประหยัดได้จากการลดอัตรากำลังและการปรับปรุงโครงสร้างของส่วนราชการในแต่ละปี แต่ไม่เกินหนึ่งในสามของวงเงินงบประมาณที่ประหยัดได้ ไปกำหนดเป็นค่าตอบแทนพิเศษสำหรับบุคลากรที่มีผลสัมฤทธิ์การปฏิบัติงานในระดับดีเด่นตามหลักเกณฑ์ที่องค์กรกลางบริหารทรัพยากรบุคคลกำหนด
1.4 มาตรการอื่น ๆ เนื่องจากการดำเนินการตามมาตรการตรึงอัตรากำลังและมาตรการลดขนาดกำลังคนภาครัฐจะสามารถลดภาระค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรภาครัฐได้ส่วนหนึ่ง ดังนั้น
จึงจำเป็นต้องมีมาตรการอื่น ๆ ประกอบด้วยเพื่อลดภาระงบประมาณค่าใช้จ่ายของประเทศในระยะยาว โดยสำนักงาน ก.พ. อยู่ระหว่างดำเนินการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและมาตรการที่เกี่ยวข้อง เช่น มาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด มาตรการชะลอการกำหนดตำแหน่งเป็นระดับสูงขึ้น นอกจากนี้ ยังมีความจำเป็นต้องมีมาตรการสนับสนุนแนวทางการจ้างเหมาบริการ มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานภาครัฐด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล การปฏิรูประบบเบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญ ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปโดยให้ส่วนราชการที่รับผิดชอบโดยตรงจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายต่อไปด้วย
ทั้งนี้ เห็นควรมอบหมายให้องค์กรกลางบริหารงานบุคคลทุกแห่งกำหนดมาตรการและกำกับดูแลการบริหารกำลังคนของหน่วยงานในสังกัดให้สอดคล้องกับการทบทวนบทบาท ภารกิจ การปรับปรุงโครงสร้างส่วนราชการ และเป้าหมายการเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ โดยกำหนดเป้าหมายการปรับลดกรอบอัตราข้าราชการทุกประเภทในช่วงปีงบประมาณ พ.ศ. 2570-2575 ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับมาตรการที่กำหนดไว้ข้างต้น
2. ประโยชน์ที่จะได้รับจากการปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารราชการแผ่นดิน โดยสนับสนุนให้ภาครัฐใช้จ่ายงบประมาณ ด้านบุคลากรอย่างคุ้มค่า มีโครงสร้างส่วนราชการและอัตรากำลังที่เหมาะสมกับบทบาท ภารกิจและสอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศ รวมทั้งส่งเสริมความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาวโดยมีแนวทางในการปฏิรูประบบราชการทั้งด้านโครงสร้างส่วนราชการและด้านอัตรากำลัง ทั้งนี้ ส่วนราชการจะต้องปรับลดโครงสร้างส่วนราชการที่อาจมีความซ้ำซ้อนกัน ลดกรอบ อัตรากำลังข้าราชการให้สอดคล้องกับมาตรการที่กำหนด และปรับรูปแบบการบริหารกำลังคนโดยวางแผนอัตรากำลัง และปรับปรุงกระบวนการทำงาน รวมทั้งนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน ตลอดจนพิจารณาใช้รูปแบบการจ้างงานที่มีความยืดหยุ่นและเหมาะสมกับลักษณะภารกิจมากยิ่งขึ้น
13. เรื่อง ขอยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2560 เรื่อง การปรับปรุงแนวทางการจัดส่วนราชการในภูมิภาค
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เสนอ ดังนี้
1. ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2560 เรื่อง การปรับปรุงแนวทางการจัดส่วนราชการในภูมิภาค เพื่อให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (พระราชบัญญัติฯ) และยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2550 เรื่อง แนวทางการจัดส่วนราชการในภูมิภาคในคราวเดียวกัน เพื่อไม่ให้ส่วนราชการเกิดความสับสนในทางปฏิบัติ
2. ให้ส่วนราชการที่มีส่วนกลางในภูมิภาคหรือราชการส่วนภูมิภาค ดำเนินการ ดังนี้
2.1 ส่วนราชการที่มีส่วนกลางในภูมิภาคให้ยุติการจัดตั้งหน่วยงานส่วนกลางในภูมิภาคเพิ่มขึ้นใหม่ และให้ทบทวนความจำเป็นในการคงอยู่ของหน่วยงานที่มีอยู่ในปัจจุบันโดยให้พิจารณาถ่ายโอนภารกิจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) หรือให้ภาคส่วนอื่นดำเนินการแทนและปรับปรุงการทำงานโดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ ทั้งนี้ หากยังมีความจำเป็นต้องคงอยู่ในพื้นที่ให้ส่วนราชการจัดทำข้อเสนอการปรับเปลี่ยนจากส่วนกลางในภูมิภาคเป็นราชการส่วนภูมิภาคในระยะเวลา 1 ปี เสนอสำนักงาน ก.พ.ร. ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ
2.2 ส่วนราชการที่มีราชการส่วนภูมิภาค ให้ทบทวนความจำเป็นในการคงอยู่ของหน่วยงานที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยให้รวมหน่วยงานในสังกัดกระทรวงที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ไปอยู่ภายใต้ส่วนราชการเดียว (One Roof) และให้ส่วนราชการจัดทำข้อเสนอการรวมหน่วยงานในสังกัดกระทรวงที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว ในระยะ 1 ปี เสนอสำนักงาน ก.พ.ร. ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ
3. ให้ส่วนราชการตามข้อ 2. และส่วนราชการที่มีกฎหมายให้อำนาจแก่รัฐมนตรีในการออกประกาศกำหนดตั้งหน่วยงาน ชะลอการเสนอขอปรับโครงสร้างหน่วยงานจนกว่า ก.พ.ร. จะพิจารณาข้อเสนอของส่วนราชการแล้วเสร็จ
4. ให้ส่วนราชการที่จัดตั้งโดยอำนาจของรัฐมนตรีตามกฎหมายในการออกประกาศกำหนดตั้งหน่วยงาน ต้องสอบถามความเห็น ก.พ.ร. ก่อน และนำความเห็น ก.พ.ร. เสนอประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในการออกกฎกระทรวงหรือประกาศกระทรวงจัดตั้งหน่วยงาน
5. กรณีการกำหนดให้มีการจัดตั้งส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐขึ้นใหม่ในพื้นที่ตามร่างกฎหมายใหม่ ให้ส่วนราชการต้องสอบถามความเห็น ก.พ.ร. ก่อนการรับฟังความเห็น ร่างกฎหมายนั้น
สาระสำคัญของเรื่อง
ก.พ.ร. รายงานว่า
1. สถานการณ์การจัดส่วนราชการในภูมิภาคในปัจจุบันของกระทรวงและกรมตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พบว่าส่วนราชการระดับกรม จำนวน 163 กรม (20 กระทรวง) มีการแบ่งส่วนราชการภายในกรมเป็นส่วนราชการระดับกอง จำนวน 11,667 หน่วยงาน เป็นหน่วยงานระดับกองที่ตั้งอยู่ในภูมิภาค จำนวน 10,010 หน่วยงาน (72 กรม จาก 163 กรม) คิดเป็นร้อยละ 85.80 ของส่วนราชการระดับกองทั้งหมด (ข้อมูล ณ เดือนมิถุนายน 2569) โดยจำแนกเป็น
|
หน่วยงานที่ตั้งในภูมิภาค (ระดับกอง)
|
จำนวน (หน่วยงาน)
|
||
|
(1) ราชการส่วนภูมิภาค |
ระดับจังหวัด |
2,496 |
7,817 |
|
ระดับอำเภอ |
5,321 |
||
|
(2) หน่วยงานส่วนกลางในภูมิภาค |
2,193 |
||
|
รวม |
10,010* |
||
หมายเหตุ : *ไม่รวมกระทรวงที่มีพระราชบัญญัติเฉพาะ ได้แก่ กระทรวงกลาโหม (กห.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
จากข้อมูลข้างต้นแสดงให้เห็นว่า มีการขยายตัวของโครงสร้างส่วนราชการจากส่วนกลางไปตั้งอยู่ในพื้นที่เป็นสัดส่วนที่สูงมาก ประกอบกับ อปท. มีอยู่ในพื้นที่ทั่วประเทศ จำนวน 7,842 หน่วยงาน (ข้อมูล ณ เดือนกรกฎาคม 2569) ทำให้เกิดหน่วยงานในพื้นที่จำนวนมาก มีรูปแบบที่หลากหลาย ส่งผลให้เกิดความซ้ำซ้อนในการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ ทั้งส่วนกลางในภูมิภาค ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น รวมทั้งประชาชนและภาคเอกชนเกิดความสับสนในการมาติดต่อขอรับบริการ ตลอดจนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงานซึ่งอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของหน่วยงานต้นสังกัด ทำให้การแก้ไขปัญหาล่าช้าและใช้ทรัพยากรจำนวนมาก ซึ่งไม่สะท้อนความคุ้มค่า นอกจากนี้ ยังส่งผลให้บุคลากรภาครัฐทั้งข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างประจำ ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่มีจำนวนมาก โดยปัจจุบันมีกรอบอัตรากำลังของบุคลากรของส่วนราชการ (ข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างประจำ) ที่ปฏิบัติงานในภูมิภาค จำนวน 438,470 คน (จากจำนวนทั้งหมด 675,766 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 64.88) (ข้อมูล ณ เดือนธันวาคม 2568)
[ทั้งนี้ จำนวนดังกล่าวไม่รวมบุคลากรภาครัฐส่วนท้องถิ่น (พนักงานส่วนตำบล พนักงานเทศบาลองค์การบริหารส่วนจังหวัด ครูส่วนท้องถิ่น) และไม่นับรวมกรุงเทพมหานคร ซึ่งปฏิบัติงานในพื้นที่ จำนวน 179,363 คน] (ข้อมูลจากรายงานกำลังคนภาครัฐปี 2567 สำนักงาน ก.พ.)
2. การขยายตัวของส่วนราชการในภูมิภาค ภายหลังจากที่มีมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2560 เรื่อง ปรับปรุงแนวทางการจัดส่วนราชการในภูมิภาค นั้นแม้ว่ามติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวมีเจตนารมณ์สำคัญที่จะลดจำนวนหน่วยงานส่วนกลาง ที่จะไปตั้งในภูมิภาค เพื่อป้องกันความซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการประชาชน แต่ที่ผ่านมาพบว่า จำนวนส่วนราชการในภูมิภาคเพิ่มขึ้นจาก 9,990 หน่วยงาน (ก่อนปี 2560) เป็น 10,010 หน่วยงาน (เพิ่มขึ้น 20 หน่วยงาน) (ข้อมูล ณ เดือนมิถุนายน 2569) จาก 7 กรม ได้แก่ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สำนักงบประมาณ (สงป.) กรมศุลกากร กรมทรัพยากรธรณี กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม และกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ซึ่งการจัดตั้งส่วนราชการใหม่ในพื้นที่มีทั้งเป็นไปตามกฎหมายใหม่ที่ออกใช้บังคับกฎหมายที่ให้อำนาจแก่รัฐมนตรีในการออกประกาศกำหนด และความจำเป็นที่เพิ่มขึ้นของส่วนราชการ ซึ่งที่ผ่านมาต้องขอยกเว้นการปฏิบัติ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2560 เรื่อง การปรับปรุงแนวทางการจัดส่วนราชการในภูมิภาค ส่งผลให้มีหลายหน่วยงานลงไปปฏิบัติภารกิจในพื้นที่เดียวกัน โดยมีเป้าหมายการให้บริการประชาชนกลุ่มเดียวกัน จึงทำให้เกิดความซ้ำซ้อนในการทำงานของภาครัฐ หรือความไม่ชัดเจนในภารกิจ ส่งผลให้ประชาชนหรือผู้มารับบริการเกิดความสับสน และเกิดความด้อยประสิทธิภาพในการให้บริการประชาชน
3. ที่ผ่านมาได้มีการจัดตั้งหน่วยงานตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการที่ให้อำนาจแก่รัฐมนตรีในการออกประกาศกำหนด โดยไม่ผ่านการพิจารณาตามแนวทางการพิจารณาการจัดตั้งหน่วยงานตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2560 พบว่ามีจำนวน 3,708 หน่วยงาน (มากถึง 1 ใน 3 ของส่วนราชการในภูมิภาคทั้งหมดที่มีจำนวน 10,010 หน่วยงาน) โดยสามารถจำแนกเป็น 3 ประเภท ได้แก่
|
การจัดตั้งหน่วยงานตามกฎทรวงแบ่งส่วนราชการที่ให้อำนาจรัฐมนตรี ในการออกประกาศกำหนด |
จำนวน (หน่วยงาน) |
|
(1) ประเภทที่กำหนดจำนวนหน่วยงานไว้ในกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ เช่น สำนักงานคลังเขต 1-9 กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง (กค.) |
45 |
|
(2) ประเภทที่ไม่ได้กำหนดจำนวนหน่วยงานไว้ในกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ เช่น แขวงทางหลวง กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม (คค.) |
3,370 |
|
(3) กลุ่มที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายอื่น เช่น ด่านศุลกากร กรมศุลกากร กค. ซึ่งจัดตั้งตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 |
293 |
|
รวม |
3,708 |
4. ก.พ.ร. [รองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์) เป็นประธานกรรมการ] ในการประชุมครั้งที่ 4/2569 เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 ได้พิจารณาทบทวนการปรับปรุงแนวทางฯ และเห็นว่า มาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติฯ บัญญัติให้จัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ดังนี้ (1) ระเบียบบริหารราชการส่วนกลาง (2) ระเบียบบริหารราชการส่วนภูมิภาค และ (3) ระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น (ตามข้อ 5.1) โดยไม่ได้กำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับการบริหารราชการส่วนกลางในภูมิภาค ดังนั้น การกำหนดให้มีส่วนราชการส่วนกลางในภูมิภาค จึงไม่สอดคล้องกับพระราชบัญญัติฯ นอกจากนั้น มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2560 ยังมีข้อจำกัดในการบังคับใช้ เนื่องจากไม่ใช้บังคับกับหน่วยงานที่มีอยู่เดิม ก่อนมติคณะรัฐมนตรีมีผลใช้บังคับ รวมทั้งไม่ครอบคลุมการจัดตั้งส่วนราชการในภูมิภาคตามกฎหมายอื่น และยังพบการจัดตั้งหน่วยงานตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการที่ให้อำนาจแก่รัฐมนตรีในการออกประกาศกำหนด ส่งผลให้เกิดการจัดตั้งส่วนราชการในภูมิภาคเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ประกอบกับปัจจุบันส่วนราชการสามารถนำเทคโนโลยีมาสนับสนุนการดำเนินงานได้ในหลายภารกิจ หรือการให้ภาคส่วนอื่นดำเนินงานแทนหรือดำเนินการร่วมกับรัฐในบางภารกิจได้ ดังนั้น เพื่อให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติฯ และเป็นการกำหนดแนวทางเพื่อลดความซ้ำซ้อนโครงสร้างและภารกิจของหน่วยงานรัฐในพื้นที่ นำไปสู่การลดภาระงบประมาณค่าใช้จ่ายของภาครัฐในระยะยาวและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการภาครัฐ ก.พ.ร. จึงได้มีมติให้เสนอคณะรัฐมนตรี ดังนี้
4.1 ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2560 เรื่อง การปรับปรุงแนวทางการจัดส่วนราชการในภูมิภาค เพื่อให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติฯ
4.2 ให้ส่วนราชการที่มีส่วนกลางในภูมิภาคหรือราชการส่วนภูมิภาคดำเนินการ ดังนี้
(1) ส่วนราชการที่มีส่วนกลางในภูมิภาค ให้ยุติการจัดตั้งหน่วยงานส่วนกลางในภูมิภาคเพิ่มขึ้นใหม่ และให้ทบทวนความจำเป็นในการคงอยู่ของหน่วยงาน ที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยให้พิจารณาถ่ายโอนภารกิจให้ อปท. หรือให้ภาคส่วนอื่นดำเนินการแทนและปรับปรุงการทำงานโดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ ทั้งนี้ หากยังมีความจำเป็นต้องคงอยู่ในพื้นที่ให้ส่วนราชการจัดทำข้อเสนอการปรับเปลี่ยนจากส่วนกลางในภูมิภาคเป็นราชการส่วนภูมิภาค ในระยะเวลา 1 ปี เสนอสำนักงาน ก.พ.ร. ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ
(2) ส่วนราชการที่มีราชการส่วนภูมิภาค ให้ทบทวนความจำเป็นในการคงอยู่ของหน่วยงานที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยให้รวมหน่วยงานในสังกัดกระทรวงที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ไปอยู่ภายใต้ส่วนราชการเดียว (One Roof) (เช่น สำนักงานพาณิชย์จังหวัด) และให้ส่วนราชการจัดทำข้อเสนอการรวมหน่วยงานในสังกัดกระทรวงที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว ในระยะ 1 ปี เสนอสำนักงาน ก.พ.ร. ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ
4.3 ให้ส่วนราชการตามข้อ 4.2 และส่วนราชการที่มีกฎหมายให้อำนาจแก่รัฐมนตรีในการออกประกาศกำหนดตั้งหน่วยงาน ชะลอการเสนอขอปรับโครงสร้างหน่วยงานจนกว่า ก.พ.ร.จะพิจารณาข้อเสนอของส่วนราชการแล้วเสร็จ
4.4 ให้ส่วนราชการที่จัดตั้งโดยอำนาจของรัฐมนตรีตามกฎหมายในการออกประกาศกำหนดตั้งหน่วยงาน ต้องสอบถามความเห็น ก.พ.ร. ก่อน และนำความเห็น ก.พ.ร. เสนอประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในการออกฎกระทรวงหรือประกาศกระทรวงจัดตั้งหน่วยงาน
4.5 กรณีการกำหนดให้มีการจัดตั้งส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐขึ้นใหม่ในพื้นที่ตามร่างกฎหมายใหม่ ให้ส่วนราชการต้องสอบถามความเห็น ก.พ.ร. ก่อนการรับฟังความเห็นร่างกฎหมายนั้น
5. ในส่วนของการเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบการยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2560 เรื่อง การปรับปรุงแนวทางการจัดส่วนราชการในภูมิภาค เป็นการเสนอปรับปรุงแนวทางการจัดส่วนราชการในภูมิภาคตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2550 ซึ่งได้นำสาระสำคัญของมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวมารวมไว้ในฉบับเดียวกันแล้ว ดังนั้น การจัดส่วนราชการในภูมิภาคตั้งแต่ปี 2560 ส่วนราชการได้ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2560 เรื่อง การปรับปรุงแนวทางการจัดส่วนราชการในภูมิภาค เพียงมติเดียว อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้ส่วนราชการเกิดความสับสนในทางปฏิบัติ จึงเห็นควรเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2550 เรื่อง แนวทางการจัดส่วนราชการในภูมิภาค เพิ่มเติมในคราวเดียวกันด้วย
6. ประโยชน์ที่ได้รับจากการยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2550 เรื่อง แนวทางการจัดส่วนราชการในภูมิภาค และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2560 เรื่อง การปรับปรุงแนวทางการจัดส่วนราชการในภูมิภาค จะทำให้การจัดระเบียบบริหารราชการสอดคล้องกับพระราชบัญญัติฯ ช่วยลดความซ้ำซ้อนเชิงโครงสร้างและภารกิจให้มีความเหมาะสมสามารถลดภาระงบประมาณค่าใช้จ่ายของภาครัฐในระยะยาว เกิดความคุ้มค่าในการใช้ทรัพยากรภาครัฐและยกระดับการบริการประชาชนในพื้นที่ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
14. เรื่อง ขออนุมัติดำเนินโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนสำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 - 3 ในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติการดำเนินโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนสำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 - 3 ในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา โดยให้รวมกลุ่มเป้าหมายโครงการฯ ประกอบด้วย นักเรียนตั้งแต่ระดับชั้นก่อนประถมศึกษาถึงระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1-3 ในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา และให้เริ่มดำเนินโครงการฯ ตั้งแต่ปีการศึกษา 70 เป็นต้นไป สำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการฯ ปี 70 ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณเป็นลำดับแรก สำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการในปีงบประมาณต่อ ๆ ไป ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายให้สอดคล้องกับจำนวนนักเรียนกลุ่มเป้าหมาย โดยพิจารณาตามความจำเป็น ความคุ้มค่า และประโยชน์ที่จะได้รับตามขั้นตอนต่อไป
ต่างประเทศ
15. เรื่อง ร่างแผนปฏิบัติการร่วมว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างไทยกับออสเตรเลีย ค.ศ. 2026 - 2029 และร่างแถลงการณ์ร่วมระหว่างนายกรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีออสเตรเลียระหว่างการเยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ ดังนี้
1. เห็นชอบต่อร่างแผนปฏิบัติการร่วมว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ระหว่างไทยกับออสเตรเลีย (Joint Plan of Action to Implement the Thailand-Australia Strategic Partnership) ค.ศ. 2026 - 2029 และอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศลงนามในเอกสารดังกล่าวร่วมกับรัฐมนตรีว่าการต่างประเทศออสเตรเลีย
2. เห็นชอบต่อร่างแถลงการณ์ร่วมทั้ง 2 ฉบับ เพื่อให้นายกรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีออสเตรเลียร่วมกันประกาศและ/หรือลงนามร่วมกัน เพื่อเป็นผลลัพธ์การเยือนออสเตรเลียของนายกรัฐมนตรี
ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงร่างแผนปฏิบัติการร่วมฯ และร่างแถลงการณ์ร่วมฯ ทั้ง 2 ฉบับในส่วนที่จะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินความสัมพันธ์ แต่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ให้กระทรวงการต่างประเทศสามารถพิจารณาดำเนินการได้ โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีก
สาระสำคัญ
1. ร่างแผนปฏิบัติการร่วมฯ
ร่างแผนปฏิบัติการร่วมฯ เป็นแผนงานในการขับเคลื่อนความร่วมมือในทุกมิติระหว่างไทยและออสเตรเลีย ผ่านกิจกรรมและโครงการต่าง ๆ ระยะเวลา 4 ปี (2569 - 2572) ในฐานะหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ครอบคลุมความร่วมมือรอบด้าน ได้แก่ (1) ด้านการเมืองและความมั่นคง รวมถึงด้านกลาโหม ความมั่นคงรูปแบบใหม่ ธรรมาภิบาล และเทคโนโลยีสำคัญ (2) ด้านเศรษฐกิจและการค้า (3) ความร่วมมือรายสาขา อาทิ เกษตร การศึกษา การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน วิทยาศาสตร์และนวัตกรรม สาธารณสุข สิ่งแวดล้อมและการบริหารจัดการภัยพิบัติ ความเท่าเทียมทางเพศ สวัสดิการสังคม และความเชื่อมโยงระดับสถาบัน (4) ความเชื่อมโยงระดับประชาชน และ (5) ความร่วมมือระดับภูมิภาคและอนุภูมิภาค
2. ร่างแถลงการณ์ร่วมฯ
2.1 ร่างแถลงการณ์ร่วมของนายกรัฐมนตรีเครือรัฐออสเตรเลียและนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรไทยว่าด้วยอาชญากรรมข้ามชาติ (Joint Statement by Prime Minister of the Commonwealth of Australia and Prime Minister of the Kingdom of Thailand on Transnational Crime) แสดงเจตจำนงของไทยและออสเตรเลียในการเสริมสร้างภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกที่สงบสุขและมั่นคง โดยการกระชับความร่วมมือเพื่อรับมือกับภัยอาชญากรรมข้ามชาติ ทั้งด้านการหลอกลวงออนไลน์ ยาเสพติด การค้ามนุษย์ และการฟอกเงิน ผ่านความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองประเทศและความร่วมมือภายใต้กรอบอาเซียน
2.2 ร่างแถลงการณ์ร่วมของผู้นำว่าด้วยการกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ (Leaders’ Statement on deepening economic engagement) แสดงเจตจำนงของไทยและออสเตรเลียในการกระชับความร่วมมือระหว่างทั้งสองประเทศเพื่อส่งเสริมการเติบโตและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
3. กระทรวงการต่างประเทศ โดยกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย เห็นว่า ร่างแผนปฏิบัติการร่วมฯ และร่างแถลงการณ์ร่วมฯ ทั้ง 2 ฉบับ เป็นการแสดงเจตนารมณ์ของไทยและออสเตรเลียที่จะมุ่งส่งเสริมและกระชับความสัมพันธ์ในด้านต่าง ๆ โดยไม่มีถ้อยคำหรือบริบทใดที่มุ่งจะก่อให้เกิดพันธกรณีภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ดังนั้น ร่างแผนปฏิบัติการร่วมฯ จึงไม่เป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศและไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560
16. เรื่อง ร่างปฏิญญาร่วมว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ระหว่างราชอาณาจักรไทยกับนิวซีแลนด์
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ ดังนี้
1. เห็นชอบต่อร่างปฏิญญาร่วมว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ระหว่างราชอาณาจักรไทยกับนิวซีแลนด์ (ร่างปฏิญญาฯ) ทั้งนี้หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงร่างปฏิญญาร่วมฯ ในส่วนที่จะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินความสัมพันธ์ แต่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ให้ กต. สามารถพิจารณาดำเนินการได้โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีก
2. อนุมัติให้นายกรัฐมนตรีหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ลงนามในเอกสารดังกล่าวร่วมกับนายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์
สาระสำคัญ
1. คณะรัฐมนตรีมีมติ (25 พฤศจิกายน 2568) เห็นชอบร่างแผนปฏิบัติการร่วมของความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย - นิวซีแลนด์ ค.ศ. 2026 - 2030 (แผนปฏิบัติการร่วมฯ) โดยมีเนื้อหาครอบคลุมประเด็นความร่วมมือ 4 เสาหลัก ได้แก่ (1) การเมืองและความมั่นคง มุ่งส่งเสริมการพบปะระดับสูง การหารือในระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส ความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศ ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ (2) เศรษฐกิจ การค้าและนวัตกรรม มุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกัน การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน ความร่วมมือด้านการเกษตร พลังงานหมุนเวียน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมดิจิทัล (3) วัฒนธรรมและความสัมพันธ์ระดับประชาชน ครอบคลุมความร่วมมือด้านศิลปวัฒนธรรม เมืองสร้างสรรค์ การศึกษา การพัฒนาทักษะแรงงาน การแลกเปลี่ยนเยาวชน การท่องเที่ยว และกีฬา และ (4) ความร่วมมือระดับภูมิภาคและพหุภาคี มุ่งส่งเสริมบทบาทนำของอาเซียน การขับเคลื่อนความร่วมมือในลุ่มน้ำโขง การประสานงานในเวทีระหว่างประเทศ และการรักษาระเบียบสากล
2. กต. แจ้งว่า นายกรัฐมนตรีมีกำหนดเดินทางเยือนนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการตามคำเชิญของนายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ระหว่างวันที่ 20 - 21 สิงหาคม 2569 และเพื่อเป็นการต่อยอดจากแผนปฏิบัติการร่วมฯ ดังกล่าว ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้ง 2 ประเทศ ลงนามร่วมกันเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 ณ กรุงเทพมหานคร จึงกำหนดลงนามในร่างปฏิญญาฯ เพื่อกำหนดแนวทางในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับนิวซีแลนด์ในอนาคต เพื่อเพิ่มโอกาส เสริมสร้างความร่วมมือที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้น ตอบสนองต่อความท้าทาย และรักษาผลประโยชน์ร่วมกัน โดยกำหนดกรอบในการยกระดับความร่วมมือภายใต้ 4 เสาหลัก ดังนี้ (1) การเมืองและความมั่นคง (2) เศรษฐกิจ การค้าและนวัตกรรม (3) วัฒนธรรมและความเชื่อมโยงระหว่างประชาชน และ (4) ความร่วมมือระดับภูมิภาคและพหุภาคี
3. กต. เห็นว่า ร่างปฏิญญาร่วมฯ ไม่มีถ้อยคำหรือบริบทใดที่มุ่งจะก่อให้เกิดพันธกรณีภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ดังนั้น ร่างปฏิญญาร่วมฯ จึงไม่เป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
17. เรื่อง กรอบท่าทีการเจรจาและองค์ประกอบคณะผู้แทนของประเทศไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการแปรสภาพเป็นทะเลทราย สมัยที่ 17
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ ดังนี้
1. เห็นชอบกรอบท่าทีการเจรจาของไทยสำหรับเป็นกรอบในการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการแปรสภาพเป็นทะเลทราย (การประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาฯ) สมัยที่ 17
2. รับทราบองค์ประกอบคณะผู้แทนของประเทศไทยเข้าร่วมการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาฯ สมัยที่ 17
สาระสำคัญของเรื่อง
1. สำนักเลขาธิการอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการแปรสภาพเป็นทะเลทรายได้แจ้งกำหนดการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาฯ สมัยที่ 17 และการประชุมคู่ขนานขององค์กรย่อยต่าง ๆ ในระหว่างวันที่ 17 - 28 สิงหาคม 2569 ประกอบด้วย
1.1 การประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาฯ สมัยที่ 17 (the 17th session of the Conference of the Parties: COP 17)
1.2 การประชุมคณะกรรมการทบทวนการดำเนินงานตามอนุสัญญาฯ สมัยที่ 24 (the 24th session of the Committee for the Review of the Implementation of the Convention: CRIC 24)
1.3 การประชุมคณะกรรมการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สมัยที่ 17 (the 17th session of the Committee on Science and Technology: CST 17)
1.4 การประชุมผู้นำระดับสูง (High Level Segment)
2. การประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาฯ ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อพัฒนาความร่วมมือและดำเนินงานตามอนุสัญญาฯ ให้มีประสิทธิภาพและมีความก้าวหน้าในการบรรลุเป้าหมายความสำเร็จในการต่อต้านการแปรสภาพเป็นทะเลทราย การป้องกันความเสื่อมโทรมของที่ดิน การบรรเทาผลกระทบจากภัยแล้ง และแนวทางการแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติ เป็นฐาน (Nature-based solutions) ประเด็นการประชุมและเจรจาที่สําคัญ ได้แก่ การพัฒนาที่ยั่งยืนในบริบทที่เกี่ยวข้อง การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และแนวทางการดำเนินงานของอนุสัญญาฯ
3. กษ. แจ้งว่า การเข้าร่วมการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาฯ สมัยที่ 17 และการประชุมย่อยต่าง ๆ ในครั้งนี้ ซึ่งเป็นกลไกหลักของการดำเนินงานอนุสัญญาฯ จะสามารถนำข้อตัดสินใจจากการประชุมดังกล่าวมาใช้ขับเคลื่อนงานอนุสัญญาฯ ภายในประเทศ เช่น การปรับปรุงรูปแบบการจัดทำรายงานแห่งชาติและแผนปฏิบัติการแห่งชาติ ในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนและเป้าหมายความสมดุลของการจัดการทรัพยากรที่ดิน รวมทั้งเสริมสร้างความเข้มแข็งของการดำเนินการร่วมกันทั้งในระดับประเทศและระดับสากล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบรรลุข้อตกลงตามพันธกรณีของไทยในฐานะประเทศซึ่งได้รับผลกระทบด้วย
4. กรมองค์การระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) มีความเห็นสอดคล้องกันว่า กรอบท่าทีการเจรจาของไทยสำหรับการประชุมดังกล่าว มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดท่าทีของไทยตามประเด็นของอนุสัญญาฯ และไม่มีการจัดทำเอกสารที่เข้าข่ายเป็นสนธิสัญญาภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ หรือหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กรณีจึงไม่มีประเด็น ที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับการเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
18. เรื่อง ร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงการคลังแห่งราชรัฐลักเซมเบิร์กและกระทรวงการคลังแห่งราชอาณาจักรไทย
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ ดังนี้
1. เห็นชอบในหลักการและสาระสำคัญของร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงการคลังแห่งราชรัฐลักเซมเบิร์ก (ลักเซมเบิร์ก) และกระทรวงการคลังแห่งราชอาณาจักรไทย (ร่างบันทึกความเข้าใจฯ) หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขร่างบันทึกความเข้าใจฯ ในส่วนที่มิใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทย ให้ กค. ดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง
2. อนุมัติให้กระทรวงการคลังหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังร่วมลงนามในร่างบันทึกความเข้าใจฯ ในวันและเวลาที่ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน
สาระสำคัญของเรื่อง
1. เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2568 ในระหว่างการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ปี 2568 และการประชุมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง (นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล) ในขณะนั้น ได้พบกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังลักเซมเบิร์ก โดยได้มีการหารือถึงแนวทางความร่วมมือด้านเทคโนโลยีการเงิน (Financial Technology) สินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) และการพัฒนาศักยภาพสู่การเป็นศูนย์กลางทางการเงินของทั้งสองประเทศ ซึ่งจะมีการจัดทำเป็นร่างบันทึกความเข้าใจเพื่อขยายความร่วมมือเกี่ยวกับองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญในด้านบริการทางการเงิน รวมถึงเพื่อส่งเสริมศักยภาพของแต่ละฝ่าย ในการพัฒนาไปสู่การเป็นศูนย์กลางทางการเงินระดับภูมิภาคหรือระดับโลก
2. ต่อมา กค. ได้ดำเนินการจัดทำร่างบันทึกความเข้าใจฯ ดังกล่าว ร่วมกับกระทรวงการคลังลักเซมเบิร์กและคู่ภาคีทั้งสองฝ่ายได้เห็นชอบร่างบันทึกความเข้าใจฯ ร่วมกันแล้ว ซึ่งร่างบันทึกความเข้าใจฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างกันในด้านต่าง ๆ เช่น บริการด้านการเงิน การธนาคาร สินทรัพย์ดิจิทัล และเทคโนโลยีทางการเงิน และอำนวยความสะดวกในการประสานงานระหว่างภาคการเงินของทั้งสองประเทศ
3. กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ไม่ขัดข้องต่อร่างบันทึกความเข้าใจฯ ประกอบกับ กค. แจ้งว่า ฝ่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกลุ่มงานนโยบายและกิจการระหว่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) ไม่ขัดข้องต่อร่างบันทึกความเข้าใจฯ ส่วนกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กต. มีความเห็นสอดคล้องกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาว่า ร่างบันทึกความเข้าใจฯ ไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
19. เรื่อง ร่างเอกสารผลลัพธ์การประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย - รัสเซีย ครั้งที่ 9
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ ดังนี้
1. เห็นชอบต่อร่างเอกสารผลลัพธ์การประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย - รัสเซีย ครั้งที่ 9 (Joint Thai-Russian Commission on Bilateral Cooperation - JC) (การประชุม JC ไทย - รัสเซีย) (ร่างเอกสารผลลัพธ์ฯ)
2. อนุมัติให้รองนายกรัฐมนตรี (นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศร่วมรับรองเอกสารดังกล่าวกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาภูมิภาคตะวันออกไกลและอาร์กติกสหพันธรัฐรัสเซีย โดยไม่มีการลงนาม
3. หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขร่างเอกสารผลลัพธ์ฯ ในส่วนที่ไม่ใชสาระสำคัญและไม่ขัดกับหลักการที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติหรือให้ความเห็นชอบไว้ ให้ กต. และคณะผู้แทนไทยสามารถดำเนินการได้ โดยนำเสนอคณะรัฐมนตรีทราบภายหลัง พร้อมทั้งชี้แจงเหตุผลและประโยชน์ที่ประเทศไทยได้รับจากการปรับเปลี่ยนดังกล่าว
สาระสำคัญของเรื่อง
1. กต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกับฝ่ายรัสเซีย จัดทำร่างเอกสารผลลัพธ์การประชุม JC ไทย - รัสเซีย ครั้งที่ 9 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นกรอบกำหนดแนวทางการดำเนินความร่วมมือระหว่างไทยกับรัสเซียใน 20 สาขา ได้แก่ (1) ด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน (2) ด้านอุตสาหกรรม (3) ด้านการเงิน และการธนาคาร (4) ด้านพลังงาน (5) ด้านการใช้พลังงานปรมาณูเพื่อสันติ (6) ด้านการเกษตร (7) ด้านการศึกษาและวิทยาศาสตร์ (8) ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) และนวัตกรรม (9) ด้านวัฒนธรรม (10) ด้านการกีฬา (11) ด้านคมนาคมขนส่ง (12) ด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (13) ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (14) ด้านสาธารณสุข (15) ด้านธรณีวิทยา (16) ด้านการก่อสร้าง (17) ด้านการท่องเที่ยว (18) ด้านกฎหมาย (19) ด้านการจัดการของเสีย และ (20) ด้านการใช้ประโยชน์จากอวกาศ
2. กต. แจ้งว่า ร่างเอกสารผลลัพธ์การประชุม JC ไทย-รัสเซีย ครั้งที่ 9 ไม่มีถ้อยคำหรือบริบทใดที่มุ่งจะก่อให้เกิดพันธกรณีภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ ดังนั้นร่างเอกสารผลลัพธ์การประชุมฯ ไม่เป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560
3. ประโยชน์ที่จะได้รับ : ร่างเอกสารผลลัพธ์ฯ จะเป็นกรอบกำหนดทิศทางการดำเนินความสัมพันธ์และสาขาความร่วมมือระหว่างไทยกับรัสเซียในระยะต่อไป โดยสะท้อนเจตนารมณ์ร่วมของทั้งสองฝ่ายในการส่งเสริมความร่วมมือในมิติต่างๆ ให้มีความใกล้ชิดและเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การศึกษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วัฒนธรรม และการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน
20. เรื่อง การสนับสนุนทางการเงินให้ WHO Investment Round และขออนุมัติหลักการสนับสนุนให้ข้าราชการกระทรวงสาธารณสุขไปปฏิบัติงาน ณ สำนักงานใหญ่องค์การอนามัยโลก สำนักงานองค์การอนามัยโลกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศสมาชิกองค์การอนามัยโลกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีศักยภาพด้านเศรษฐกิจสุขภาพ
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เสนอ ดังนี้
1. อนุมัติวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีสำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 และ พ.ศ. 2571 ภายใต้หมวดเงินอุดหนุนของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เพื่อสนับสนุนทางการเงิน WHO Investment Round (WHO IR) คิดเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 32.24 ล้านบาท) สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 และ พ.ศ. 2571 โดยคิดเป็นจำนวนเงิน 500,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ประมาณ 16.12 ล้านบาทต่อปี) พร้อมทั้งให้ความเห็นชอบต่อการกำหนดเป้าหมายเฉพาะเจาะจง ในการจัดสรรงบประมาณดังกล่าว จำนวนร้อยละ 50 ให้แก่สำนักงานผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย
2. อนุมัติหลักการสนับสนุนให้ข้าราชการของ สธ. ไปปฏิบัติงานชั่วคราว (Secondment) ณ สำนักงานใหญ่องค์การอนามัยโลก สำนักงานองค์การอนามัยโลกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศสมาชิกองค์การอนามัยโลกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีศักยภาพด้านเศรษฐกิจสุขภาพ จำนวนรวมทั้งสิ้น 5 คนต่อปี ในระดับเทียบเท่าผู้ปฏิบัติงาน ตำแหน่ง P4 หรือ P5 ตามโครงสร้างขององค์การสหประชาชาติ โดยใช้งบประมาณของ สธ.
สาระสำคัญของเรื่อง
1. ประเทศไทยได้รับแจ้งจากองค์การอนามัยโลกเพื่อขอรับการสนับสนุนทางการเงินภายใต้ WHO Investment Round (WHO IR) ซึ่งเป็นการระดมทุนเพื่อการดำเนินงานด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศขององค์การอนามัยโลกในช่วงระหว่างปี 2568 - 2571 นอกจากนี้องค์การอนามัยโลกต้องการบุคลากรมาช่วยสนับสนุนการดำเนินงานขององค์การอนามัยโลกในหลายสาขา เช่น หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า การจัดการเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ เป็นต้น ซึ่งกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พิจารณามาแล้วเห็นควรให้การสนับสนุนทางการเงินภายใต้ WHO IR และสนับสนุนบุคลากรจาก สธ. ไปปฏิบัติงานชั่วคราว ณ สำนักงานใหญ่องค์การอนามัยโลกและสำนักงานอื่นที่เกี่ยวข้อง รายละเอียดสรุปได้ ดังนี้
|
การสนับสนุน |
สาระสำคัญ |
||||
|
การสนับสนุนทางการเงิน |
- สนับสนุนทางการเงินภายใต้การระดมทุน WHO IR จำนวน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 32.24 ล้านบาท) โดยใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี ของ สธ. ในระยะเวลา 2 ปี ดังนี้
- กำหนดเงื่อนไขให้องค์การอนามัยโลกจัดสรรงบประมาณข้างต้นจำนวนร้อยละ 50 แก่สำนักงานผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย |
||||
|
การสนับสนุนบุคลากร |
- สนับสนุนบุคลากรซึ่งเป็นข้าราชการของ สธ. จำนวน 5 คน ไปปฏิบัติงานชั่วคราว ณ สำนักงานใหญ่องค์การอนามัยโลก และสำนักงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นต้นไป - ค่าใช้จ่ายประมาณ 22.51 ล้านบาทต่อปี โดยใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีของ สธ. (ประกอบด้วยค่าตอบแทนรายเดือน ค่าขนย้าย ค่าเช่าที่พัก และค่าบัตรโดยสารเครื่องบินไป - กลับ โดยคำนวณจากค่าโดยสารกรุงเทพมหานคร - เจนีวา) |
2. สำนักงบประมาณ (สงป.) สำนักงาน ก.พ. และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พิจารณาแล้วเห็นชอบ ส่วนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา พิจารณาแล้วเห็นว่า ไม่มีประเด็นที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับการเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
แต่งตั้ง
21. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงคมนาคม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคม เสนอแต่งตั้งนายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดี (นักบริหารระดับสูง) กรมทางหลวง ให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวง ประเภทบริหารระดับสูงสำนักงานปลัดกระทรวง เพื่อทดแทนตำแหน่งที่จะว่างจากการเกษียณอายุราชการ
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
22. เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เสนอแต่งตั้ง นายโชคชัย วิเชียรชัยยะ ตำแหน่ง อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้ดำรงตำแหน่ง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อทดแทนตำแหน่งที่จะว่าง
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
23. เรื่อง การขอต่อเวลาการดำรงตำแหน่งของเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ครั้งที่ 2 (สำนักนายกรัฐมนตรี)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์) กำกับการบริหารราชการ สั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีในส่วนของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เสนออนุมัติการต่อเวลาการดำรงตำแหน่งของ นางณัฐฏ์จารี อนันตศิลป์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง เลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะดำรงตำแหน่งดังกล่าวครบการต่อเวลา 1 ปี (ครั้งที่ 1) ในวันที่ 30 กันยายน 2569 ต่อไปอีก 1 ปี (ครั้งที่ 2) ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2570
24. เรื่อง การต่อเวลาการดำรงตำแหน่งของเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) กำกับการบริหารราชการของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน เสนอต่อเวลาการดำรงตำแหน่งของ นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สำนักนายกรัฐมนตรี ต่อไปอีก 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2570 เพื่อประโยชน์ของทางราชการ
25. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่คณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ เสนอ แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ จำนวน 7 คน เนื่องจากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมได้ดำรงตำแหน่งครบวาระสี่ปี ดังนี้
1. พลตำรวจเอก มนู เมฆหมอก (ด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์)
2. นายอภิรัต ศิรินาวิน (ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร)
3. รองศาสตราจารย์จิรพล สังข์โพธิ์ (ด้านวิทยาศาสตร์หรือวิศวกรรมศาสตร์)
4. ศาสตราจารย์สมคิด เลิศไพฑูรย์ (ด้านกฎหมาย)
5. นายประสงค์ พูนธเนศ (ด้านการเงิน)
6. นายภูวเดช สุระโคตร (ด้านสาธารณสุข)
7. ศาสตราจารย์กิติ์สุชาต พสุภา (ด้านปัญญาประดิษฐ์)
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป
26. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการการประปานครหลวง
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทย เสนอรายชื่อบุคคลที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการกลั่นกรองกรรมการรัฐวิสาหกิจ เพื่อแต่งตั้งเป็นกรรมการอื่นในคณะกรรมการการประปานครหลวง จำนวน 1 คน ได้แก่ พลโท สุเมธ พรหมตรุษ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป
- 006
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี