วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569
5 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งสรุปสาระสำคัญดังนี้
กฎหมาย
1. เรื่อง (ร่าง) นโยบายและแผนการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแห่งชาติ พ.ศ. 2566 – 2570
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ (ร่าง) นโยบายและแผนการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแห่งชาติ [(ร่าง) นโยบายฯ] พ.ศ. 2566 –2570 ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
1. เดิมคณะรัฐมนตรีมีมติ (14 กันยายน 2564) เห็นชอบนโยบายและแผนการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแห่งชาติ พ.ศ. 2564 -2565 ซึ่งภายหลังนโยบายและแผนดังกล่าวสิ้นสุดลงในปลายปี 2565 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) โดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้จัดทำ (ร่าง) นโยบายและแผนการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแห่งชาติ [(ร่าง) นโยบายฯ] พ.ศ. 2566-2570 โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งให้มีความอุดมสมบูรณ์ มีความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเล ซึ่งคณะกรรมการนโยบายและแผนการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแห่งชาติ ในการประชุมครั้งที่ 1/2567 เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2567 และสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในการประชุมเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2567 มีมติเห็นชอบ (ร่าง) นโยบายฯ พ.ศ. 2566-2570 ด้วยแล้ว
2. (ร่าง) นโยบายฯ พ.ศ. 2566 -2570 ที่เสนอในครั้งนี้ มีลักษณะในภาพรวมคล้ายคลึงกับนโยบายและแผนการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแห่งชาติ พ.ศ. 2564-2565 โดยมีประเด็นสำคัญเพิ่มเติม เช่น กำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจและตัวชี้วัดรวมเพื่อเป็นกรอบในการดำเนินงานร่วมกันของทุกหน่วยงานให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และให้สอดคล้องกับกรอบงานคุนหมิง – มอนทรีออลว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพของโลก เช่น ประเทศไทยจะต้องมีดัชนีคุณภาพมหาสมุทรไม่น้อยกว่า 75 คะแนน (ปัจจุบันประเทศไทยมีดัชนีคุณภาพมหาสมุทรอยู่ที่ 72 คะแนน) รวมถึงปกป้องและอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพให้ได้ร้อยละ 30 ภายในปี พ.ศ. 2573 (ค.ศ. 2030) นอกจากนี้ ยังเพิ่มการให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งและการรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเนื่องจากเป็นปัญหาเร่งด่วน ที่ต้องได้รับการแก้ไขโดยเร็ว
3. (ร่าง) นโยบายฯ ดังกล่าว มีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้
3.1 วิสัยทัศน์ พันธกิจ วัตถุประสงค์ เป้าหมาย และตัวชี้วัดรวม สรุปได้ ดังนี้
|
หัวข้อ |
สาระสำคัญ |
|
วิสัยทัศน์ |
ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอุดมสมบูรณ์ สร้างสมดุลการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนและเป็นธรรม |
|
พันธกิจ |
(1) อนุรักษ์ สงวน คุ้มครอง ฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งครอบคลุมทุกมิติทุกพื้นที่ทางทะเลและชายฝั่งของประเทศ (2) เสริมสร้างกลไกการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างมีประสิทธิภาพ จัดการบูรณาการและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน (3) บริหารจัดการการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ภายใต้แนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืนเกิดการกระจายอย่างทั่วถึง และเป็นธรรม (4) เสริมสร้างบทบาทการจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทั้งในระดับประเทศและระดับสากลรวมถึงการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ |
|
วัตถุประสงค์ |
(1) เพื่อให้ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งมีความอุดมสมบูรณ์ และสร้างสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์กับการอนุรักษ์อย่างยั่งยืน (2) เพื่อให้มีมาตรการการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่เหมาะสมและยั่งยืนโดยบทบาทการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน (3) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกลไก เครื่องมือในการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ทั้งในระดับประเทศ ภูมิภาค และนานาชาติ (4) เพื่อให้สามารถป้องกัน แก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งได้อย่างยั่งยืนและเป็นระบบ |
|
เป้าหมาย |
(1) พื้นที่ชายฝั่งและทางทะเลได้รับการบริหารจัดการ เพื่ออนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างมีประสิทธิภาพอย่างเป็นระบบ (2) พื้นที่ป่าชายเลนคงสภาพเพิ่มขึ้น (3) ความเสียหาย ความเสี่ยง และผลกระทบจากภัยธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศลดลง (4) สภาพแวดล้อมทางทะเลของประเทศไทยมีคุณภาพดีขึ้นอย่างยั่งยืน |
|
ตัวอย่าง ตัวชี้วัดรวม |
(1) พื้นที่ทางทะเลและชายฝั่งได้รับการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ เพื่ออนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ของพื้นที่ทางทะเลประเทศไทย (ปัจจุบันมีค่าอยู่ที่ร้อยละ 5.1 ของพื้นที่ทางทะเลประเทศไทย) (2) พื้นที่สีเขียวที่เป็นป่าชายเลนคงสภาพมีความสมบูรณ์เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า250,000 ไร่ (ปัจจุบันมีค่าประมาณ 56,700 ไร่) (3) พื้นที่ชายฝั่งที่มีมาตรการทางกฎหมายเพื่อการป้องกันแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง จำนวน 40 ระบบหาด (ปัจจุบันมี 8 ระบบหาด) (4) ดัชนีคุณภาพมหาสมุทร (Ocean Health Index : OHI) ไม่น้อยกว่า 75 คะแนน (ปัจจุบันมีค่าอยู่ที่ 72 คะแนน) |
3.2 แผนย่อยภายใต้ (ร่าง) นโยบายฯ พ.ศ. 2566 –2570 ประกอบด้วย 5 เรื่อง ดังนี้
เรื่องที่ 1 อนุรักษ์ คุ้มครอง ฟื้นฟู ป้องกัน ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง มุ่งเน้นเรื่องความสมบูรณ์ของระบบนิเวศทางทะเลเพิ่มขึ้น ฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำให้มีความอุดมสมบูรณ์ให้อยู่ในระดับที่ให้ผลผลิตสูงสุดอย่างยั่งยืน จัดการขยะทะเล มลพิษทางทะเล และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
เรื่องที่ 2 ส่งเสริม สนับสนุนแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจสีน้ำเงินบนพื้นฐานการใช้ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง อย่างสมดุลและยั่งยืน มุ่งเน้นการให้ความสำคัญกับการพัฒนาทางเศรษฐกิจภาคทะเลควบคู่ไปกับการรักษาระบบนิเวศประกอบด้วย การส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน การบริหารจัดการการใช้ประโยชน์จากสินแร่และแหล่งพลังงาน การพัฒนาอุตสาหกรรมทางทะเลและชายฝั่งให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมทางทะเล และส่งเสริมแนวทางการพัฒนาการประมงอย่างยั่งยืน
เรื่องที่ 3 เสริมสร้างประสิทธิภาพเครื่องมือ และกลไกสนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแบบบูรณาการ มุ่งเน้นการเสริมสร้างบทบาทของคณะกรรมการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งจังหวัด บทบาทการมีส่วนร่วมของชุมชนชายฝั่งและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พร้อมทั้งเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรภาครัฐในการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างต่อเนื่อง และสร้างความรู้ ความเข้าใจในการใช้ประโยชน์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างยั่งยืนแก่ทุกภาคส่วน
เรื่องที่ 4 พัฒนาการบริหารจัดการการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งอย่างมีประสิทธิภาพ และลดผลกระทบจากภัยธรรมชาติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัญหาใหญ่ของโลก ซึ่งการเพิ่มสูงขึ้นของน้ำทะเลและสภาพอากาศที่มีความแปรปรวนทำให้เกิดการกัดเซาะชายฝั่ง จึงต้องมีการส่งเสริมการจัดการชายฝั่งแบบบูรณาการสนับสนุนเทคโนโลยี นวัตกรรมในการป้องกันและลดปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งในพื้นที่วิกฤตและพื้นที่การท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศ
เรื่องที่ 5 เสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในการใช้ประโยชน์จากมหาสมุทรและทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ ในการแก้ไขปัญหาด้านทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมทางทะเล ร่วมกับประเทศต่าง ๆ เพื่อป้องกันผลกระทบและคงความสมบูรณ์ของทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมทางทะเล
3.3 แนวทางในการขับเคลื่อน และการติดตามประเมินผล (ร่าง) นโยบายฯ พ.ศ. 2566-2570 สรุปได้ ดังนี้
1) แนวทางการขับเคลื่อน ได้แก่ (1) บูรณาการการดำเนินงานกับหน่วยงานระดับปฏิบัติที่เกี่ยวข้องเพื่อปรับกระบวนทัศน์ในการดำเนินงาน ให้บรรลุเป้าหมายของ (ร่าง) นโยบายฯ พ.ศ. 2566-2570 (2) เสริมสร้างและพัฒนาความเข้าใจการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนแผนไปสู่การปฏิบัติ ทั้งหน่วยงานภาครัฐภาคเอกชน และท้องถิ่น (3) พัฒนาระบบการจัดเก็บฐานข้อมูลการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เพื่อให้เกิดการจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ สามารถเปรียบเทียบความก้าวหน้าของการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งในแต่ละระยะหรือช่วงปีของ (ร่าง) นโยบายฯ ได้ และ (4) สื่อสารประชาสัมพันธ์ โดยการจัดทำสื่อสิ่งพิมพ์ เอกสารในรูปแบบต่าง ๆ รวมทั้ง สื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่เผยแพร่ผ่านช่องทางโซเชียล เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ภาคส่วนต่าง ๆ นำ (ร่าง) นโยบายฯ ไปใช้ประกอบการดำเนินงานในส่วนที่เกี่ยวข้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
2) แนวทางการติดตามและประเมินผล ได้แก่ (1) กำหนดวัตถุประสงค์และขอบเขตการติดตาม (2) วางแผนติดตามแผนงาน/โครงการภายใต้ (ร่าง) นโยบายฯ พ.ศ. 2566-2570 (3) ประเมินระดับความก้าวหน้าเพื่อประเมินผลความสำเร็จการบรรลุเป้าหมายและตัวชี้วัด โดยแบ่งช่วงระยะเวลาเป็น 3 ช่วง ได้แก่ ช่วงระยะแรก (ปีที่1) ช่วงระยะกลาง (ปีที่ 2 - 4) และช่วงระยะสิ้นสุด (ปีที่ 5) และ (4) เผยแพร่รายงานการติดตามประเมินผล เพื่อรับทราบผลการดำเนินงาน ความเห็นและข้อเสนอแนะนำไปสู่การทบทวนปรับปรุง และพัฒนา (ร่าง) นโยบายฯ ในระยะต่อไป
2. เรื่อง ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ พ.ศ. ....
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ พ.ศ. .... ตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์) เสนอ โดยให้เพิ่มปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นกรรมการโดยตำแหน่งด้วย
สาระสำคัญของเรื่อง
1. รัฐบาลมีนโยบายสำคัญที่จะยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจและสังคมไทยจากเศรษฐกิจดิจิทัล ด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน บูรณาการข้อมูล และพัฒนาบุคลากรในทุกภาคส่วน ส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัล การมียุทธศาสตร์ด้าน AI เพื่อเศรษฐกิจที่ชัดเจน สนับสนุนให้คนไทยและธุรกิจสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้ได้อย่างเต็มที่ เพื่อยกระดับความสามารถทางการแข่งขันของประเทศในทุก ๆ มิติซึ่งจะช่วยให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเดิม ตลอดจนให้มีการปรับระบบส่งเสริมการลงทุนให้เอื้อต่อการพัฒนาและการปรับโครงสร้างไปสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ รวมทั้งสร้างความมั่นคงทางพลังงานในภาพรวมของประเทศและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในภาคการขนส่งและอุตสาหกรรมโดยเฉพาะดาต้าเซนตอร์ (Data Center) หรือธุรกิจศูนย์ข้อมูล เป็นธุรกิจที่ให้บริการสถานที่สำหรับจัดเก็บ ดำเนินการ และดูแลเครื่องมือในการให้บริการ Cloud ไม่ว่าจะเป็นเซิร์ฟเวอร์ ไดรฟ์พื้นที่เก็บข้อมูล และอุปกรณ์เครือข่ายต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกในการจัดเก็บและจัดการข้อมูลดิจิทัลของผู้ใช้บริการ Cloud ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐหรือภาคเอกชน
2. ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ พ.ศ. .... มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้มี “คณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์” ขึ้น โดยมีรองนายกรัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นประธานกรรมการ และเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นกรรมการและเลขานุการ เพื่อมีหน้าที่และอำนาจในการกำกับดูแลการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ โดยการเสนอนโยบาย มาตรฐาน และกรอบแนวทางในการปฏิบัติของหน่วยงานของรัฐในการอนุมัติ อนุญาต หรือให้บริการต่าง ๆ แก่ผู้ประกอบธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ รวมทั้งศึกษาวิเคราะห์และติดตามประเมินผลกระทบของการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ เสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อให้นโยบายเกี่ยวกับการประกอบกิจการนี้มีความชัดเจน เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานของประชาชนและประเทศชาติในภาพรวม ซึ่งต้องมุ่งให้มีการใช้พลังงานสะอาด การรักษาความมั่นคงทางพลังงาน ราคาพลังงานที่เป็นธรรม การจัดสรรทรัพยากรน้ำอย่างเป็นธรรมและเกิดประโยชน์สูงสุด ประสิทธิผลในการใช้พลังงานไฟฟ้าและน้ำ การผังเมือง การรักษาความปลอดภัยสาธารณะโดยเฉพาะจากอัคคีภัย การรักษาอธิปไตยด้านข้อมูลของประเทศ การป้องกันและเยียวยาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมและความเป็นอยู่โดยปกติสุขของประชาชนและชุมชน และเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนของประเทศด้วย อันเป็นการวางระเบียบปฏิบัติเพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงเข้าข่ายเป็นเรื่องที่เสนอคณะรัฐมนตรีได้ตามมาตรา 4 (6) แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี
พ.ศ. 2548
3. ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ พ.ศ. .... มีรายละเอียดดังนี้
|
ประเด็น |
สาระสำคัญ |
|
1. บทนิยาม |
• กำหนดบทนิยาม “ดาต้าเซ็นเตอร์” หมายความว่า อาคาร สถานที่ หรือสิ่งปลูกสร้างที่มีและใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในการให้บริการที่เกี่ยวข้องกับการรวบรวม เก็บ ประมวลผล รับฝากหรือรับส่งข้อมูลโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์แก่บุคคลอื่นที่มิใช่บริษัทในเครือ ทั้งนี้ ตามที่คณะกรรมการกำหนด (ร่างข้อ 3) |
|
2. องค์ประกอบคณะกรรมการ |
• ให้มี “คณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์” ประกอบด้วย (1) รองนายกรัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมายคนหนึ่ง ประธานกรรมการ (2) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รองประธานกรรมการคนที่ 1 คนที่ 2 และคนที่ 3 ตามลำดับ (3) กรรมการโดยตำแหน่ง (12 คน) ได้แก่ ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปลัดกระทรวงพลังงาน ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กรรมการกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (4) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งจำนวนไม่เกิน 3 คน ให้เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นกรรมการและเลขานุการ ให้ข้าราชการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติซึ่งเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมอบหมายจำนวนไม่เกิน |
|
3. หน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ |
• ให้คณะกรรมการมีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้ (1) เสนอนโยบาย มาตรฐาน และกรอบแนวทางการปฏิบัติของหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องในการอนุมัติ อนุญาต ออกบัตรส่งเสริมการลงทุน หรือให้บริการต่าง ๆ ที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ในราชอาณาจักร (2) ศึกษาวิเคราะห์ และติดตามประเมินผลกระทบของการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ เสนอต่อคณะรัฐมนตรี (3) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาหรือทำการใด ๆ ตามที่คณะกรรมการมอบหมาย (4) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่คณะรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีมอบหมาย • นโยบาย มาตรฐาน และกรอบแนวทางการปฏิบัติตาม • เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติตาม (1) หรือ (2) แล้ว ให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องดำเนินการให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีนั้นและรายงานผลการดำเนินการต่อคณะกรรมการเพื่อทราบทุก • ในกรณีที่มีปัญหาขัดข้องในการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวในเรื่องใด ให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องรายงานคณะกรรมการเพื่อพิจารณาและเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อแก้ไขปัญหาข้อขัดข้องนั้น (ร่างข้อ 9) |
|
4. วาระการดำรงตำแหน่ง เงื่อนไขการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ |
• กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 2 ปี และอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้แต่ต้องไม่เกินสองวาระ (ร่างข้อ 5) • กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งเมื่อ 1) ตาย 2) ลาออก และ 3) นายกรัฐมนตรีให้ออก (ร่างข้อ 6) |
|
5. ค่าใช้จ่าย |
• ค่าใช้จ่ายสำหรับเบี้ยประชุม ค่าตอบแทน รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการ ให้เบิกจ่ายได้ตามระเบียบของทางราชการโดยให้เบิกจ่ายจากงบประมาณของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ร่างข้อ 10) |
|
6. ผู้รักษาการ |
• ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามระเบียบนี้ ในกรณีที่มีปัญหาในการปฏิบัติตามระเบียนนี้ เมื่อนายกรัฐมนตรีวินิจฉัยเป็นประการใดแล้ว ให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องปฏิบัติไปตามนั้น (ร่างข้อ 11) |
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดจังหวัดให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยดำเนินกิจการรถไฟฟ้า (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เพื่อดำเนินกิจการรถไฟฟ้าในจังหวัดสงขลา ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้ รวมทั้ง ให้กระทรวงคมนาคมรับความเห็นของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงบประมาณไปพิจารณาดำเนินการต่อไป และให้กระทรวงมหาดไทยรับความเห็นของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย
สาระสำคัญของเรื่อง
1. ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดจังหวัดให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยดำเนินกิจการรถไฟฟ้า (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เพื่อดำเนินกิจการรถไฟฟ้าในจังหวัดสงขลาที่กระทรวงคมนาคมเสนอ เป็นการกำหนดให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยดำเนินกิจการรถไฟฟ้าในจังหวัดสงขลาเพิ่มเติมจากเดิมที่มีการดำเนินกิจการรถไฟฟ้าในจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดพังงา จังหวัดภูเก็ต จังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดพิษณุโลก เพื่อดำเนินโครงการระบบขนส่งมวลชนโดยระบบราง (Monorail) โดยมี ระยะทางรวม 12.54 กิโลเมตร 12 สถานี มีโรงจอดและศูนย์ซ่อมบำรุง 1 แห่ง ที่สถานีคลองหวะ และจุดเปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่ง 3 แห่ง ที่สถานีคลองหวะ สถานีคอหงส์ และสถานีรถตู้ รูปแบบสถานี มีลักษณะสถานีเป็น 3 ชั้น ตั้งอยู่บนพื้นที่คร่อมเกาะกลางถนน จัดให้มีพื้นที่รองรับความต้องการเดินทางและเชื่อมโยงระบบคมนาคมขนส่งจากยานพาหนะประเภทต่าง ๆ รวมถึงรองรับปริมาณผู้โดยสารจากพื้นที่โดยรอบเมืองหาดใหญ่และจังหวัดใกล้เคียง โดยได้ออกแบบจุดเชื่อมต่อการเดินทางสำหรับพื้นที่สำหรับจอดและรับ - ส่ง และพื้นที่สำหรับจอดแล้วจร รวมทั้งจัดให้มีพื้นที่โรงจอดและศูนย์ซ่อมบำรุง (Depot) ไว้ 1 แห่ง บริเวณสถานีคลองหวะ ทั้งนี้ คณะกรรมการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยได้มีมติเห็นชอบด้วยแล้ว และเป็นไปตามมติคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก
2. กระทรวงคมนาคมได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องที่อาจได้รับผลกระทบจากร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวแล้ว ซึ่งผลการรับฟังโดยรวมแล้วเห็นด้วยกับการดำเนินโครงการระบบขนส่งมวลชนในจังหวัดสงขลา
3. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงบประมาณ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติเห็นชอบในหลักการ/ไม่ขัดข้อง ต่อร่างพระราชกฤษฎีกาในเรื่องนี้ ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความเห็นเพิ่มเติม เช่น
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมีความเห็นว่าควรมอบหมายให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา วางแผนและพัฒนาพื้นที่เมืองให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เพื่อช่วยดึงดูดให้มีปริมาณการเดินทางในพื้นที่เพิ่มขึ้น และควรให้กระทรวงคมนาคมและกระทรวงมหาดไทยร่วมกันพิจารณาจัดลำดับความสำคัญและคัดเลือกพื้นที่นำร่องเพื่อดำเนินการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะที่เหมาะสมกับขนาดของเมืองและความเชื่อมโยงกับแผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่
สำนักงบประมาณเห็นว่า กระทรวงคมนาคมโดยการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยควรศึกษารูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน และพิจารณาสัดส่วนการลงทุนของรัฐต่อมูลค่าของโครงการอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับโครงการระบบขนส่งทางรางอื่น รวมทั้งจัดลำดับความสำคัญตามความจำเป็นเร่งด่วนของโครงการให้สอดคล้องกับภาระงบประมาณที่เกิดขึ้นด้วย
ส่วนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่า คณะรัฐมนตรีสามารถอนุมัติหลักการของร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวได้
4. เรื่อง ร่างระเบียบว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการร่างระเบียบว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณา โดยให้รับความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาและสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วดำเนินการต่อไปได้ รวมทั้งให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมรับความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย
สาระสำคัญของเรื่อง
1. พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 9 ได้กำหนดให้มีคณะกรรมการสรรหา จำนวน 8 คน เพื่อทำหน้าที่คัดเลือกบุคคลที่สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดยให้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะรัฐมนตรีกำหนดตามมาตรา 8 วรรคสาม ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้กำหนดระเบียบว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2563 และระเบียบว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2564
2. ในทางปฏิบัติตามระเบียบดังกล่าวมีข้อขัดข้องบางประการ ดังนี้
2.1 กรอบระยะเวลาการสรรหาประธานกรรมการและกรรมการซึ่งปัจจุบันกำหนดให้การดำเนินการสรรหาต้องแล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับแต่วันที่มีคณะกรรมการสรรหาครบถ้วน และหากมีเหตุจำเป็นสามารถขยายระยะเวลาได้อีกไม่เกิน 60 วัน แต่จากการดำเนินการสรรหาในปัจจุบันพบข้อจำกัดและอุปสรรคในทางปฏิบัติโดยเฉพาะในด้านกรอบระยะเวลาและวิธีการดำเนินการ ซึ่งไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์และภารกิจของคณะกรรมการสรรหาที่ต้องอาศัยการพิจารณาร่วมกันจากหลายหน่วยงาน ส่งผลให้ไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนดตามระเบียบได้ นอกจากนี้ระเบียบในปัจจุบันกำหนดให้สามารถขยายระยะเวลาการสรรหาได้เพียงครั้งเดียว
2.2 บทบัญญัติที่เกี่ยวกับการได้มาซึ่งรายชื่อผู้สมัครเพิ่มเติมยังมีข้อจำกัดในทางปฏิบัติ ซึ่งอาจไม่เอื้อต่อการได้บุคคลที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ที่หลากหลายอย่างเพียงพอ
3. ดศ. จึงได้ยกร่างระเบียบว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ขึ้น เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบดังกล่าว เพื่อให้การดำเนินการสรรหาประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส เป็นธรรม สอดคล้องกับสภาพการปฏิบัติงานในปัจจุบัน และการสรรหาสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ของกฎหมายโดยมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้
|
ระเบียบฉบับปัจจุบัน |
ร่างระเบียบที่เสนอมาครั้งนี้ |
หมายเหตุ |
|
1. การขยายระยะเวลาการสรรหา |
||
|
ข้อ 4 วรรคสอง กำหนดให้การสรรหาประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 60 วันนับแต่วันที่มีคณะกรรมการสรรหาครบถ้วนตามมาตรา 9 และหากมีเหตุจำเป็นให้คณะกรรมการสรรหาขยายระยะเวลาได้อีกไม่เกิน 60 วัน |
กำหนดให้การสรรหาประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 60 วันนับแต่วันที่ มีคณะกรรมการสรรหาครบถ้วนตามมาตรา 9 และหากมีเหตุจำเป็นให้คณะกรรมการสรรหาขยายระยะเวลาได้อีกไม่เกินคราวละ 60 วัน |
• เนื่องจากการดำเนินการสรรหาในปัจจุบันพบข้อจำกัดและอุปสรรคในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะในด้านกรอบระยะเวลาและวิธีการดำเนินการซึ่งไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์และภารกิจของคณะกรรมการสรรหาที่ต้องอาศัยการพิจารณาร่วมกันจากหลายหน่วยงาน ส่งผลให้ไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนดตามระเบียบได้ จึงมีความจำเป็นต้องปรับปรุงระเบียบ ดังกล่าวให้มีความเหมาะสมยืดหยุ่นและสอดคล้องกับสภาพการปฏิบัติงานเพื่อให้การสรรหาดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพโปร่งใส และเป็นธรรม กำหนดให้การสรรหาประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จ ภายใน 60 วันนับแต่วันที่มีคณะกรรมการสรรหาครบถ้วนตามมาตรา 9 และหากมีเหตุจำเป็นให้คณะกรรมการสรรหาขยายระยะเวลาได้อีกไม่เกินคราวละ 60 วัน |
|
2.การขยายระยะเวลาการรับสมัครประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ |
||
|
ข้อ 5 กำหนดให้สำนักงานดำเนินการ ดังต่อไปนี้ (1) รับสมัครบุคคลที่ประสงค์ จะเข้ารับการคัดเลือกเป็นประธานกรรมการ ไม่น้อยกว่า 3 รายชื่อ (2) รับสมัครบุคคลที่ประสงค์ จะเข้ารับการคัดเลือกเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ไม่น้อยกว่า 2 เท่าของจำนวนกรรมการที่จะสรรหา (3) ตรวจสอบประวัติ คุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม และความยินยอมให้เสนอชื่อเข้ารับการคัดเลือกของบุคคลตาม (1) หรือ (2) รวมถึงข้อมูลอื่น ๆ ที่จำเป็นต่อการสรรหา ในการรับสมัครบุคคลตาม (1) หรือ (2) ให้สำนักงานเปิดรับสมัครเป็นระยะเวลา 21 วัน เมื่อครบกำหนดระยะเวลาการรับสมัครแล้ว หากมีจำนวนผู้สมัครน้อยกว่าที่กำหนดไว้ใน (1) หรือ (2) หรือได้ผู้สมัครที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ยังไม่หลากหลายจนเป็นประโยชน์ต่อการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ให้สำนักงานเสนอ ต่อการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ให้สำนักงานเสนอบัญชีรายชื่อบุคคลเพิ่มเติมได้โดยดำเนินการตาม (3) ให้แล้วเสร็จภายใน 14 วัน แล้วเสนอบัญชีรายชื่อบุคคลดังกล่าวโดยจัดเรียงลำดับตามตัวอักษร ต่อคณะกรรมการสรรหาภายใน 3 วันนับแต่วันที่ตรวจสอบตาม (3) แล้วเสร็จ การดำเนินการและวิธีการรับสมัครให้เป็นไปตามที่สำนักงานประกาศกำหนด โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการสรรหา |
คงเดิม
กำหนดให้หากคณะกรรมการสรรหาพิจารณาบัญชีรายชื่อบุคคลตามวรรคสามแล้วเห็นว่ามีผู้สมัครที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ยังไม่หลากหลายจนเป็นประโยชน์ต่อการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลสามารถให้สำนักงานขยายระยะเวลาการดำเนินการตาม (1) หรือ (2) ได้โดยให้นำระยะเวลาการดำเนินการ ตามวรรคสองและวรรคสามมาใช้เป็นระยะเวลาการขยายเวลาโดยอนุโลม ทั้งนี้ ต้องไม่ทำให้ผู้สมัครตามบัญชีรายชื่อบุคคลตามวรรคสามเสียเปรียบ การดำเนินการและวิธีการรับสมัครให้เป็นไปตามที่สำนักงานประกาศกำหนด โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ สรรหา |
• เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบัน • การรับสมัครบุคคลที่จะประสงค์เข้ารับการคัดเลือกเป็นประธานกรรมการ/กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จะเปิดรับสมัครเป็นระยะเวลา 21 วัน เมื่อครบกำหนดแล้ว สำนักงานจะดำเนินการตรวจสอบประวัติ คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามให้แล้วเสร็จ ภายใน 14 วัน แล้วเสนอบัญชีรายชื่อบุคคลต่อคณะกรรมการสรรหาภายใน 3 วันนับแต่วันที่ตรวจสอบแล้วเสร็จหากคณะกรรมการสรรหาพิจารณาแล้วเห็นว่าควรขยายระยะเวลาในการสรรหาประธานกรรมการ/กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สามารถขยายการรับสมัครบุคคลที่จะประสงค์เข้ารับการคัดเลือกเป็นประธานกรรมการ/กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ โดยเปิดรับสมัครอีกครั้ง เป็นระยะเวลา |
|
3. บทเฉพาะกาล |
||
|
ไม่มี |
การใดที่ได้ดำเนินการไปตามระเบียบว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2563 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2564 ก่อนวันที่ ระเบียบนี้ใช้บังคับและยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จให้ดำเนินการ ต่อไปตามระเบียบนี้ |
|
5. เรื่อง ร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในบริเวณพื้นที่อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี พ.ศ. ....
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติในหลักการร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในบริเวณพื้นที่อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้ รวมทั้งให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรับความเห็นของกระทรวงมหาดไทย และข้อเสนอแนะเพิ่มเติมของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย
สาระสำคัญของร่างประกาศ
1. ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในบริเวณพื้นที่อำเภอบางละมุง และอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี พ.ศ. 2563 ซึ่งออกตามความในมาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 กำหนดให้พื้นที่อำเภอบางละมุง และอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เป็นพื้นที่ที่ใช้มาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม เพื่อให้มีมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ และมีระยะเวลาการใช้บังคับ 5 ปี (ตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2563 ถึงวันที่ 24 กรกฎาคม 2568) ต่อมาได้มีประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง ขยายระยะเวลาการใช้บังคับประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในบริเวณพื้นที่อำเภอบางละมุง และอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี พ.ศ. 2563 พ.ศ. 2568 ขยายระยะเวลาการใช้บังคับประกาศดังกล่าวต่อไปอีก 2 ปี ซึ่งจะสิ้นสุดระยะเวลาการใช้บังคับในวันที่ 24 กรกฎาคม 2570 ประกอบกับจังหวัดชลบุรีมีความหลากหลายและความสมบูรณ์ของระบบนิเวศทำให้ได้รับการส่งเสริมและพัฒนาด้านการท่องเที่ยวอย่างรวดเร็วจนเกินขีดความสามารถของพื้นที่ที่จะรองรับได้ จึงส่งผลกระทบและนำมาซึ่งความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จากการดำเนินการ อาทิ การบุกรุกพื้นที่สาธารณะ ปัญหาคุณภาพสิ่งแวดล้อม การใช้ประโยชน์ที่ดินบนพื้นที่สูง
2. เพื่อให้ยังคงมีการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในพื้นที่จังหวัดชลบุรีอย่างต่อเนื่องและป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจากการขยายตัวของชุมชน และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ทส. จึงได้เสนอร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในบริเวณพื้นที่อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี พ.ศ. .... โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
|
ประกาศกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขต พื้นที่และมาตรการคุ้มครอง สิ่งแวดล้อม ในบริเวณพื้นที่ อำเภอบางละมุง และอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี พ.ศ. 2563 |
ร่างประกาศกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขต พื้นที่และมาตรการคุ้มครอง สิ่งแวดล้อม ในบริเวณพื้นที่ อำเภอบางละมุง และอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี พ.ศ. .... |
เหตุผลในการปรับปรุง |
|
1. คำนิยาม |
||
|
• กำหนดนิยามคำว่า “แนวชายฝั่งทะเล” หมายความว่า แนวที่น้ำทะเล ขึ้นสูงสุดตามปกติทางธรรมชาติ |
• กำหนดนิยามคำว่า “แนวชายฝั่งทะเล” หมายความว่า แนวที่น้ำทะเลขึ้นสูงสุดตามปกติทางธรรมชาติตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร |
เพิ่มเติมท้ายคำนิยามเพื่อให้เกิด
|
|
2. พื้นที่ที่ให้ใช้มาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม |
||
|
• ให้พื้นที่ที่ได้มีการกำหนดให้เป็นเขตอนุรักษ์ เขตผังเมืองรวม และเขตควบคุมมลพิษ ของอำเภอบางละมุงและอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรีเป็นเขตพื้นที่ที่ให้ใช้มาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในประกาศนี้
|
• ให้พื้นที่ที่ได้มีการกำหนดให้เป็นเขตอนุรักษ์ เขตผังเมืองรวม เขตควบคุมอาคาร และเขตควบคุมมลพิษของอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เป็นเขตพื้นที่ที่ให้ใช้มาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในประกาศนี้
|
- ปรับแก้ไขมาตรการ โดยเพิ่มเขตควบคุมอาคาร เพื่อให้ครอบคลุมการใช้ฐานกฎหมายที่ใช้ในพื้นที่ คือ 1) กฎกระทรวง ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2519) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมการก่อสร้าง พุทธศักราช 2479 2) กฎกระทรวงฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2521) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมการก่อสร้าง พุทธศักราช 2479 - คงไว้เฉพาะอำเภอบางละมุงเนื่องจากที่ผ่านมาไม่พบความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่อำเภอสัตหีบ |
|
• ให้จำแนกพื้นที่ออกเป็น 2 บริเวณ ได้แก่ - บริเวณที่ 1 ได้แก่ พื้นที่บนแผ่นดิน ใหญ่ และพื้นที่เกาะล้าน เกาะครก และเกาะสาก - บริเวณที่ 2 ได้แก่ พื้นที่น่านน้ำทะเล |
• ให้จำแนกพื้นที่ออกเป็น 2 บริเวณ ได้แก่ - บริเวณที่ 1 ได้แก่ พื้นที่บนแผ่นดิน ใหญ่ และพื้นที่เกาะล้าน เกาะครก และเกาะสาก - บริเวณที่ 2 ได้แก่ พื้นที่น่านน้ำทะเล |
- คงข้อความเดิม |
|
3. มาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม |
||
|
• ห้ามก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเปลี่ยนการใช้อาคารใด ๆ ให้เป็นอาคาร ดังต่อไปนี้
(1) โรงงานทุกประเภทหรือทุกชนิดตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน เว้นแต่พื้นที่ด้านตะวันออกของทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3 (ถนนสุขุมวิท) (2) อาคารปศุสัตว์เพื่อการค้า เว้นแต่อาคารปศุสัตว์เพื่อการค้าที่มีพื้นที่ทุกชั้นในหลังเดียวกันหรือหลายหลังรวมกันไม่เกิน 200 ตารางเมตร โดยต้องมีระยะห่างจากแนวชายฝั่งทะเลไม่น้อยกว่า 1,000 เมตร และมีระยะห่างจากแหล่งน้ำสาธารณะหรือบ่อน้ำ เพื่อการบริโภคไม่น้อยกว่า 30 เมตร รวมทั้งมีบ่อกรองและบ่อบำบัดมูลสัตว์และน้ำเสีย ตลอดจนต้องมีมาตรการควบคุมการปล่อยทิ้งของเสียให้เป็นไปตามมาตรฐานของทางราชการด้วย
(3) ฌาปนสถาน เว้นแต่เป็น |
• การก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเปลี่ยนการใช้อาคารใด ๆ เป็นโรงงานทุกประเภทหรือทุกชนิดตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน ต้องจัดให้มี (1) เครื่องจักรหรืออุปกรณ์เพื่อควบคุมมลพิษหรือแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด
(2) ที่ว่างน้ำซึมผ่านได้ไม่น้อยกว่า
ตัดออก |
- ปรับแก้ไขมาตรการให้สอดคล้องกับหลักการเดียวกับประกาศพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมฉบับใหม่เพื่อลดความซ้ำซ้อนกับกฎหมายที่ใช้ในพื้นที่ โดยให้มีมาตรการส่งเสริมด้านสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ที่ประกอบกิจการโรงงาน โดยการกำหนดให้มีที่ว่างน้ำซึมผ่านได้ พื้นที่สีเขียวและการปลูกไม้ยืนต้น โดยให้ใช้ข้อกำหนดตามกฎหมายที่ใช้บังคับในพื้นที่ ซึ่งมีข้อห้ามในเรื่องการก่อสร้างโรงงาน รวมทั้งห้ามการเลี้ยงสัตว์ทุกชนิดเพื่อการค้าที่อาจก่อเหตุรำคาญ คือ 1) กฎกระทรวง ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2519) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมการก่อสร้าง พุทธศักราช 2479 2) กฎกระทรวง ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2521) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมการก่อสร้างพุทธศักราช 2479 3) ประกาศคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เรื่องแผนผังการใช้ประโยชน์ในที่ดินและแผนผังการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค เขตพัฒนา พิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2562 และ 4) ข้อกำหนดตามผังเมืองรวม เมืองบางละมุง จังหวัดชลบุรี - เสนอตัดออกเนื่องจากมีกฎหมายที่ใช้บังคับกับกรณีดังกล่าวอยู่แล้วได้แก่ กฎกระทรวง (พ.ศ. 2543) ออกตามความในพระราชบัญญัติสุสานและฌาปนสถาน พ.ศ. 2528 ซึ่งสาระสำคัญเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการตั้งสุสานและฌาปนสถาน |
|
• การก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเปลี่ยนการใช้อาคารใด ๆ ให้เป็นไปตามพื้นที่และหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้ (1) พื้นที่ที่วัดจากแนวชายฝั่งทะเลเข้าไปในแผ่นดินเป็นระยะ 20 เมตร (ก) อาคารที่เป็นองค์ประกอบของระบบสาธารณูปโภคที่มีความสูงไม่เกิน4 เมตร พื้นที่อาคารรวมกันไม่เกิน (ข) อาคารของส่วนราชการเพื่อรักษาความปลอดภัยเพื่ออำนวยความสะดวกหรือเกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวโดยต้องมีความสูงไม่เกิน 4 เมตร พื้นที่อาคารรวมกันไม่เกิน 24 ตารางเมตร (ค) อาคารที่เป็นองค์ประกอบของระบบป้องกันและบรรเทาอุทกภัยซึ่งดำเนินการโดยส่วนราชการรัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐโดยต้องได้รับความเห็นจากคณะกรรมการตาม (ง) โครงสร้างเสาสัญญาณเตือนภัย โดยต้องได้รับความเห็นจากคณะกรรมการตามข้อ 13 เพื่อนำไป ประกอบการขออนุญาต (2) พื้นที่ที่วัดจากระดับน้ำทะเล
(3) พื้นที่บนเกาะล้าน เกาะครกและเกาะสาก ให้ทำได้เฉพาะอาคาร ที่มีความสูงไม่เกิน 9 เมตร และต้องมีพื้นที่ว่างไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ของที่ดินแปลงที่ยื่นขออนุญาตก่อสร้างอาคาร และมีพื้นที่สีเขียวไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของที่ว่าง
(4) พื้นที่ที่มีความลาดชันตั้งแต่ร้อยละ20 ถึงร้อยละ 35 ให้ก่อสร้าง หรือดัดแปลงอาคารได้ตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้ (ก) พื้นที่บนแผ่นดินใหญ่ให้ทำได้เฉพาะอาคารประเภทบ้านเดี่ยวหรืออาคารเดี่ยวที่มีความสูงไม่เกิน 12 เมตร (ข) พื้นที่บนเกาะล้าน เกาะครกและเกาะสาก ให้ทำได้เฉพาะอาคาร ที่มีความสูงไม่เกิน 9 เมตร ในกรณีที่ขนาดของที่ดินแปลงที่ยื่นขออนุญาตตาม (ก) และ (ข) มีเนื้อที่ตั้งแต่ 100 ตารางวาขึ้นไป ให้มีพื้นที่อาคารคลุมดินต่อหลังไม่เกิน 90 ตารางเมตร มีที่ว่างน้ำซึมผ่านได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ของที่ดินแปลงที่ยื่นขออนุญาต และมีพื้นที่สีเขียวไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของที่ว่าง สำหรับกรณีที่ขนาดของที่ดินแปลงที่ยื่นขออนุญาตมีเนื้อที่น้อยกว่า 100 ตารางวา ให้มีพื้นที่อาคารคลุมดินต่อหลังไม่เกิน 70 ตารางเมตร และมีที่ว่างน้ำซึมผ่านได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของที่ดินแปลงที่ยื่นขออนุญาต และมีพื้นที่สีเขียวไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของที่ว่าง ทั้งนี้ ที่ว่างของที่ดินแปลงที่ยื่นขออนุญาตทั้งสองกรณีต้องมีไม้ยืนต้นที่เป็นพันธุ์ไม้ท้องถิ่นเป็นองค์ประกอบหลัก
ฯลฯ |
• การก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเปลี่ยนการใช้อาคารใด ๆ ให้เป็นไปตามพื้นที่และหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้ (1) พื้นที่ที่วัดจากแนวชายฝั่งทะเลเข้าไปในแผ่นดินเป็นระยะ 20 เมตร ห้ามก่อสร้างหรือดัดแปลงอาคารใด ๆ เว้นแต่อาคาร ดังต่อไปนี้ (ก) อาคารที่เป็นองค์ประกอบของระบบสาธารณูปโภค ระบบบำบัดน้ำเสีย อาคารเพื่ออำนวยความสะดวก หรือเกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว ซึ่งดำเนินการโดยหน่วยงานของรัฐ โดยต้องได้รับความเห็นจากจังหวัดชลบุรีและต้องมีความสูงไม่เกิน 4 เมตร
(ข) อาคารที่เป็นองค์ประกอบของระบบป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและอาคารเพื่อรักษาความปลอดภัย ซึ่งดำเนินการโดยหน่วยงานของรัฐโดยต้องได้รับความเห็นจากจังหวัดชลบุรี
(ค) โครงสร้างเสาสัญญาณเตือนภัย โดยต้องได้รับความเห็นจาก จังหวัดชลบุรีเพื่อนำไปประกอบการขออนุญาต (2) พื้นที่ที่วัดจากระดับน้ำทะเล ปานกลางเข้าไปในแผ่นดินเป็นระยะ 100 เมตร ให้ทำได้เฉพาะอาคาร ที่มีความสูงไม่เกิน 14 เมตร และต้องมีที่ว่างน้ำซึมผ่านได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของพื้นที่ว่างตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารหรือกฎหมายว่าด้วยการผังเมือง และมีพื้นที่สีเขียวที่เป็นไม้ยืนต้นเป็นองค์ประกอบหลักไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของพื้นที่ว่างน้ำซึม ผ่านได้ (3) พื้นที่บนเกาะล้าน เกาะครกและเกาะสาก ให้ทำได้เฉพาะอาคาร ที่มีความสูงไม่เกิน 9 เมตร และต้องมีที่ว่างน้ำซึมผ่านได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของพื้นที่ว่างตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารหรือกฎหมายว่าด้วยการผังเมืองและมีพื้นที่สีเขียวที่เป็นไม้ยืนต้นเป็นองค์ประกอบหลักไม่น้อยกว่าร้อยละ50 ของพื้นที่ว่างน้ำซึมผ่านได้
(4) พื้นที่ที่มีความลาดชันตั้งแต่ร้อยละ 20 ถึงร้อยละ 35 ให้ก่อสร้าง หรือดัดแปลงอาคารได้ตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้ (ก) พื้นที่บนแผ่นดินใหญ่ให้ทำได้เฉพาะอาคารประเภทบ้านเดี่ยว หรืออาคารเดี่ยวที่มีความสูงไม่เกิน 12 เมตร (ข) พื้นที่บนเกาะล้าน เกาะครกและเกาะสาก ให้ทำได้เฉพาะอาคาร ที่มีความสูงไม่เกิน 9 เมตร ในกรณีที่ขนาดของที่ดินแปลงที่ยื่นขออนุญาตตาม (ก) และ (ข) มีเนื้อที่ตั้งแต่ 100 ตารางวาขึ้นไปให้มีพื้นที่ อาคารคลุมดินต่อหลังไม่เกิน 90 ตารางเมตร และต้องมีที่ว่างน้ำซึมผ่านได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของพื้นที่ว่างตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารหรือกฎหมายว่าด้วยการผังเมือง และมีพื้นที่สีเขียวที่เป็นไม้ยืนต้นเป็นองค์ประกอบหลักไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของพื้นที่ว่างน้ำซึมผ่านได้ สำหรับกรณีที่ขนาดของที่ดินแปลงที่ยื่นขออนุญาตมีเนื้อที่น้อยกว่า 100 ตารางวา ให้มีพื้นที่อาคารคลุมดินต่อหลังไม่เกิน 70 ตารางเมตร และต้องมีที่ว่างน้ำซึมผ่านได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของพื้นที่ว่างตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารหรือกฎหมายว่าด้วยการผังเมือง และมีพื้นที่สีเขียวที่เป็นไม้ยืนต้นเป็นองค์ประกอบหลักไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของพื้นที่ว่างน้ำซึมผ่านได้ ฯลฯ |
- ปรับมาตรการเพื่อให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในปัจจุบันที่ในระยะดังกล่าวควรเป็นพื้นที่ให้มีได้เฉพาะอาคารของส่วนราชการเพื่อความปลอดภัย และเพื่อประโยชน์สาธารณะ
- เนื่องจากพื้นที่ทั้ง 3 เกาะ ดังกล่าวมีอัตราการเจริญเติบโตที่สูงมาก จำนวนประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งการอพยพย้ายถิ่นประชากรแฝงและการท่องเที่ยวจึงเกิดปัญหาความเสื่อมโทรม ทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมากและมีแนวโน้มที่จะรุนแรงขึ้น จึงจำเป็นต้องกำหนดความสูงที่ระดับ 9 เมตร เพื่อเป็นการรักษาสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติของพื้นที่ให้คงความสมดุลให้มากที่สุด - ปรับมาตรการเพื่อส่งเสริมด้านสิ่งแวดล้อมในการกำหนดสัดส่วนเกี่ยวกับพื้นที่น้ำซึมผ่านได้และพื้นที่สีเขียวที่เป็นไม้ยืนต้น เพื่อให้พื้นที่ว่างตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารหรือกฎหมายว่าด้วยการผังเมืองมีการดูแลด้านสิ่งแวดล้อม
|
|
• การวัดความสูงของอาคารให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ ฯลฯ (4) กรณีที่พื้นดินเป็นเชิงลาดให้วัดจากระดับพื้นดินที่ก่อสร้าง ณ จุดที่ต่ำที่สุดของอาคารหลังนั้นการวัดความสูงของอาคารให้วัดจากระดับตามวรรคหนึ่งขึ้นไปในแนวดิ่งถึงส่วนที่สูงที่สุดของอาคาร สำหรับอาคารทรงจั่วหรือปั้นหยาให้วัดถึงยอดผนังของชั้นสูงสุด |
• การวัดความสูงของอาคารให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ ฯลฯ (4) กรณีที่พื้นดินเป็นเชิงลาดหรือมีการปรับระดับพื้นดินบนพื้นที่เชิงลาด ให้วัดจากระดับพื้นดินที่ก่อสร้าง ณ จุดที่ต่ำที่สุดของพื้นที่ใช้สอยของอาคารหลังนั้น การวัดความสูงของอาคารให้วัดจากระดับพื้นดินที่ก่อสร้างถึงพื้นดาดฟ้า สำหรับอาคารทรงจั่วหรือปั้นหยาให้วัดจากระดับพื้นดินที่ก่อสร้างถึงยอดผนังชั้นสูงสุด การวัดความสูงของอาคารในบริเวณที่มีกฎหมายกำหนดบริเวณห้ามก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเปลี่ยนการใช้อาคารให้วัดจากระดับพื้นดินถึงส่วนที่สูงที่สุดของอาคาร |
- ปรับมาตรการวัดความสูงเพื่อให้สอดคล้องประกาศกระทรวงฉบับ อื่น ๆ ที่ สคก. ได้ ตรวจพิจารณาแล้ว เพื่อเป็นการควบคุมความสูงของอาคารในพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม |
|
• การก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเปลี่ยนการใช้อาคารเป็นโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม อาคารอยู่อาศัยรวมตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร หรืออาคารชุดตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด ที่อยู่ห่างจากแนวชายฝั่งทะเลเกินกว่า 50 เมตร หรืออยู่ห่างจากแนวชายเกาะเกินกว่า 50 เมตร กรณีที่เกาะนั้นไม่มีแนวชายฝั่งทะเล และมีจำนวนห้องพักตั้งแต่ 10 ห้อง ถึง 29 ห้อง |
• การก่อสร้าง ดัดแปลง ซึ่งเป็นการขยายขนาดหรือเพิ่มจำนวนห้องพัก หรือเปลี่ยนการใช้อาคารเป็นโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรมอาคารอยู่ อาศัยรวมตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร อาคารชุดตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด ที่อยู่ห่างจากแนวชายฝั่งทะเลเกินกว่า 50 เมตร หรืออยู่ห่างจากแนวชายเกาะเกิน 50 เมตรกรณีที่เกาะนั้นไม่มีชายฝั่งทะเลและมีจำนวนห้องพักตั้งแต่ 11 ห้อง ถึง 49 ห้อง ต้องดำเนินการตามข้อกำหนดท้ายประกาศนี้ |
- ปรับจำนวนห้องเพื่อให้สอดคล้องและรองรับกับการปรับการกำหนดให้จำนวนห้องที่ต้องจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้นสำหรับกรณีการก่อสร้างดัดแปลงขยายหรือเพิ่มจำนวนห้องพักของโรงแรมอาคารอยู่อาศัยรวม และอาคารชุดที่มีจำนวนห้องพักตั้งแต่ 11 – 49 ห้อง เพื่อป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่อาจจะเกิดขึ้นในพื้นที่หากไม่มีการทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น |
|
• ก่อนการก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเปลี่ยนการใช้อาคาร หรือดำเนินโครงการหรือประกอบกิจการกรณีที่โรงแรม อาคารอยู่อาศัยรวม อาคารชุด ที่มีห้องพักต้องจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้นตั้งแต่ 30 ห้อง ถึง 79 ห้อง หรือพื้นที่ใช้สอยของทุกอาคารรวมกันตั้งแต่ 1,500ตารางเมตร แต่ไม่ถึง 4,000 ตารางเมตร รวมทั้งต้องทำจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมกรณีที่อยู่ห่างแนวชายฝั่งไม่เกิน 50 เมตร หรือตั้งแต่ 80 ห้องขึ้นไป |
• ก่อนการก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเปลี่ยนการใช้อาคาร หรือดำเนินโครงการหรือประกอบกิจการกรณีที่โรงแรม อาคารอยู่อาศัยรวม อาคารชุด ที่มีห้องพัก ต้องจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้นตั้งแต่ 50 ห้อง ถึง 79 ห้อง หรือพื้นที่ใช้สอยของทุกอาคารรวมกันตั้งแต่ 2,500 ตารางเมตร แต่ไม่ถึง 4,000 ตารางเมตร รวมทั้งต้องทำจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม กรณีที่อยู่ห่างแนวชายฝั่งไม่เกิน 50 เมตร หรือตั้งแต่ 80 ห้องขึ้นไปหรือมีพื้นที่ใช้สอยของทุกอาคารรวมกันตั้งแต่ 4,000 ตารางเมตรขึ้นไป |
- ปรับมาตรการเรื่องการทำรายงาน IEE และ EIA ในภาพรวมใหม่ เพื่อให้สอดคล้องประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเรื่อง กำหนดโครงการ กิจการ หรือการดำเนินการ ซึ่งต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2566 |
|
4. กลไกการจัดการ การกำกับดูแล และติดตามผลการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม |
||
|
• เพื่อประโยชน์ในการกำกับดูแลและติดตามผลการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและ ให้รัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลและติดตามผลการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมจังหวัดชลบุรี |
• ให้สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดชลบุรี ทำหน้าที่ดูแล ติดตาม ตรวจสอบ ประสานและให้คำแนะนำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการบังคับใช้มาตรการคุ้มครอง สิ่งแวดล้อมให้เป็นไปตามประกาศนี้ รวมทั้งจัดทำรายงานผลการดำเนินงานเสนอคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง |
- เนื่องจาก สคก. ได้พิจารณาแล้วว่า การกำหนดให้มีคณะกรรมการกำกับดูแลและติดตามผลการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมไว้ในประกาศกระทรวงฯ นั้น มิใช่การกำหนดมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมตามมาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 และไม่สอดคล้องกับมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2560 โดยการตัดกลไกการพิจารณาของคณะกรรมการกำกับออก เพื่อให้สอดคล้องตามข้อสังเกตของ สคก. และพัฒนากลไกการจัดการ การกำกับดูแลและติดตามผลการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในส่วนหน้าที่อำนาจตามกฎหมายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดชลบุรี |
|
5. ระยะเวลาบังคับใช้ |
||
|
• ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป และมีระยะเวลาบังคับใช้ 5 ปี นับแต่วันที่ประกาศมีผลใช้บังคับ |
• ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป และมีระยะเวลาบังคับใช้ |
- คงหลักการเดิม |
2. ในคราวประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2568 เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2568 ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบกับร่างประกาศดังกล่าว
3. ทส. ได้ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2565 (เรื่อง แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับกรณีการตราร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่ต้องจัดให้มีแผนที่ท้าย) โดยกรมการปกครองได้ตรวจสอบแผนที่ท้ายประกาศฯ แล้ว ซึ่งสอดคล้องกับคำบรรยายในประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การกำหนดเขตตำบลในท้องที่อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ลงวันที่ 18 ธันวาคม 2540 และประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การกำหนดเขตตำบล ในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง ประกอบกับเมืองพัทยาได้ตรวจสอบแล้วว่าขอบเขตพื้นที่การปกครองเมืองพัทยาเป็นไปตามแผนที่ท้ายพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ. 2521
4. ทส. ได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นร่างประกาศดังกล่าวผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของสำนักงานนโยบายฯ (www.onep.go.th) และผ่านเว็บไซต์ระบบกลางทางกฎหมาย (www.law.go.th) ระหว่างวันที่ 1 – 31 ธันวาคม 2567 รวม 31 วัน รวมทั้งได้นำสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นและรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายเปิดเผยผ่านเว็บไซต์ดังกล่าวแล้ว
6. เรื่อง ข้อเสนอขอแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบข้อเสนอขอแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560 ของสภาเกษตรกรแห่งชาติ รวมทั้งมอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รับข้อเสนอดังกล่าวไปพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยให้พิจารณาในประเด็นความเห็นของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และให้รับความเห็นสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปประกอบการพิจารณาเพื่อดำเนินการตามความจำเป็นเหมาะสมต่อไปด้วย
สาระสำคัญของเรื่อง
1. ข้อเสนอขอแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560 เพื่อให้การบังคับใช้พระราชบัญญัติดังกล่าวสามารถคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของเกษตรกรได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และเพื่อขยายขอบเขตความคุ้มครองทางกฎหมายให้ครอบคลุมรูปแบบการเอารัดเอาเปรียบหรือการฉ้อโกงที่หลากหลาย รวมทั้งเสริมสร้างกลไกกำกับดูแลทั้งในระดับชาติและระดับพื้นที่ ตลอดจนยกระดับระบบเกษตรพันธสัญญาให้เป็นกลไกขับเคลื่อนภาคเกษตรกรรมที่ยั่งยืนโดยมีข้อเสนอแนะที่สำคัญ ได้แก่
|
ข้อเสนอของสภาเกษตรกรแห่งชาติ |
|
|
1) แก้ไขเพิ่มเติมนิยาม คำว่า ระบบเกษตรพันธสัญญา
|
กำหนดให้รวมถึงธุรกิจที่ระดมทุนเพื่อการผลิตทางการเกษตรที่มีวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจการผลิต แปรรูป จำหน่ายหรือ |
|
2) แก้ไขเพิ่มเติมอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา |
เช่น ให้มีอำนาจกำหนดแนวทางหรือมาตรการในการกำกับ ควบคุมตรวจสอบ และติดตามการทำสัญญาและการปฏิบัติตามสัญญา (เดิม ไม่มี) และให้มีอำนาจทำการแจ้งเตือน แนะนำ สั่งให้มี |
|
3) การเพิ่มเติมให้มี “คณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญาจังหวัด” และ “นายทะเบียนเกษตรพันธสัญญาจังหวัด” |
เพื่อกระจายอำนาจและภารกิจสู่ระดับจังหวัด (เดิม ไม่มี)
|
|
4) การกำหนดขอบเขตนายทะเบียนในการออกใบรับรอง |
เนื่องจากข้อเสนอแก้ไขเพิ่มเติมนี้กำหนดให้มีนายทะเบียนเกษตรพันธสัญญาจังหวัดขึ้น จึงต้องมีการกำหนดขอบเขตในการออกใบรับรองระหว่างนายทะเบียนเกษตรพันธสัญญาจังหวัดกับ |
|
5) แก้ไขเพิ่มเติมการทำสัญญาในระบบเกษตรพันธสัญญา |
เช่น การกำหนดให้นายทะเบียนผู้ประกอบการและผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุดหรือผู้แทนสำนักงานอัยการจังหวัดต้องให้ความรู้ |
|
6) เพิ่มข้อตกลงหรือเงื่อนไขในสัญญาที่ไม่มีผลใช้บังคับ |
โดยเพิ่มกรณีเป็นเกษตรพันธสัญญาเกี่ยวกับการระดมทุน ให้ถือว่าการลดจำนวนเงินปันผล และการงดจ่ายเงินคืนผลประโยชน์ หรือให้เพิ่มทุนเป็นข้อตกลงหรือเงื่อนไขที่ไม่มีผลบังคับใช้ในสัญญา |
|
7) เพิ่มอำนาจของคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา |
โดยให้มีอำนาจยึดหลักทรัพย์ค้ำประกันสัญญาเพื่อนำมาเยียวยาเกษตรกรในกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรไม่ปฏิบัติตามสัญญาจนเกิดความเสียหายต่อเกษตรกร |
|
8) แก้ไขเพิ่มเติมกรณีการบอกเลิกสัญญาในระบบเกษตรพันธสัญญา ก่อนสิ้นกำหนดเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญา |
โดยกำหนดเพิ่มให้การบอกเลิกสัญญาต้องกระทำร่วมกันระหว่างคู่สัญญาต่อหน้านายทะเบียนเกษตรพันธสัญญา เพื่อลดโอกาส
|
|
9) เพิ่มให้มีการกำหนดผู้รับผิดชอบในการไกล่เกลี่ยกรณีที่การพิพาทครอบคลุมหลายพื้นที่ หรือพื้นที่ข้อพิพาทกระจายอยู่ทุกภูมิภาค |
เนื่องจากปัจจุบันผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรมีกรณีที่ทำสัญญาในลักษณะเดียวกันข้ามเขตหลายพื้นที่ |
|
10) แก้ไขเพิ่มเติมบทกำหนดโทษ |
โดยเพิ่มให้มีการยึดหลักทรัพย์ประกันสัญญา หากผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรฝ่าฝืนพระราชบัญญัตินี้หรือไม่ปฏิบัติตามสัญญาหรือให้ยึดทรัพย์ผู้เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดและให้ตกเป็นของแผ่นดิน หากมีกรณีศาลพิจารณาคดีแล้ว หรือผู้ก่อความเสียหายหนีคดีและเข้าข่ายเป็นการฉ้อโกง เอารัดเอาเปรียบเกษตรกร มีมูลค่าความเสียหายไม่น้อยกว่า 100 ล้านบาท |
7. เรื่อง แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการเสนอแต่งตั้งข้าราชการประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิและประเภทบริหารระดับสูง
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2547 (เรื่อง แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการแต่งตั้งข้าราชการระดับ 10 หรือ ระดับ 11) รวมทั้งเห็นชอบแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการเสนอแต่งตั้งข้าราชการประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ และประเภทบริหารระดับสูง ตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์) เสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
รองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์) เสนอว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการแต่งตั้งข้าราชการระดับ 10 หรือ 11 ซึ่งเป็นการถือปฏิบัติตามแนวทางที่พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ได้แจ้งให้ ส่วนราชการถือปฏิบัติตามแนวทางดังกล่าวตามหนังสือ สลค. ที่ นร 0504/ว 9 ลงวันที่ 16 มกราคม 2547 และหนังสือ สลค. ที่ นร. 0504/ว 20 ลงวันที่ 29 มกราคม 2547 แต่โดยที่พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มีผลใช้บังคับมาตั้งแต่วันที่ 26 มกราคม 2551 และได้มีการยกเลิกระบบ “ซี” แล้ว ประกอบกับ ก.พ. ได้กำหนดหลักเกณฑ์ และแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการเสนอแต่งตั้งข้าราชการประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิและประเภทบริหารระดับสูงขึ้นใหม่ ทำให้แนวทางปฏิบัติเดิมที่คณะรัฐมนตรีเคยมีมติเห็นชอบไว้ (13 มกราคม 2547) ไม่สอดคล้องกับกฎหมายปัจจุบัน ดังนั้น เพื่อให้ส่วนราชการต่าง ๆ มีความเข้าใจและสามารถดำเนินการจัดทำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี เพื่อแต่งตั้งข้าราชการประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ และประเภทบริหารระดับสูง ให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ หลักเกณฑ์ที่เปลี่ยนแปลงไป และเป็นไปตามแนวทางที่ ก.พ. ได้กำหนดไว้ในปัจจุบัน จึงเห็นสมควรยกเลิกมติคณะรัฐมนตรี (13 มกราคม 2547) และเห็นควรกำหนดแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการเสนอแต่งตั้งข้าราชการประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ และประเภทบริหารระดับสูงขึ้นใหม่ ประกอบด้วยการแต่งตั้งย้อนหลัง การแต่งตั้งล่วงหน้า วันที่ขอให้การแต่งตั้งมีผลการแต่งตั้งและการให้พ้นจากตำแหน่ง และแบบรับรองประวัติ โดยได้มีการแก้ไขเรื่องต่าง ๆ ที่มีความสำคัญ ได้แก่
1. การปรับชื่อตำแหน่งข้าราชการ ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 จากเดิมระบบจำแนกตำแหน่งจัดเป็นระดับร่วมที่เรียกโดยย่อว่า “ซี” เรียงจากระดับ 1 ไปถึงระดับ 11เป็นระบบจำแนกตำแหน่งออกเป็นหลายประเภทโดยไม่มีระดับร่วมเป็นประเภทตามลักษณะงาน 4 ประเภท ได้แก่ ทั่วไป วิชาการ อำนวยการ และบริหาร โดยตำแหน่งที่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบ คือ ตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ และประเภทบริหารระดับสูง
2. การแต่งตั้งล่วงหน้า เพื่อให้เกิดความชัดเจนและให้การดำเนินการเกี่ยวกับการแต่งตั้งล่วงหน้าเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง สมควรปรับแก้ไขข้อความ ดังนี้
1) ปรับข้อความตามข้อ 2.1 จากเดิม “หากมีความจำเป็นต้องออกคำสั่งล่วงหน้าเกินกำหนดเวลาดังกล่าว ก็ให้ขออนุมัติต่อผู้บังคับบัญชาเหนือชั้นขึ้นไปก่อน” เป็น “ยกเว้นกรณีการแต่งตั้งข้าราชการให้ไปดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำต่างประเทศ อาจออกคำสั่งแต่งตั้งล่วงหน้าได้เกิน 2 เดือน”
2) ปรับข้อความตามข้อ 2.2 จากเดิม “หากมีความจำเป็นเพื่อมิให้เกิดความเสียหายแก่ราชการจำต้องออกคำสั่งแต่งตั้งไว้ล่วงหน้าก็ให้ขออนุมัติต่อผู้บังคับบัญชาเหนือชั้นขึ้นไป” เป็น “ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องออกคำสั่งแต่งตั้งเพื่อประโยชน์แก่ทางราชการ ให้จัดทำบันทึกข้อตกลงร่วมกันระหว่างผู้มีอำนาจแต่งตั้งซึ่งรู้อยู่แล้วว่าตนจะต้องพ้นจากตำแหน่งกับผู้ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแทนโดยระบุเหตุผลความจำเป็นให้ชัดเจนสำหรับประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีด้วย” อันเป็นหลักเกณฑ์ที่ปฏิบัติอยู่ในปัจจุบัน
3. การยกเลิกเงื่อนไขการแต่งตั้งและการให้พ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากปัจจุบัน ก.พ. ได้ออกกฎ ก.พ. ว่าด้วยการย้าย การโอน หรือการเลื่อนข้าราชการพลเรือนสามัญไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญตำแหน่งประเภทบริหารในหรือต่างกระทรวงหรือกรม พ.ศ. 2567 ซึ่งได้กำหนดแนวทางกรณีการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในระดับต่าง ๆ ไว้ โดยยกเลิกเงื่อนไขตามข้อ 4.1 “ยกเว้นการแต่งตั้งข้าราชการระดับ 10 เพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง 11 ให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้พ้นจากตำแหน่งระดับ 10 เพียงอย่างเดียว”
8. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าธรรมเนียม และยกเว้นค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนการขอตรวจเอกสาร การขอสำเนาเอกสารพร้อมคำรับรอง และค่าธรรมเนียมอื่นเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัด พ.ศ. ....
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าธรรมเนียม และยกเว้นค่าธรรมเนียมการจดทะเบียน การขอตรวจเอกสาร การขอสำเนาเอกสารพร้อมคำรับรอง และค่าธรรมเนียมอื่นเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัด พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้ รวมทั้งให้กระทรวงพาณิชย์รับความเห็นของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย
สาระสำคัญของเรื่อง
เนื่องจากปัจจุบันการให้บริการเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อการตรวจสอบข้อมูลนิติบุคคลของประชาชนและภาคธุรกิจเป็นไปตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าธรรมเนียม ลดอัตราค่าธรรมเนียม และยกเว้นค่าธรรมเนียมการจดทะเบียน การขอตรวจเอกสาร การขอสำเนาเอกสารพร้อมคำรับรอง และค่าธรรมเนียมอื่นที่เกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัด พ.ศ. 2563 ซึ่งกำหนดให้ การเชื่อมโยงข้อมูลจากระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามีอัตราค่าธรรมเนียมเป็นชุดข้อมูล ชุดข้อมูลละ 30 บาท (ชุดข้อมูลมี 6 รายการ)1 ทำให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายต่อประชาชนและภาคเอกชนที่ต้องการเชื่อมโยงข้อมูลบางรายการ เช่น ต้องการเชื่อมโยงข้อมูลเพียงแค่รายการอำนาจกรรมการ จะต้องมีการชำระค่าธรรมเนียมในการเชื่อมโยงข้อมูลทั้งชุดข้อมูล 30 บาท โดยไม่สามารถคิดค่าธรรมเนียมเพียงบางรายการได้ส่งผลให้เกิดภาระต้นทุนทั้งต่อประชาชนและภาคธุรกิจ เป็นอุปสรรคต่อการขับเคลื่อนการพัฒนาสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล ไม่เหมาะสมกับรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่ต้องการข้อมูลแค่เพียงบางรายการเท่านั้น พณ. จึงได้เสนอร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าธรรมเนียม และยกเว้นค่าธรรมเนียมการจดทะเบียน การขอตรวจเอกสาร การขอสำเนาเอกสารพร้อมคำรับรอง และค่าธรรมเนียมอื่นเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัด พ.ศ. .... โดยมีสาระสำคัญเป็นการปรับปรุงรายละเอียดในการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการจดทะเบียน การขอตรวจเอกสาร การขอสำเนาเอกสารพร้อมคำรับรอง และค่าธรรมเนียมอื่นเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัด ในส่วนของการให้บริการเชื่อมโยงข้อมูลสำหรับการตรวจสอบข้อมูลนิติบุคคลให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน สรุปได้ ดังนี้
|
1. เพิ่มเติมการกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมการเชื่อมโยงข้อมูลจากระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าไปยังเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของผู้ขอข้อมูล โดยเพิ่ม “ค่าบริการข้อมูลรายการในหนังสือรับรอง” รายการละ 5 บาท (จากเดิมกำหนดเฉพาะกรณีการขอเชื่อมโยงข้อมูลเป็นชุดข้อมูล อัตราค่าธรรมเนียมชุดข้อมูลละ 30 บาท) เพื่อเพิ่มทางเลือกกรณีที่ภาคประชาชนหรือภาคธุรกิจต้องการเชื่อมโยงข้อมูลรายการในหนังสือรับรองเพียงบางรายการอันเป็นการลดต้นทุนการบริการเชื่อมโยงข้อมูลใน |
|
|
กฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าธรรมเนียม ลดอัตราค่าธรรมเนียม และยกเว้นค่าธรรมเนียม การจดทะเบียน การขอตรวจเอกสาร การขอสำเนาเอกสารพร้อมคำรับรอง และค่าธรรมเนียมอื่นเกี่ยวกับ ห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัด พ.ศ. 2563 |
ร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าธรรมเนียม และยกเว้นค่าธรรมเนียมการจดทะเบียน การขอตรวจเอกสาร การขอสำเนาเอกสาร พร้อมคำรับรอง และค่าธรรมเนียมอื่นเกี่ยวกับ ห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัด พ.ศ. .... |
|
ข้อ 3 ให้กำหนดอัตราค่าธรรมเนียม ดังต่อไปนี้ ฯลฯ (12) การเชื่อมโยงข้อมูลจากระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ขอข้อมูล ค่าธรรมเนียมในการให้บริการติดตั้งโปรแกรมเชื่อมโยงข้อมูล ครั้งละ 3,000 บาท ค่าบริการข้อมูล ชุดข้อมูลละ 30 บาท |
ข้อ 3 ให้กำหนดอัตราค่าธรรมเนียม ดังต่อไปนี้ ฯลฯ (12) การเชื่อมโยงข้อมูลจากระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ขอข้อมูล ค่าธรรมเนียมในการให้บริการติดตั้งโปรแกรมเชื่อมโยงข้อมูล ครั้งละ 3,000 บาท ค่าบริการข้อมูล ชุดข้อมูลละ 30 บาท ค่าบริการข้อมูลรายการในหนังสือรับรองรายการละ 5 บาท |
|
2. ยกเลิกการลดอัตราค่าธรรมเนียมลงร้อยละ 50 แก่ห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัดที่ยื่นคำขอจดทะเบียนผ่านระบบจดทะเบียนนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2564 จนถึงวันที่ |
|
|
กฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าธรรมเนียม ลดอัตราค่าธรรมเนียม และยกเว้นค่าธรรมเนียม การจดทะเบียน การขอตรวจเอกสาร การขอสำเนาเอกสารพร้อมคำรับรอง และค่าธรรมเนียมอื่นเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัด พ.ศ. 2563 |
ร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าธรรมเนียม และยกเว้นค่าธรรมเนียมการจดทะเบียน การขอตรวจเอกสาร การขอสำเนาเอกสาร พร้อมคำรับรอง และค่าธรรมเนียมอื่นเกี่ยวกับ ห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัด พ.ศ. .... |
|
ข้อ 4 ให้ลดอัตราค่าธรรมเนียมตามข้อ 3 (1) (2) (3) (4) (5) และ (6) ลงร้อยละห้าสิบ แก่ห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัดที่ยื่นคำขอจดทะเบียนผ่านระบบ จดทะเบียนนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2564 จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม |
- ตัดออก -
|
2. พณ. โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 โดยจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและบุคคลทั่วไป โดยนำร่างกฎกระทรวงฯ ขึ้นรับฟังความคิดเห็น ผ่านเว็บไซต์ระบบกลางทางกฎหมาย (www.law.go.th) และเว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (www.dbd.go.th) ระหว่างวันที่ 12 มีนาคม2569 ถึงวันที่ 15 เมษายน 2569 รวมทั้งสิ้น 35 วัน รวมทั้งรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งส่วนใหญ่เห็นด้วยคิดเป็นร้อยละ 55.56 พร้อมจัดทำรายงานสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นและรายงานวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายของร่างกฎกระทรวง
3. พณ. ได้จัดทำประมาณการสูญเสียรายได้จากการกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมค่าบริการชุดข้อมูลรายการในหนังสือรับรองห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัดตามร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าธรรมเนียม และยกเว้นค่าธรรมเนียมการจดทะเบียน การขอตรวจเอกสาร การขอสำเนาเอกสารพร้อมคำรับรอง และค่าธรรมเนียมอื่นเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัด พ.ศ. .... จะทำให้รัฐสูญเสียรายได้การเก็บค่าธรรมเนียมโดยเปรียบเทียบจากอัตราค่าธรรมเนียมในปี พ.ศ. 2567 ถึง 2568 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 ถึง 31 ธันวาคม 2568 จำนวนรวมทั้งสิ้น 724,200 บาท โดยมีรายละเอียดดังนี้
|
ปีที่ เก็บค่าธรรมเนียม |
จำนวน (ราย) |
อัตรา ค่าธรรมเนียมใหม่รายการละ 5 บาท จะมีรายได้ (บาท)2 |
อัตรา ค่าธรรมเนียมปกติรายการละ 30 บาท จะมีรายได้ (บาท) |
หมายเหตุ |
|
1. ปี 2567 (1 ม.ค. 67 – 31 ธ.ค. 67) |
5,795 |
57,950 |
173,850 |
รัฐสูญเสียรายได้จากการกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมทั้งสิ้น 115,900 บาท |
|
2. ปี 2568 (1 ม.ค. 68 – 31 ธ.ค. 28) |
30,415 |
304,150 |
912,450 |
รัฐสูญเสียรายได้จากการกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมทั้งสิ้น 608,300 บาท |
|
รัฐจะสูญเสียรายได้จากการกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมใหม่รวมทั้งสิ้น |
724,200 บาท |
|||
_________
1 รายการต่าง ๆ ในหนังสือรับรองห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทจำกัด ประกอบด้วย 1) ชื่อห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทจำกัด 2) รายการข้อมูลกรรมการ 3) จำนวนหรือชื่อกรรมการลงชื่อผูกพันบริษัท 4) ทุนจดทะเบียน 5) ที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ และสำนักงานสาขา (ถ้ามี) และ 6) วัตถุประสงค์ของห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทจำกัด
2 ประมาณการโดยสมมติฐานการขอเชื่อมโยงรายการข้อมูลในหนังสือรับรองซึ่งจะมีการขอข้อมูลเพียง 2 รายการ ได้แก่ รายชื่อกรรมการ และจำนวนหรือชื่อกรรมการลงชื่อผูกพันบริษัท โดยมีอัตราค่าธรรมเนียมค่าบริการข้อมูลในหนังสือรับรองรายการละ 5 บาทคิดเป็นค่าบริการ รวมทั้งสิ้น10 บาท ตามร่างกฎกระทรวงฯ จากเดิมจะต้องขอข้อมูลเป็นชุดข้อมูล 30 บาท
เศรษฐกิจ-สังคม
9. เรื่อง ขออนุมัติดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จังหวัดจันทบุรี
คณะรัฐมนตรีมีมติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ 1) อนุมัติให้ กษ. โดยกรมชลประทานดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จังหวัดจันทบุรี กำหนดแผนงานโครงการ 7 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570-2576) กรอบวงเงินงบประมาณทั้งสิ้น 7,200 ล้านบาท ทั้งนี้ จะดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และเป็นประโยชน์กับการดำเนินโครงการฯ 2) อนุมัติในหลักการให้กรมชลประทานร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) (พอช.) ในการดำเนินโครงการบ้านมั่นคงชนบท เพื่อสนับสนุนการพัฒนาที่อยู่อาศัยให้กับผู้ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างโครงการ และให้กรมชลประทานจ่ายค่าชดเชยให้กับราษฎร ผู้ได้รับผลกระทบอย่างเป็นธรรมและเหมาะสม และให้ดำเนินการตามความเห็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วย
สาระสำคัญของเรื่อง
โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จังหวัดจันทบุรี มีเขื่อนหัวงานและอ่างเก็บน้ำตั้งอยู่ที่ตำบลขุนซ่อง อำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี มีความจุอ่างเก็บน้ำ 99.50 ล้านลูกบาศก์เมตร และระบบชลประทาน 87,700 ไร่ ระยะเวลาก่อสร้าง 7 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 -2576) วงเงินงบประมาณ 7,200 ล้านบาท (รวมค่าที่ดิน) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแหล่งกักเก็บน้ำต้นทุนที่ยั่งยืนให้กับจังหวัดจันทบุรี และรองรับเขตพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ครอบคลุมพื้นที่รับประโยชน์ 87,700 ไร่ รวมทั้งบรรเทาอุทกภัยที่เกิดขึ้นในบริเวณพื้นที่ตอนล่างของลุ่มน้ำคลองวังโตนด โดยโครงการดังกล่าวมีอัตราส่วนผลประโยชน์ต่อต้นทุน (B/C Ratio) เท่ากับ 2.20 และมีอัตราผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์ (EIRR) ร้อยละ 13.18 ประกอบกับคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ในการประชุมครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 ได้มีมติเห็นชอบในหลักการโครงการดังกล่าวแล้ว รวมทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินการตามประกาศคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ เรื่อง การดำเนินกิจกรรม มาตรการ หรือโครงการที่ก่อให้เกิดภาระต่องบประมาณ หรือภาระทางการคลังในอนาคต พ.ศ. 2561 ด้วยแล้ว
10. เรื่อง ขออนุมัติดำเนินโครงการบรรเทาอุทกภัยพื้นที่ลุ่มน้ำเพชรบุรีตอนล่างอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเพชรบุรี และขอยกเว้นมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าชายเลนของโครงการบรรเทาอุทกภัยพื้นที่ลุ่มน้ำเพชรบุรีตอนล่างอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเพชรบุรี
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ
1. อนุมัติให้ กษ. โดยกรมชลประทาน ดำเนินโครงการบรรเทาอุทกภัยพื้นที่ลุ่มน้ำเพชรบุรีตอนล่างอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเพชรบุรี (โครงการฯ) กำหนดแผนงานโครงการ 10 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 -2579) ภายใต้กรอบวงเงินงบประมาณทั้งสิ้น 14,700 ล้านบาท
2. อนุมัติยกเว้นการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีที่ห้ามใช้ประโยชน์ป่าชายเลน ได้แก่ มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2534 (เรื่อง รายงานการศึกษาสถานภาพปัจจุบันของป่าชายเลนและปะการังของประเทศ) มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2543 (เรื่อง มติคณะกรรมการนโยบายป่าไม้แห่งชาติ เรื่อง การแก้ไขปัญหาการจัดการพื้นที่ป่าชายเลน) และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2543 (เรื่อง มติคณะกรรมการนโยบายป่าไม้แห่งชาติ ครั้งที่ 3/2543 เรื่อง การแก้ไขปัญหาการจัดการพื้นที่ป่าชายเลน)
สาระสำคัญของเรื่อง
1. จังหวัดเพชรบุรีประสบปัญหาอุทกภัยเป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะในปี 2539 ปี 2540 ปี 2546 และปี 2553 เกิดน้ำท่วมใหญ่อย่างรุนแรงจากปริมาณฝนที่ตกค่อนข้างมากและติดต่อกันหลายวัน ทำให้แม่น้ำเพชรบุรีไม่สามารถรับมวลน้ำทั้งหมดได้ ส่งผลให้น้ำล้นตลิ่งไหลบ่าเข้าท่วมพื้นที่ราบลุ่มทั้ง 8 อำเภอของจังหวัดเพชรบุรี พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงห่วงใยปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำเพชรบุรี และทรงพระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับโครงการฯ และรับสั่งให้กรมชลประทานพิจารณาปรับปรุงคลองชลประทานในเขตโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเพชรบุรี ซึ่งทำหน้าที่คลองส่งน้ำให้สามารถเป็นคลองระบายน้ำได้เมื่อเกิดอุทกภัย รวมทั้งให้พิจารณาก่อสร้างอาคารระบายน้ำคันกั้นน้ำเค็มให้สามารถระบายน้ำได้ และให้พิจารณาวางแผนสร้างแหล่งเก็บกักน้ำต่าง ๆ ตามความเหมาะสม ให้ราษฎรไว้ใช้ประโยชน์และเพิ่มช่องระบายน้ำผ่านถนนและคลองระบายน้ำเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมโดยด่วนต่อไป
2. ภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรีรับทราบการเตรียมความพร้อมโครงการฯ แล้ว กษ. โดย กรมชลประทานดำเนินการศึกษาความเหมาะสมของโครงการฯ ซึ่งสรุปได้ว่าการแก้ไขปัญหาอุทกภัยอย่างถาวรจำเป็นต้องแก้ไขอย่างเป็นระบบลุ่มน้ำ เนื่องจากแม่น้ำเพชรบุรีเป็นแม่น้ำสายหลักที่ไหลผ่านตัวเมืองเพชรบุรี มีชุมชนอยู่หนาแน่น และมีการก่อสร้างพนังกั้นน้ำทั้งสองฝั่งคลองที่บริเวณพื้นที่ด้านท้ายน้ำของเขื่อนเพชร ทำให้การขุดขยายหรือปรับปรุงแม่น้ำเพชรบุรีเป็นไปได้ยาก ดังนั้น การแก้ไขปัญหาอุทกภัยที่มีความเป็นไปได้และมีผลกระทบต่อประชาชนน้อยที่สุด คือ การระบายน้ำผ่านการปรับปรุงลำห้วยยางและคลองส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งขวาไปยังคลองส่งน้ำสายเดิม ซึ่งจำเป็นต้องปรับปรุงคลองเดิมและขุดคลองใหม่ให้สามารถระบายน้ำลงสู่อ่าวไทยได้สูงสุด
350 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
3. โครงการบรรเทาอุทกภัยพื้นที่ลุ่มน้ำเพชรบุรีตอนล่างอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเพชรบุรี (โครงการฯ) มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี โดยมีรายละเอียดโครงการฯ ดังนี้
|
หัวข้อ |
รายละเอียด |
|
ลักษณะโครงการ/พื้นที่ดำเนินการ |
(1) งานปรับปรุงคลองเดิมและขุดคลองระบายน้ำสายใหม่ : มีจุดเริ่มต้นโครงการฯ (จุดรับน้ำ) อยู่ที่บริเวณเขื่อนเพชร ตำบลท่าไม้รวก อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี และจุดสิ้นสุดโครงการฯ (จุดระบายน้ำ) อยู่ที่บริเวณตำบลบางเก่า และตำหนองศาลา อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี รวมระยะทาง 38.92 กิโลเมตรสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำได้สูงสุด 350 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที (2) งานเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำเขื่อนแก่งกระจาน (ดำเนินการก่อสร้างระบบท่อระบายน้ำฉุกเฉินเพื่อเพิ่มความสามารถในการระบายน้ำ) |
|
ระยะเวลา |
10 ปี ระหว่างปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 -2579 |
|
วงเงิน งบประมาณ |
จำนวน 14,700 ล้านบาท ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีได้มีมติ (28 เมษายน 2569) อนุมัติรายการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณที่มีวงเงินตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป ของโครงการฯ รายการปรับปรุงคลองระบายน้ำ D1 พร้อมอาคารประกอบ สัญญาที่ 1 ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 -2573 วงเงิน 2,460 ล้านบาทแล้ว |
|
ประโยชน์ ที่จะได้รับ |
(1) ช่วยบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี ประมาณ 33,690 ไร่ สามารถลดความเสียหายจากอุทกภัยได้ประมาณร้อยละ 50 และคิดเป็นมูลค่าเศรษฐกิจตลอดอายุโครงการประมาณ 54,092.20 ล้านบาท หรือประมาณปีละ 1,081.84 ล้านบาท (2) เป็นแหล่งน้ำต้นทุนเพื่อการเกษตรสำหรับพื้นที่อำเภอท่ายางและอำเภอชะอำ ในฤดูฝนประมาณ 4,000 ไร่ ในฤดูแล้งประมาณ 2,000 ไร่ (3) เป็นแหล่งน้ำต้นทุนเพื่อการเกษตร การอุปโภค-บริโภค ในเขตพื้นที่อำเภอ ท่ายางและอำเภอชะอำโดยมีปริมาณน้ำกักเก็บในคลองระบายน้ำหลากความจุประมาณ 5 ล้านลูกบาศก์เมตร |
ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) โดยกรมชลประทาน อยู่ระหว่างขออนุญาตใช้พื้นที่ของกรมทางหลวง (ทล.) และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) (ขณะนี้อยู่ระหว่างการสำรวจพื้นที่และออกแบบประมาณราคาโครงสร้างสะพานข้ามระบบชลประทานในบริเวณที่กระทบต่อเขตก่อสร้างโครงการชลประทาน ทั้งนี้ เมื่อได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีแล้ว กรมชลประทานจะโอนจัดสรรงบประมาณให้ ทล. และ รฟท. เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป) และเนื่องจากบริเวณพื้นที่ระบายน้ำลงสู่อ่าวไทยเป็นพื้นที่ป่าชายเลน ตามมติคณะรัฐมนตรี (วันที่ 23 กรกฎาคม 2534 22 สิงหาคม 2543 และ 17 ตุลาคม 2543) ซึ่งห้ามทำประโยชน์ในพื้นที่ป่าชายเลน (โครงการดังกล่าวใช้พื้นที่ป่าชายเลนประมาณ 162 ไร่) กษ. (กรมชลประทาน) จึงต้องขอยกเว้นมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว เพื่อเข้าใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าชายเลนโดยหากคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติในครั้งนี้ กษ. (กรมชลประทาน) จะดำเนินการขออนุญาตใช้พื้นที่ป่าชายเลนต่อกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ต่อไป ทั้งนี้ กษ. แจ้งว่า ค่าใช้จ่ายสำหรับการปลูกป่าทดแทนที่ต้องจัดสรรให้กับ ทช. ตามนัยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2556 อยู่ภายใต้กรอบวงเงินโครงการฯ แล้ว
4. คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ในคราวประชุมครั้งที่ 5/2568 เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 มีมติเห็นชอบโครงการฯ โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการเร่งรัดการจัดหาที่ดินตามแผน และวางแผนการขอรับการจัดสรรงบประมาณและดำเนินโครงการให้แล้วเสร็จตามแผนงานที่กำหนดอย่างเคร่งครัด และ กษ. ได้ดำเนินการขอความเห็นเกี่ยวกับประเด็นการขอใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าชายเลนต่อ ทส. ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2559 ซึ่ง ทส. ไม่ขัดข้อง (ตามหนังสือ ทส. ที่ ทส. 0406/1996 ลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2567) โดยให้ กษ. เสนอข้อยกเว้นมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการห้ามใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าชายเลน และดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2556 ต่อไป
5. กระทรวงคมนาคม (คค.) ทส. กระทรวงมหาดไทย (มท.) สำนักงบประมาณ (สงป.) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) พิจารณาแล้วเห็นควรอนุมัติในหลักการ/ไม่ขัดข้อง
11. เรื่อง ขอความเห็นชอบให้ข้าราชการทุกประเภท พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราวของส่วนราชการ ในสังกัดกระทรวงยุติธรรม ลาเข้าร่วมโครงการบรรพชาอุปสมบทหมู่ พระภิกษุสงฆ์ เพื่อถวายเป็นพระกุศลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยไม่ถือเป็นวันลา
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ข้าราชการทุกประเภท พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราวของส่วนราชการ ในสังกัดกระทรวงยุติธรรม (ยธ.) ลาเข้าร่วมโครงการบรรพชาอุปสมบทหมู่ พระภิกษุสงฆ์ เพื่อถวายเป็นพระกุศลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ประกอบด้วย สำนักงาน ป.ป.ส. จำนวน 48 รูป ระหว่างวันที่ 8 - 22 สิงหาคม 2569 ระยะเวลารวม 15 วัน และกรมสอบสวนคดีพิเศษ จำนวน 47 รูป ระหว่างวันที่ 17 - 24 กันยายน 2569 ระยะเวลารวม 8 วัน โดยไม่ถือเป็นวันลา เสมือนเป็นการปฏิบัติราชการหรือปฏิบัติงาน และได้รับเงินเดือนตามปกติ ตามที่กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) เสนอ
สาระสำคัญ
1. เดิมคณะรัฐมนตรีมีมติ (30 มิถุนายน 2569) เห็นชอบให้ข้าราชการทุกประเภท พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ และลูกจ้างชั่วคราว ของส่วนราชการกรมราชทัณฑ์ ลาเข้าร่วมโครงการอุปสมบทหมู่ พระภิกษุสงฆ์ จำนวน 47 รูป และบวชชีพราหมณ์ เพื่อถวายเป็นพระกุศลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ระหว่างวันที่ 4 - 10 กรกฎาคม 2569 ณ วัดศรีรัตนธรรมมาราม อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ รวม 7 วัน โดยไม่ถือเป็นวันลา เสมือนเป็นการปฏิบัติราชการหรือปฏิบัติงานและได้รับเงินเดือนตามปกติ
2. ในครั้งนี้ ยธ. ได้จัดทำโครงการบรรพชาอุปสมบทหมู่ พระภิกษุสงฆ์ เพื่อถวายเป็นพระกุศลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการ รวมทั้งสิ้น 1,642,500 บาท โดยใช้จ่ายจากเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2569 ของ ยธ. ซึ่งได้ตั้งงบประมาณรองรับไว้แล้ว โดยสรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้
|
หน่วยงาน |
สาระสำคัญของโครงการ |
|
สำนัก ป.ป.ส. |
- จัดอุปสมบทหมู่พระภิกษุสงฆ์ จำนวน 48 รูป ในวาระครบ 50 วัน (ปัญญาสมวาร) ระหว่างวันที่ 8 - 22 สิงหาคม 2569 ณ วัดหงส์รัตนาราม ราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร ระยะเวลารวม 15 วัน - ค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการ จำนวน 844,500 บาท |
|
กรมสอบสวนคดีพิเศษ |
- จัดอุปสมบทหมู่พระภิกษุสงฆ์ จำนวน 47 รูป ในวาระครบ 100 วัน (สตมวาร) ระหว่างวันที่ 17 - 24 กันยายน 2569 ณ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม กรุงเทพมหานคร ระยะเวลารวม 8 วัน - ค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการ จำนวน 798,000 บาท |
3. เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการดังกล่าวได้ศึกษาหลักธรรมคำสอนตามหลักพระพุทธศาสนาและได้ร่วมบำเพ็ญกุศลโดยการเจริญพระพุทธมนต์ และเจริญจิตภาวนาถวายเป็นพระกุศลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ยธ. เห็นควรส่งเสริมให้ข้าราชการทุกประเภท พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว ของส่วนราชการสำนักงาน ป.ป.ส. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่มีความประสงค์จะบรรพชาอุปสมบทถวายเป็นพระกุศล มีโอกาสเข้าร่วมโครงการฯ โดยทั่วกัน และให้ได้รับสิทธิ์ในการเข้าร่วมบรรพชาอุปสมบทเป็นกรณีพิเศษ โดยไม่ถือเป็นวันลา เสมือนเป็นการปฏิบัติราชการหรือปฏิบัติงาน และได้รับเงินเดือนตามปกติ โดย
3.1 ผู้ที่เคยลาบรรพชาอุปสมบทระหว่างรับราชการหรือปฏิบัติงานมาแล้ว สามารถลาบรรพชาอุปสมบทถวายเป็นพระกุศลในครั้งนี้ได้อีก และจะได้รับเงินเดือนตามปกติระหว่างการลา
3.2 ผู้ที่ไม่เคยลาบรรพชาอุปสมบทระหว่างรับราชการหรือปฏิบัติงานมาก่อน และได้ลาบรรพชาอุปสมบทถวายเป็นพระกุศลในครั้งนี้ จะได้รับเงินเดือนตามปกติในระหว่างการลาและจะไม่เสียสิทธิในการลาอุปสมบทที่จะได้รับเงินเดือนระหว่างการลาในอนาคต
4. เรื่องนี้เป็นการดำเนินการตามมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ที่บัญญัติให้วันเวลาทำงาน วันหยุดราชการตามประเพณี วันหยุดราชการประจำปี และการลาหยุดราชการของข้าราชการพลเรือนให้เป็นไปตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด และมาตรา 31 แห่งพระราชกฤษฎีกาการจ่ายเงินเดือน เงินปี บำเหน็จ บำนาญ และเงินอื่นในลักษณะเดียวกัน พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติมที่บัญญัติให้ตั้งแต่เริ่มรับราชการ ข้าราชการผู้ใดยังไม่เคยอุปสมบทในพระพุทธศาสนา หรือเคยอุปสมบทในพระพุทธศาสนาโดยการอุปสมบทนั้นมีมติคณะรัฐมนตรีกำหนดไม่ให้ถือเป็นวันลาของข้าราชการ ให้ข้าราชการผู้นั้นลาอุปสมบท โดยได้รับเงินเดือนระหว่างลาได้ไม่เกินหนึ่งร้อยยี่สิบวัน จึงเข้าข่ายลักษณะเรื่องที่ให้เสนอคณะรัฐมนตรีได้ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548 มาตรา 4 (1) ที่บัญญัติให้การเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรีให้เสนอได้เฉพาะเรื่องที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีหรือให้ต้องเสนอคณะรัฐมนตรี
12. เรื่อง การพิจารณารับรองและจัดตั้งวัดคาทอลิก ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยแนวทางพิจารณาในการจัดตั้งวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิก พ.ศ. 2564
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เสนอ ดังนี้
1. รับรอง วัดพระวิสุทธิวงศ์ (ห้วยบง) เป็นวัดคาทอลิกตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยแนวทางพิจารณาในการจัดตั้งวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิก พ.ศ. 2564 (ระเบียบฯ)
2. ให้จัดตั้ง วัดนักบุญมัทธีอัสอัครสาวก (Saint Matthias the Apostle Catholic Church) วัดนักบุญฟิลิปและยากอบ (นวนคร) (Saints Philip and James Catholic Church) วัดพระเยซูเจ้าทรงกลับคืนพระชนม์ บ้านโนนสมบูรณ์ วัดเซนต์เจมส์ บ้านผือ และวัดนักบุญยอร์ช เซิมทุ่ง เป็นวัดคาทอลิกตามระเบียบฯ
สาระสำคัญของเรื่อง
1. เรื่องนี้กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบรับรองวัดคาทอลิก จำนวน 1 วัด คือ วัดพระวิสุทธิวงศ์ (ห้วยบง) เป็นวัดคาทอลิกตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยแนวทางพิจารณาในการจัดตั้งวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิก พ.ศ. 2564 (ระเบียบฯ) และขอจัดตั้งวัดคาทอลิก จำนวน 5 วัด คือ (1) วัดนักบุญมัทธีอัสอัครสาวก (Saint Matthias Catholic Church) (2) วัดนักบุญฟิลิปและยากอบ (นวนคร) (Saints Philip and James Catholic Church) (3) วัดพระเยซูเจ้าทรงกลับคืนพระชนม์ บ้านโนนสมบูรณ์ (4) วัดเซนต์เจมส์ บ้านผือ และ (5) วัดนักบุญยอร์ช เซิมทุ่ง ซึ่งได้ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองคำขอจัดตั้งวัดคาทอลิก (คณะกรรมการฯ) แล้ว และเห็นว่า วัดดังกล่าวข้างต้นได้ยื่นคำขอ โดยมีข้อมูลพร้อมด้วยเอกสารสำหรับการพิจารณาถูกต้อง ครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ของระเบียบฯ แล้ว
2. กระทรวงการต่างประเทศและสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ เห็นชอบ/ไม่ขัดข้อง รวมทั้งสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีและสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นสอดคล้องกันว่า อยู่ในอำนาจของคณะรัฐมนตรีที่จะพิจารณาให้ความเห็นชอบได้ตามที่เห็นสมควร
3. ประโยชน์และผลกระทบ
1) วัดคาทอลิกในประเทศไทยได้รับการประกาศและขึ้นทะเบียนเป็นวัดคาทอลิกตามกฎหมาย ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้ศาสนสถานของทุกศาสนาและทุกนิกายที่ประชาชนชาวไทยนับถือและทางราชการรับรอง ได้รับการปฏิบัติอย่างเสมอภาคในทางกฎหมายและได้รับการคุ้มครอง อุปถัมภ์ และทำนุบำรุงจากภาครัฐตามสิทธิที่พึงได้รับ
2) ทำให้คริสต์ศาสนิกชนมีศาสนสถานที่อยู่ภายใต้การคุ้มครองของรัฐ สำหรับใช้เพื่อการประกอบศาสนกิจ การจัดกิจกรรมทางศาสนา และการรวมกลุ่มเพื่อดำเนินการต่าง ๆ ตามความเหมาะสม
3) ทำให้วัดคาทอลิกมีเอกสารรับรองสถานะที่ทางราชการออกให้สำหรับนำไปใช้ทำธุรกรรมและติดต่อขอรับการอุปถัมภ์จากภาครัฐได้โดยสะดวกและรวดเร็ว
4) ทำให้ชุมชนมีสถานที่สำหรับใช้เป็นแหล่งเรียนรู้และทำกิจกรรมด้านศาสนา วัฒนธรรม และด้านอื่น ๆ ตามความเหมาะสม
5) ทำให้ภาครัฐมีเครือข่ายศาสนสถานเพิ่มขึ้น เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานทางด้านศาสนา วัฒนธรรม การศึกษา สังคมสงเคราะห์ และด้านอื่น ๆ ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นต้น
13. เรื่อง การเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ภัยแล้งและสภาพอากาศที่แปรปรวน
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ภัยแล้งและสภาพอากาศที่แปรปรวน ตามที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เสนอ
สาระสำคัญ
1. เดิมคณะรัฐมนตรีมีมติ (16 มิถุนายน 2569) เห็นชอบตามที่นายกรัฐมนตรีเสนอว่าตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 (เรื่อง การบริหารจัดการน้ำเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับภาวะภัยแล้ง) มอบหมายให้ สทนช. และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญกับการรับมือกับปัญหาภัยแล้งรุนแรงที่เกิดขึ้นจากสภาพภูมิอากาศของโลกที่มีแนวโน้มจะเป็น “strong” เอลนีโญ และเร่งรัดการดำเนินการในเรื่องต่าง ๆ
ที่เกี่ยวข้อง เช่น ดูแลให้ประชาชนมีน้ำสะอาดเพื่อการอุปโภคและบริโภคอย่างเพียงพอ จัดทำแผนการบริหารจัดการน้ำในภาคอุตสาหกรรมเพื่อลดผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งและการขาดแคลนน้ำ นั้น ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์ดังกล่าวจะส่งผลโดยตรงต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศประกอบกับในขณะนี้หลายพื้นที่ของประเทศเริ่มเผชิญกับสภาพอากาศแปรปรวน มีฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และพายุฤดูร้อน ส่งผลให้ต้นไม้และกิ่งไม้หักโค่นในหลายพื้นที่ จึงมอบหมายให้ทุกส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผลการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการ มาตรการในความรับผิดชอบ ความคืบหน้าในการเตรียมความพร้อม รวมถึงประเด็นที่เห็นควรเร่งรัดดำเนินการเพิ่มเติม และรายงานให้คณะรัฐมนตรีทราบ
2. สทนช. ได้บูรณาการข้อมูลร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมความพร้อมการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำรับมือสถานการณ์เอลนีโญ จึงขอรายงานความคืบหน้าในการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ดังกล่าว โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
2.1 สภาพอากาศและการคาดการณ์
|
ประเด็น |
สาระสำคัญ |
||||||||||||
|
1) ปรากฏการณ์เอนโซ (ENZO) |
ปัจจุบันได้เปลี่ยนเข้าสู่สภาวะเอลนีโญแล้ว และได้มีการคาดการณ์สถานการณ์ ดังนี้
|
||||||||||||
|
2) สถานการณ์ฝน ปี 2569 |
ปริมาณฝนสะสมตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 21 มิถุนายน 2569 พบว่า ปริมาณฝนสะสมทั้งประเทศต่ำกว่าค่าปกติร้อยละ 12 โดยทุกภาคของประเทศมีฝนสะสม ต่ำกว่าค่าปกติในช่วงระหว่างร้อยละ 4 - 33 ยกเว้นภาคใต้ฝั่งตะวันตกที่มีปริมาณฝนสะสมมากกว่าค่าปกติร้อยละ 18 |
||||||||||||
|
3) การคาดการณ์ปริมาณฝนระยะยาว |
มีการคาดการณ์ปริมาณฝนระยะยาวถึงเดือนพฤศจิกายน 2569 ดังนี้
|
2.2 สถานการณ์น้ำปัจจุบันและการคาดการณ์
หน่วย: ล้านลูกบาศก์เมตร
|
ภาค |
สถานการณ์น้ำต้นทุนในปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 22 มิถุนายน 2569) |
การคาดการณ์น้ำต้นทุน ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 (ข้อมูลคาดการณ์ ณ วันที่ 21 มิถุนายน 2569) |
||
|
ปริมาณน้ำเก็บกัก |
เปรียบเทียบกับปี 2568 เพิ่มขึ้น/ลดลง |
ปริมาณน้ำเก็บกัก |
เปรียบเทียบกับปี 2568 เพิ่มขึ้น/ลดลง |
|
|
เหนือ |
14,996 |
164 |
19,674 |
(4,293) |
|
ตะวันออกเฉียงเหนือ |
5,487 |
53 |
5,689 |
(1,791) |
|
ตะวันออก |
1,096 |
(113) |
880 |
(352) |
|
กลาง |
572 |
59 |
1,083 |
(12) |
|
ตะวันตก |
18,096 |
(44) |
20,760 |
(3,267) |
|
ใต้ |
4,609 |
(352) |
4,506 |
(616) |
|
รวมทั้งประเทศ |
44,856 |
(233) |
52,592 |
(10,331) |
2.3 มาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2569 มีรายละเอียดมาตรการที่เกี่ยวข้องกรณีฝนทิ้งช่วงสรุปได้ ดังนี้
|
ประเด็น |
สาระสำคัญ |
|
มาตรการที่ 1 คาดการณ์ชี้เป้าและแจ้งเตือนพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมและพื้นที่เสี่ยงฝนทิ้งช่วง โดยได้คาดการณ์พื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำรอบเดือนมิถุนายน 2569 ดังนี้ |
|
|
1) ด้านอุปโภคบริโภค |
(1) ในเขตให้บริการการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) จำนวน 21 สาขา 18 จังหวัด พบว่า มีระดับความเสี่ยงปานกลาง 1 สาขา 1 จังหวัด คือ สาขาเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยคาดว่า มีปริมาณน้ำต้นทุนใช้ได้ถึงเดือนกันยายน 2569 กปภ. จึงได้ดำเนินการตามแผนรองรับระยะสั้นเพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้ง เช่น วางท่อส่งน้ำและสูบน้ำจากแหล่งน้ำสำรอง ใช้น้ำบาดาล สร้างฝาย ชั่วคราว รวมถึงประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับรู้สถานการณ์และประหยัดน้ำ ส่วนสาขาและจังหวัดที่เหลือมีความเสี่ยงต่ำ (2) นอกเขตให้บริการ กปภ. (ประปาท้องถิ่น) ได้มีการคาดการณ์พื้นที่เสี่ยง จำนวน 24 จังหวัดโดยมีพื้นที่เสียงที่ได้รับการช่วยเหลือแล้ว 2 จังหวัด คือ จังหวัดอุดรธานี และประจวบคีรีขันธ์ โดยได้สูบน้ำช่วยเหลือปริมาณ 0.8 ล้านลูกบาศก์เมตร พื้นที่ 11,151 ไร่ และประชาชน 36,957 คน |
|
2) ด้านการเกษตร |
(1) ได้มีการตรวจสอบพื้นที่นาข้าวพืชไร่พืชผักที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ จำนวน 24 จังหวัด พบว่า มีปริมาณน้ำเพียงพอจนถึงระยะเก็บเกี่ยว (2) มีพื้นที่ไม้ผลไม้ยืนต้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ จำนวน 4 จังหวัด คือ จังหวัดกระบี่ ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี และฉะเชิงเทรา เนื่องจากพบว่าในพื้นที่มีปริมาณน้ำน้อย จึงได้ประชาสัมพันธ์เกษตรกรในเรื่องภัยแล้งและขุดลอกร่องสวนเพื่อกักเก็บน้ำ |
|
3) ด้านคุณภาพน้ำ |
มีพื้นที่ในเขตให้บริการ กปภ. จำนวน 4 จังหวัด 6 สาขา คือ จังหวัดฉะเชิงเทรา พังงา นครศรีธรรมราช และสงขลา ที่มีเสี่ยงขาดแคลนน้ำ กปภ. จึงได้มีแนวทางรองรับสถานการณ์ขาดแคลนน้ำ โดยการรับน้ำประปาจากสาขาข้างเคียง การรับซื้อน้ำประปาเอกชนและน้ำดิบเอกชน |
|
มาตรการที่ 2 ทบทวน ปรับปรุง เกณฑ์บริหารจัดการน้ำในแหล่งน้ำ อาคารควบคุมบังคับน้ำอย่างบูรณาการในระบบลุ่มน้ำและกลุ่มลุ่มน้ำ ซึ่ง สทนช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการติดตามการบริหารจัดการน้ำในภาพรวมของกลุ่มลุ่มน้ำ รวมทั้งการวางแผน ปรับปฏิทินและควบคุมพื้นที่เพาะปลูกพืชฤดูฝนให้เหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์น้ำ |
|
2.4 การดำเนินการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องสรุปได้ ดังนี้
|
การดำเนินการ |
สาระสำคัญ |
|
1) จัดทำแผนการบริหารจัดการน้ำในภาคอุตสาหกรรม |
สทนช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์เอลนีโญโดยการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำในภาคตะวันออก เนื่องจากเป็นพื้นที่เศรษฐกิจหลักที่สำคัญของประเทศ และร่วมประชุมเตรียมการตามแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำแล้งในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกด้วยแล้ว |
|
2) ขุดลอกแม่น้ำ คูคลอง หนอง บึง |
(1) ในปีงบประมาณ 2569 ได้มีแผนดำเนินงานรวมทั้งสิ้น 1,347 โครงการ ซึ่งจะช่วยเพิ่มพื้นที่รับประโยชน์ 20,612 ไร่ และเพิ่มปริมาตร กักเก็บน้ำได้ 12.79 ล้านลูกบาศก์เมตร (2) ในปีงบประมาณ 2570 ได้มีแผนดำเนินงานรวมทั้งสิ้น 3,118 โครงการ ซึ่งจะช่วยเพิ่มพื้นที่รับประโยชน์ 227,700 ไร่ และเพิ่มปริมาตรกักเก็บน้ำได้ 34 ล้านลูกบาศก์เมตร |
|
3) การจัดตั้งกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 |
สทนช. ได้เสนอให้กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ เป็นองค์กรหลักการบริหารจัดการน้ำ โดยทำหน้าที่บูรณาการหน่วยงานในการติดตามข้อมูลสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำเพื่อนำมาวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์ พื้นที่เสี่ยง และวางแผนการบริหารจัดการน้ำ รวมทั้งบูรณาการสั่งการการบริหารจัดการน้ำ พร้อมทั้งเสนอแนวทาง/มาตรการหรือแผนปฏิบัติการ และงบประมาณ เพื่อป้องกัน แก้ไข และบรรเทาผลกระทบจากอุทกภัย ภัยแล้ง และคุณภาพน้ำ ให้สอดคล้องกับแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำท่วมและ |
ต่างประเทศ
14. เรื่อง โครงการเสริมสร้างและยกระดับความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในการสกัดกั้นยาเสพติดและทำลายเครือข่ายการค้ายาเสพติดระหว่างประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) เสนอ ดังนี้
1. อนุมัติโครงการเสริมสร้างและยกระดับความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในการสกัดกั้นยาเสพติดและทำลายเครือข่ายการค้ายาเสพติดระหว่างประเทศ (โครงการฯ) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน 16 ล้านบาท โดยเบิกจ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบเงินอุดหนุนของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) เพื่อสนับสนุนงบประมาณให้แก่ประเทศเพื่อนบ้าน 3 ประเทศ [สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา (เมียนมา) สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (ลาว) และสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (เวียดนาม)]
2. อนุมัติให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (เลขาธิการ ป.ป.ส.) มีอำนาจอนุมัติโครงการ แผนงาน และกิจกรรมภายใต้กรอบงบประมาณ งบเงินอุดหนุนรายการโครงการเสริมสร้างและยกระดับความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในการสกัดกั้นยาเสพติดและทำลายเครือข่ายการค้ายาเสพติดระหว่างประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 และสามารถจ่ายเงินงบประมาณสนับสนุนหน่วยงานกลางด้านยาเสพติดของประเทศเพื่อนบ้านแต่ละประเทศ เพื่อให้มีการดำเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการฯ ตามที่ได้รับจัดสรร
สาระสำคัญของเรื่อง
1. ยธ. (สำนักงาน ป.ป.ส.) ได้ดำเนินการตามแนวทางความร่วมมือระหว่างประเทศเชิงรุกในการแก้ไขปัญหายาเสพติด จึงได้จัดทำโครงการเสริมสร้างและยกระดับความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในการสกัดกั้นยาเสพติดและทำลายเครือข่ายการค้ายาเสพติดระหว่างประเทศ จำนวน 4 ประเทศ ได้แก่ เมียนมา ลาว เวียดนาม และราชอาณาจักรกัมพูชา (กัมพูชา) (โครงการฯ) ภายใต้เอกสารข้อตกลง (Letter of Agreement: LoA) ว่าด้วยความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายและการควบคุมยาเสพติดระหว่างสำนักงาน ป.ป.ส. กับหน่วยงานกลางด้านยาเสพติดของประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อใช้เป็นกลยุทธ์ในการเสริมสร้างความเข้มแข็งในการสกัดกั้นยาเสพติด สารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ตั้งแต่ต้นทางภายนอกประเทศมิให้เข้าสู่แหล่งผลิตในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ และสกัดกั้นยาเสพติดจากแหล่งผลิตที่จะออกสู่ไทยและประเทศอื่น ๆ อันจะเป็นประโยชน์ในการลดผลกระทบต่อสถานการณ์ยาเสพติดในไทยโดยตรง
2. ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติให้สำนักงาน ป.ป.ส. ดำเนินโครงการฯ อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2558 – 2568 ในการปฏิบัติงานเพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติด อันจะมีส่วนสำคัญเพื่อลดผลกระทบของปัญหายาเสพติดต่อประเทศไทยและภูมิภาค
3. ปัจจุบันสถานการณ์ยาเสพติดในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำยังคงอยู่ในระดับที่น่าห่วงกังวล โดยได้พัฒนาเป็นศูนย์กลางการผลิตยาเสพติดสังเคราะห์ขนาดใหญ่ที่มีความยืดหยุ่นสูง และเชื่อมโยงกับอาชญากรรมข้ามชาติ อีกทั้งพบการเคลื่อนไหวในการใช้ประเทศไทยเป็นทั้งจุดส่งผ่านและจุดหมายปลายทางสำคัญของยาเสพติดดังกล่าว โดยสำนักงาน ป.ป.ส. เห็นว่า ประเทศไทยยังมีความจำเป็นต้องสนับสนุนงบประมาณภายใต้โครงการดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความยั่งยืนของกลไกความร่วมมือระหว่างประเทศเชิงรุกในการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดข้ามชาติ โดยการสนับสนุนงบประมาณในลักษณะเงินอุดหนุนดังกล่าวถือเป็นการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์เพื่อเสริมสร้างแนวสกัดกั้นยาเสพติดสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์จากพื้นที่ต้นทาง มิให้ลักลอบเข้าสู่พื้นที่ชายแดนและพื้นที่ตอนในของประเทศไทย นอกจากนี้ การดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่องยังเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาเสถียรภาพ ความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างประเทศ และคงบทบาทนำของประเทศไทยในเวทีความร่วมมือด้านการแก้ไขปัญหายาเสพติดในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงอย่างยั่งยืน
4. สำนักงาน ป.ป.ส. ได้ประสานงานผ่านอัครราชทูตที่ปรึกษาด้านควบคุมยาเสพติดและการประชุมระหว่างประเทศระดับทวิภาคี เพื่อรวบรวมและวิเคราะห์รายการสนับสนุนที่จำเป็น ให้สอดคล้องกับนโยบายที่ประเทศไทยประสงค์จะผลักดันและผลประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับ โดยสำนักงาน ป.ป.ส. พิจารณาแล้วเห็นว่า ประเทศไทยควรสนับสนุนงบประมาณในโครงการดังกล่าวประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ให้แก่ประเทศเพื่อนบ้านในวงเงิน 16 ล้านบาท โดยมุ่งเน้นแผนงานความร่วมมือที่สอดคล้องกับแนวนโยบายสำคัญเร่งด่วนของรัฐบาล และยุทธศาสตร์การดำเนินงานของประเทศไทยซึ่งในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ยธ. (สำนักงาน ป.ป.ส.) ได้รับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบเงินอุดหนุน รายการโครงการเสริมสร้างและยกระดับความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในการสกัดกั้นยาเสพติดและทำลายเครือข่ายการค้ายาเสพติดระหว่างประเทศ วงเงิน 16 ล้านบาท เพื่อจัดสรรให้แก่ประเทศเพื่อนบ้าน
5. กรมองค์การระหว่างประเทศ (กต.) พิจารณาแล้วมีความเห็น เช่น ในหลักการไม่มีข้อขัดข้องต่อการดำเนินโครงการฯ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในการสกัดกั้นยาเสพติดที่ได้ดำเนินการแล้วอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2557 และเป็นการต่อยอดความพยายามในการป้องกันและสกัดกั้นการขนส่งยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ตามแนวชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านให้มีความต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับแนวทางอื่น ๆ ในการแก้ไขปัญหายาเสพติด
15. เรื่อง การจัดทำบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงการต่างประเทศแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเอธิโอเปียว่าด้วยการจัดตั้งกลไกการประชุมหารือทางการเมือง
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ ดังนี้
1. เห็นชอบต่อร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงการต่างประเทศแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเอธิโอเปีย (เอธิโอเปีย) ว่าด้วยการจัดตั้งกลไกการประชุมหารือทางการเมือง ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงถ้อยคำของร่างบันทึกความเข้าใจฯ ในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญ เพื่อให้สอดคล้องกับผลประโยชน์และนโยบายของไทย ให้ กต. สามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง
2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายลงนามในบันทึกความเข้าใจฯ
สาระสำคัญของเรื่อง
1. ประเทศไทยกับเอธิโอเปียสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2507 ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศดำเนินไปอย่างราบรื่น โดยในปี 2568 ฝ่ายเอธิโอเปียได้เสนอให้มีการจัดตั้งกลไกการประชุมหารือทางการเมืองระหว่าง กต. ของทั้งสองประเทศ และได้ส่งร่างบันทึกความเข้าใจฯ ให้ฝ่ายไทยพิจารณา ซึ่งปัจจุบันทั้งสองฝ่ายได้เจรจาร่างบันทึกความเข้าใจจนได้ข้อสรุปแล้ว
2. เรื่องนี้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงการต่างประเทศแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเอธิโอเปีย ว่าด้วยการจัดตั้งกลไกการประชุมหารือทางการเมือง (ร่างบันทึกความเข้าใจฯ) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดตั้งกลไกการประชุมหารือทางการเมืองอย่างสม่ำเสมอเพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับกิจการทวิภาคีและกิจการระหว่างประเทศที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน เช่น (1) ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ สังคมและการศึกษา (3) ประเด็นทางการเมืองและความมั่นคงระดับโลกที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน รวมถึงการต่อต้านการก่อการร้าย การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การส่งเสริมสิทธิทางวัฒนธรรมและศาสนา
3. กต. แจ้งว่า ร่างบันทึกความเข้าใจฯ ไม่มีถ้อยคำหรือบริบทที่มุ่งจะก่อให้เกิดพันธกรณีภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ จึงไม่เป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
16. เรื่อง ร่างแถลงการณ์ร่วมในโอกาสการเยือนไทยอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ ดังนี้
1. เห็นชอบร่างแถลงการณ์ร่วมของนายกรัฐมนตรีไทยกับประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ในโอกาสการเยือนไทยอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ระหว่างวันที่ 6 - 7 สิงหาคม 2569 ทั้งนี้หากมีการแก้ไขร่างแถลงการณ์ร่วมฯ ในส่วนที่มิใช่สาระสำคัญหรือขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย อนุมัติให้กระทรวงการต่างประเทศพิจารณาดำเนินการโดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีอีก
2. ให้นายกรัฐมนตรีร่วมรับรองร่างแถลงการณ์ร่วมฯ กับประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ในโอกาสการเยือนไทยอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ระหว่างวันที่ 6 - 7 สิงหาคม 2569
สาระสำคัญของเรื่อง
1. ไทยและสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดและมีความร่วมมือครอบคลุมทุกมิติ ทั้งด้านการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ การพัฒนาพื้นที่ชายแดนและความเชื่อมโยง
2. การเยือนไทยอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาในครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสในการติดตามความร่วมมือในด้านต่าง ๆ เหล่านี้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม รวมทั้งเป็นโอกาสในการกำหนดทิศทางความร่วมมือในระยะต่อไป หลังจากที่สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาได้มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่
3. ร่างแถลงการณ์ร่วมฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดทิศทางความร่วมมือไทย - สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาในสาขาที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญ ครอบคลุมทั้งการรักษาความสงบเรียบร้อยบริเวณชายแดนไทย - สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา การส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงและการรับมือกับภัยคุกคามจากอาชญากรรมข้ามชาติ การส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจและความเชื่อมโยงระหว่างประเทศ การส่งเสริมความร่วมมือเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามแดน ตลอดจนการส่งเสริมความร่วมมือด้านสังคมและวัฒนธรรม และความร่วมมือในกรอบอาเซียน โดยมีลักษณะเป็นการแสดงเจตนารมณ์ทางการเมือง และไม่มีถ้อยคำหรือบริบทใดที่มุ่ง
จะก่อให้เกิดพันธกรณีภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ ดังนั้น ร่างแถลงการณ์ร่วมฯ จึงไม่เป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศและไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ศ. 2560
4. ประโยชน์และผลกระทบ ร่างแถลงการณ์ร่วมฯ จะช่วยกำหนดทิศทางในการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ทวิภาคีไทย - สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เพื่อนำประโยชน์มาสู่ประชาชนของทั้งสองประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในด้านความมั่นคงและการรับมือกับภัยคุกคามจากอาชญากรรมข้ามชาติ การส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจและความเชื่อมโยงระหว่างประเทศ และการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามแดน
17. เรื่อง การดำเนินการตามข้อสังเกตโดยสรุป (Concluding Observations) ของคณะกรรมการประจำอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรี ต่อรายงานผลการดำเนินงานของประเทศไทยตามอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ ฉบับที่ 8
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและเห็นชอบตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เสนอ ข้อสังเกตโดยสรุป (Concluding Observations) ของคณะกรรมการประจำอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรี ต่อรายงานผลการดำเนินงานของประเทศไทยตามอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ ฉบับที่ 8 (ข้อสังเกตฯ) และตารางหน่วยงานรับผิดชอบเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานตามข้อสังเกตฯ ของคณะกรรมการประจำอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรี (คณะกรรมการประจำอนุสัญญาฯ) โดยให้ พม. และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องรับความเห็นของ กก. และ วธ. ข้อสังเกตของ สศช. และข้อเสนอแนะของ ทส. ไปพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
สาระสำคัญของเรื่อง
1. สืบเนื่องจากกรณีที่ประเทศไทยในฐานะรัฐภาคีของอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ (Convention on the Elimination of All Forms of Discrimination against Women: CEDAW) (อนุสัญญาฯ) ได้จัดทำรายงานผลการดำเนินงานของประเทศไทยตามอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ ฉบับที่ 8 เพื่อชี้แจงถึงมาตรการต่าง ๆ และผลการดำเนินงานของประเทศไทยตามอนุสัญญาฯ เสนอต่อคณะกรรมการประจำอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรี (คณะกรรมการประจำอนุสัญญาฯ) เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2567 ซึ่งคณะกรรมการดังกล่าวได้มีข้อสังเกตเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2568 ครอบคลุมประเด็นข้อห่วงกังวลและข้อเสนอแนะในประเด็นต่าง ๆ โดยมีข้อเสนอแนะอย่างเร่งด่วนจำนวน 5 ข้อ ที่ขอให้ประเทศไทยดำเนินการอย่างเร่งด่วนและจัดส่งข้อมูลผลการดำเนินการเป็นลายลักษณ์อักษรให้คณะกรรมการประจำอนุสัญญาฯ ทราบภายใน 2 ปี (ภายในเดือนมิถุนายน 2570) ประกอบด้วย (1) การเร่งรัดแก้ไขพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 เกี่ยวกับการเลือกปฏิบัติต่อสตรี เช่น ให้มีการบัญญัติคำจำกัดความของการเลือกปฏิบัติต่อสตรี (2) การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของสตรีในกระบวนการเจรจาสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (3) การเร่งรัดการยกเลิกความผิดทางอาญาต่อสตรีที่ค้าประเวณีที่ส่งผลให้ถูกจับกุม ถูกตีตรา หรือถูกปฏิเสธที่จะได้รับสิทธิแรงงาน (4) การห้ามการคุกคามทางเพศทุกรูปแบบ รวมทั้งการตรากฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาเกี่ยวกับการกระทำความผิดต่อเด็กผ่านสื่อออนไลน์ และ (5) การส่งเสริมการมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่และเท่าเทียมของสตรีในการพัฒนาเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ เช่น การสร้างวัฒนธรรมการเคารพสตรีและความเท่าเทียมทางเพศในภาคเอกชน คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการปฏิบัติตามอนุสัญญาฯ จึงได้พิจารณากำหนดหน่วยงานรับผิดชอบตามประเด็นข้อสังเกตของคณะกรรมการประจำอนุสัญญาฯ เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินการและรายงานคณะกรรมการประจำอนุสัญญาฯ ทราบ ดังนั้น พม. จึงเสนอคณะรัฐมนตรีรับทราบข้อสังเกตโดยสรุปของคณะกรรมการประจำอนุสัญญาฯ และตารางหน่วยงานรับผิดชอบเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานตามข้อสังเกตดังกล่าว พร้อมทั้งมอบหมายให้หน่วยงานต่าง ๆ พิจารณาดำเนินการตามข้อสังเกตดังกล่าวในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
2. กระทรวงกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (กก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กระทรวงยุติธรรม กระทรวงแรงงาน กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งแห่งชาติ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ และศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้พิจารณาแล้วเห็นชอบ/ไม่มีข้อขัดข้อง/เห็นควรรับทราบตามที่ พม. เสนอ โดยมีความเห็น ข้อสังเกต และข้อเสนอแนะเพิ่มเติมบางประการ เช่น ในส่วนของการกำหนดหน่วยงานรับผิดชอบในการขับเคลื่อนการดำเนินการตามข้อเสนอแนะ ของอนุสัญญาฯ ยังมีบางหน่วยงานที่มีภารกิจและบทบาทสอดคล้องกับประเด็นตามข้อเสนอแนะ ซึ่งอาจพิจารณาให้เข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเพิ่มเติม เช่น สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ในประเด็นการกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งในประเด็นการส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของสตรี อันจะช่วยให้การปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศของประเทศไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า เอกสารข้อสังเกตโดยสรุปของคณะกรรมการประจำอนุสัญญาฯ มิใช่เอกสารที่จะต้องมีการรับรอง กรณีจึงไม่มีประเด็นต้องพิจารณาเกี่ยวกับการเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชยามาจักรไทย และเป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจของคณะรัฐมนตรีที่จะพิจารณารับทราบข้อสังเกตและมอบหมายหน่วยงานต่าง ๆ ได้ตามที่เห็นสมควร
18. เรื่อง รายงานผลการเดินทางเยือนประเทศมาเลเซียของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบรายงานสรุปผลการเดินทางเยือนสหพันธรัฐมาเลเซีย (มาเลเซีย) ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ
สาระสำคัญ
กษ. รายงานว่า
1. การหารือระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและความมั่นคงทางอาหารของมาเลเซียสรุปประเด็นสำคัญได้ ดังนี้
1.1 ประเด็นสินค้าเกษตรระหว่างประเทศไทย (ไทย) กับมาเลเซีย
1) กุ้ง ฝ่ายไทยขอให้มาเลเซียพิจารณายกเลิกมาตรการระงับการนำเข้ากุ้งจากไทย 5 ชนิด หลังจากได้ส่งแบบสอบถามและข้อมูลเพิ่มเติมตามที่ฝ่ายมาเลเซียร้องขอครบถ้วนแล้ว ขณะที่มาเลเซียขอให้ไทยเปิดตลาดนำเข้ากุ้งจากมาเลเซียอีกครั้ง ทั้งนี้ ไทยพร้อมส่งผู้เชี่ยวชาญไปประเมินระบบควบคุมโรคและฟาร์มกุ้งของมาเลเซีย ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นชอบให้หน่วยงานทางเทคนิคหารือเพื่อเร่งแก้ไขปัญหาและลดผลกระทบทางการค้า
2) ปลากะพง ฝ่ายไทยขอให้มาเลเซียทบทวนข้อกำหนดใช้ใบรับรองผลการวิเคราะห์ (Certificate of Analysis: COA) สำหรับปลากะพงขาวจากไทย โดยยืนยันว่าปลากะพงไทยมีความปลอดภัยและไม่พบปัญหาสารตกค้าง ขณะที่ไทยจะยกระดับการควบคุมปลากะพงจากมาเลเซียเนื่องจากตรวจพบสารตกค้างอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายจะให้หน่วยงานเทคนิคหารือรายละเอียดต่อไป
1.2 ประเด็นอื่น ๆ
1) การอำนวยความสะดวกทางการค้าและการขนส่งสินค้าเกษตร (ASEAN Express) ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งหารือเพื่อแก้ไขอุปสรรคด้านการขนส่งสินค้าเกษตรภายใต้โครงการ ASEAN Express Initiative ผ่านการประชุมทางไกล
2) ปศุสัตว์ มาเลเซียขอให้ไทยเร่งประเมินการนำเข้าขาไก่และเครื่องในไก่ ขณะที่ไทยขอให้มาเลเซียเร่งตรวจประเมินโรงฆ่าโคสุกรในไทย โดยจะใช้การประชุมเจ้าหน้าที่เทคนิคด้านปศุสัตว์ซึ่งจะจัดขึ้น ณ จังหวัดเชียงใหม่ ในเดือนกรกฎาคม 2569 เป็นกลไกติดตามความคืบหน้า
3) การจัดงาน Malaysia Agriculture, Horticulture and Agrotourism Exhibition (MAHA) 2026 มาเลเซียได้เชิญไทยเข้าร่วมงาน MAHA 2026 ซึ่งเป็นงานแสดงนิทรรศการด้านการเกษตรที่สำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งนี้ ไทยได้ตอบรับการเข้าร่วมงานดังกล่าวแล้ว
4) บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลมาเลเซียว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตร (บันทึกความเข้าใจฯ) ทั้งสองฝ่ายมุ่งมั่นในการผลักดันการลงนามบันทึกความเข้าใจฯ
2. การหารือในครั้งนี้จะช่วยผลักดันการแก้ไขประเด็นการค้าและมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (Sanitary and Phytosanitary Measures: SPS) และเสริมสร้างกลไกการหารือทางเทคนิคระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองประเทศให้มีความใกล้ชิดและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมทั้งสนับสนุนการลงนามบันทึกความเข้าใจฯ เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างไทยและมาเลเซียให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น
19. เรื่อง ขอบเขตอำนาจหน้าที่ (TOR) คณะทำงานร่วมด้านการจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำที่เป็นพรมแดนและแม่น้ำที่ไหลผ่านระหว่างไทยและเมียนมา
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้
1. เห็นชอบต่อขอบเขตอำนาจหน้าที่ (TOR) คณะทำงานร่วมด้านการจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำที่เป็นพรมแดนและแม่น้ำที่ไหลผ่านระหว่างไทยและเมียนมา
2. อนุมัติให้ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นผู้ลงนามในขอบเขตอำนาจหน้าที่ (TOR) คณะทำงานร่วมดังกล่าว
3. หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขถ้อยคำในขอบเขตอำนาจหน้าที่ (TOR) คณะทำงานร่วมด้านการจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำที่เป็นพรมแดนและแม่น้ำที่ไหลผ่านระหว่างไทยและเมียนมา ในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญ และไม่ขัดต่อกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และผลประโยชน์ของประเทศไทย ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพิจารณาดำเนินการได้ โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง
สาระสำคัญ
1. คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ในการประชุมครั้งที่ 5/2568 เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 มีมติเห็นชอบให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำ ผิวดิน ต่อมาได้มีคำสั่งคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ที่ 27/2568 เรื่อง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดิน มีหน้าที่กำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาสารปนเปื้อนเกินมาตรฐานในลำน้ำหรือแหล่งน้ำ รวมถึงการเร่งรัดและขับเคลื่อนการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยปัจจุบันได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนในแม่น้ำที่เป็นพรมแดนและแม่น้ำที่ไหลผ่านระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ซึ่งเป็นประเด็นปัญหาระดับประเทศที่รัฐบาลให้ความสำคัญและอยู่ในความสนใจของประชาชน ทั้งนี้ กรมควบคุมมลพิษ ร่วมกับกรมอนามัย กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และกรมเอเชียตะวันออก ได้ร่วมกันจัดทำขอบเขตอำนาจหน้าที่ (TOR) คณะทำงานร่วมด้านการจัดการคุณภาพน้ำแม่น้ำที่เป็นพรมแดนและแม่น้ำที่ไหลผ่านระหว่างไทยและเมียนมา เพื่อใช้เป็นกรอบในการดำเนินงานและขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำข้ามพรมแดน
2. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ประสานงานกับกระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาและเห็นชอบร่วมกันในการจัดทำขอบเขตอำนาจหน้าที่ (TOR) คณะทำงานร่วมด้านการจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำที่เป็นพรมแดนและแม่น้ำที่ไหลผ่านระหว่างไทยและเมียนมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือในการป้องกันและลดผลกระทบจากมลพิษข้ามแดนในแม่น้ำที่เป็นพรมแดนและแม่น้ำที่ไหลผ่านระหว่างไทยและเมียนมา รวมทั้งเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยและเมียนมา โดยขอบเขตอำนาจหน้าที่ฯ นี้มีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลา 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ทุกฝ่ายลงนามในขอบเขตอำนาจหน้าที่ (TOR) คณะทำงานร่วมฉบับนี้
ประโยชน์และผลกระทบ
ขอบเขตอำนาจหน้าที่ (TOR) คณะทำงานร่วมด้านการจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำที่เป็นพรมแดนและแม่น้ำที่ไหลผ่านระหว่างไทยและเมียนมาจะช่วยสนับสนุนการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขมลพิษ ต่อสิ่งแวดล้อมข้ามแดน ได้แก่ มลพิษทางน้ำ และมลพิษอื่น ให้ได้รับการแก้ไขได้อย่างเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น
20. เรื่อง การขอความเห็นชอบบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน และบันทึกข้อตกลงว่าด้วยการจ้างแรงงานระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ ดังนี้
1. เห็นชอบบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน และบันทึกข้อตกลง (Agreement) ว่าด้วยการจ้างแรงงานระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ทั้งนี้หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงเอกสารข้างต้นในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญ และไม่ขัดกับหลักการที่คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบไว้ ให้กระทรวงแรงงานสามารถดำเนินการได้โดยนำเสนอคณะรัฐมนตรีทราบภายหลัง พร้อมทั้งชี้แจงเหตุผล ความจำเป็น และประโยชน์ที่ประเทศไทยได้รับจากการแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าว
2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเป็นผู้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน และบันทึกข้อตกลง (Agreement) ว่าด้วยการจ้างแรงงานระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา โดยไม่ต้องแลกเปลี่ยนหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers)
สาระสำคัญ
1. บันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ฉบับปรับปรุง ประกอบด้วยบทนำ และเนื้อหา จำนวน 10 ข้อ เช่น
1) การระบุให้ MOU ฉบับใหม่ใช้ทดแทนฉบับเดิม และกำหนดหน่วยงานผู้มีอำนาจ โดยฝ่ายไทยคือกระทรวงแรงงาน และฝ่ายเมียนมาคือกระทรวงแรงงาน (เดิมใช้ชื่อว่ากระทรวงแรงงาน การย้ายถิ่นฐานและประชากร)
2) ระบุขอบเขตของความร่วมมือทางวิชาการ เช่น การแลกเปลี่ยนข้อมูลในด้านต่าง ๆ การแลกเปลี่ยนการเยือนของบุคลากรและผู้เชี่ยวชาญ การแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อป้องกันการจ้างงานอย่างผิดกฎหมาย และการค้ามนุษย์ แบ่งปันข้อมูลตลาดแรงงาน กฎหมาย และโอกาสในการจ้างงาน หรือสาขาความร่วมมืออื่น ๆ ตามแต่จะตกลงกัน
3) ความร่วมมือในด้านการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน
4) วิธีการดำเนินความร่วมมือ เช่น การแลกเปลี่ยนการปฏิบัติที่ดี ข้อมูล คู่มือ และความเชี่ยวชาญ โดยการจัดทำโครงการร่วม การประชุมเชิงปฏิบัติการ และการประชุมหารือ ตามแต่จะตกลงกัน ซึ่งพิจารณาจากประโยชน์ของประเทศและทรัพยากรที่มีอยู่ โดยอาจจัดทำความตกลงแยกเป็นการเฉพาะ
5) การส่งเสริมความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการส่งและรับแรงงานอย่างถูกกฎหมายระหว่างกัน โดยตกลงที่จะจัดทำบันทึกข้อตกลงด้านการจ้างแรงงาน เพื่อให้แรงงานได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมตามกฎหมาย ระเบียบ และนโยบายของภาคีผู้รับ
2. บันทึกข้อตกลง (Agreement) ว่าด้วยการจ้างแรงงานระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ฉบับปรับปรุง ประกอบด้วยบทนำ และเนื้อหาจำนวน 15 ข้อ เช่น
1) วัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาและขยายความร่วมมือ และจัดทำกรอบในการอำนวยความสะดวกการจ้างงานแบบมีสัญญาจ้าง ให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส บนพื้นฐานของสิทธิ และความคุ้มค่า โดยดำเนินมาตรการ จำนวน 3 ด้าน ได้แก่ (1) กระบวนการที่เหมาะสมในการจ้างงาน (2) กระบวนการในการส่งแรงงานที่ทำงานครบกำหนดกลับประเทศ และ (3) แรงงานได้รับสิทธิคุ้มครองตามกฎหมาย และสัญญาจ้าง
2) คำจำกัดความ กำหนดนิยามของ แรงงาน นายจ้าง หน่วยงานผู้ส่ง และหน่วยงานผู้รับ
3) หน่วยงานผู้มีอำนาจ โดยฝ่ายไทยคือกระทรวงแรงงาน และฝ่ายเมียนมาคือกระทรวงแรงงาน วัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือและสร้างกรอบในการส่งเสริมให้มีการจ้างงานตามสัญญาจ้างสำหรับแรงงานอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส เคารพสิทธิ และคุ้มค่า โดยกำหนดมาตรการจำนวน 3 ด้าน ได้แก่ (1) มีกระบวนการที่เหมาะสมในการจ้างงาน (2) มีกระบวนการในการจัดส่งแรงงานที่สัญญาจ้างครบกำหนดกลับประเทศ และ (3) แรงงานได้รับสิทธิคุ้มครองตามกฎหมาย และสัญญาจ้าง
4) การใช้กฎหมาย การสรรหาแรงงานและการเดินทางเข้าประเทศต้องเป็นไปตามกฎหมายของทั้งสองประเทศ โดยแรงงานต้องปฏิบัติตามกฎหมายและจารีตประเพณีของประเทศผู้รับโดยไม่เข้าร่วมหรือแทรกแซงในกิจกรรมทางการเมืองหรือกิจการภายในประเทศผู้รับ รวมถึงต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน และจ่ายภาษี ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายของทั้งสองประเทศ
ประโยชน์และผลกระทบ
การจ้างแรงงานต่างด้าวในประเทศไทยเป็นเรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมหลากหลายประเภท เพื่อให้การจ้างงานเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายและลดปัญหาการลักลอบเข้าเมือง แรงงานต่างด้าวจำเป็นต้องปฏิบัติตามกระบวนการตามที่กำหนดไว้คือการทำ MOU หรือ Memorandum of Understanding เพื่อการจ้างงานที่ถูกกฎหมาย การทำ MOU ช่วยให้แรงงานต่างด้าว มีสถานะการทำงานที่ถูกต้องตามกฎหมายของประเทศไทย รวมถึงได้รับใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) และวีซ่า ที่เหมาะสมสำหรับการพำนักในประเทศ ป้องกันปัญหาการค้ามนุษย์
การปรับปรุงบันทึกความเข้าใจฯ (MOU) และบันทึกข้อตกลงฯ (Agreement) ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เป็นไปโดยสอดคล้องกับความต้องการการจ้างงานในปัจจุบันเพื่อให้การจ้างงานต่อเนื่อง
แต่งตั้ง
21. เรื่อง การแต่งตั้งคณะกรรมการระดับชาติเพื่อเตรียมการเป็นเจ้าภาพจัดงาน Gastech Exhibition & Conference 2026 (Gastech 2026)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงพลังงาน (พน.) เสนอ แต่งตั้งคณะกรรมการระดับชาติเพื่อเตรียมการเป็นเจ้าภาพจัดงาน Gastech Exhibition & Conference 2026 (Gastech 2026) ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
สาระสำคัญของเรื่อง
พน. รายงานว่า
1. การจัดงานประชุม Gastech ถือเป็นงานประชุมเชิงวิชาการและงานแสดงนิทรรศการด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมพลังงานที่ใหญ่ระดับโลกงานหนึ่งที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยเป็นเวทีสำคัญในการหารือและแลกเปลี่ยนนโยบายระหว่างผู้นำทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน ผู้กำหนดนโยบาย นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมพลังงานและนักลงทุนจากทั่วโลก ในหัวข้อการพัฒนาเทคโนโลยีก๊าซธรรมชาติ ก๊าซธรรมชาติเหลวเชื้อเพลิงไฮโดรเจน พลังงานสะอาด และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งที่ผ่านมาประเทศที่เป็นเจ้าภาพจัดงาน Gastech ล้วนเป็นประเทศที่มีศักยภาพและเป็นผู้นำด้านพลังงาน เช่น สหรัฐอเมริกา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สหราชอาณาจักร เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ ซึ่งการจัดงาน Gastech ครั้งล่าสุดได้จัดขึ้นที่ประเทศอิตาลีเมื่อปี 2025 โดยมีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 50,000 คน จาก 150 ประเทศ
2. ประเทศไทย โดยสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) ได้ยื่นเอกสารประมูลสิทธิและเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดงาน Gastech 2026 โดยประเทศไทยได้รับการตอบรับให้เป็นเจ้าภาพจัดงาน Gastech 2026 และ พน. จะเป็นเจ้าภาพร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) ในการจัดงานดังกล่าว โดยมีกำหนดการจัดงานระหว่างวันที่ 14-17 กันยายน 2569 ณ กรุงเทพมหานคร ซึ่ง พน. คาดว่าจะมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานจากต่างประเทศและผู้นำองค์กรระหว่างประเทศประมาณ 50 คน รวมถึงผู้กำหนดนโยบาย นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมพลังงาน และนักลงทุนจาก 150 ประเทศทั่วโลก เดินทางมายังประเทศไทยเพื่อเข้าร่วมงานดังกล่าวประมาณ 50,000 คน
3. เพื่อให้ประเทศไทยมีความพร้อมในการเตรียมการสำหรับการเป็นเจ้าภาพ Gastech 2026 พน. จึงเห็นควรเสนอแต่งตั้งคณะกรรมการระดับชาติฯ ขึ้น เพื่อเป็นกลไกในการอำนวยการประสานงานและขับเคลื่อนการดำเนินงานต่าง ๆ ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ด้านพิธีการและอำนวยการ ด้านประชาสัมพันธ์ และด้านการรักษาความปลอดภัยและการจราจร โดยคณะกรรมการระดับชาติ ฯ จะประกอบด้วยหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานกรรมการ ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นรองประธานกรรมการ กรรมการประกอบด้วย ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ อธิบดีกรมศุลกากร อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) มีรองปลัดกระทรวงพลังงาน (ที่ได้รับมอบหมาย) เป็นกรรมการและเลขานุการ และมีกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ เป็นผู้อำนวยการกองการต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงพลังงาน และผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานปลัดกระทรวงพลังงาน
หน้าที่และอำนาจ
1. กำหนดนโยบายและแนวทางการจัดเตรียมการจัด Gastech Exhibition & Conference 2026 (Gastech 2026) ทั้งด้านสารัตถะ ด้านพิธีการและอำนวยการ ด้านการประชาสัมพันธ์ และด้านการรักษาความปลอดภัยและการจราจร รวมถึงการประชุมคู่ขนาน/กิจกรรมต่าง ๆ ของผู้บริหารระดับสูงจากต่างประเทศที่เข้าร่วมงาน
2. กำกับและติดตามการดำเนินการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การทำหน้าที่เจ้าภาพจัดงาน Gastech Exhibition & Conference 2026 (Gastech 2026) ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย มีประสิทธิภาพ และบรรลุวัตถุประสงค์ของการจัดงาน ตลอดจนส่งเสริมสถานะและบทบาทของประเทศในเวทีระดับโลก
3. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงาน เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานตามความจำเป็นและเหมาะสม
4. เชิญส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมชี้แจงในการประชุม หรือร่วมดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับการจัดประชุมตามความจำเป็นและเหมาะสม
5. รายงานผลการดำเนินการให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีทราบ หรือพิจารณาให้ความเห็นชอบ
6. ปฏิบัติหน้าที่อื่นใดที่เกี่ยวกับการประชุมตามที่คณะรัฐมนตรีหรือที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
22. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการต่างประเทศ)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงการต่างประเทศ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 3 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่จะว่าง ตำแหน่งที่จะเกษียณอายุราชการ และสับเปลี่ยนหมุนเวียน ดังนี้
1. นายธานี แสงรัตน์ ตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี ให้ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
2. นายเบญจมินทร์ สุกาญจนัจที ตำแหน่ง อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ให้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต คณะผู้แทนถาวรประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส
3. นายทรงชัย ชัยปฏิยุทธ ตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ คูเวต รัฐคูเวต ให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
23. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงแรงงาน)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงแรงงาน ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 3 ราย เพื่อสับเปลี่ยนหมุนเวียน ดังนี้
1. นางสาวบุปผา เรืองสุด รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน
2. นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
3. นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมการจัดหางาน
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
24. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (สำนักงาน ป.ย.ป.)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (สำนักงาน ป.ย.ป.) เสนอแต่งตั้ง พ.ต.อ.วทัญญู วิทยผโลทัย รองผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ย.ป. ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ย.ป. (นักบริหารระดับสูง) ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
25. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงพาณิชย์)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงพาณิชย์ เสนอแต่งตั้ง นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ตำแหน่งอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงพาณิชย์ ข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
26. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ ประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอแต่งตั้งข้าราชการประเภทบริหารระดับสูง เพื่อทดแทนผู้เกษียณอายุราชการ จำนวน 2 ราย ดังนี้
1. นายยงยุทธ นาควิโรจน์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร ระดับสูง) กรมทรัพยากรธรณี แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร ระดับสูง) กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช (ทดแทนผู้เกษียณอายุราชการ)
2. นายชิดชนก สุขมงคล ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทดแทนผู้เกษียณอายุราชการ)
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เป็นต้นไป
27. เรื่อง แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย ดังนี้
1. นายเบญจพล นาคประเสริฐ ประธานกรรมการ
2. นายศันสนะ สุริยะโยธิน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
(ผู้แทนเกษตรกรชาวสวนยาง)
3. รองศาสตราจารย์วรสันฑ์ บูรณากาญจน์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
(ผู้แทนเกษตรกรชาวสวนยาง)
4. นายชุติวัต ชัยดรุณ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
(ผู้แทนเกษตรกรชาวสวนยาง)
5. นายนพชัย ภู่จิรเกษม กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
(ผู้แทนสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง)
6. นางรุ้งพร ภักดีพันดอน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
(ผู้แทนสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง)
7. นายนวนิตย์ พลเคน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
(ผู้แทนผู้ประกอบกิจการยาง
ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการค้า)
8. รองศาสตราจารย์วีริศ อัมระปาล กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
(ผู้แทนผู้ประกอบกิจการยาง
ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการผลิต
อุตสาหกรรมยาง)
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป
- 006
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี