วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569
28 พ.ค.62 เวลา 09.00 น.ที่ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งสรุปสาระสำคัญดังนี้
กฎหมาย
1. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการเป็นกองบังคับการหรือส่วนราชการอย่างอื่นในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการเป็นกองบังคับการหรือส่วนราชการอย่างอื่นในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาในรายละเอียดต่อไป
สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง
1. ให้ยกฐานะศูนย์ฝึกยุทธวิธีตำรวจ (เดิม เป็นหน่วยงานระดับกองกำกับการในสังกัดกองบังคับการฝึกอบรมตำรวจกลาง) เป็น ศูนย์ฝึกยุทธวิธีตำรวจกลาง (ใหม่ เป็นหน่วยงานระดับกองบังคับการ) ประกอบด้วย
(1) ฝ่ายอำนวยการ
(2) ฝ่ายสนับสนุนการฝึก
(3) ฝ่ายวิทยบริการ
(4) ฝ่ายควบคุมการฝึก
2. กำหนดให้ศูนย์ฝึกยุทธวิธีตำรวจกลาง มีอำนาจหน้าที่ดังนี้
2.1 เป็นศูนย์กลางการฝึกอบรมข้าราชการตำรวจ และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทั่วประเทศ โดยเน้นด้านการฝึกอบรม พัฒนายุทธวิธีและปฏิบัติการต่าง ๆ ตามระบบมาตรฐานสากล
2.2 ดำเนินการเกี่ยวกับงานฝึกอบรมเพื่อเพิ่มพูนความรู้และทักษะให้กับบุคลากรของหน่วยงานภาครัฐหรือภาคเอกชนอื่น ๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย
2.3 ติดต่อและประสานความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาหรือองค์กรอื่นทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาและฝึกอบรม เพื่อสนับสนุนการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางอาญา การรักษาความสงบเรียบร้อย การอำนวยความยุติธรรม และการรักษาความปลอดภัยของประชาชน
2. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน เพื่อสร้างทางหลวงพิเศษหมายเลข 82 สายทางยกระดับบางขุนเทียน – เอกชัย ที่ชุนวัดสะแกงาม และที่บ้านหลังวัด พ.ศ. ….
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน เพื่อสร้างทางหลวงพิเศษหมายเลข 82 สายทางยกระดับบางขุนเทียน – เอกชัย ที่ชุนวัดสะแกงาม และที่บ้านหลังวัด พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้ และให้กระทรวงคมนาคมรับความเห็นของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย
สาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกา
กำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร และอำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร เพื่อสร้างทางหลวงพิเศษหมายเลข 82 ทางสายยกระดับบางขุนเทียน - เอกชัย ที่ชุมชนวัดสะแกงาม และที่บ้านหลังวัด
3. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดขนาด ลักษณะ และสีของแผ่นป้ายทะเบียนรถ และการแสดงแผ่นป้ายทะเบียนรถและเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีประจำปี (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดขนาด ลักษณะ และสีของแผ่นป้ายทะเบียนรถ และการแสดงแผ่นป้ายทะเบียนรถและเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีประจำปี (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้
สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง
แก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงกำหนดขนาด ลักษณะ และสีของแผ่นป้ายทะเบียนรถ และการแสดงแผ่นป้ายทะเบียนรถและเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีประจำปี พ.ศ. 2554 โดยกำหนดให้มีแผ่นป้ายทะเบียนรถสำหรับสำนักงานเศรษฐกิจและการค้าของต่างประเทศ ที่จัดตั้งขึ้นในประเทศไทยตามความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลต่างประเทศ และเจ้าหน้าที่สำนักงานดังกล่าว เป็นการเฉพาะ
4. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับมาตรการตอบโต้การอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ รวม 2 ฉบับ
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะการให้การอุดหนุนแก่การส่งออก พ.ศ. …. และร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณประโยชน์ที่ได้รับจากการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้
ทั้งนี้ ร่างกฎกระทรวงรวม 2 ฉบับดังกล่าว เป็นการเตรียมการเพื่อให้ร่างพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2562 ที่อยู่ระหว่างการนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อประกาศใช้บังคับเป็นกฎหมายมีผลใช้บังคับโดยสมบูรณ์ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาแล้วเห็นชอบด้วย
สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง
1. ร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะการให้การอุดหนุนแก่การส่งออก พ.ศ. …. มีสาระสำคัญ ดังนี้
|
ประเด็น |
รายละเอียด |
|
1. บทนิยาม |
กำหนดบทนิยามคำว่า “ภาษีทางตรง” “ค่าธรรมเนียมในการนำเข้า” “ภาษีทางอ้อม” “ภาษีทางอ้อมระหว่างการผลิต” “ภาษีทางอ้อมสะสม” “การลดหย่อนภาษี” และ “การลดหย่อนหรือการคืนค่าธรรมเนียมในการนำเข้า” |
|
2. ลักษณะของการอุดหนุนการส่งออก |
กำหนดลักษณะของการอุดหนุนการส่งออก ได้แก่ (1) การให้การอุดหนุนแก่การส่งออกโดยตรงต่อวิสาหกิจ (2) มาตรการถือครองเงินตราต่างประเทศ หรือการปฏิบัติในลักษณะเดียวกัน เพื่อเป็นสิทธิประโยชน์พิเศษที่เกี่ยวกับการส่งออก (3) การให้หรือกำหนดเงื่อนไขการให้ค่าขนส่งและค่าระวางภายในประเทศเพื่อการส่งออกที่ดีกว่าการให้หรือการกำหนดเงื่อนไขการให้ค่าขนส่งและค่าระวางเพื่อการจำหน่ายในประเทศ (4) การให้สินค้าหรือบริการทั้งทางตรงและทางอ้อม ในการผลิตสินค้าเพื่อการส่งออก ซึ่งมีเงื่อนไขที่ดีกว่าการให้สำหรับการผลิตเพื่อการบริโภคในประเทศ (5) การลดหย่อนหรือการชะลอการชำระภาษีทางตรง หรือค่าใช้จ่ายสวัสดิการสังคม ทั้งหมดหรือบางส่วนที่เฉพาะเจาะจงกับการส่งออก (6) การให้หักค่าใช้จ่ายใด ๆ เป็นพิเศษ ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับการส่งออก หรือความสามารถในการส่งออก ในการคำนวณภาษีทางตรงที่มากกว่า หรือนอกเหนือจากที่ให้แก่การผลิตสินค้าเพื่อบริโภคภายในประเทศ ฯลฯ |
2. ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณประโยชน์ที่ได้รับจากการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ พ.ศ. …. มีสาระสำคัญ ดังนี้
|
ประเด็น |
รายละเอียด |
|
1. หลักเกณฑ์การคำนวณประโยชน์ที่ได้รับในรูปแบบการให้ความช่วยเหลือทางการเงินประเภทต่าง ๆ ของรัฐบาลประเทศแหล่งกำเนิดหรือประเทศผู้ส่งออก |
กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณประโยชน์ที่ได้รับในรูปแบบการให้ความช่วยเหลือทางการเงินประเภทต่าง ๆ ของรัฐบาลประเทศแหล่งกำเนิดหรือประเทศผู้ส่งออก ได้แก่ (1) กรณีรัฐบาลตัดสินใจร่วมลงทุนในลักษณะไม่สอดคล้องกับการปฏิบัติตามปกติของการร่วมลงทุนของภาคเอกชนในประเทศแหล่งกำเนิด หรือประเทศผู้ส่งออกโดยให้มีการซื้อหุ้นในราคาที่สูงกว่าราคาตลาด ให้คำนวณส่วนต่างระหว่างมูลค่าหุ้นที่รัฐบาลร่วมลงทุนกับมูลค่าหุ้นในตลาดของกิจการนั้น (2) กรณีรัฐบาลให้เงินกู้โดยคิดดอกเบี้ยต่ำกว่าอัตราการกู้ยืมทางพาณิชย์ ให้คำนวณส่วนต่างระหว่างมูลค่าดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายตามอัตราในการกู้ยืมทางพาณิชย์กับมูลค่าดอกเบี้ยที่ผู้รับการอุดหนุนจ่ายให้รัฐบาล โดยการกู้ยืมทางพาณิชย์ที่นำมาเปรียบเทียบนั้น ต้องเป็นการกู้ยืมที่มีมูลค่าและระยะเวลาการผ่อนชำระที่ใกล้เคียงกันจากธนาคารพาณิชย์ในประเทศนั้น (3) กรณีรัฐบาลค้ำประกันเงินกู้ทำให้เกิดประโยชน์อย่างหนึ่งอย่างใดขึ้น ซึ่งรวมถึงการค้ำประกันเงินกู้ยืม การค้ำประกันสินเชื่อการซื้อขาย การค้ำประกันสินเชื่อเพื่อการส่งออก ให้คำนวณส่วนต่างระหว่างจำนวนเงินที่ผู้ได้รับการค้ำประกันต้องชำระกับกรณีการค้ำประกันเงินกู้ทางพาณิชย์ (4) กรณีรัฐบาลให้สินค้าหรือบริการแก่ผู้รับการอุดหนุนโดยได้รับค่าตอบแทนน้อยกว่าอัตราที่สมควรตามสภาพทางการตลาดที่เป็นอยู่ในประเทศ ให้คำนวณส่วนต่างระหว่างอัตราค่าตอบแทนที่ต่ำที่สุดของสินค้าหรือบริการชนิดเดียวกันที่จ่ายจากการซื้อจากเอกชนกับอัตราค่าตอบแทนที่ผู้รับการอุดหนุนจ่ายค่าสินค้าหรือบริการให้รัฐบาล ฯลฯ |
|
2. หลักเกณฑ์ในการพิจารณาประโยชน์ที่ได้รับจากการอุดหนุน |
กำหนดการพิจารณาประโยชน์ที่ได้รับจากการอุดหนุนให้คำนึงถึงมูลค่าประโยชน์ที่ได้รับจริงโดยรวมดอกเบี้ยเชิงพาณิชย์ และระยะเวลาที่การอุดหนุนก่อให้เกิดประโยชน์ ดังนี้ (1) กรณีเป็นการอุดหนุนที่ทำให้เกิดประโยชน์และสิ้นสุดในช่วงระยะเวลาการไต่สวน ให้พิจารณาประโยชน์ที่ได้รับเฉพาะในช่วงเวลาที่ได้รับการอุดหนุนนั้น (2) กรณีเป็นการอุดหนุนที่ทำให้เกิดประโยชน์ที่มีผลต่อเนื่อง ให้พิจารณาประโยชน์ที่ได้รับโดยใช้หลักการปันส่วนตามประโยชน์ที่ได้รับเฉพาะในช่วงระยะเวลาการไต่สวน |
5. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดทุนขั้นต่ำและระยะเวลาในการนำหรือส่งทุนขั้นต่ำเข้ามาในประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดทุนขั้นต่ำและระยะเวลาในการนำหรือส่งทุนขั้นต่ำเข้ามาในประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้
พณ. เสนอว่า
1. ได้มีกฎกระทรวงกำหนดทุนขั้นต่ำและระยะเวลาในการนำหรือส่งทุนขั้นต่ำเข้ามาในประเทศไทย พ.ศ. 2545 แต่เนื่องจากมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ไม่ได้รับยกเว้นการนำหรือส่งทุนขั้นต่ำของคนต่างด้าวที่ประกอบธุรกิจในประเทศไทย ทำให้คนต่างด้าวต้องนำหรือส่งเงินทุนตามกฎกระทรวงดังกล่าว ซึ่งการที่คนต่างด้าวที่ประกอบธุรกิจในประเทศไทยตามสนธิสัญญาที่ประเทศไทยเป็นภาคีถูกบังคับให้ต้องนำหรือส่งทุนขั้นต่ำเข้ามาในประเทศไทยนั้น ทำให้การบังคับใช้กฎหมายขัดกับหลักประติบัติเยี่ยงคนชาติ (National Treatment) ตามสนธิสัญญา
2. ดังนั้น เพื่อให้เป็นไปตามพันธกรณีที่ไทยต้องปฏิบัติตามสนธิสัญญา ซึ่งให้สิทธิเป็นการยกเว้นแก่คนต่างชาติภาคีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นการต่างตอบแทน และเพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวไม่ขัดกับปลักประติบัติเยี่ยงคนชาติ (National Treatment) พณ. จึงได้แก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงดังกล่าวข้างต้น ซึ่งเป็นไปตามกฎกระทรวงกำหนดทุนขั้นต่ำและระยะเวลาในการนำหรือส่งทุนขั้นต่ำเข้ามาในประเทศไทย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2547 พร้อมกับกำหนดระยะเวลาการนำหรือส่งเงินตราต่างประเทศที่เป็นทุนขั้นต่ำเข้ามาในประเทศไทย ภายใน 5 ปี โดยครบกำหนดวันที่ 29 สิงหาคม 2552 และต่อมาได้มีการออกกฎกระทรวงกำหนดทุนขั้นต่ำ และระยะเวลาในการนำหรือส่งทุนขั้นต่ำเข้ามาในประเทศไทย (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2552 เพื่อขยายระยะเวลาการนำส่งเงินทุนขั้นต่ำออกไปอีก 10 ปี ซึ่งจะครบกำหนดวันที่ 29 สิงหาคม 2562
3. พณ. พิจารณาแล้วเห็นว่า โดยที่กำหนดระยะเวลาการนำหรือส่งเงินทุนขั้นต่ำของคนต่างด้าวที่ประกอบธุรกิจในประเทศไทยจะครบกำหนดตามระยะเวลาในข้อ 2. ดังนั้น เพื่อให้เป็นไปตามพันธกรณีที่ไทยต้องปฏิบัติตามสนธิสัญญาซึ่งให้สิทธิเป็นการยกเว้นแก่คนชาติภาคีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นการต่างตอบแทน และเพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวไม่ขัดกับหลักประติบัติเยี่ยงคนชาติ จึงสมควรขยายระยะเวลาในการนำส่งเงินทุนขั้นต่ำกรณีคนต่างด้าวซึ่งได้ประกอบธุรกิจในประเทศไทยโดยสนธิสัญญาที่ประเทศไทยเป็นภาคีหรือมีความผูกพันออกไปอีก 10 ปี นับตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคม 2562 เป็นต้นไป
สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง
|
ประเด็น |
รายละเอียด |
|
1. กำหนดวันใช้บังคับ |
ตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคม 2562 เป็นต้นไป |
|
2. กำหนดประเภทคนต่างด้าวที่ประกอบธุรกิจในประเทศไทยซึ่งได้รับการขยายระยะเวลาในการส่งเงินทุนต่างประเทศขั้นต่ำให้ครบตามเกณฑ์ที่กำหนด ออกไปอีก 10 ปี |
1) คนต่างด้าวซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลที่ไม่ได้จดทะเบียนในประเทศไทยที่เข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทย โดยสนธิสัญญาที่ประเทศไทยเป็นภาคีหรือมีความผูกพันตามพันธกรณีซึ่งให้สิทธิเป็นการยกเว้นแก่คนชาติภาคีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นการต่างตอบแทน 2) คนต่างด้าวที่เป็นนิติบุคคลจดทะเบียนในประเทศไทย ซึ่งประกอบธุรกิจในประเทศไทย โดยสนธิสัญญาที่ประเทศไทยเป็นภาคีหรือมีความผูกพันตามพันธกรณี ซึ่งให้สิทธิเป็นการยกเว้นแก่คนชาติภาคีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นการต่างตอบแทน หากปรากฏว่านิติบุคคลนั้นมีทุนขั้นต่ำไม่ครบตามเกณฑ์ที่กำหนดในวันที่เริ่มต้นประกอบธุรกิจหรือวันที่ได้รับหนังสือรับรอง 3) คนต่างด้าวซึ่งได้ประกอบธุรกิจในประเทศไทยโดยสนธิสัญญาที่ประเทศไทยเป็นภาคีหรือมีความผูกพันตามพันธกรณีซึ่งให้สิทธิเป็นการยกเว้นแก่คนชาติภาคีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นการต่างตอบแทนก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ แต่ยังไม่ได้นำหรือส่งเงินตราต่างประเทศที่เป็นทุนขั้นต่ำเข้ามาในประเทศไทย |
6. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงการขออนุญาตและการอนุญาตผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เฉพาะกัญชา พ.ศ. ….
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงการขออนุญาตและการอนุญาตผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เฉพาะกัญชา พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับความเห็นของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วดำเนินการต่อไปได้ และให้กระทรวงสาธารณสุขรับความเห็นของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย
สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง
1. กำหนดนิยามคำว่า “กัญชา” “ผู้รับอนุญาต” “หน่วยงานของรัฐ”
2. กำหนดให้การขออนุญาตผลิต นำเข้า หรือส่งออก ซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เฉพาะกัญชา มี 7 ประเภท (1) เพื่อการบริหารยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เฉพาะกัญชาที่ใช้ในทางการแพทย์ในประเทศ (2) เพื่อการศึกษา วิเคราะห์ วิจัย ทางด้านการแพทย์ หรือวิทยาศาสตร์หรือเภสัชกรรม (3) เพื่อประโยชน์ของทางราชการ ในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิด และความร่วมมือระหว่างประเทศ (4) เพื่อการผลิตเพื่อส่งออก และส่งออกซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เฉพาะกัญชา (5) เพื่อการผลิตซึ่งกระทำโดยการปรุงยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เฉพาะกัญชาสำหรับคนไข้เฉพาะราย ของผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย ผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยประยุกต์ หรือหมอพื้นบ้านตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพการแพทย์แผนไทย (6) เพื่อรักษาโรคกรณีจำเป็นสำหรับผู้ป่วยเฉพาะราย (7) กรณีผู้ป่วยเดินทางระหว่างประเทศนำยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เฉพาะกัญชาติดตัวเข้ามาในหรือออกไปนอกราชอาณาจักรสำหรับใช้รักษาเฉพาะตัวภายในเก้าสิบวัน
3. กำหนดคุณสมบัติของผู้ขออนุญาตผลิต นำเข้า หรือส่งออก ให้จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เฉพาะกัญชา
4. กำหนดให้การดำเนินการปลูกกัญชาในสถานที่ที่ระบุไว้ในใบอนุญาตเท่านั้นในการปลูกทุกครั้งต้องใช้เมล็ดพันธุ์ เนื้อเยื่อ หรือวิธีการอื่นตามที่ได้รับอนุญาตแล้ว และจัดทำแนวเขตพื้นที่การเพาะปลูกที่เห็นได้ชัด
5. กำหนดให้ผู้รับอนุญาตต้องจัดให้มีการสุ่มวิเคราะห์เพื่อตรวจสอบหาปริมาณสารสำคัญในกัญชา เช่น Cannabidiol (CBD) หรือ Tetrahydrocannabinol (THC) สารปนเปื้อน โลหะหนัก หรือสารอื่น ๆ ในการปลูกทุกครั้ง ตามมาตรฐานที่กำหนด และเก็บหลักฐานการตรวจวิเคราะห์ดังกล่าว ณ สถานที่ที่ได้รับอนุญาตเป็นเวลาอย่างน้อย 3 ปี ในกรณีที่ผู้รับอนุญาตไม่สามารถดำเนินการด้วยตนเองได้ต้องจัดให้มีการสุ่มวิเคราะห์ดังกล่าวโดยผู้รับอนุญาตอื่นที่รับผลผลิตจากผู้รับอนุญาตปลูกไปดำเนินการแปรรูปหรือผลิตต่อไป
6. กำหนดให้ผู้รับอนุญาตผลิตหรือนำเข้าผลิตภัณฑ์ยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 จะผลิตหรือนำเข้าซึ่งตำรับยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ที่มีกัญชาปรุงผสมอยู่ ต้องขอการรับรองตำรับต่อผู้อนุญาตก่อน และเมื่อได้รับหนังสือรับรองผลิตภัณฑ์แล้ว จึงจะผลิตหรือนำเข้าซึ่งตำรับยาเสพติดให้โทษนั้นได้
7. กำหนดให้ผู้ขออนุญาตผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เฉพาะกัญชา เพื่อการศึกษาวิจัย ให้ยื่นคำขอต่อผู้อนุญาตตามแบบที่เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยากำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา พร้อมด้วยเอกสารหรือหลักฐาน
8. กำหนดบทเฉพาะกาล กรณีหนังสือสำคัญแสดงการอนุญาตผลิต จำหน่าย นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ที่ออกตามกฎกระทรวงการขออนุญาตและการอนุญาตผลิต จำหน่าย นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 4 หรือในประเภท 5 พ.ศ. 2559 ให้ถือว่าเป็นใบอนุญาตตามกฎกระทรวงนี้ และให้ใช้ได้ต่อไปจนกว่าใบอนุญาตนั้นสิ้นอายุ
9. กำหนดให้บรรดาคำขอใด ๆ ที่ได้ยื่นไว้ตามกฎกระทรวง การขออนุญาต และการอนุญาตผลิต จำหน่าย นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 4 หรือในประเภท 5 พ.ศ. 2559 ก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับและยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของผู้อนุญาต ให้ถือว่าเป็นคำขอรับใบอนุญาตตามกฎกระทรวงนี้โดยอนุโลม ในกรณีที่คำขอมีข้อแตกต่างไปจากคำขอตามกฎกระทรวงนี้ ให้ผู้อนุญาตมีอำนาจสั่งแก้ไขเพิ่มเติม หรือให้ส่งเอกสารหรือหลักฐานเพิ่มเติมได้ตามความจำเป็น เพื่อให้การเป็นไปตามกฎกระทรวงนี้
7. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. ....
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว และให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีส่งร่างกฎกระทรวงดังกล่าว ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขพิจารณาลงนาม และประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป
สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง
ปรับปรุงการแบ่งส่วนราชการกรมควบคุมโรค ตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2552 ดังนี้
|
การแบ่งส่วนราชการปัจจุบัน |
การแบ่งส่วนราชการที่ขอปรับปรุง |
|
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
สิ่งแวดล้อม
ทางเพศสัมพันธ์ |
- สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 1-12 - กลุ่มตรวจสอบภายใน
|
คงเดิม
เปลี่ยนชื่อ
เปลี่ยนชื่อ
ตั้งใหม่ |
8. เรื่อง ร่างประกาศคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ที่ ../2562 เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการ และพิธีการศุลกากรสำหรับเขตปลอดอากรภายในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเพื่อกิจการอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับกิจการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการร่างประกาศคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ที่ ../2562 เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการ และพิธีการศุลกากรสำหรับเขตปลอดอากรภายในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเพื่อกิจการอุตสาหกรรม ที่เกี่ยวกับกิจการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ตามที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกเสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณาเป็นเรื่องเร่งด่วน แล้วดำเนินการต่อไปได้
สาระสำคัญของร่างประกาศ
1. กำหนดให้ใช้บังคับเฉพาะในเขตปลอดอากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรภายในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเพื่อกิจการอุตสาหกรรม ที่เกี่ยวกับกิจการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก
2. กำหนดให้ผู้ประกอบกิจการในเขตปลอดอากรภายในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเพื่อกิจการอุตสาหกรรม ที่เกี่ยวกับกิจการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เมื่อได้ยื่นใบขนส่งสินค้าต่อพนักงานศุลกากร และพนักงานศุลกากรได้รับและออกเลขที่ใบขนส่งสินค้าให้แล้วไม่ต้องชำระค่าอากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรและกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากร จนกว่าจะครบ 14 วัน นับแต่วันที่พนักงานศุลกากรออกเลขที่ใบขนสินค้าดังกล่าว
3. กำหนดให้การส่งของตามข้อ 2 กลับเข้าไปในเขตปลอดอากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ภายในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเพื่อกิจการอุตสาหกรรม ที่เกี่ยวกับกิจการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ภายใน 14 วัน นับแต่วันที่ยื่นใบขนสินค้าต่อพนักงานศุลกากรและพนักงานศุลกากรได้รับและออก เลขที่ใบขนส่งสินค้าให้แล้วผู้ประกอบกิจการอาจยื่นขอยกเลิกรายการดังกล่าวในใบขนสินค้าขาเข้านั้นได้ และเมื่อพนักงานศุลกากรมีคำสั่งยกเลิกแล้วให้ถือว่ามิได้มีการนำของรายการดังกล่าวออกจากเขตปลอดอากรภายในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อกิจการอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับกิจการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์และไม่มีภาระค่าอากร
9. เรื่อง ร่างกฎสํานักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยเครื่องแบบพิเศษสำหรับเจ้าพนักงานสรรพสามิต พ.ศ. ....
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎสํานักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยเครื่องแบบพิเศษสำหรับเจ้าพนักงานสรรพสามิต พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินดำเนินการต่อไปได้
สาระสำคัญของร่างกฎสํานักนายกรัฐมนตรี
กำหนดชนิดของเครื่องแบบและส่วนประกอบของเครื่องแบบพิเศษสำหรับเจ้าพนักงานสรรพสามิต
1. กำหนดชนิดของเครื่องแบบพิเศษเจ้าพนักงานสรรพสามิตชายและเจ้าพนักงานสรรพสามิตหญิงเป็น 7 ชนิด ได้แก่ เครื่องแบบปฏิบัติงานสีน้ำเงินดำ เครื่องแบบปฏิบัติงานสีกากี เครื่องแบบลำลองสีน้ำเงินดำเครื่องแบบลำลองสีกากี เครื่องแบบตรวจค้นสีน้ำเงินดำ เครื่องแบบตรวจค้นสีกากี และเครื่องแบบภาคสนาม สีน้ำเงินดำ
2. กำหนดส่วนประกอบของเครื่องแบบพิเศษ
2.1 กำหนดแบบหมวกเจ้าพนักงานสรรพสามิตชาย เป็น 5 แบบ เช่น หมวกทรงหม้อตาลสีน้ำเงินดำ และหมวกทรงหม้อตาลสีกากี และเจ้าพนักงานสรรพสามิตหญิงเป็น 5 แบบ เช่น หมวกพับปีกสีน้ำเงินดำหมวกพับปีกสีกากี และหมวกแก๊ปทรงอ่อนมีกะบังสีน้ำเงินดำ
2.2 กำหนดแบบเสื้อเจ้าพนักงานสรรพสามิตชาย เป็น 6 แบบและเจ้าพนักงานสรรพสามิตหญิง เป็น 7 แบบ เช่น เสื้อคอพับสีน้ำเงินดำ เสื้อคอพับสีกากีและเสื้อคอพับสีขาว
2.3 กำหนดแบบกางเกงเจ้าพนักงานสรรพสามิตชาย และเจ้าพนักงานสรรพสามิตหญิงเป็น 3 แบบ เช่น กางเกงขายาวสีน้ำเงินดำ กางเกงขายาวสีกากี และกางเกงขายาวสีน้ำเงินดำแบบฝึก
2.4 กำหนดแบบเข็มขัดเจ้าพนักงานสรรพสามิตชาย และเจ้าพนักงานสรรพสามิตหญิง เป็น 3 แบบ เช่น เข็มขัดด้ายถักสีน้ำเงินดำ เข็มขัดด้ายถักสีกากี และเข็มขัดหนังสีดำ
2.5 กำหนดแบบรองเท้าเจ้าพนักงานสรรพสามิตชายเป็น 3 แบบ เช่น รองเท้าหุ้มส้นหนังสีดำ รองเท้าหุ้มข้อหนังสีดำ และรองเท้าสูงครึ่งน่องสีดำชนิดผูกเชือก และเจ้าพนักงานสรรพสามิตหญิง เป็น 2 แบบเช่น รองเท้าหุ้มส้นหนังหรือวัตถุเทียมหนังสีดำแบบปิดปลายเท้า ไม่มีลวดลายส้นสูง และรองเท้าสูงครึ่งน่องสีดำชนิดผูกเชือก
10. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดชนิดและลักษณะของแสตมป์สรรพสามิตและเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีของทางราชการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และร่างกฎกระทรวงกำหนดการใช้แสตมป์สรรพสามิตและเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีเพื่อให้ปรากฏว่าได้เสียภาษีแล้ว (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติในหลักการของร่างกฎกระทรวงกำหนดชนิดและลักษณะของแสตมป์สรรพสามิตและเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีของทางราชการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และร่างกฎกระทรวงการใช้แสตมป์สรรพสามิตและเครื่องหมายแสดงการเสียภาษี เพื่อให้ปรากฏว่าได้เสียภาษีแล้ว (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้
สาระสำคัญ
การปรับรูปแบบการควบคุมการจัดเก็บภาษี จากการใช้ระบบมาตรวัดเป็นการใช้รหัสควบคุมบนบรรจุภัณฑ์ (Direct Coding) ในรูปแบบของเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีของทางราชการจะต้องแก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงกำหนดชนิดและลักษณะของแสตมป์สรรพสามิต และเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีของทางราชการ พ.ศ.2560 และกฎกระทรวงกำหนดการใช้แสตมป์สรรพสามิตและเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีเพื่อให้ปรากฏว่าได้เสียภาษีแล้ว พ.ศ.2560 โดยร่างกฎกระทรวงทั้ง 2 ฉบับดังกล่าวมีสาระสำคัญ ดังนี้
1. ร่างกฎกระทรวงกำหนดชนิดและลักษณะของแสตมป์สรรพสามิตและเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีของทางราชการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 วรรคหนึ่งและมาตรา 64 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2560 มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้รูปภาพรหัสแท่งสองมิติ (2D bar code) ขนาดไม่ต่ำกว่า 0.35 x 0.75 เซนติเมตร แต่ไม่เกิน 0.45 x 0.90 เซนติเมตร ทำด้วยหมึกป้องกันการปลอมแปลงสีดำ ทางด้านขวามีอักษร “TH” โดยมีรหัสที่ไม่ซ้ำกันในแต่ละเครื่องหมาย เพื่อใช้สำหรับตรวจสอบสินค้าสุรา เป็นเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีของทางราชการสำหรับสุราที่ผลิตในราชอาณาจักร
2. ร่างกฎกระทรวงการใช้แสตมป์สรรพสามิตและเครื่องหมายแสดงการเสียภาษี เพื่อให้ปรากฏว่าได้เสียภาษีแล้ว (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 วรรคหนึ่ง และมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2560 มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดวิธีการใช้เครื่องหมายแสดงการเสียภาษีของทางราชการ เพื่อให้ปรากฏว่าได้เสียภาษีแล้ว โดยให้ปิดหรือพิมพ์หรือดำเนินการอื่นใดตามวิธีการที่อธิบดีประกาศประกาศกำหนด
ทั้งนี้ ร่างกฎกระทรวงที่เสนอในครั้งนี้ คาดว่าจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การเงินและงบประมาณ คือ การปรับรูปแบบการควบคุมการจัดเก็บภาษีสินค้าสุราแช่ โดยใช้เครื่องหมายแสดงการเสียภาษีของทางราชการ ที่มีระบบ Track & Trace ในครั้งนี้ แม้จะส่งผลให้มีต้นทุนในการบริหารการจัดเก็บภาษีสูงขึ้น โดยมีต้นทุนต่อหน่วยในการพิมพ์เครื่องหมายและการบริหารข้อมูลประมาณ 0.22 บาท แต่จะทำให้มีระบบที่สามารถใช้ในการติดตามและตรวจสอบสินค้าสุราแช่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารการจัดเก็บภาษีสุรามากยิ่งขึ้น
เศรษฐกิจ - สังคม
11. เรื่อง ขออนุมัติงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายในโครงการจัดหายานพาหนะเพื่อการขนย้ายเครื่องจักรกล
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) โดยกรมชลประทานใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2561 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ที่กระทรวงการคลัง (กค.) ได้อนุมัติให้ขยายเวลาเบิกจ่ายเงินถึงวันทำการสุดท้ายของเดือนกันยายน 2562 จำนวน 987.44 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายโครงการจัดหายานพาหนะเพื่อการขนย้ายเครื่องจักรกล ตามที่ กษ.เสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติให้กรมชลประทานใช้จ่ายงบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ที่กระทรวงการคลังได้อนุมัติให้ขยายเวลาเบิกจ่ายเงินถึงวันทำการสุดท้ายของเดือนกันยายน 2562 จำนวน 987.44 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายโครงการจัดหายานพาหนะเพื่อการขนย้ายเครื่องจักรกล ซึ่งสำนักงบประมาณแจ้งว่า นายกรัฐมนตรีเห็นชอบด้วยแล้ว โดยโครงการฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้มียานพาหนะเพื่อการขนย้ายเครื่องจักรกลเพียงพอพร้อมสนับสนุนภารกิจของกรมชลประทานในการเพิ่มพื้นที่ชลประทาน รวมถึงทดแทนเครื่องจักรกลเดิมที่มีอายุการใช้งานมากและมีประสิทธิภาพการทำงานต่ำ ซ่อมแซมไม่คุ้มค่า และเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานป้องกันความเสียหาย และบรรเทาภัยอันเกิดจากน้ำ ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพให้เกษตรกรในพื้นที่ โดยจะจัดหายานพาหนะเพื่อการขนย้ายเครื่องจักรกล จำนวน 3 รายการ ดังนี้
|
ลำดับ |
รายการ |
ลักษณะการใช้งาน |
จำนวน (คัน) |
วงเงิน (ล้านบาท) |
|
1 |
รถปั้นจั่น ล้อยาง ขนาด 100 ตัน (ALL Terrain Crane) |
ใช้ในการยกเครื่องจักรกลและอุปกรณ์ที่มีน้ำหนักมากกว่า 50 ตัน หรือเพื่อทำการขนย้าย ติดตั้ง เช่น เรือขุด บานระบาย โดยสามารถใช้งานในพื้นที่กันดาร ดินอ่อน และทางแคบ |
6 |
360.00 |
|
2 |
รถปั้นจั่น ล้อยาง ขนาด 50 ตัน (ALL Terrain Crane) |
ใช้ในการยกเครื่องจักรกลและอุปกรณ์ที่มีน้ำหนักน้อยกว่า 50 ตัน หรือเพื่อทำการขนย้าย ติดตั้ง เช่น เรือขุด บานระบาย โดยสามารถใช้งานในพื้นที่กันดาร ดินอ่อน และทางแคบ |
12 |
588.00 |
|
3 |
รถบรรทุกกระบะเหล็ก 10 ล้อ ติดตั้งเครน 16 ตัน – เมตร |
ใช้ในการยกเครื่องจักรกลและอุปกรณ์ขนาดปานกลาง เช่น เครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ เพื่อทำการขนย้ายติดตั้ง (สามารถใช้บรรทุกได้ด้วย) |
8 |
39.44 |
|
รวมทั้งสิ้น |
26 |
987.44 |
||
12. เรื่องการดำเนินการตามพระราชบัญญัติการบริหารทุนหมุนเวียน พ.ศ.2558 ของเงินทุนหมุนเวียน การบริหารจัดการเหรียญกษาปณ์ ทรัพย์สินมีค่าของแผ่นดินและการทำของ
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2547 (เรื่อง การจัดโครงสร้างองค์กรรูปแบบอื่นที่มิใช่ส่วนราชการ : หน่วยบริการรูปแบบพิเศษ) เพื่อให้สำนักกษาปณ์ กรมธนารักษ์ดำเนินการตามพระราชบัญญัติการบริหารทุนหมุนเวียน พ.ศ.2558 ของเงินทุนหมุนเวียนการบริหารจัดการเหรียญกษาปณ์ ทรัพย์สินมีค่าของแผ่นดินและการทำของ ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
กค. (กรมธนารักษ์) รายงานว่า
1. สำนักกษาปณ์เป็นหน่วยงานสังกัดกรมธนารักษ์ตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมธนารักษ์ กค. พ.ศ. 2557 มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการเกี่ยวกับผลิตเหรียญกษาปณ์หมุนเวียน และเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก เหรียญที่ระลึก และจัดทำเครื่องราชอิสริยยศ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ เครื่องหมายตอบแทน และของสั่งจ้าง ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการยุบ การหลอม การทำลาย และการล้างตัวของเหรียญกษาปณ์ ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการติดตั้ง ซ่อมแซมประตูห้องมั่นคง และซ่อมแซมกุญแจตู้นิรภัย ของส่วนราชการ ดำเนินการเกี่ยวกับการเงิน การบัญชี และการงบประมาณของเงินทุนหมุนเวียนการผลิตเหรียญกษาปณ์และการทำของ รวมทั้งปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้รับมอบหมาย โดยในปี พ.ศ.2514 กรมธนารักษ์ได้จัดตั้งเงินทุนหมุนเวียนการผลิตเหรียญกษาปณ์และการทำของขึ้นเพื่อให้สำนักกษาปณ์สามารถทำการผลิตเหรียญกษาปณ์ได้อย่างคล่องตัว มีประสิทธิภาพและช่วยลดภาระของรัฐในด้านงบประมาณประจำปี โดยมีวัตถุประสงค์ในการผลิตเหรียญกษาปณ์ออกใช้หมุนเวียนให้เพียงพอต่อความต้องการในระบบเศรษฐกิจของประเทศ และในปี 2520 ได้จัดตั้งเงินทุนหมุนเวียนการแสดงเหรียญกษาปณ์และเงินตราไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดหาและรวบรวมสะสมเงินตราสมัยต่างๆ เหรียญกษาปณ์และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ซึ่งสำนักกษาปณ์ได้ดำเนินการบริหารจัดการผ่านกลไกของเงินทุนหมุนเวียน และต่อมาเงินทุนหมุนเวียนทั้งสองได้รวมเข้าด้วยกันตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2558 เพื่อให้เกิดการบูรณาการกระบวนงานเกี่ยวกับการผลิตและจัดหาเหรียญกษาปณ์ไทยทั้งระบบอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งปัจจุบันทำให้การบริหารจัดการเหรียญกษาปณ์มีความคล่องตัวทั้งระบบ
2. อย่างไรก็ดี เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติ (20 มกราคม 2547) เห็นชอบในหลักการให้สำนักกษาปณ์เป็นหน่วยงานทดลองปฏิบัติการจัดโครงสร้างองค์กรรูปแบบอื่นที่มิใช่ส่วนราชการ : หน่วยบริการรูปแบบพิเศษ (Service Delivery Unit : SDU) สำนักกษาปณ์ กรมธนารักษ์ ได้มีการเตรียมความพร้อม โดยจัดทำแผนปฏิบัติราชการเพื่อปรับเปลี่ยนสำนักกษาปณ์เป็นหน่วยบริการรูปแบบพิเศษและแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการโรงกษาปณ์ที่มีผู้แทนกรมบัญชีกลาง ผู้แทนสำนักงาน ก.พ.ร. และผู้ทรงคุณวุฒิร่วมเป็นกรรมการ ผู้อำนวยการสำนักกษาปณ์เป็นกรรมการและเลขานุการ ซึ่งที่ประชุมได้ร่วมกันกำหนดแนวทางดำเนินการในภาพรวม เช่น การเตรียมถ่ายโอน ออกแบบระบบการกำกับดูแลของกรมธนารักษ์ การจัดโครงสร้าง อัตรากำลัง และการจัดวางระบบบริหารจัดการแนวใหม่ เป็นต้น และได้ร่วมกับมูลนิธิสถาบันนโยบายเศรษฐกิจการคลัง (สวค.) ได้ดำเนินการสำรวจ ศึกษา และวิเคราะห์เพื่อจัดวางระบบบริหารหน่วยบริการรูปแบบพิเศษของสำนักกษาปณ์ ซึ่งพบว่ามีข้อสังเกตที่สำคัญและอุปสรรคเกี่ยวกับการจัดวางระบบบริหารหน่วยบริการรูปแบบพิเศษของสำนักกษาปณ์ในส่วนของการบริหารงานบุคคลด้านการพัสดุ ด้านการเงินและงบประมาณ โดยได้แจ้งให้ กค. ทราบพร้อมแจ้งให้สำนักงาน ก.พ.ร. พิจารณา แนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว และสำนักงาน ก.พ.ร. ได้นำประเด็นปัญหาเสนอต่อคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบราชการเฉพาะกิจเกี่ยวกับการกำหนดหลักการจัดและพัฒนาโครงสร้างระบบราชการพิจารณาในการประชุมครั้งที่ 3/2551 เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2551 ซึ่งผลการพิจารณาเกี่ยวกับการพัสดุและการงบประมาณยังไม่ได้ข้อยุติแต่อย่างใด
3. ต่อมากรมธนารักษ์ร่วมกับมูลนิธิสถาบันธนารักษ์ศึกษาและศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ศึกษาวิเคราะห์ วิจัยเกี่ยวกับรูปแบบโครงสร้างที่เหมาะสมในการบริหารงานของสำนักกษาปณ์ โดยผลการศึกษาสรุปได้ว่าหลักการของการเป็นหน่วยบริการรูปแบบพิเศษไม่สอดคล้องกับลักษณะการดำเนินงานของสำนักกษาปณ์ กรมธนารักษ์ ซึ่งมีลักษณะการให้บริการเชิงธุรกิจและอาจนำไปสู่การแข่งขันกับภาคเอกชนซึ่งขัดกับหลักการที่กำหนดไว้ในระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารงานของหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ พ.ศ.2550 ดังนั้น รูปแบบการบริหารที่เหมาะสมกับภารกิจในปัจจุบันยังคงเป็นรูปแบบหน่วยงานราชการสังกัดกรมธนารักษ์ แต่ควรพิจารณาใช้จุดแข็งของระเบียบเงินทุนหมุนเวียนการผลิตเหรียญกษาปณ์และการทำของ พ.ศ.2546 (ต่อมามีการยุบรวมกับเงินทุนหมุนเวียนการแสดงเหรียญกษาปณ์และเงินตราไทยตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2558 และออกเป็นข้อบังคับคณะกรรมการบริหารทุนหมุนเวียนการบริหารจัดการเหรียญกษาปณ์ ทรัพย์สินมีค่าของแผ่นดินและการทำของว่าด้วยการบริหารทุนหมุนเวียนการบริหารจัดการเหรียญกษาปณ์ ทรัพย์สินมีค่าของแผ่นดินและการทำของ พ.ศ.2560) ในการออกระเบียบวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการพัสดุและการก่อหนี้ผูกพันเพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการบริหาร ซึ่งข้อเสนอจากการผลการศึกษาดังกล่าวสอดคล้องกับการดำเนินงานของสำนักกษาปณ์ในปัจจุบันที่มีการดำเนินงานในรูปแบบส่วนราชการโดยทุนหมุนเวียนมาโดยตลอดตามพระราชบัญญัติการบริหารทุนหมุนเวียน พ.ศ.2558 มาโดยตลอด และสำนักกษาปณ์สามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตามกรอบแนวทางการกำกับดูแล ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลของกฎหมายการบริหารทุนหมุนเวียน
4. ดังนั้น กรมธนารักษ์จึงเสนอขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2547 เรื่อง การจัดโครงสร้างองค์กรรูปแบบอื่นที่มิใช่ส่วนราชการ : หน่วยบริการรูปแบบพิเศษ (Service Delivery Unit : SDU) ของสำนักกษาปณ์ กรมธนารักษ์ เพื่อที่กรมธนารักษ์จะได้เร่งดำเนินการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเหรียญกษาปณ์ให้เพียงพอต่อความต้องการในระบบเศรษฐกิจ และมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตเหรียญกษาปณ์ระดับสากล ซึ่งกรมธนารักษ์ได้เคยเสนอเรื่องดังกล่าวมาเพื่อคณะรัฐมนตรีพิจารณา แต่เนื่องจากการดำเนินการดังกล่าวจะต้องเสนอ ก.พ.ร. พิจารณาก่อน และให้นำผลการพิจารณาของ ก.พ.ร. เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา (ต่อมาเป็นอำนาจของคณะกรรมการพัฒนาและส่งเสริมองค์การมหาชน (ก.พ.ม.) ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารงานของหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ พ.ศ.2560) สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจึงได้ส่งเรื่องดังกล่าวคืนให้กรมธนารักษ์เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนที่ถูกต้องตามนัยข้อ 19 ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารงานของหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ พ.ศ.2550 และต่อมากรมธนารักษ์ได้เสนอเรื่อง การปรับปรุงโครงสร้างการแบ่งส่วนราชการภายในกรมธนารักษ์ กค. โดยในประเด็นการขอยกเลิกในส่วนที่กำหนดให้สำนักกษาปณ์ กรมธนารักษ์ เป็นหน่วยงานทดลองปฏิบัติการจัดโครงสร้างองค์กรเป็นหน่วยบริการรูปแบบพิเศษนั้น ก.พ.ม. ในการประชุมครั้งที่ 1/2562 เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2562 ได้มีมติเห็นชอบให้ กค. เสนอขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2547 แล้ว
13. เรื่อง ขออนุมัติดำเนินโครงการก่อสร้างทางรถไฟ สายบ้านไผ่ – มหาสารคาม – ร้อยเอ็ด – มุกดาหาร – นครพนม
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ ดังนี้
1. อนุมัติให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ดำเนินโครงการก่อสร้างทางรถไฟสายบ้านไผ่ - มหาสารคาม – ร้อยเอ็ด – มุกดาหาร – นครพนม ในวงเงิน 66,848.323 ล้านบาท(รวมภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 7) ระยะเวลาดำเนินการ 8 ปี (ปีงบประมาณ 2561 – 2568) โดยดำเนินการประกวดราคาจ้างก่อสร้างด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ (e- bidding) ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 หรือที่ประกาศใช้ล่าสุด และเพื่อความคล่องตัวในการบริหารงบประมาณของ รฟท. ให้ รฟท. มีอำนาจในการปรับปรุงรายละเอียดด้านงบประมาณ ค่าก่อสร้าง ค่าจ้างที่ปรึกษา ค่าเวนคืนที่ดิน และรายละเอียดอื่น ๆ ที่สำคัญภายใต้กรอบวงเงินที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติ
2. ให้รัฐบาลรับภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการทั้งสิ้นโดยให้สำนักงบประมาณ (สงป.) จัดสรรงบประมาณรายปี และหรือกระทรวงการคลัง (กค.) จัดหาแหล่งเงินกู้และค้ำประกันเงินกู้ภายในประเทศให้ตามความเหมาะสม เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ รายละเอียดตามแผนการดำเนินงานและแผนการเบิกจ่ายเงินที่เสนอมา ทั้งนี้ เห็นชอบให้ดำเนินโครงการฯ โดยอนุญาตให้ รฟท. กู้เงินได้ตามพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 (พระราชบัญญัติการรถไฟฯ) มาตรา 39 (4)
3. อนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนของโครงการ โดยให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) ตรวจพิจารณาต่อไป และให้ รฟท. นำความเห็นของคณะกรรมการรถไฟแห่งประเทศไทย (คณะกรรมการ รฟท.) ไปดำเนินการต่อไป
สาระสำคัญของเรื่อง
กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ดำเนินโครงการก่อสร้างทางรถไฟ สายบ้านไผ่ – มหาสารคาม – ร้อยเอ็ด – มุกดาหาร – นครพนม ในวงเงิน 66,848.33 ล้านบาท โดยให้รัฐบาลรับภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการทั้งสิ้น โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้
1. โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการภายใต้แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของไทย พ.ศ. 2558 - 2565 ในแผนงานการพัฒนาโครงข่ายรถไฟระหว่างเมือง (การพัฒนาเส้นทางสายใหม่) ระยะที่ 3 และอยู่ภายใต้แผนปฏิบัติการด้านคมนาคมขนส่งระยะเร่งด่วน พ.ศ. 2560 (Action Plan) รวมทั้งโครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งตามแนวตะวันออก – ตะวันตก (East-West Corridor) การพัฒนา โครงข่ายรถไฟตามแนวระเบียงเศรษฐกิจด้านตะวันออก – ตะวันตก ตอนบน (Upper East – West Economic Corridor) ช่วงแม่สอด – พิษณุโลก – เพชรบูรณ์ – ขอนแก่น – ร้อยเอ็ด – มุกดาหาร โดยเป็นโครงการก่อสร้างทางรถไฟใหม่ จำนวน 2 ทาง ความกว้างของรางขนาด 1 เมตร ระยะทางประมาณ 355 กิโลเมตร มีสถานีใหม่ 30 สถานี 1 ชุมทาง ลานบรรทุกตู้สินค้า 3 แห่ง และย่านกองเก็บตู้สินค้า 3 แห่ง ผ่านพื้นที่ทั้งหมด 70 ตำบล 19 อำเภอ 6 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดขอนแก่น จังหวัดมหาสารคามจังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดยโสธร จังหวัดมุกดาหาร และจังหวัดนครพนม คาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ในเดือนมกราคม 2564 และจะเปิดให้บริการได้ในเดือนมกราคม 2568 และจะเชื่อมต่อกับโครงการรถไฟ ช่วงชุมทางจิระ- ขอนแก่น ช่วงมาบกะเบา - ชุมทางถนนจิระ และศูนย์การขนส่งชายแดนจังหวัดนครพนมที่อยู่ระหว่างการดำเนินการก่อสร้าง และโครงการรถไฟ ช่วงแม่สอด – ตาก – กำแพงเพชร- นครสวรรค์ บ้านไผ่ที่อยู่ระหว่างการศึกษา/ออกแบบโครงการ นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดการเชื่อมโยงจากท่าเรือย่างกุ้งและท่าเรือละแหม่งในประเทศเมียนมาไปยังท่าเรือดานังและท่าเรือไฮฟองในประเทศเวียดนาม และยังสามารถเชื่อมต่อไปยังประเทศจีนได้ด้วย คค. คาดว่าจะมีปริมาณผู้โดยสาร 3,835,260 คน ในปี 2569 ซึ่งจะเพิ่มขึ้นประมาณ ร้อยละ 2.37 ต่อปี และมีปริมาณการขนส่งสินค้า 748,453 ตัน ในปี 2569 ซึ่งจะเพิ่มขึ้นประมาณ ร้อยละ 1.19 ต่อปี โครงการนี้จะมีผลตอบแทนทางการเงินที่ ร้อยละ 0.42 และผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์ที่ ร้อยละ 13.49
2. ในส่วนของแหล่งเงินที่ใช้ในการดำเนินโครงการนั้นกระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณ มีความเห็นสอดคล้องกันว่าให้สำนักงบประมาณจัดสรรเงินงบประมาณประจำปีให้กับ รฟท. เป็นค่าที่ปรึกษาสำรวจอสังหาริมทรัพย์เพื่อเวนคืน ค่าเวนคืนที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ และค่าจ้างที่ปรึกษาประกวดราคา วงเงินรวม 10,255.33 ล้านบาท สำหรับค่าก่อสร้าง จำนวน 55,462.00 ล้านบาท และค่าจ้างที่ปรึกษาควบคุมงานก่อสร้าง จำนวน 1,131 ล้านบาท (รวมเป็นเงิน 56,543.00ล้านบาท) ให้กระทรวงการคลังจัดหาเงินกู้จากแหล่งเงินกู้ที่เหมาะสม และให้ รฟท. กู้ต่อโดยกระทรวงการคลังจะเป็นผู้พิจารณาจัดลำดับความสำคัญในการกู้เงิน วิธีการกู้เงิน เงื่อนไขและรายละเอียดต่าง ๆ ตามความเหมาะสมและจำเป็นต่อไป และให้สำนักงบประมาณพิจารณาจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีเป็นงบชำระหนี้ให้แก่ รฟท. เพื่อใช้ชำระหนี้คืนแก่แหล่งเงินโดยตรง ทั้งในส่วนขอเงินต้น ดอกเบี้ย และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ เมื่อคณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ รฟท. ดำเนินโครงการและอนุมัติให้ รฟท. กู้เงินแล้ว ให้ รฟท. เสนอความต้องการกู้เงิน เพื่อบรรจุโครงการเงินกู้ไว้ในแผนการบริหารหนี้สาธารณะประจำปีงบประมาณต่อไป
14. เรื่อง หลักเกณฑ์การกำหนดเบี้ยประชุมและประโยชน์ตอบแทนอื่นของประธานกรรมการ กรรมการที่ปรึกษา ประธานอนุกรรมการ และอนุกรรมการในคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบหลักเกณฑ์การกำหนดเบี้ยประชุมของประธานกรรมการ กรรมการที่ปรึกษา ประธานอนุกรรมการ และอนุกรรมการในคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ ตามที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เสนอ ยกเว้นหลักเกณฑ์ประโยชน์ตอบแทนอื่นเฉพาะในการเดินทาง ให้ สธ. ดำเนินการตามความเห็นของกระทรวงการคลัง (กค.) และให้ สธ. รับความเห็นของสำนักงบประมาณ สำนักงาน ก.พ. และสำนักงาน ก.พ.ร. ไปดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง
สาระสำคัญของเรื่อง
สธ. รายงานว่า พระราชบัญญัติความมั่นคงด้านวัคซีนแห่งชาติ พ.ศ. 2561 มาตรา 14 บัญญัติให้ประธานกรรมการ กรรมการ ที่ปรึกษา ประธานอนุกรรมการและอนุกรรมการในคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติได้รับเบี้ยประชุมและประโยชน์ตอบแทนอื่นตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด คณะกรรมการบริหารสถาบันวัคซีนแห่งชาติ จึงได้กำหนดหลักเกณฑ์กำหนดเบี้ยประชุม และประโยชน์ตอบแทนอื่นของประธานกรรมการ กรรมการที่ปรึกษา ประธานอนุกรรมการ และอนุกรรมการในคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ โดยเปรียบเทียบกับหลักเกณฑ์การกำหนดอัตราเบี้ยประชุม และประโยชน์ตอบแทนอื่นของประธานกรรมการ กรรมการ ที่ปรึกษา และอนุกรรมการในคณะกรรมการบริหารขององค์การมหาชนตามนัยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2547 และประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง กำหนดรายชื่อคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการที่มีสิทธิได้รับเบี้ยประชุม เป็นรายเดือน และอัตราเบี้ยประชุมเป็นรายเดือนและเป็นรายครั้งสำหรับกรรมการ อนุกรรมการ เลขานุการและผู้ช่วยเลขานุการ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2560 ลงวันที่ 20 กรกฎาคม 2560 โดยมีรายละเอียด ดังนี้
|
ประเภท |
อัตราเบี้ยประชุม (บาท) / คน/เดือน* |
|
|
1) ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ กรรมการ และที่ปรึกษาในคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ |
||
|
1.1) ประธานกรรมการ |
10,000 |
|
|
1.2) รองประธานกรรมการ |
9,000 |
|
|
1.3) กรรมการ |
8,000 |
|
|
1.4) ที่ปรึกษา |
8,000 |
|
|
2) ประธานอนุกรรมการ อนุกรรมการในคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ |
||
|
2.1) ประธานอนุกรรมการ |
5,000 |
|
|
2.2) อนุกรรมการ |
4,000 |
|
หมายเหตุ * อัตราเบี้ยประชุมเฉพาะในเดือนที่มีการประชุม (ในเบื้องต้นคณะกรรมการบริหารสถาบันวัคซีนแห่งชาติกำหนดให้มีการประชุมทุก 3 เดือน)
ทั้งนี้ สำหรับการกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับประโยชน์ตอบแทนอื่นเฉพาะในการเดินทาง ได้แก่ ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าเช่าที่พัก ค่าพาหนะในการเดินทาง และค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องนั้น กระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าวให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ พ.ศ.2526 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายในการเดินทางไปราชการ พ.ศ.2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม แต่เนื่องจากอัตราในการเบิกจ่ายทั้งในส่วนของเบี้ยเลี้ยง ค่าที่พัก และอื่นๆ ตามระเบียบกระทรวงการคลังดังกล่าวข้างต้นได้กำหนดประเภทการเบิกจ่ายไว้ค่อนข้างหลากหลาย เช่น กรณีเลือกเบิกในลักษณะจ่ายจริง กรณีเลือกเบิกในลักษณะเหมาจ่าย รวมถึงได้กำหนดตำแหน่งผู้มีสิทธิเบิกจ่ายไว้หลายระดับ อีกทั้งองค์ประกอบของคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติมีบุคคลที่มีสิทธิในการเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ เช่น ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข อธิบดีกรมควบคุมโรค เป็นต้น ดังนั้น การกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับประโยชน์ตอบแทนอื่นเฉพาะในการเดินทางโดยไม่ได้ระบุสิทธิในการเบิกจ่ายให้ชัดเจนหรือไม่ได้แยกสิทธิในการเบิกจ่ายให้ชัดเจนระหว่างผู้ที่เป็นข้าราชการซึ่งสามารถเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางได้ตามสิทธิที่กำหนดไว้กับผู้ที่ไม่ได้เป็นข้าราชการ (กรรมการผู้ทรงวุฒิ) อาจทำให้เกิดความสับสนหรือเกิดปัญหาในทางปฏิบัติได้ในภายหลัง ประกอบกับกระทรวงการคลังได้พิจารณาแล้ว เห็นควรกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับประโยชน์ตอบแทนอื่นเฉพาะในการเดินทาง โดยสรุปได้ ดังนี้
|
หลักเกณฑ์ที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ |
หลักเกณฑ์ตามความเห็นกระทรวงการคลัง |
||
|
ประเภท/ประโยชน์ตอบแทนฯ |
|||
|
ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ กรรมการ ที่ปรึกษา |
|||
|
ได้รับค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าเช่าที่พัก ค่าพาหนะในการเดินทาง และค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องในอัตราที่ราชการกำหนด สำหรับข้าราชการพลเรือน ตำแหน่งนักบริหารระดับสูง |
บุคคลที่เป็นข้าราชการพลเรือนหรือข้าราชการการเมือง |
ตามสิทธิที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ พ.ศ. 2526 และที่แก้ไขเพิ่มเติมประกอบระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม |
|
|
บุคคลที่มิได้เป็นข้าราชการ |
เบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการโดยเทียบตำแหน่งประเภทอำนวยการระดับสูงตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ พ.ศ. 2526 และที่แก้ไขเพิ่มเติม |
||
|
ประธานอนุกรรมการและอนุกรรมการ |
|||
|
ได้รับค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าเช่าที่พัก ค่าพาหนะในการเดินทาง และค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องในอัตราที่ราชการกำหนด สำหรับข้าราชกาพลเรือน ตำแหน่งนักบริหารระดับต้น |
บุคคลที่เป็นข้าราชการ |
ตามสิทธิที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ พ.ศ. 2526 และที่แก้ไขเพิ่มเติมประกอบระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม |
|
|
|
บุคคลที่มิได้เป็นข้าราชการ |
เบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการโดยเทียบตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (ผู้ดำรงตำแหน่งอธิบดี) ตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ พ.ศ. 2526 และที่แก้ไขเพิ่มเติม |
|
15. เรื่อง ผลการคัดเลือกเอกชน ผลการเจรจา และร่างสัญญาร่วมลงทุน โครงการสรรหาเอกชนเพื่อร่วมลงทุนเป็นผู้ประกอบการสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่อง (ไอซีดี) ที่ลาดกระบัง ของการรถไฟแห่งประเทศไทย
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบผลการคัดเลือกเอกชนและร่างสัญญาร่วมลงทุนโครงการสรรหาเอกชนเพื่อร่วมลงทุนเป็นผู้ประกอบการสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่อง (ไอซีดี) ที่ลาดกระบัง ระยะเวลาสัมปทาน 20 ปี ตามที่คณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 35 และการรถไฟแห่งประเทศไทยเสนอ
สาระสำคัญ
การรถไฟแห่งประเทศไทยได้รายงานผลการดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ให้กระทรวงคมนาคมพิจารณา ซึ่งคณะกรรมการรถไฟแห่งประเทศไทยได้รับทราบแล้ว เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
1. สัญญาสัมปทานที่ผ่านมา
1.1 การรถไฟแห่งประเทศไทยได้ดำเนินการสรรหาผู้ประกอบการฯ เพื่อรับสัมปทาน เป็นผู้ประกอบการสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่อง (ไอซีดี) ที่ลาดกระบัง ครั้งแรกเมื่อปี 2539 (ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 โดยวิธีการประมูลอัตราค่าธรรมเนียมสัมปทาน โดยมีผู้ประกอบการฯ จำนวน 6 ราย ประกอบด้วย
โดยสัญญาสัมปทานฯ ในช่วง 10 ปีแรก เริ่มตั้งแต่ปี 2539 และสิ้นสุดไป เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2549
1.2 การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้ทำสัญญาสัมปทานการดำเนินงานสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่อง (ไอซีดี) ลาดกระบังกับผู้ประกอบการ ไอซีดี ทั้ง 6 สถานี เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2552 ออกไปอีก 5 ปี โดยสัญญามีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 6 มีนาคม 2549 และสิ้นสุดสัญญา 5 มีนาคม 2554
2. การแต่งตั้งคณะกรรมการคัดเลือก
2.1 การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้มีคำสั่งเฉพาะที่ 651/2556 ลงวันที่ 12 ธันวาคม 2556 แต่งตั้งคณะกรรมการคัดเลือกเพื่อดำเนินการสรรหาเอกชนเพื่อรับสัมปทานเป็นผู้ประกอบการสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่อง (ไอซีดี) ที่ลาดกระบัง โดยมีองค์ประกอบตามมาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2556
2.2 ในระหว่างกระบวนการพิจารณาคัดเลือกได้มีเอกชนไปฟ้องร้องคดีต่อศาลปกครองเพื่อพิจารณาให้ความคุ้มครองชั่วคราว ในการนี้ คณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 35 ในคราวประชุมครั้งที่ 4/2560 เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2560 ได้มีมติยกเลิกประกาศเชิญชวนฯ เนื่องจากคณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 35 ได้ตรวจสอบประเด็นตามคำฟ้องคดีของศาลปกครองแล้วพบว่า มีเหตุการณ์ตามที่ผู้อุทธรณ์กล่าวอ้างเกิดขึ้นตามกระบวนการดำเนินการตามประกาศเชิญชวนฯ ซึ่งไม่อาจแก้ไขหรือเยียวยาให้กระบวนการดำเนินการที่ผ่านมาได้
2.3 การรถไฟแห่งประเทศไทยได้มีหนังสือหารือกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจถึงแนวทางการดำเนินโครงการฯ ต่อไป สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจได้ตอบข้อหารือของการรถไฟแห่งประเทศไทยสรุปได้ว่า กรณีคณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 35 ยกเลิกประกาศเชิญชวน และการรถไฟแห่งประเทศไทยในฐานะเจ้าของโครงการยังมีความประสงค์ดำเนินโครงการตามที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติไว้ต่อไปให้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์และขั้นตอนในหมวด 5 โดยเริ่มจากจัดทำร่างประกาศเชิญชวน ร่างขอบเขตของโครงการและร่างสัญญาร่วมลงทุน ตามมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2556
2.4 การรถไฟแห่งประเทศไทยพิจารณาแล้วเห็นควรดำเนินโครงการตามร่างประกาศเชิญชวนและขอบเขตโครงการเดิม จึงมีคำสั่งเฉพาะที่ ก.74/2561 ลงวันที่ 31 มกราคม 2561 แต่งตั้งคณะกรรมการคัดเลือก เพื่อดำเนินการสรรหาเอกชนเพื่อรับสัมปทานเป็นผู้ประกอบการสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่อง (ไอซีดี) ที่ลาดกระบัง
3. การเชิญชวนและการพิจารณาคุณสมบัติ
3.1 การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้ออกประกาศเชิญชวนผู้ยื่นข้อเสนอ “ร่วมลงทุน” โครงการสรรหาเอกชนเพื่อร่วมลงทุนเป็นผู้ประกอบการสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่อง (ไอซีดี) ที่ลาดกระบัง เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2561 โดยมีกำหนดการ ดังนี้
(1) จำหน่ายเอกสารข้อเสนอร่วมลงทุน: วันที่ 3 กันยายน – 1 พฤศจิกายน 2561
(2) ประชุมชี้แจงและตอบคำถาม: วันที่ 2 พฤศจิกายน 2561
(3) ยื่นข้อเสนอ: วันที่ 30 พฤศจิกายน 2561
3.2 เมื่อครบกำหนดเวลาการยื่นข้อเสนอในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2561 ปรากฎว่ามีผู้ยื่นข้อเสนอร่วมลงทุนจำนวน 1 กลุ่ม คือกิจการร่วมค้า เอ แอล จี (ประเทศไทย) ซึ่งประกอบด้วย (1) บริษัท อีสเทิร์นซี แหลมฉบังเทอร์มินัล จำกัด (2) บริษัท เอเวอร์กรีนคอนเทนเนอร์เทอร์มินัล (ประเทศไทย) จำกัด (3) บริษัท โอเชี่ยนเน็ตเวิร์ค เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด และ (4) บริษัท ไทย อินเตอร์เนชั่นแนล โลจิสติกส์ จำกัด ทั้งนี้ การยื่นซองเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและไม่มีผู้ร้องเรียน และการรถไฟแห่งประเทศไทยได้ว่าจ้างที่ปรึกษาเพื่อเตรียมความพร้อมและสนับสนุนภารกิจของคณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 35 ดำเนินการต่อไป
3.3 เนื่องจากมีผู้ยื่นข้อเสนอร่วมลงทุนเพียง 1 ราย คณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 35 จึงได้พิจารณาในประเด็นดังกล่าวแล้วเห็นว่า ในประกาศเชิญชวน ข้อ 12.7 ได้กำหนดไว้ว่า “การประกาศเชิญชวนให้เอกชนร่วมลงทุนครั้งใด ถ้ามีผู้เสนอเพียงรายเดียวหรือหลายราย แต่เสนอถูกต้องตามรายการในเอกสารข้อเสนอการร่วมลงทุนเพียงรายเดียว หากคณะกรรมการคัดเลือกเห็นว่า จะเป็นประโยชน์กับการรถไฟแห่งประเทศไทย ก็จะดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดในประกาศเชิญชวนต่อไป” ซึ่งสอดคล้องกับมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2556 ที่กำหนดว่า “การประกาศเชิญชวนให้เอกชนร่วมลงทุนครั้งใด ถ้ามีผู้เสนอเพียงรายเดียวหรือหลายราย แต่เสนอถูกต้องตามรายการในเอกสารข้อเสนอการร่วมลงทุนเพียงรายเดียว ซึ่งคณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 35 เห็นว่า รัฐจะได้ประโยชน์ก็ให้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้ต่อไป” ซึ่งคณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 35 พิจารณาถึงผลประโยชน์ของภาครัฐ รวมถึงการพัฒนาเศรษฐกิจในการสนับสนุนการนำเข้า – ส่งออกสินค้าของประเทศ สรุปได้ ดังนี้
(1) สัญญาสัมปทานเดิมสิ้นสุดมาเป็นระยะเวลานาน และสาธารณูปโภคไม่มีการบำรุงรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ
การสรรหาเอกชนเพื่อเป็นผู้รับสัมปทานสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่อง (ไอซีดี) ที่ลาดกระบัง ในครั้งแรก การรถไฟแห่งประเทศไทยใช้รูปแบบการประมูลอัตราค่าสัมปทานพื้นที่สัมปทานเป็นเครื่องมือในการตัดสินคัดเลือกเอกชนรับสัมปทาน และมอบให้ผู้ได้รับสัมปทานเป็นผู้ให้บริการ รวม 6 สถานี ซึ่งสัญญาสัมปทานดังกล่าวได้สิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคม 2554 และผู้ประกอบการรายเดิมยังคงให้บริการจนถึงปัจจุบันโดยไม่มีการปรับปรุงสาธารณูปโภคแต่อย่างใด เนื่องจากรอความชัดเจนจากสัมปทานครั้งใหม่ ดังนั้น การดำเนินการสรรหาเอกชนเพื่อรับสัมปทานสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่อง (ไอซีดี) ที่ลาดกระบัง ได้โดยเร็วจะทำให้รัฐได้รับประโยชน์จากสิ่งที่จะเกิดขึ้นจากสัญญาร่วมลงทุนฉบับใหม่ เนื่องจากผู้ร่วมลงทุนรายใหม่จะต้องปรับปรุงอสังหาริมทรัพย์ ระบบระบายน้ำ ระบบบำบัดน้ำเสีย ระบบกำจัดขยะ จัดการระบบป้องกันอัคคีภัย รวมถึงปรับปรุงเครื่องมือยกขนตู้สินค้าทางรถไฟ ซึ่งจะช่วยส่งผลต่อการอำนวยความสะดวกและประสิทธิภาพด้านการขนส่งแก่ผู้ส่งออกและนำเข้าสินค้าของประเทศ
(2) รัฐมีนโยบายปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่ง (Shift Mode) เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ และการลดต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศ
การขนส่งตู้สินค้าระหว่างสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่อง (ไอซีดี) ที่ลาดกระบังกับท่าเรือแหลมฉบังในปัจจุบันมีสัดส่วนการขนส่งทางถนนเป็นจำนวนมากซึ่งมีต้นทุนในการขนส่งสูง ดังนั้น หากสามารถสรรหาเอกชนเพื่อเป็นผู้ร่วมลงทุนใหม่ได้โดยเร็วจะเป็นประโยชน์สำหรับการสนับสนุนนโยบายของรัฐด้านการปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่ง (Shift Mode) เนื่องจากในสัญญาสัมปทานใหม่ผู้ประกอบการจะต้องใช้บริการขนส่งทางรางระหว่างสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่อง (ไอซีดี) ที่ลาดกระบังกับท่าเรือแหลมฉบัง ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของปริมาณตู้สินค้านำเข้า – ส่งออก ที่สถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่อง (ไอซีดี) ที่ลาดกระบัง ที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละปี (ปัจจุบันมีสัดส่วนการขนส่งทางรางเพียง ร้อยละ 20 ) ซึ่งจะส่งผลดีต่อการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของไทย และสอดคล้องกับนโยบายด้านการขนส่งของรัฐ
(3) ผู้ยื่นข้อเสนอการร่วมลงทุนรายเดียวเป็นผู้ประกอบการสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่อง (ไอซีดี) ที่ลาดกระบัง รายเดิม 2 บริษัทรวมตัวกันส่งผลให้สามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง
กิจการร่วมค้า เอ แอล จี (ประเทศไทย) ประกอบด้วยผู้ประกอบการสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่อง (ไอซีดี) ที่ลาดกระบัง เดิม 2 ราย คือ บริษัท อีสเทิร์น ซี แหลมฉบัง เทอร์มินัล จำกัด และบริษัท เอเวอร์กรีน คอนเทนเนอร์ เทอร์มินัล (ประเทศไทย) จำกัด รวมถึง บริษัท โอเชี่ยน เน็ตเวิร์ค เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด ที่มีบริษัท เอ็น วาย เค ดิสทริบิวชั่น เซอร์วิส (ประเทศไทย) เป็นผู้ถือหุ้น ซึ่งมีประสบการณ์ในการดำเนินงานสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่อง (ไอซีดี) ที่ลาดกระบังด้วย จึงส่งผลให้สามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องไม่มีการหยุดชะงักไม่กระทบต่อการนำเข้า – ส่งออก ตู้สินค้าของประเทศ ทั้งนี้ หากการให้บริการสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่อง (ไอซีดี) ที่ลาดกระบัง เกิดประสิทธิภาพตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ จะทำให้เกิดการสนับสนุนการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ (Multimodal Transport) รวมทั้งสนับสนุนโครงการพัฒนาศูนย์การขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟ (Single Rail Transfer Operator: SRTO) ที่ท่าเรือแหลมฉบังอีกทางหนึ่งด้วย
(4) ค่าบริการโครงการไอซีดี ลาดกระบัง
การสรรหาเอกชนเพื่อรับสัมปทานเป็นผู้ประกอบการสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่อง (ไอซีดี) ที่ลาดกระบัง มุ่งเน้นการลดต้นทุนการขนส่งให้กับผู้นำเข้าและส่งออก โดยให้มีการแข่งขันเสนอราคาค่าบริการต่างๆ ที่จะเรียกเก็บจากผู้ใช้บริการในอัตราที่ต่ำ ถึงแม้ว่าจะมีผู้ยื่นข้อเสนอร่วมลงทุนเพียงรายเดียว แต่ผู้ยื่นข้อเสนอไม่สามารถทราบก่อนได้ว่าจะไม่มีผู้แข่งขันในการประมูลจึงต้องยื่นข้อเสนอในลักษณะที่มีโอกาสจะได้รับการคัดเลือก
จากเหตุผลดังกล่าว คณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 35 พิจารณาแล้วเห็นว่าการดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป จะเป็นประโยชน์ต่อภาครัฐและการรถไฟแห่งประเทศไทย ประกอบกับในประกาศเชิญชวนกำหนดหลักการนี้ไว้แล้ว นอกจากนี้ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 35 ยังคงต้องพิจารณาข้อเสนอด้านเทคนิคและข้อเสนอการคิดอัตราค่าบริการเรียกเก็บจากผู้ใช้บริการว่ามีความเหมาะสมและเป็นประโยชน์ต่อภาครัฐและสนับสนุนเศรษฐกิจของประเทศด้วย
3.4 คณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 35 พิจารณาผลการตรวจสอบเอกสาร และรายละเอียดเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้ยื่นข้อเสนอร่วมลงทุน เห็นว่า มีความครบถ้วนและถูกต้อง รวมทั้งมีหลักประกันซองเป็นไปตามเงื่อนไขของประกาศเชิญชวนฯ จึงมีมติให้กิจการร่วมค้า เอ แอล จี (ประเทศไทย) มีคุณสมบัติเป็นไปตามประกาศเชิญชวน และมีประกาศฉบับลงวันที่ 11 ธันวาคม 2561 เรื่อง ประกาศผลการพิจารณาผู้ยื่นข้อเสนอร่วมลงทุนที่ผ่านการตรวจสอบรายละเอียดคุณสมบัติและเงื่อนไขอื่นตามประกาศเชิญชวนผู้ยื่นข้อเสนอ “ร่วมลงทุน” โครงการสรรหาเอกชนเพื่อร่วมลงทุนเป็นผู้ประกอบการสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่อง (ไอซีดี) ที่ลาดกระบัง ให้กิจการร่วมค้า เอ แอล จี (ประเทศไทย) ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติผู้ยื่นข้อเสนอ โดยคณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 35 ได้ทำการเปิดซองข้อเสนอด้านเทคนิค เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2561 เวลา 13.00 น. ณ ห้องประชุมสถานีรถไฟบางซ่อน
4. ผลการคัดเลือก และการเจรจากับผู้ร่วมลงทุน
4.1 หลักเกณฑ์การให้คะแนนข้อเสนอด้านเทคนิค (ซองที่ 2) จะพิจารณาให้คะแนนเริ่มต้นจากข้อเสนอการดำเนินงานตามโครงการ เพื่อให้เห็นภาพรวมการดำเนินการ ศักยภาพและความสามารถของผู้ยื่นข้อเสนอทั้งหมดก่อน แล้วจึงจะพิจารณาด้านความสอดคล้อง และด้านความน่าเชื่อถือ ตามลำดับ ซึ่งหลักเกณฑ์ย่อยที่ใช้ในการพิจารณามีจำนวนทั้งสิ้น 100 คะแนน ดังนี้
|
รายการ |
คะแนนเต็ม (คะแนน) |
|
ความสอดคล้องของข้อเสนอเปรียบเทียบกับประกาศเชิญชวน |
20 |
|
ความน่าเชื่อถือของรายละเอียดที่ปรากฏในรายการ |
20 |
|
ข้อเสนอการดำเนินงานโครงการในภาพรวม ซึ่งรวมถึงศักยภาพและความสามารถของผู้ยื่นข้อเสนอในการดำเนินงานตามโครงการให้ประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ของโครงการ |
60
|
|
คะแนนรวมทั้งสิ้น |
100 |
ทั้งนี้ ผู้ยื่นข้อเสนอร่วมลงทุนจะผ่านการพิจารณาได้จะต้องได้คะแนนรวมตั้งแต่ 80 คะแนนขึ้นไป (คะแนนรวมของ ทั้ง 3 หัวข้อ) และจะต้องได้คะแนนในแต่ละหัวข้อไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50
4.2 คณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 35 ได้พิจารณาข้อเสนอแต่ละรายการตามเอกสารของผู้ยื่นข้อเสนอร่วมลงทุนเทียบกับเกณฑ์การให้คะแนน สรุปผลการพิจารณาได้ ดังนี้
|
รายการ |
คะแนนเต็ม (คะแนน) |
คะแนนที่ได้รับ(คะแนน) |
|
ความสอดคล้องของข้อเสนอเปรียบเทียบกับประกาศเชิญชวน |
20 |
20.000 |
|
ความน่าเชื่อถือของรายละเอียดที่ปรากฏในรายการ |
20 |
12.545 |
|
ข้อเสนอการดำเนินงานโครงการในภาพรวม ซึ่งรวมถึงศักยภาพและความสามารถของผู้ยื่นข้อเสนอในการดำเนินงานตามโครงการให้ประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ของโครงการ |
60
|
55.800 |
|
คะแนนรวมทั้งสิ้น |
100 |
88.345 |
คณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 35 พิจารณาแล้วเห็นว่า ผลของคะแนนข้อเสนอด้านเทคนิคเป็นไปตามเงื่อนไขของประกาศเชิญชวนฯ โดยมีผลคะแนนแต่ละหัวข้อไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 และคะแนนรวมมากกว่าร้อยละ 80 จึงมีมติให้ กิจการร่วมค้า เอ แอล จี (ประเทศไทย) เป็นผู้ผ่านการพิจารณา
4.3 คณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 35 มีประกาศ ฉบับลงวันที่ 25 ธันวาคม 2561 เรื่อง ประกาศผลการพิจารณาผู้ยื่นข้อเสนอร่วมลงทุนที่ผ่านการตรวจสอบรายละเอียดคุณสมบัติและเงื่อนไขอื่น ตามประกาศเชิญชวนผู้ยื่นข้อเสนอ “ร่วมลงทุน” โครงการสรรหาเอกชนเพื่อร่วมลงทุนเป็นผู้ประกอบการสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องที่ (ไอซีดี) ที่ลาดกระบัง ให้กิจการร่วมค้า เอ แอล จี (ประเทศไทย) ผ่านการพิจารณาข้อเสนอด้านเทคนิค โดยคณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 35 ได้ทำการเปิดซองข้อเสนอการคิดอัตราค่าบริการเรียกเก็บจากผู้ใช้บริการ (ซองที่ 3) เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2561 เวลา 13.00 น. ณ ห้องประชุมสถานีรถไฟบางซ่อน
4.4 คณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 35 ในคราวประชุมครั้งที่ 1/2562 เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2562 เพื่อพิจารณาผลการตรวจสอบข้อเสนอการคิดอัตราค่าบริการเรียกเก็บจากผู้ใช้บริการ (ซองที่ 3) โครงการสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่อง (ไอซีดี) ที่ลาดกระบัง โดยได้ดำเนินการตรวจสอบอัตราค่าบริการที่ผู้ยื่นข้อเสนอร่วมลงทุนเสนอมานั้นพบว่า ต่ำกว่าอัตราค่าบริการตามประกาศของการท่าเรือแห่งประเทศไทย โดยมีความแตกต่างของอัตราค่าบริการแต่ละรายการ สรุปได้ ดังนี้
(1) ราคาค่าบริการยกขนตู้สินค้าที่ผู้ยื่นข้อเสนอร่วมลงทุนเสนอมาต่ำกว่าการท่าเรือแห่งประเทศไทยร้อยละ 4
(2) ราคาค่าบริการบรรจุตู้สินค้าที่ผู้ยื่นข้อเสนอร่วมลงทุนเสนอมาต่ำกว่าการท่าเรือแห่งประเทศไทยร้อยละ 2
(3) ราคาค่าเช่าคลังสินค้าที่ผู้ยื่นข้อเสนอร่วมลงทุนฯ เสนอมาต่ำกว่าการท่าเรือแห่งประเทศไทยร้อยละ 2 (เฉพาะสินค้าทัณฑ์บนที่มีระยะเวลาฝาก 1 - 7 วัน มีราคาต่ำกว่าร้อยละ 51)
(4) ราคาค่าฝากตู้หนักและตู้เปล่าที่ผู้ยื่นข้อเสนอร่วมลงทุนฯ เสนอมาต่ำกว่าการท่าเรือแห่งประเทศไทยร้อยละ 2
(5) ราคาค่าผ่านสถานี กรณีบรรทุกหรือรถยนต์หัวลากพร้อมรถพ่วงต่ำกว่า 8 ล้อ ราคาที่ผู้ยื่นข้อเสนอร่วมลงทุนฯ เสนอมาสูงกว่าการท่าเรือแห่งประเทศไทย แต่กรณีบรรทุกหรือรถยนต์หัวลากพร้อมรถพ่วง 8 ล้อ และ 10 ล้อ ราคาที่ผู้ยื่นข้อเสนอร่วมลงทุนฯ เสนอมาต่ำกว่าการท่าเรือแห่งประเทศไทยร้อยละ 2 รวมทั้งได้ดำเนินการตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างราคาค่าบริการที่เสนอกับรายได้ค่าใช้บริการจากการคาดคะเนทางการเงินของผู้ยื่นข้อเสนอร่วมลงทุน โดยการวิเคราะห์รายได้จากราคาค่าบริการยกขนตู้สินค้าเปรียบเทียบกับรายได้ค่าใช้บริการจากการคาดคะเนทางการเงิน ทั้งนี้ ในการคำนวณรายได้จากราคาค่าบริการยกขนตู้สินค้าใช้ข้อมูล 3 รายการ ได้แก่ (1) โครงสร้างสัดส่วนตู้สินค้าขนส่งทางรถไฟแยกตามขนาดตู้และสถานะตู้สินค้า ซึ่งคำนวณสัดส่วนจากข้อมูลสถิติปริมาณตู้สินค้าขนส่งทางรถไฟแยกตามขนาดตู้ย้อนหลัง 5 ปี (ปี 2554 - 2558) ของการรถไฟแห่งประเทศไทย และสถิติตู้สินค้าเปล่าต่อตู้สินค้าขาเข้า และขาออก ปี 2554 - 2558 ของผู้ยื่นข้อเสนอร่วมลงทุน (2) ปริมาณตู้สินค้าจากข้อมูลการคาดการณ์ของผู้ยื่นข้อเสนอร่วมลงทุนฯ และ (3) ราคาค่าบริการยกขนตู้สินค้าของผู้ยื่นข้อเสนอร่วมลงทุนฯ ซึ่งผลการตรวจสอบพบว่า รายได้ค่าบริการยกขนตู้สินค้าที่คำนวณได้ใกล้เคียงกับการประมาณรายได้ค่าใช้บริการจากการคาดคะเนทางการเงิน ดังนั้น อัตราค่าบริการที่ผู้ยื่นข้อเสนอร่วมลงทุนฯ เสนอมานั้นมีความสอดคล้องกับข้อเสนอทางด้านเทคนิคและการบริหารจัดการ (Operation Process) ตามที่ผู้ยื่นข้อเสนอร่วมลงทุนได้มีการเสนอมาในเอกสารซองที่ 2
4.5 คณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 35 พิจารณาตามข้อ 4.4 แล้ว เห็นว่าข้อเสนอของโครงการในภาพรวมเป็นประโยชน์และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของโครงการ ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการขนส่ง (Shift Mode) รวมทั้งอัตราค่าบริการที่ผู้ยื่นข้อเสนอร่วมลงทุนเสนอมาต่ำกว่าอัตราค่าบริการของการท่าเรือแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นอัตราค่าบริการที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยอัตรานี้จะเป็นอัตราค่าบริการอัตราเดียวที่จะใช้ตลอดอายุสัญญาสัมปทาน 20 ปี นอกจากนั้น อัตราค่าบริการที่ผู้ยื่นข้อเสนอร่วมลงทุนเสนอมีความสอดคล้องกับข้อเสนอทางด้านเทคนิคและการบริหารจัดการ (Operation Process) ตามที่ผู้ยื่นข้อเสนอร่วมลงทุนได้มีการเสนอในเอกสารซองที่ 2 และเป็นประโยชน์ต่อภาครัฐในการประหยัดงบประมาณการลงทุน เนื่องจากเอกชนจะลงทุนปรับปรุงสาธารณูปโภคที่สถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่อง (ไอซีดี) ที่ลาดกระบังทั้งหมดตลอดอายุสัญญาสัมปทาน 20 ปี คณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 35 จึงมีมติให้กิจการร่วมค้า เอ แอล จี (ประเทศไทย) เป็นผู้ชนะการแข่งขันเสนอราคาและเชิญมาเจรจาต่อรองข้อเสนอร่วมลงทุน
4.6 คณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 35 มีประกาศ ฉบับลงวันที่ 4 มกราคม 2562 เรื่อง ผลการพิจารณาผู้ยื่นข้อเสนอร่วมลงทุนที่ผ่านการตรวจสอบข้อเสนอการคิดอัตราค่าบริการเรียกเก็บจากผู้ใช้บริการตามประกาศเชิญชวนผู้ยื่นข้อเสนอ “ร่วมลงทุน” โครงการสรรหาเอกชนเพื่อร่วมลงทุนเป็นผู้ประกอบการสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่อง (ไอซีดี) ที่ลาดกระบัง ให้กิจการร่วมค้า เอ แอล จี (ประเทศไทย) เป็นผู้ชนะการแข่งขันเสนอราคา
4.7 คณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 35 ได้มีหนังสือ ที่ รฟ.รวศ.1000/2/2562 ลงวันที่ 4 มกราคม 2562 ถึงกิจการร่วมค้า เอ แอล จี (ประเทศไทย) เรื่องเชิญเจรจาต่อรองข้อเสนอร่วมลงทุน โดยคณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 35 เชิญกิจการร่วมค้า เอ แอล จี (ประเทศไทย) เข้าเจรจาต่อรองข้อเสนอร่วมลงทุน ในวันที่ 9 มกราคม 2562 ณ การรถไฟแห่งประเทศไทย
4.8 คณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 35 ในคราวประชุมครั้งที่ 2/2562 เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2562 พิจารณาแนวทางการเจรจาต่อรองข้อเสนอร่วมลงทุน โดยที่ปรึกษาที่การรถไฟแห่งประเทศไทยได้ว่าจ้างเพื่อสนับสนุนการดำเนินการของคณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 35 ได้ทำการจำลองสถานการณ์ทางการเงิน (Financial Scenario) ที่คำนึงถึงความเป็นไปได้ทางการเงิน ซึ่งพิจารณาจากผลตอบแทนทางการเงินและอัตราส่วนความสามารถในการชำระหนี้ ทั้งนี้ ในการวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเงินเพื่อทดสอบการเปลี่ยนแปลงอัตราค่าบริการยกขนตู้สินค้า (Handling Charge) ใช้อัตราคิดลด ร้อยละ 8 สรุปได้ ดังนี้
|
กรณี |
ผลตอบแทนทางการเงิน |
อัตราส่วนความสามารถในการชำระหนี้ |
|||
|---|---|---|---|---|---|
|
IRR (%) |
NPV (%) |
ADSCR* |
NPV DCR* |
||
|
กรณี 1 |
ลดค่าบริการยกขนตู้สินค้า ร้อยละ 4 จากราคาประกาศของการท่าเรือ |
11.7 |
517.34 |
1.68 – 2.47 |
0.00 - 1.77 |
|
กรณี 2 |
ลดค่าบริการยกขนตู้สินค้า ร้อยละ 5 จากราคาประกาศของการท่าเรือ |
10.37 |
324.34 |
1.59 – 2.36 |
-0.01 – 1.63 |
|
กรณี 3 |
ลดค่าบริการยกขนตู้สินค้า ร้อยละ ๑๐ จากราคาประกาศของการท่าเรือ |
2.53 |
-640.68 |
1.03 – 1.77 |
-0.04 – 0.97 |
|
กรณี 4 |
ลดค่าบริการยกขนตู้สินค้า ร้อยละ 15 จากราคาประกาศของการท่าเรือ |
-12.79 |
-1,605.71 |
0.32 - 1.26 |
-0.07 – 0.47 |
|
กรณี 5 |
ลดค่าบริการยกขนตู้สินค้า ร้อยละ 5 จากราคาประกาศของการท่าเรือ เฉพาะช่วง 5 ปี แรก (ปีอื่นลดค่าบริการยกขนตู้สินค้า ร้อยละ 4) |
11.25 |
462.28 |
1.68 – 2.47 |
-0.01 - 1.77 |
|
กรณี 6 |
ลดค่าบริการยกขนตู้สินค้า ร้อยละ 10 จากราคาประกาศของการท่าเรือ เฉพาะช่วง 5 ปี แรก (ปีอื่นลดค่าบริการยกขนตู้สินค้า ร้อยละ 4) |
9.21 |
186.97 |
1.52 – 2.47 |
-0.04 - 1.77 |
|
กรณี 7 |
ลดค่าบริการยกขนตู้สินค้า ร้อยละ 15 จากราคาประกาศของการท่าเรือ เฉพาะช่วง 5 ปี แรก (ปีอื่นลดค่าบริการยกขนตู้สินค้า ร้อยละ 4) |
7.47 |
-88.33 |
1.05 – 2.47 |
-0.07 - 1.77 |
|
กรณี 8 |
ลดค่าบริการยกขนตู้สินค้า ร้อยละ 5 จากราคาประกาศของการท่าเรือ เฉพาะช่วง 7** ปี ท้าย (ปีอื่นลดค่าบริการยกขนตู้สินค้า ร้อยละ 4) |
11.42 |
464.16 |
1.68 – 2.47 |
0.00 - 1.77 |
|
กรณี 9 |
ลดค่าบริการยกขนตู้สินค้า ร้อยละ 10 จากราคาประกาศของการท่าเรือ เฉพาะช่วง 7** ปี ท้าย (ปีอื่นลดค่าบริการยกขนตู้สินค้า ร้อยละ 4) |
9.72 |
198.23 |
1.11 – 2.47 |
0.00 - 1.77 |
|
กรณี 10 |
ลดค่าบริการยกขนตู้สินค้า ร้อยละ 15 จากราคาประกาศของการท่าเรือ เฉพาะช่วง 7** ปี ท้าย (ปีอื่นลดค่าบริการยกขนตู้สินค้า ร้อยละ 4) |
7.25 |
-67.70 |
0.37 – 2.47 |
0.00 - 1.77 |
หมายเหตุ: : * ตัวชี้วัดความสามารถในการชำระหนี้ที่ World Bank เสนอ คือ Annual Debt Service Cover Ratio (ADSCR) ไม่ควรต่ำกว่า 1.3 และ NPV Debt Cover Ratio (NPV DCR) ไม่ควรต่ำกว่า 1.7 (World Bank. 2007. Port Reform Toolkit, Module 5: Financial Implications of Port Reform, Second Edition: 241)
** ลดราคาในช่วงท้ายสัญญา เพราะช่วงแรกมีการลงทุนจำนวนมาก และในช่วง 7 ปีท้ายเริ่มมีการจ่ายเงินปันผล
คณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 35 พิจารณาการวิเคราะห์ดังกล่าวแล้ว กำหนดแนวทางการเจรจาแบ่งเป็น 4 กรณี เนื่องจาก เห็นว่าเป็นแนวทางที่มีความเป็นไปได้ และมีความสอดคล้องกับประมาณ การทางการเงินซึ่งจะทำให้โครงการสามารถบริหารจัดการได้และมีผลกระทบทางการเงินต่อผู้ยื่นข้อเสนอน้อย รวมทั้งภาครัฐจะได้รับประโยชน์จากโครงการนี้ จึงมีแนวทางการเจรจาต่อรองเป็นลำดับดังนี้
(1) กรณี 3 ลดค่าบริการยกขนตู้สินค้า ร้อยละ 10 จากราคาประกาศของการท่าเรือแห่งประเทศไทย
(2) กรณี 6 ลดค่าบริการยกขนตู้สินค้า ร้อยละ 10 จากราคาประกาศของการท่าเรือแห่งประเทศไทย เฉพาะช่วง 5 ปีแรก (ปีอื่นลดค่าบริการยกขนตู้สินค้า ร้อยละ 4)
(3) กรณี 2 กรณีลดค่าบริการยกขนตู้สินค้า ร้อยละ 5 จากราคาประกาศของการท่าเรือแห่งประเทศไทย
(4) กรณี 8 ลดค่าบริการยกขนตู้สินค้า ร้อยละ 5 จากราคาประกาศของการท่าเรือแห่งประเทศไทย เฉพาะช่วง 7 ปี ท้าย (ปีอื่นลดค่าบริการยกขนตู้สินค้า ร้อยละ 4)
4.9 คณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 35 ได้ดำเนินการเจรจาต่อรองข้อเสนอร่วมลงทุนกับกิจการร่วมค้า เอ แอล จี (ประเทศไทย) โดยสรุปผลการเจรจาต่อรองได้ ดังนี้
(1) การเจรจารอบที่ 1 : คณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 35 ต่อรองราคาได้ขอให้ลดอัตราค่าบริการยกขนตู้สินค้าร้อยละ 10 จากราคาประกาศของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ซึ่งหลังจากที่ผู้ยื่นข้อเสนอร่วมลงทุนได้ใช้เวลาพอประมาณในการปรึกษากันภายในกลุ่มกิจการร่วมค้า ก็ได้กลับเข้ามาในที่ประชุมโดยยื่นข้อเสนอลดค่าบริการยกขนตู้สินค้าร้อยละ 6 ในช่วง 5 ปีแรก แต่คณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 35 มีความเห็นว่า อัตราค่าบริการยกขนตู้สินค้าดังกล่าวยังไม่ต่ำพอที่จะดึงดูดให้มีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้น
(2) การเจรจารอบที่ 2 : คณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 35 ได้เจรจาขอให้ผู้ยื่นข้อเสนอร่วมลงทุนลดอัตราค่าบริการยกขนตู้สินค้าร้อยละ 10 ในช่วง 1-10 ปีแรก แต่ผู้ยื่นข้อเสนอร่วมลงทุน ยังยืนยันลดค่าบริการยกขนตู้สินค้าร้อยละ 6 ในช่วง 5 ปีแรก เช่นเดิม
(3) การเจรจารอบที่ 3 : คณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 35 ได้เสนอทางเลือกให้ผู้ยื่นข้อเสนอร่วมลงทุน 2 ทางเลือก คือ ทางเลือกแรกลดอัตราค่าบริการยกขนตู้สินค้าร้อยละ 10 ในปีที่ 1 - 5 และลดอัตราค่าบริการยกขนตู้สินค้าร้อยละ 4 ในปีที่ 6 - 20 และทางเลือกที่สอง ลดอัตราค่าบริการยกขนตู้สินค้าร้อยละ 6 ในปีที่ 1 - 5 ลดอัตราค่าบริการยกขนตู้สินค้าร้อยละ 5 ในปีที่ 6 - 10 และลดอัตราค่าบริการยกขนตู้สินค้าร้อยละ 4 ในปีที่ 11 - 20 จากนั้นผู้ยื่นข้อเสนอร่วมลงทุนได้ปรึกษากันภายในกลุ่มกิจการร่วมค้าแล้วยอมรับทางเลือกที่สอง คือ ในปีที่ 1 - 5 ลดอัตราค่าบริการร้อยละ 6 จากราคาประกาศของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ในปีที่ 6 - 10 ลดอัตราค่าบริการร้อยละ 5 จากราคาประกาศของการท่าเรือแห่งประเทศไทย และในปีที่ 11 - 20 ลดอัตราค่าบริการร้อยละ 4 จากราคาประกาศของการท่าเรือแห่งประเทศไทย
ซึ่งอัตราค่าบริการยกขนตู้สินค้าดังกล่าวมีความเป็นไปได้ในการดำเนินธุรกิจ โดยมีอัตราผลตอบแทนทางการเงิน (IRR) เท่ากับร้อยละ 10.44 และมีมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) เป็นบวก และเป็นไปตามเกณฑ์ของธนาคารโลก (World Bank) ซึ่งรวมถึงค่า ADSCR และ NPV DCR ด้วย สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้
|
กรณีอัตราค่าบริการยกขนตู้สินค้าที่กิจการร่วมค้า เอ แอล จี (ประเทศไทย) ตอบรับผลการเจรจาเป็นลายลักษณ์อักษร |
ผลตอบแทนทางการเงิน |
อัตราส่วนความสามารถในการชำระหนี้ |
||
|---|---|---|---|---|
|
IRR |
NPV |
ADSCR* |
NPV DCR* |
|
|
ลดค่าบริการยกขนตู้สินค้า 6% ในปีที่ 1-5 |
10.44% |
351.95 |
1.59 – 2.36 |
-0.02 - 1.77 |
หมายเหตุ: : * ตัวชี้วัดความสามารถในการชำระหนี้ที่ World Bank เสนอ คือ Annual Debt Service Cover Ratio (ADSCR) ไม่ควรต่ำกว่า 1.3 และ NPV Debt Cover Ratio (NPV DCR) ไม่ควรต่ำกว่า 1.7 (World Bank. 2007. Port Reform Toolkit, Module 5: Financial Implications of Port Reform, Second Edition: 241)
4.10 คณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 35 ได้มีมติรับข้อเสนอใหม่ในการลดอัตราค่าบริการตามข้อ 3.4.9 ทั้งนี้ ผู้ยื่นข้อเสนอร่วมลงทุนจะต้องยืนยันราคาค่าบริการเป็นลายลักษณ์อักษรต่อคณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 35 ภายใน 7 วัน นับตั้งแต่วันเจรจาต่อรองข้อเสนอร่วมลงทุน (ภายในวันที่ 16 มกราคม 2562) ซึ่งกิจการร่วมค้า เอ แอล จี (ประเทศไทย) ได้มีหนังสือลงวันที่ 14 มกราคม 2562 ถึงคณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 35 ยืนยันราคาค่าบริการยกขนตู้สินค้า (Handling Charge) ตามกำหนดเวลาเรียบร้อยแล้ว
3.4.11 คณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 35 ได้ส่งร่างสัญญาร่วมลงทุนฯ ให้กิจการร่วมค้า เอ แอล จี (ประเทศไทย) พิจารณา และกิจการร่วมค้า เอ แอล จี (ประเทศไทย) ได้มีหนังสือลงวันที่ 17 มกราคม 2562 นำส่งรายการขอแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนฯ
4.12 คณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 35 ในคราวประชุมครั้งที่ 3/2562 เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2562 ได้พิจารณาการยืนยันราคาค่าบริการยกขนตู้สินค้า (Handling Charge) ที่ได้เจรจาต่อรองข้อเสนอร่วมลงทุนและการขอแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนฯ ตามที่กิจการร่วมค้า เอ แอล จี (ประเทศไทย) เสนอ โดยคณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 35 ยืนยันราคาค่าบริการยกขนตู้สินค้า (Handling Charge) (ที่ปรึกษาฯ ที่การรถไฟแห่งประเทศไทยได้ว่าจ้างเพื่อสนับสนุนภารกิจของคณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 35 ได้ตรวจสอบอัตราค่าบริการยกขนตู้สินค้า (Handling Charge) ทุกรายการแล้ว เป็นไปตามผลการเจรจาต่อรอง และได้ตรวจสอบตารางไปใส่ในภาคผนวก จ ของ (ร่าง) สัญญาร่วมลงทุนเพื่อให้มีความเข้าใจถูกต้องตรงกัน) สำหรับการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนฯ คณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 35 มีมติปรับแก้ไขร่างสัญญาร่วมลงทุนฯ และส่งร่างสัญญาร่วมลงทุนฯ ให้กิจการร่วมค้า เอ แอล จี (ประเทศไทย) พิจารณาแล้วตอบกลับคณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 35 ภายในวันที่ 18 มกราคม 2561 ซึ่งกิจการร่วมค้า เอ แอล จี (ประเทศไทย) ได้ตอบกลับภายในกำหนดเวลา คณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 35 ในคราวประชุม ครั้งที่ 4/2562 เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2562 จึงได้มีมติเห็นชอบร่างสัญญาร่วมลงทุนฯ
5. ข้อเสนอของคณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 35
จากการดำเนินการตามข้อ 4 คณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 35 เห็นสมควรให้ กิจการ ร่วมค้า เอ แอล จี (ประเทศไทย) เป็นผู้ผ่านการคัดเลือกเป็นผู้ร่วมลงทุนเป็นผู้ประกอบการสถานีบรรจุ และแยกสินค้ากล่อง (ไอซีดี) ลาดกระบัง โดยมีอายุสัญญาร่วมลงทุนเป็นระยะเวลา 20 ปี โดยเริ่มนับตั้งแต่วันลงนามในสัญญาร่วมลงทุน ซึ่งการรถไฟแห่งประเทศไทยจะได้ผลประโยชน์ตอบแทนจากพื้นที่ 607,344 ตารางเมตร แบ่งเป็น
รวมถึงผลประโยชน์ที่ภาครัฐให้ผู้ร่วมลงทุนปรับปรุงอสังหาริมทรัพย์และดูแลสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ในพื้นที่ทั้งหมดแทน ซึ่งผู้ร่วมลงทุนมีแผนการลงทุนตลอดอายุสัญญามีมูลค่ารวม 4,052 ล้านบาท ตลอดจนการสนับสนุนนโยบายภาครัฐด้วยการปรับเปลี่ยนการขนส่ง (Shift Mode) ให้ขนส่งทางรางเพิ่มมากขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ในแต่ละปี ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการจราจรที่หนาแน่นและลดปัญหาการปล่อยควันพิษบนท้องถนนระหว่างเส้นทางการขนส่งตู้สินค้าระหว่าง ไอซีดี ลาดกระบัง กับ ท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งเป็นการสนับสนุนโครงการพัฒนา ศูนย์การขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟ (Single Rail Transfer Operator : SRTO) ที่ท่าเรือแหลมฉบังอีกด้วย ในส่วนของผู้ใช้บริการจะได้ประโยชน์จากอัตราค่าใช้บริการที่ถูกลงเป็นไปตามนโยบายภาครัฐที่ต้องการลดต้นทุนโลจิสติกส์เพื่อสนับสนุนการนำเข้า – ส่งออกสินค้าของประเทศ
16. เรื่อง ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ครั้งที่ 4/2562 เรื่อง โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติและเห็นชอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เสนอ ดังนี้
1. รับทราบผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ครั้งที่ 4/2562 เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2562 เรื่อง โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน ตามที่เสนอ และให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ร่วมลงทุนกับนิติบุคคลเฉพาะกิจซึ่งเอกชนที่ได้รับคัดเลือกจะจัดตั้งขึ้น เพื่อประกอบกิจการการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน หากไม่มีข้อทักท้วงหรือไม่มีความเห็นเป็นอย่างอื่นถือว่าคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหรือเห็นชอบตามมติ กพอ.
2. เห็นชอบให้ รฟท. ร่วมลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบินกับเอกชนที่ได้รับคัดเลือกตามที่ กพอ. ได้เห็นชอบไว้ เพื่อให้เป็นการปฏิบัติตามมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2494
3. เห็นชอบให้สำนักงบประมาณ (สงป.) จัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีเพื่อชำระเงินที่รัฐร่วมลงทุนในโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบินตามที่คณะรัฐมนตรีในการประชุมเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2561 ได้มีมติอนุมัติ โดยการจัดสรรงบประมาณดังกล่าวจะอยู่ในลักษณะการก่อหนี้ผูกพันงบประมาณมากกว่าหนึ่งปีงบประมาณสำหรับรายการงบประมาณที่มีวงเงินตั้งแต่หนึ่งพันล้าน บาทขึ้นไป ตามนัยมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 และอนุมัติให้ รฟท. ดำเนินการก่อหนี้ผูกพันเกินกว่าหรือนอกเหนือไปจากที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่ายได้ ตามนัยมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 สำหรับดำเนินโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน วงเงิน 149,650 ล้านบาท ทั้งนี้ รฟท. จะชำระเงินที่รัฐร่วมลงทุนในโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบินแก่เอกชนที่ได้รับคัดเลือก ด้วยการแบ่งจ่ายเป็นรายปี ปีละไม่เกิน 14,965 ล้านบาท เป็นเวลา 10 ปี หลังจากเริ่มการให้บริการโครงการเกี่ยวกับรถไฟ ตามเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ที่กำหนดในสัญญาร่วมลงทุน
สาระสำคัญของเรื่อง
คณะรัฐมนตรีได้เคยมีมติ (27 มีนาคม 2561) อนุมัติโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน และอนุมัติให้การรถไฟแห่งประเทศไทยมีอำนาจร่วมลงทุนกับเอกชนที่ได้รับคัดเลือก ภายใต้กรอบวงเงินที่รัฐร่วมลงทุนกับเอกชนไม่เกิน 119,425.75 ล้านบาท ที่เป็นมูลค่าปัจจุบันตามที่ตกลงในสัญญาร่วมลงทุน โดยทยอยจ่ายให้เอกชนหลังจากเริ่มเปิดเดินรถไฟความเร็วสูงฯ ทั้งระบบแล้ว และแบ่งจ่ายเป็นรายปี กำหนดระยะเวลาแบ่งจ่ายไม่ต่ำกว่า 10 ปี โดยให้รับความเห็นของสำนักงบประมาณที่เห็นควรให้ใช้อัตราส่วนลดหรืออัตราดอกเบี้ยไม่เกิน FDR+1 ไปพิจารณาดำเนินการด้วย ซึ่งการรถไฟแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตามขั้นตอนของประกาศคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก โดยได้ออกประกาศเชิญชวนการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนและเปิดให้เอกชนยื่นข้อเสนอโครงการฯ จนกระทั่งได้เอกชนที่ได้รับคัดเลือกแล้ว และได้มีการพิจารณาจัดตั้งหน่วยงานเพื่อติดตาม กำกับ และบริหารจัดการสัญญาร่วมลงทุน เพื่อทำหน้าที่สนับสนุนคณะกรรมการกำกับดูแล ตามข้อ 20 ของประกาศคณะกรรมการนโยบาย ซึ่งหน่วยงานดังกล่าวต้องเริ่มทำงานทันทีที่สัญญาร่วมลงทุนโครงการฯ มีผล (ประมาณเดือนกรกฎาคม 2562) คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานจึงได้ประชุมครั้งที่ 4/2562 เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2562 เพื่อพิจารณาเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวและมีมติสรุปได้ ดังนี้
1. เห็นชอบผลการคัดเลือกเอกชน ผลการเจรจา และร่างสัญญาร่วมลงทุนที่ผ่านการตรวจพิจารณาของสำนักงานอัยการสูงสุดแล้ว และให้เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบการร่วมลงทุนตามพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2494 โดยให้รับข้อสังเกตของสำนักงานอัยการสูงสุดไปปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เช่น การวางแผนการส่งมอบพื้นที่ให้เอกชนอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้เอกชนสามารถเข้ามาดำเนินโครงการฯ ได้โดยไม่ทำให้การรถไฟแห่งประเทศไทยผิดสัญญา การกำหนดให้มีหน่วยงานเพื่อติดตาม กำกับ และบริหารจัดการสัญญาร่วมลงทุนอย่างใกล้ชิดตลอดอายุโครงการฯ เป็นต้น
2. เห็นชอบให้เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติให้สำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีเพื่อชำระเงินที่รัฐร่วมลงทุนในโครงการฯ โดยการจัดสรรงบประมาณจะอยู่ในลักษณะการก่อหนี้ผูกพันงบประมาณมากกว่าหนึ่งปีงบประมาณสำหรับรายการงบประมาณที่มีวงเงินตั้งแต่หนึ่งพันล้านบาทขึ้นไป และเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติให้การรถไฟแห่งประเทศไทยดำเนินการก่อหนี้ผูกพันเกินกว่าหรือนอกเหนือไปจากที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่ายได้สำหรับดำเนินโครงการฯ วงเงิน 149,650 ล้านบาท ทั้งนี้ การรถไฟแห่งประเทศไทยจะชำระเงินที่รัฐร่วมลงทุนในโครงการฯ แก่เอกชนที่ได้รับคัดเลือก ด้วยการแบ่งจ่ายเป็นรายปี ปีละไม่เกิน 14,965 ล้านบาท เป็นเวลา 10 ปี หลังจากเริ่มการให้บริการโครงการเกี่ยวกับรถไฟ ตามเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ที่กำหนดในสัญญาร่วมลงทุน
3. เห็นชอบการจัดตั้งหน่วยงานเพื่อติดตาม กำกับ และบริหารจัดการสัญญาร่วมลงทุนของโครงการฯ พร้อมทั้งกรอบอัตรากำลังและกรอบวงเงินค่าใช้จ่ายตามที่นำเสนอโดยให้หน่วยงานฯ อยู่ภายใต้การกำกับของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และให้สำนักงานฯจัดทำรายละเอียดหน่วยงานฯ เพิ่มเติม รวมทั้งให้การรถไฟแห่งประเทศไทยและสำนักงานฯ ไปหารือสำนักงบประมาณในรายละเอียดโดยด่วน เพื่อขอรับการจัดสรรงบประมาณต่อไป เพื่อให้โครงการสามารถดำเนินการตามสัญญาของโครงการฯ ที่กำหนดไว้
17. เรื่อง การปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2562 ครั้งที่ 2
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติและรับทราบตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ ดังนี้
1. อนุมัติและรับทราบข้อเสนอของคณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ (คณะกรรมการฯ) ตามมติที่ประชุม ครั้งที่ 3/2562 เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2562 ดังนี้ 1.1 รับทราบการปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ (การปรับปรุงแผนฯ) ประจำปีงบประมาณ 2562 ครั้งที่ 2 ที่มีวงเงินปรับลดลงสุทธิ 17,049.47 ล้านบาท จากเดิม 1,851,137.99 ล้านบาท เป็น 1,834,043.52 ล้านบาท และรับทราบการปรับเพิ่มวงเงินของโครงการหรือรายการเดิมในแผนการบริหารหนี้สาธารณะประจำปีงบประมาณ 2562 จำนวน 20 โครงการ/รายการ
1.2 อนุมัติการบรรจุโครงการพัฒนาหรือโครงการเพิ่มเติมในการปรับปรุงแผนฯ ประจำปีงบประมาณ 2562 ครั้งที่ 2 จำนวน 6 รายการ
1.3 อนุมัติให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ที่มีสัดส่วน DSCR ต่ำกว่า 1 สามารถกู้เงินใหม่และบริหารหนี้เดิมภายใต้แผนฯ ประจำปีงบประมาณ 2562 ปรับปรุงครั้งที่ 2 โดยให้ รฟท. รับความเห็นของคณะกรรมการฯ ไปดำเนินการด้วย
2. อนุมัติและรับทราบในเรื่องที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
2.1 อนุมัติการกู้เงินของรัฐบาลเพื่อการก่อหนี้ใหม่ การกู้มาและการนำไปให้กู้ต่อการกู้เงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ และการค้ำประกันเงินกู้ให้กับรัฐวิสาหกิจ ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม รวมทั้งขออนุมัติการกู้เงินของรัฐวิสาหกิจเพื่อดำเนินโครงการลงทุนและการกู้เงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ ภายใต้กรอบวงเงินของแผนฯ ประจำปีงบประมาณ 2562 ปรับปรุงครั้งที่ 2 และให้ กค. เป็นผู้พิจารณาการกู้เงิน วิธีการกู้เงิน เงื่อนไขและรายละเอียดต่าง ๆ ของการกู้เงิน การค้ำประกันและการบริหารความเสี่ยงในแต่ละครั้งได้ตามความเหมาะสมและจำเป็น ทั้งนี้ หากรัฐวิสาหกิจสามารถดำเนินการกู้เงินได้เองก็ให้สามารถดำเนินการได้ตามความเหมาะสมและจำเป็นของรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ
2.2 อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหรือผู้ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมอบหมายเป็นผู้ลงนามผูกพันการกู้เงินและหรือการค้ำประกันเงินกู้ต่างประเทศจากแหล่งเงินกู้ทางการ และเอกสารที่เกี่ยวข้อง
18. เรื่อง การแก้ไขปัญหาเกษตรกรที่ตกหล่นเข้าร่วมโครงการช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าวปีการผลิต 2559/60
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการขยายระยะเวลาการจ่ายเงินโครงการช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและค่าปรับปรุงคุณภาพข้าว ปีการผลิต 2559/60 ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2562 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2562 ให้แก่เกษตรกรที่ตกหล่นแต่ละราย จำนวน 28,792 ราย รวมเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 180,259,906 บาท ซึ่งค่าใช้จ่ายดังกล่าวอยู่ภายใต้กรอบวงเงินที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติไว้แล้ว โดยให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จัดทำแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณตามผลการดำเนินการจริง เพื่อขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี ตามความจำเป็นและเหมาะสมตามขั้นตอนต่อไป ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ
ทั้งนี้ คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) มีมติเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2562 เห็นชอบการแก้ไขปัญหาเกษตรกรที่ตกหล่นเข้าร่วมโครงการช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าวปีการผลิต 2559/60 ดังนี้
สาระสำคัญ และข้อเท็จจริง
1. จังหวัดสงขลาได้มีหนังสือลงวันที่ 4 เมษายน 2561 เพื่อขอความช่วยเหลือเกษตรกรที่ยังไม่ได้ติดตามกำกับดูแลการบริหารจัดการข้าวระดับจังหวัด เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2561 โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อให้ความช่วยเหลือเกษตรกรบางรายที่หว่านข้าวหลังภาวะอุทกภัยในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2560 ซึ่งได้รับเงินช่วยเหลือต้นทุนการผลิตแล้ว แต่ยังไม่ได้รับเงินค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าวนาปี ปีการผลิต 2559/60 จำนวน 864 ราย พื้นที่ 9,043 ไร่
2. กรมการค้าภายใน ได้มีหนังสือลงวันที่ 27 เมษายน 2561 แจ้งให้ ธ.ก.ส. ร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตร ประมวลผลข้อมูลเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อน เพื่อนำเสนอปัญหาและแนวทางแก้ไขประกอบการพิจารณาของ นบข. และคณะรัฐมนตรีต่อไป
3. กรมส่งเสริมการเกษตร ได้มีหนังสือลงวันที่ 4 เมษายน 2562 แจ้งว่าได้ประชุมร่วมกับ
ธ.ก.ส. เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2562 ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่ามีเกษตรกรที่มีคุณสมบัติเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของโครงการฯ แต่ยังไม่ได้รับเงินช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าว ปีการผลิต 2559/60 และเกษตรกรได้รับเงินช่วยเหลือไม่ครบตามสิทธิ จำนวน 28,792 ราย คำนวณเงินที่จะใช้จ่ายจริงในการช่วยเหลือเกษตรกร รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 180,259,906 บาท โดยมีรายละเอียด ดังนี้
1) กลุ่มเกษตรกรที่ได้รับเงินสนับสนุนตามโครงการสนับสนุนเงินช่วยเหลือต้นทุน
การผลิตให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2559/60 เพิ่มเติม ตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 1 สิงหาคม 2560 ธ.ก.ส. ไม่สามารถโอนเงินโครงการช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพ ปีการผลิต 2559/60 ให้แก่กลุ่มเกษตรกรนี้ได้ เนื่องจากโครงการดังกล่าวสิ้นสุดในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2560 ไปก่อนแล้ว ทั้งที่เกษตรกรมีคุณสมบัติครบถ้วนตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน, วันที่ 8 พฤศจิกายน และ วันที่ 21 พฤศจิกายน 2559
2) รายละเอียดและสาเหตุของเกษตรกรที่มีคุณสมบัติแต่ไม่ได้รับเงินช่วยเหลือตามโครงการช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าว ปีการผลิต 2559/60 จำนวน 28,792 ราย สรุปได้ ดังนี้
(1) กรอบระยะเวลาการปลูกข้าวนาปีในพื้นที่ภาคใต้เริ่มวันที่ 16 มิถุนายน 2559 – วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2560 และขั้นตอนการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวต้องขึ้นทะเบียนหลังปลูกแล้ว 15 วัน จนถึงก่อนเก็บเกี่ยวและเกษตรกรจังหวัดสงขลาประสบอุทกภัย ทำให้ต้องเลื่อนเวลาเพาะปลูกข้าวนาปีออกไปถึงวันที่ 15 มีนาคม 2560 ทำให้เกษตรกรต้องขึ้นทะเบียนหลังโครงการฯ สิ้นสุด (วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2560) ทำให้เข้าร่วมโครงการฯ ไม่ได้ จำนวน 11,582 ราย
(2) เกษตรกรขึ้นทะเบียนตามที่ตั้งแปลงเพาะปลูก แต่ ธ.ก.ส. จัดทำฐานข้อมูลตามภูมิลำเนาของเกษตรกร ทำให้เกษตรกรแสดงความประสงค์เข้าร่วมโครงการฯ นอกเขตภูมิลำเนาส่งผลให้ ธ.ก.ส.ไม่พบข้อมูลและเกษตรกรไม่สามารถเข้าร่วมโครงการฯ ได้ จำนวน 1,521 ราย
(3) เกษตรกรแจ้งยกเลิกการเข้าร่วมโครงการปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวไม่เหมาะสมเป็นเกษตรกรรมทางเลือกอื่น เพื่อเข้าร่วมโครงการฯ แต่ขั้นตอนการยกเลิกต้องใช้เวลา ส่งผลให้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการฯ ไม่ทัน (วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2560) จำนวน 1,197 ราย
(4) กลุ่มเกษตรกรที่ไม่ได้เงินช่วยเหลือตามโครงการสนับสนุนเงินช่วยเหลือต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2559/60 ซึ่งสิ้นสุดระยะเวลาโครงการฯ ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2560 ซึ่งขั้นตอนการเบิกจ่ายเงินของ ธ.ก.ส. ต้องใช้เวลา 7 วัน ทำให้ข้อมูลเกษตรกรที่จัดส่งช่วงวันที่ 19 – 28 กุมภาพันธ์ 2560 ไม่สามารถเบิกจ่ายได้ทัน จำนวน 7,922 ราย
(5) ข้อมูลไม่สมบูรณ์ เนื่องจากเกษตรกรไม่ระบุพันธุ์ข้าว จำนวน 1,238 ราย
(6) ธ.ก.ส. ตรวจสอบพบว่าเกษตรกรได้รับเงินยังไม่ครบตามสิทธิ จำนวน 5,332 ราย
4. ฝ่ายเลขานุการฯ ได้ประสานขอผลการดำเนินโครงการช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าว ปีการผลิต 2559/60 กับ ธ.ก.ส. โดยที่ผ่านมาได้มีการโอนเงินช่วยเหลือเกษตรกร รวมทั้งสิ้น 3,739,820 ราย จำนวนเงิน 31,691,441,450 บาท ซึ่งยังไม่เกินวงเงินที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติไว้ จำนวน 41,090.35 ล้านบาท
19. เรื่อง ผลการตรวจสอบยืนยันความก้าวหน้าของการดำเนินการแก้ไขปัญหาการบินพลเรือนของไทย
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบผลการตรวจสอบยืนยันความก้าวหน้าของการดำเนินการแก้ไขปัญหาการบินพลเรือนของไทย ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ
สาระสำคัญ ดังนี้
1. ผู้ตรวจสอบขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (international Civil Aviation Organization หรือ ICAO ) เข้ามาดำเนินการตรวจสอบยืนยันความก้าวหน้าในการดำเนินการแก้ไขปัญหาการบิน พลเรือนของไทย (Full ICAO Coordinated Validation Mission หรือ Full ICVM ) ระหว่างวันที่ 13 - 22 พฤษภาคม 2562
2. คณะผู้ตรวจสอบได้ดำเนินการตรวจสอบใน 8 ประเด็นสำคัญ (Critical Elements) ได้แก่ กฎหมายหลักที่ใช้ในการกำกับดูแล กฎระเบียบระดับรอง ระบบการบริหารจัดการในการกำกับดูแล คุณสมบัติและการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ทางเทคนิค คู่มือและแนวทางปฏิบัติ การออกใบอนุญาตและใบรับรอง การตรวจติดตามการดำเนินงานของผู้ประกอบการ และมาตรการในการจัดการกับผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐาน โดยได้ตรวจสอบในด้านต่างๆรวม 7 ด้าน (Area) ได้แก่ ด้านกฎหมายและระเบียบด้านการจัดการองค์กรกำกับดูแลด้านการออกใบอนุญาตผู้ประจำหน้าที่ ด้านการปฏิบัติการบิน ด้านความสมควรเดินอากาศของอากาศยาน ด้านบริการการเดินอากาศและด้านสนามบินที่
3. สรุปผลการตรวจสอบเบื้องต้น (Preliminary Debriefing) ของคณะผู้ตรวจสอบพบว่า ระดับประสิทธิผลของการนำมาตรฐาน ICAO มาใช้บังคับในประเทศ (Effective Implementation หรือ EI) ของประเทศไทยเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 65.07 ซึ่งสูงกว่าค่าเป้าหมายที่ ICAO กำหนด คือร้อยละ 60
4. ผลการตรวจสอบครั้งนี้สามารถชี้ชัดได้ว่า ในระยะเวลาประมาณ 4 ปี ระดับ EI ของประเทศได้เพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า กล่าวคือ เมื่อประเทศไทยได้รับธงแดงในเดือนมิถุนายน 2558 ค่า EI ของไทยคิดเป็นร้อยละ 34.20 หลังจากนั้น กพท. ได้ใช้ระยะเวลา 2 ปี 3 เดือน ในการปลดธงแดงและเพิ่มค่า EI เป็นร้อยละ 41.46 และใน 1 ปี 7 เดือนต่อมา ค่า EI ได้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 65.07 ซึ่งทัดเทียมกับค่าเฉลี่ยของประเทศสมาชิก ICAO ทั้งหมด 193 ประเทศ จึงถือได้ว่ามาตรฐานด้านความปลอดภัยด้านการบินของไทยในปัจจุบันอยู่ในระดับเดียวกับมาตรฐานโลกแล้ว
5. คณะผู้ตรวจสอบของ ICAO ได้แสดงความชื่นชมกับความก้าวหน้าของการแก้ไขปัญหาข้อบกพร่องได้อย่างเป็นรูปธรรม จริงจังและเป็นระบบ ภายในระยะเวลาไม่นาน ดังจะเห็นได้จากผลการประเมินที่สูงถึงร้อยละ 65.07 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลก แสดงให้เห็นถึงการสนับสนุนด้านนโยบายจากรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม รวมทั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติในการเร่งรัดปรับปรุงแก้ไขกฎหมายการเดินอากาศที่สอดคล้องกับกฎกติกาขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ ความทุ่มเทของเจ้าหน้าที่ของ กพท. และความร่วมมือของผู้ประกอบการภาคเอกชน ในการร่วมกันแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ จนสำเร็จ ซึ่งจะสร้างความยั่งยืนแก่อุตสาหกรรม การบินของไทย
20. เรื่อง การพัฒนาการเชื่อมโยงข้อมูลระบบบริหารการเงินการคลังภาครัฐแบบอิเล็กทรอนิกส์ใหม่ (New GFMIS Thai) กับระบบบัญชีคอมพิวเตอร์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (e-LAAS)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ดังนี้
1. อนุมัติแนวทางการพัฒนาการเชื่อมโยงระบบบริหารการเงินการคลังภาครัฐแบบอิเล็กทรอนิกส์ใหม่ (New GFMIS Thai) กับระบบบัญชีคอมพิวเตอร์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (e-LAAS)
2. มอบหมายให้กรมบัญชีกลางและกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ดำเนินการพัฒนาระบบตามแนวทางการเชื่อมโยงข้อมูล โดยให้คณะกรรมการติดตามและกำกับดูแลการดำเนินการพัฒนาระบบบริหารการเงินการคลังภาครัฐแบบอิเล็กทรอนิกส์ (New GFMIS Steering Committee) กำกับติดตามการดำเนินการและรายงานผลการดำเนินการให้คณะรัฐมนตรีทราบ
สาระสำคัญ
กระทรวงการคลังได้แต่งตั้งคณะกรรมการติดตามและกำกับดูแลการดำเนินการพัฒนาระบบบริหารการเงินการคลังภาครัฐแบบอิเล็กทรอนิกส์ (New GFMIS Steering Committee) เพื่อกำหนดนโยบายกรอบแนวทางและทิศทางการพัฒนาระบบ New GFMIS Thai พร้อมทั้งติดตามผลการดำเนินการดังกล่าวและได้พิจารณากำหนดแนวทางการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างระบบ New GFMIS Thai กับ ระบบ e-LAAS ในแต่ละระบบงาน ดังนี้
1.1 เงินงบประมาณ เป็นเงินประเภทเงินอุดหนุนทั่วไป และเงินอุดหนุนเฉพาะกิจได้รับจัดสรรจากสำนักงบประมาณ ผ่านระบบ New GFMIS Thai ทำการเชื่อมโยงข้อมูลให้กับระบบ e-LAAS
1.2 เงินรายได้ที่รัฐบาลจัดเก็บและแบ่งให้ (ผ่าน New GFMIS Thai) เป็นเงินงบประมาณของ อปท. ทำการเชื่อมโยงให้กับระบบ e-LAAS
1.3 เงินรายได้ที่รัฐบาลจัดเก็บและแบ่งให้ (ไม่ผ่าน New GFMIS Thai) และเงินรายได้ที่ อปท. จัดเก็บเอง ทำการเชื่อมโยงข้อมูลให้กับระบบ New GFMIS Thai
การพัฒนาระบบจะกำหนดโครงสร้างรหัส ข้อมูลงบประมาณ ให้สอดคล้องกันทั้งระบบ e-LAAS และระบบ New GFMIS Thai พร้อมทั้งจัดทำระบบติดตามการใช้จ่ายงบประมาณ อปท.
2. ระบบรายได้
2.1 เงินรายได้ที่รัฐบาลจัดเก็บและแบ่งให้ (ผ่าน New GFMIS Thai) รับเงินจากการโอนเข้าบัญชีเงินฝากคลังของ อปท. เชื่อมโยงข้อมูลจากระบบ New GFMIS Thai ให้กับระบบ e-LAAS
2.2 เงินที่รัฐบาลจัดเก็บและแบ่งให้ (ไม่ผ่าน New GFMIS Thai) และเงินที่ อปท. จัดเก็บเอง บันทึกรับเงินผ่านระบบ e-LAAS ทำการเชื่อมโยงข้อมูลให้กับระบบ New GFMIS Thai
การพัฒนาระบบรายได้ของ อปท. จะดำเนินการให้สอดรับนโยบาย National e-Payment
3. ระบบจัดซื้อจัดจ้าง
3.1 การจัดซื้อจัดจ้างจากเงินงบประมาณ (เงินอุดหนุนเฉพาะกิจ) ให้ทำการจัดซื้อจัดจ้างตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 และบันทึกสร้างใบสั่งซื้อสั่งจ้างในระบบ New GMIS Thai ทำการเชื่อมโยงข้อมูลให้กับระบบ e-LAAS
3.2 การจัดซื้อจัดจ้างจากเงินที่รัฐบาลจัดเก็บและแบ่งให้ และเงินที่ อปท. จัดเก็บเองให้จัดซื้อจัดจ้างพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ทำการเชื่อมโยงข้อมูลเข้าสู่ระบบ New GFMIS Thai
4. ระบบเบิกจ่าย
4.1 การเบิกจ่ายจากเงินงบประมาณ (เงินอุดหนุนเฉพาะกิจ) ให้ทำการเบิกจ่ายผ่านใบสั่งซื้อสั่งจ้างผ่านระบบ New GFMIS Thai เพื่อทำการจ่ายตรงให้แก่เจ้าหนี้หรือผู้มีสิทธิรับเงิน และทำการเชื่อมโยงข้อมูลให้กับระบบ e-LAAS
4.2 การเบิกจ่ายจากเงินงบประมาณ (เงินอุดหนุนทั่วไป) เบิกจ่ายผ่านระบบ New GFMIS Thai และทำการเชื่อมโยงข้อมูลให้กับระบบ e-LAAS
4.3 การเบิกจ่ายจากเงินที่รัฐบาลจัดเก็บและแบ่งให้ และเงินที่ อปท. จัดเก็บเองเบิกจ่ายผ่านระบบ e-LAAS ทำการเชื่อมโยงข้อมูลจากระบบ e-LAAS ให้กับระบบ New GFMIS Thai
การพัฒนาการเบิกจ่ายให้ทำการจ่ายตรงแก่เจ้าหนี้หรือผู้มีสิทธิรับเงินให้สอดรับนโยบาย Nation e-Payment
5. ระบบสินทรัพย์ถาวร
5.1 บันทึกข้อมูลสินทรัพย์ถาวรรายตัวของ อปท. ที่มีก่อนการเชื่อมโยงข้อมูลในระบบ New GFMIS Thai และทำการเชื่อมโยงข้อมูลให้กับระบบ e-LAAS
5.2 บันทึกรายการสินทรัพย์ถาวรรายตัวในระบบ New GFMIS Thai และทำการเชื่อมโยงข้อมูลให้กับระบบ e-LAAS
การประมวลผลค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ถาวรดำเนินการในระบบ New GFMIS Thai
6. ระบบบัญชีแยกประเภท
6.1 บันทึกข้อมูลบัญชีของ อปท. ที่มีก่อนการเชื่อมโยงข้อมูลในระบบ New GFMIS Thai ตามรูปแบบที่กำหนดและทำการเชื่อมโยงข้อมูลให้กับระบบ e-LAAS
6.2 บันทึกปรับปรุงรายการบัญชีในระบบ New GFMIS Thai ตามรูปแบบที่กำหนดและทำการเชื่อมโยงข้อมูลให้กับระบบ e-LAAS
ทั้งนี้ ในกรณีที่ระบบ e-LAAS ไม่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลให้กับระบบ New GFMIS Thai ได้ทันภายในระยะเวลาที่กำหนดตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 อปท. ต้องดำเนินการบันทึกข้อมูลโดยตรงในระบบ New GFMIS Thai โดยกระทรวงการคลังจะพัฒนาระบบให้รองรับการบันทึกรายการดังกล่าว
ผลกระทบ
การดำเนินการการพัฒนาการเชื่อมโยงข้อมูลระบบบริหารการเงินการคลังภาครัฐแบบอิเล็กทรอนิกส์ใหม่ (New GFMIS Thai) กับระบบบัญชีคอมพิวเตอร์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (e-LAAS) คาดว่าจะส่งผลกระทบ ดังนี้
1. สามารถรองรับการเป็นหน่วยรับงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่ง ในระบบ New GFMIS Thai
2. สามารถแสดงผลการเบิกจ่ายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในระบบ New GFMIS Thai ที่เป็นปัจจุบัน
3. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถปฏิบัติงานเป็นไปตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ 2561
4. กระทรวงการคลังมีข้อมูลเพื่อจัดทำรายงานการเงินรวมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
5. กระทรวงการคลังมีข้อมูลเพื่อแสดงรายงานฐานะการเงินการคลังของประเทศในภาพรวม
ต่างประเทศ
21. เรื่อง ร่างแถลงการณ์ร่วมการประชุมระดับผู้นำ ครั้งที่ 12 แผนงานการพัฒนาเศรษฐกิจสามฝ่าย อินโดนีเซีย – มาเลเซีย – ไทย (IMT-GT)
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบต่อร่างแถลงการณ์ร่วมการประชุมระดับผู้นำ ครั้งที่ 12 แผนงานการพัฒนาเศรษฐกิจสามฝ่าย อินโดนีเซีย – มาเลเซีย – ไทย (Indonesia-Malaysia-Thailand Growth Triangle : IMT-GT) และเห็นชอบให้นายกรัฐมนตรีได้ร่วมกับผู้นำประเทศแผนงาน IMT-GTให้การรับรองร่างแถลงการณ์ร่วมการประชุมระดับผู้นำ ครั้งที่ 12 แผนงาน IMT-GT ในวันที่ 23 มิถุนายน 2562 ตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอ
ทั้งนี้ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องแก้ปรับปรุงร่างแถลงการณ์ร่วมฯ เพิ่มเติมจากที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติหรือให้ความเห็นชอบไปแล้ว หากการปรับเปลี่ยนดังกล่าวไม่ขัดกับหลักการที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติหรือให้ความเห็นชอบไว้ ให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติสามารถดำเนินการได้ โดยให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีทราบภายหลัง พร้อมทั้งชี้แจงเหตุผลและประโยชน์ที่ไทยได้รับจากการปรับเปลี่ยนดังกล่าวด้วย
สาระสำคัญของเรื่อง
ร่างแถลงการณ์ร่วมการประชุมระดับผู้นำ ครั้งที่ 12 แผนงานการพัฒนาเศรษฐกิจสามฝ่าย อินโดนีเซีย – มาเลเซีย – ไทย (IMT-GT) ซึ่งจะมีการรับรองเอกสารดังกล่าวระหว่างการประชุมระดับผู้นำ ครั้งที่ 12 แผนงาน IMT-GT ที่สาธารณรัฐอินโดนีเซียจะเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นในวันที่ 23 มิถุนายน 2562 ณ กรุงเทพมหานคร โดยนายกรัฐมนตรีของไทยจะปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าคณะผู้แทนไทยและให้การรับรองร่างแถลงการณ์ร่วมดังกล่าว ซึ่งร่างแถลงการณ์ร่วมฯ มีสาระสำคัญเป็นการรับทราบความสำเร็จที่ผ่านมาของความร่วมมือภายใต้แผนงาน IMT-GT เช่น อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การเพิ่มขึ้นของรายได้ต่อหัวของประชากร อัตราการว่างงานที่ลดลงของประเทศ IMT-GT นอกจากนี้ ในร่างแถลงการณ์ร่วมฯ ได้ระบุถึงกรอบทิศทางการขับเคลื่อนแผนงานระหว่างประเทศสมาชิกที่สนับสนุนซึ่งกันและกันในเรื่องต่างๆ ในระยะต่อไป เช่น การพัฒนาความเชื่อมโยงด้านโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาตามแนวระเบียงเศรษฐกิจที่หก (เชื่อมโยงจังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา และจังหวัดนราธิวาสเข้ากับรัฐเประและรัฐกลันตัน และตอนใต้ของเกาะสุมาตรา) การใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมในสาขาต่าง ๆ การส่งเสริมสินค้าฮาลาลสู่สากล การเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยว การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และทักษะแรงงาน การพัฒนาเมืองสีเขียว เป็นต้น
ทั้งนี้ ประเทศไทยได้จัดเตรียมประเด็นหารือและข้อเสนอแนะต่อการดำเนินการภายใต้แผนงาน IMT-GT ต่อที่ประชุม โดยเสนอแนวทางในการเร่งรัดการขับเคลื่อนโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานและโครงการอื่น ๆ ที่มีความเชื่อมโยงและเป็นประโยชน์อย่างกว้างขวางในอนุภูมิภาค เช่น การก่อสร้างถนน การพัฒนาระบบราง การก่อสร้างสะพานระหว่างประเทศ ท่าเรือ ท่าอากาศยาน การใช้ประโยชน์จากความตกลงด้านการบินใน IMT-GT ศูนย์โลจิสติกส์และการกระจายสินค้า การปรับปรุงและขยายด่านศุลกากร การตรวจคนเข้าเมือง และด่านกักกันพืชและสัตว์ เร่งรัดกรอบความร่วมมือในด้านพิธีการผ่านแดนที่เกี่ยวข้อง การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษที่มีความเชื่อมโยงห่วงโซ่คุณค่าระหว่างกันในพื้นที่ MIT-GT การพัฒนา 4.0 ในด้านที่มีศักยภาพ (การเกษตร อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป ผลิตภัณฑ์ฮาลาล และการท่องเที่ยว) เสริมสร้างความเข้มแข็งของสภาธุรกิจ IMT-GT เป็นต้น
22. เรื่อง รายงานผลการประชุมระดับรัฐมนตรีอาเซียนด้านการจัดการภัยพิบัติ ครั้งที่ 6
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบรายงานผลการประชุมระดับรัฐมนตรีอาเซียนด้านการจัดการภัยพิบัติ ครั้งที่ 6 (The 6th ASEAN Ministerial Meeting on Disaster Management : AMMDM) ของผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงมหาดไทย (พลตำรวจโท ณัฐพิชย์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา) และคณะ รวมทั้งอนุมัติการจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนศูนย์ประสานงานอาเซียนในการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม (AHA Centre Fund : ASEAN Coordinating Centre for Humanitarian Assistance) ที่เพิ่มขึ้น ตามที่กระทรวงมหาดไทย เสนอ
|
เดิม |
ปรับเป็น |
|
50,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ประมาณ 1.6 ล้านบาท) |
90,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ประมาณ 2.88 ล้านบาท) |
ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 – 2562 เนื่องจากเป็นการดำเนินงานตามความตกลงอาเซียนว่าด้วยการจัดการภัยพิบัติและการตอบโต้สถานการณ์ฉุกเฉินซึ่งเป็นพันธกรณีที่ประเทศไทยได้ลงนามรับรองไว้แล้วเมื่อปี พ.ศ. 2558
สาระสำคัญของเรื่อง
กระทรวงมหาดไทยได้เสนอคณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานผลการประชุมระดับรัฐมนตรีอาเซียนด้านการจัดการภัยพิบัติ ครั้งที่ 6 ซึ่งที่ประชุมระดับรัฐมนตรีได้เห็นชอบในหลักการการปรับอัตราเงินสมทบเข้ากองทุนศูนย์ประสานงานอาเซียนในการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม (AHA Centre Fund) โดยมีผลตั้งแต่ปี 2562 – 2566 กระทรวงมหาดไทยจึงเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติการจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน AHA Centre Fund ที่เพิ่มขึ้นตามผลการประชุมดังกล่าวที่ให้มีการปรับอัตราการจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน AHA Centre Fund ตั้งแต่ปี 2562 – 2566
|
เดิม |
ปรับเป็น |
|
50,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ประมาณ 1.6 ล้านบาท) |
90,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ประมาณ 2.88 ล้านบาท) |
ซึ่งการจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนฯ ถือเป็นการดำเนินงานตามพันธกรณีที่ประเทศไทยได้ลงนามรับรองไว้แล้วเมื่อปี 2558 ภายใต้ความตกลงอาเซียนว่าด้วยการจัดการภัยพิบัติและการตอบโต้สถานการณ์ฉุกเฉิน (AADMER) ที่กำหนดให้ประเทศสมาชิกอาเซียน รวมถึงประเทศไทยจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน AHA Centre Fund เป็นจำนวนเท่ากันทุกปี โดยศูนย์ประสานงานอาเซียนในการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม (AHA Centre Fund) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2555 และประเทศไทยได้จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน AHA Centre Fund มาอย่างต่อเนื่อง ดังนี้
|
ปี |
จำนวนเงินจ่ายสมทบในแต่ละปี (ดอลลาร์สหรัฐต่อปี) |
|
2555 – 2558 |
30,000 |
|
2559 – 2561 |
50,000 |
|
2562 – 2566 (ที่เสนอในครั้งนี้) |
90,000 |
โดยใช้จ่ายจากเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีของกระทรวงมหาดไทย (กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย) ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้จัดทำข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินกิจรรมมาตรการ หรือโครงการที่ก่อให้เกิดภาระต่องบประมาณ หรือภาระทางการคลังและงบประมาณของรัฐในอนาคตตามนัยมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ด้วยแล้ว
23. เรื่อง รายงานผลการประชุมคณะทำงานร่วมระหว่างรัฐบาลไทยและคณะกรรมาธิการยุโรปในการต่อต้านการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม ครั้งที่ 1/2562
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบรายงานผลการประชุมคณะทำงานร่วมระหว่างรัฐบาลไทยและคณะกรรมาธิการยุโรปในการต่อต้านการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (คณะทำงานร่วมฯ) ครั้งที่ 1/2562 เมื่อวันที่ 13 – 15 กุมภาพันธ์ 2562 ตามที่คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (คณะอนุกรรมการฯ) เสนอ
สาระสำคัญของรายงานผลการประชุมคณะทำงานร่วมระหว่างรัฐบาลไทยและคณะกรรมาธิการยุโรปในการต่อต้านการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม ครั้งที่ 1/2562 เมื่อวันที่ 13 – 15 กุมภาพันธ์ 2562 มีการหารือในประเด็นต่าง ๆ ได้แก่ (1) ระบบติดตาม ควบคุม และเฝ้าระวัง (2) การบริหารจัดกองเรือประมง (3) การบังคับใช้กฎหมาย (4) การตรวจสอบย้อนกลับและใบรับรองการจับสัตว์น้ำ (5) ความร่วมมือกับประเทศที่ 3 และองค์การบริหารจัดการประมงระดับภูมิภาค และ (6) การขยายความร่วมมือการต่อต้านการทำประมง IUU สู่อาเซียน
24. เรื่อง รายงานความคืบหน้าการลงทุนการก่อสร้างระบบโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำเส้นใหม่และโครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ กิจกรรมที่ 2 การเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายอินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนข้อมูลดิจิทัลของภูมิภาคอาเซียน (ASEAN Digital Hub) (ดศ.)
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบตามที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.) เสนอรายงานความคืบหน้าการลงทุนการก่อสร้างระบบโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำเส้นใหม่ และโครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ กิจกรรมที่ 2 การเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายอินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนข้อมูลดิจิทัลของภูมิภาคอาเซียน (ASEAN Digital Hub) สรุปได้ดังนี้
1. เดิมคณะรัฐมนตรีได้มีมติ (19 มกราคม 2559) เห็นชอบในหลักการโครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ วงเงิน 20,000 ล้านบาท ประกอบด้วย 2 กิจกรรม ได้แก่ 1) การขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้ครอบคลุมทั่วประเทศเพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจภายในประเทศ วงเงิน 15,000 ล้านบาท และ 2) การเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายอินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนข้อมูลดิจิทัลของภูมิภาคอาเซียน (ASEAN Digital Hub) วงเงิน 5,000 ล้านบาท ต่อมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติ (7 ธันวาคม 2559) เห็นชอบแนวทางการดำเนินโครงการฯ กิจกรรมที่ 2 โดย ดศ. มอบหมายให้ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) (บมจ. กสท โทรคมนาคม) เป็นผู้ดำเนินการแทน และคณะรัฐมนตรีได้มีมติ (16 พฤษภาคม 2560) รับทราบผลการดำเนินโครงการฯ และให้ ดศ. ติดตามและประเมินผลการดำเนินงานและรายงานความก้าวหน้าให้คณะรัฐมนตรีทราบเป็นระยะ
2. คณะรัฐมนตรีได้มีมติ (1 สิงหาคม 2560) เห็นชอบในหลักการการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดการดำเนินโครงการฯ กิจกรรมที่ 2 และกิจกรรมย่อยภายใต้โครงการ ASEAN Digital Hub ที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติแล้วให้ดำเนินการต่อไปได้ และให้ ดศ. และ บมจ. กสท โทรคมนาคมเร่งรัดการดำเนินโครงการฯ รวมทั้งให้รายงานความก้าวหน้าการดำเนินการ ปัญหา อุปสรรค และแนวทางแก้ไขปัญหาเสนอคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นระยะ ๆ นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรีได้มีมติ (5 กุมภาพันธ์ 2562) เร่งรัดการพิจารณาประเด็นข้อหารือที่ยังไม่ได้ข้อยุติในโครงการดังกล่าวให้ได้ข้อยุติชัดเจนโดยเร็ว และมอบหมายให้กระทรวงการคลัง (กค.) รับไปประสานและเร่งรัดการดำเนินการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งให้แจ้งผลการพิจารณาไปยัง ดศ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเร็ว
3. ในครั้งนี้ ดศ. รายงานความคืบหน้าโครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ กิจกรรมที่ 2 การเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายอินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนข้อมูลดิจิทัลของภูมิภาคอาเซียน (ASEAN Digital Hub) ประกอบด้วย 3 กิจกรรมย่อย สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้
3.1 การจัดหาอุปกรณ์เพิ่มความจุโครงข่ายเชื่อมโยงไปชายแดนฯ ความจุรวม 2,300 Gbps บมจ. กสท โทรคมนาคม ได้ลงนามในสัญญาจ้าง เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2561 ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจนับอุปกรณ์ก่อนนำไปติดตั้ง 151 สถานีทั่วประเทศ ทั้งนี้ คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จในเดือนกันยายน 2562 ซึ่งเป็นไปตามแผนที่กำหนด (ผลดำเนินการคิดเป็นร้อยละ 68)
3.2 การขยายความจุโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศระบบที่มีอยู่ 1,770 Gbps บมจ. กสท โทรคมนาคม ได้ขยายความจุและส่งมอบสิทธิการใช้งานแก่ ดศ. แล้ว เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2561 (ผลดำเนินการคิดเป็นร้อยละ 98)
3.3 การร่วมก่อสร้างโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศระบบใหม่เชื่อมต่อประเทศไทยกับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ความจุเบื้องต้น รวม 200 Gbps
3.3.1 ด้านการลงทุน บมจ. กสท โทรคมนาคม ได้พิจารณาแนวทางการลงทุนในระบบเคเบิลใต้น้ำ ASIA Direct Cable (ADC) ซึ่งจะมีการเชื่อมโยงตรงระหว่างประเทศสิงคโปร์ ฮ่องกง และญี่ปุ่น เป็นเส้นทางหลัก (Trunk) และมีการต่อเชื่อม Branch กับประเทศไทย จีน เวียดนาม มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และเกาหลีใต้ โดยคาดว่าจะมีการลงนามในเอกสารข้อตกลงระหว่างภาคีสมาชิกภายในเดือนพฤษภาคม 2562 และลงนามสัญญาจ้างภายในเดือนมิถุนายน 2562 ซึ่งคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จภายในปี 2563 และสามารถทดสอบระบบรวมถึงส่งมอบสิทธิการใช้งานให้ ดศ. ภายในปี 2564
ระบบ ADC ถูกออกแบบด้วยเทคโนโลยีให้มีเส้นทางเสมือนการเชื่อมต่อตรง (Direct Route) โดยมีจุดขึ้นบกที่สถานีเคเบิลใต้น้ำชลี 3 ศรีราชา ประเทศไทยไปยังเขตบริหารพิเศษฮ่องกง และระหว่างประเทศไทยไปยังสิงคโปร์ โดยไม่จำเป็นต้องวิ่งอ้อมผ่านประเทศอื่น จึงมีส่วนช่วยสนับสนุนโครงการ Digital Park ตามนโยบาย EEC ของประเทศไทย
3.3.2 ด้านงบประมาณ งบประมาณลงทุนที่ใช้ในการก่อสร้างระบบ ADC ในส่วนของ บมจ. กสท โทรคมนาคม คาดว่าอยู่ที่ประมาณ 60-65 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งทุกภาคีสมาชิกจะต้องร่วมลงทุนในเส้นทางหลักคิดเป็นร้อยละ 6.25 ของค่าก่อสร้างเส้นทางหลักทั้งหมดและส่วนของการเชื่อมต่อที่ไม่ใช่เส้นทางหลัก ภาคีสมาชิกจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างเองทั้งหมด
ในส่วนของการขอรับการจัดสรรงบประมาณ ดศ. จะขอรับการจัดสรรงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 1,000 ล้านบาท เพื่อทดแทนงบประมาณเดิมที่ถูกพับไปตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 และได้ขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 จำนวน 1,000 ล้านบาทไว้แล้ว
3.3.3 ด้านกฎหมาย การลงทุนระบบเคเบิลใต้น้ำ ADC เป็นการดำเนินการตามกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งทรัพย์สินที่ได้จากการดำเนินงาน ไม่สามารถโอนให้กับ ดศ. ได้ แต่สามารถส่งมอบสิทธิการใช้งานได้
3.3.4 ด้านประโยชน์ที่ได้จากระบบ ADC ASEAN Digital Hub จำเป็นต้องมีเส้นทางที่หลากหลาย มีเส้นทางที่เชื่อมตรง (Direct Route) ไปยังปลายทางสำคัญ หรือ Hub ภูมิภาคอื่นอย่างมีประสิทธิภาพ ใช้เวลาน้อยที่สุด โดยระบบ ADC นั้น มีปลายทางไปยังประเทศที่เป็น Hub ในภูมิภาคใกล้เคียงหลายประเทศ เช่น จีน (ฮ่องกง) สิงคโปร์ ญี่ปุ่น
ระบบ ADC เป็นระบบเคเบิลใต้น้ำที่ติดต่อตรงกับประเทศต่าง ๆ เช่น จีน (ฮ่องกง) เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น อีกทั้งเป็นระบบที่สามารถเข้าถึงตรงได้จากพื้นที่ Digital Park Thailand ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ บมจ. กสท โทรคมนาคม อยู่ระหว่างเชิญชวนนักลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนทำธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับเทคโนโลยีต่าง ๆ เช่น 5G, AI, Cloud, IoTs, Smart City, Big Data ซึ่งการที่ประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคด้านอุตสาหกรรมดิจิทัลดังกล่าวได้นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีระบบการสื่อสารทั้งในประเทศและระหว่างประเทศที่เพียงพอและหลากหลาย สามารถเชื่อมต่อกับประเทศต่าง ๆ ในภูมิถาค เช่น เมียนมา กัมพูชา ลาว เวียดนาม จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ได้ด้วยความจุช่องสัญญาณและเส้นทางสำรองที่เพียงพอ
เมื่อการก่อสร้างระบบ ADC แล้วเสร็จ (คาดว่าในอีก 2-3 ปีข้างหน้า) จะทำให้ประเทศไทยมีปริมาณความจุและเส้นทางเชื่อมโยงผ่านระบบเคเบิลใต้น้ำไปจีนและฮ่องกงเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเส้นทาง สามารถรองรับความต้องการใช้งานที่จะเพิ่มสูงขึ้นจากการเติบโตทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้โครงข่ายระหว่างประเทศของไทย โดยเฉพาะระหว่างไทยกับจีนมีความหลากหลาย มีความมั่นคงและมีเสถียรภาพมากขึ้น ซึ่งเมื่อรวมกับการดำเนินโครงการ ASEAN Digital Hub กิจกรรมย่อยที่ 1 และ 2 ที่มีการขยายความจุโครงข่ายเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน และการขยายความจุโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศของระบบที่มีอยู่เดิมแล้ว จะทำให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในศูนย์กลางของการเชื่อมต่อของภูมิภาคพร้อมสู่การเป็น ASEAN Digital Hub อย่างเต็มรูปแบบในอนาคต อย่างไรก็ตาม การที่ประเทศไทยจะเป็น ASEAN Digital Hub ได้อย่างสมบูรณ์ ยังมีอีกหลายปัจจัยที่เอื้อต่อการดึงดูด Content Provider และต้องได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐอื่น ๆ เช่น มาตรการกำหนดอัตราค่าใช้ไฟฟ้าหรืออาจได้รับการชดเชยจากภาครัฐที่สามารถแข่งขันได้เมื่อเทียบกับประเทศอื่น รวมถึงมาตรการจูงใจทางภาษี
อนึ่ง ในเรื่องของการบริหารจัดการทรัพย์สินที่เกิดขึ้น ได้แก่ สิทธิการใช้งานวงจร ซึ่งคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ กรมบัญชีกลาง กค. ได้มีหนังสือตอบข้อหารือ (การดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2562) สรุปได้ว่า สิทธิการใช้งานวงจรถือเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามข้อตกลงระหว่างภาคีสมาชิก โดยภาคีทั้งหลายต้องตกลงยินยอมร่วมกันตามจำนวนเงินลงทุน ถ้าระหว่างภาคีสมาชิกไม่ตกลงยินยอมร่วมกันทรัพย์สินนี้ก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ สิทธิการใช้งานวงจร จึงมิใช่พัสดุที่จัดซื้อจัดจ้างตามคำนิยามนัยมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุ พ.ศ. 2540 สำหรับกรณีการนำสิทธิการใช้งานวงจรและอุปกรณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายใต้กิจกรรมการเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายอินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศไปอนุญาตให้ บมจ. กสท โทรคมนาคม ใช้งาน จึงเป็นการที่สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมจะอนุญาตให้ บมจ. กสท โทรคมนาคม ใช้ทรัพย์สินของตน ย่อมเป็นดุลยพินิจของสำนักงานปลัดกระทรวงฯ ที่จะพิจารณา แต่ควรกำหนดแนวทางการปฏิบัติในการควบคุมเพื่อรองรับในเรื่องของสิทธิการเข้าใช้งานโครงข่ายดังกล่าวด้วย
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ ดศ. อยู่ระหว่างดำเนินการรับมอบทรัพย์สินที่เกิดขึ้นภายใต้โครงการ ASEAN Digital Hub ตามกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง และจะพิจารณาแนวทางการอนุญาตให้สิทธิการใช้งานวงจรและอุปกรณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อให้ บมจ. กสท โทรคมนาคม นำไปใช้งานตามวัตถุประสงค์ของโครงการต่อไป ซึ่งจะทำให้การเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างประเทศไทยกับประเทศต่างๆ มีค่าบริการที่ต่ำลง ส่งผลให้ผู้บริการโทรคมนาคม ผู้ประกอบธุรกิจดิจิทัล รวมถึงผู้ให้บริการเนื้อหา (Content) มีต้นทุนที่ลดลง โดยต้นทุนที่ลดลงจะได้รับการส่งต่อไปยังผู้บริโภคในที่สุด
25. เรื่อง เอกสารบันทึกการประชุมคณะทำงานร่วมระหว่างไทยกับคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจยูเรเซีย ครั้งที่ 1
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการของร่างเอกสารบันทึกการประชุมคณะทำงานร่วมระหว่างไทยกับคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจยูเรเซีย ครั้งที่ 1 และอนุมัติให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ร่วมลงนามรับรองเอกสารดังกล่าวกับรัฐมนตรีด้านการบูรณาการและเศรษฐกิจของคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจยูเรเซีย ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงร่างเอกสารบันทึกการประชุมฯ ในส่วนที่จะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินความสัมพันธ์ แต่มิใช่สาระสำคัญหรือกระทบต่อผลประโยชน์ของไทยให้กระทรวงพาณิชย์และผู้แทนไทยที่เข้าร่วมประชุมคณะทำงานร่วมฯ สามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีกครั้ง ตามที่กระทรวงพาณิชย์ เสนอ
สาระสำคัญของร่างเอกสารบันทึกการประชุมฯ มีเนื้อหาเกี่ยวกับประเด็นทั้งสองฝ่ายนำเสนอและแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจระหว่างกันให้มากขึ้น รวมทั้งการหารือเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการสร้างความร่วมมือระหว่างกัน เพื่อประโยชน์ของการดำเนินความสัมพันธ์และประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศของทั้งสองฝ่าย ในประเด็น ดังนี้ (1) ภาพรวมสถานการณ์ความร่วมมือทางการค้าและเศรษฐกิจระหว่างประเทศสมาชิกของสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซียกับไทย (2) กฎระเบียบด้านศุลกากรของสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซียและไทย (3) การดำเนินมาตรการเยียวยาทางการค้าของสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซียและไทย และโอกาสในการสร้างความร่วมมือระหว่างสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซียกับไทย (4) นโยบายการแข่งขันทางการค้าของสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซียและไทย และโอกาสในการสร้างความร่วมมือระหว่างสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซียกับไทย (5) นโยบายอุตสาหกรรมของสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซียและโอกาสในการสร้างความร่วมมือระหว่างสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซียกับไทยในภาคอุตสาหกรรม (6) นโยบายอุตสาหกรรมเกษตรของสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย และโอกาสในการสร้างความร่วมมือระหว่างสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซียกับไทยในภาคอุตสาหกรรมเกษตรและภาคการเกษตร (7) โอกาสในการสร้างความร่วมมือด้านดิจิทัลระหว่างสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซียกับไทย (8) กฎระเบียบทางเทคนิคและมาตรการด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชของสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซียในการนำเข้าสินค้าจากไทย (9) โอกาสในการประกอบธุรกิจในสหภาพเศรษฐกิจ ยูเรเซีย การเป็นตลาดเดียวด้านการค้าบริการ และการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน มาตรการส่งเสริมการลงทุนของไทย และโอกาสในการลงทุนของนักธุรกิจของสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซียและไทย (10) วันและสถานที่การประชุมคณะทำงานร่วมฯ ครั้งที่ 2 และการลงนามรับรองเอกสารบันทึกการประชุมคณะทำงานร่วมฯ ครั้งที่ 1
ทั้งนี้คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจยูเรเซียจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมคณะทำงานร่วมระหว่างไทยกับคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจยูเรเซีย ครั้งที่ 1 ในวันที่ 4 มิถุนายน 2562 ณ สำนักงานของคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจยูเรเซีย กรุงมอสโก สหพันธรัฐรัสเซีย โดยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางสาวชุติมา บุณยประภัศร) มีกำหนดจะเข้าร่วมประชุมดังกล่าว ในฐานะประธานร่วมกับรัฐมนตรีด้านการบูรณาการและเศรษฐกิจมหาภาคของคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจยูเรเซีย (นางทัตยานา วาโลวายา)
26. เรื่อง การประชุม UN – Habitat Assembly สมัยที่ 1 และร่างเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการประชุม
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบต่อร่างเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการประชุม จำนวน 3 ฉบับ ได้แก่ (1) ร่าง Rules of Procedures of the UN – Habitat Assembly (2) ร่าง Rules of Procedures of the UN – Habitat Executive Board และ (3) ร่างปฏิญญารัฐมนตรีของการประชุม UN – Habitat Assembly สมัยที่ 1 ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขร่างเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการประชุมดังกล่าว ในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทย และไม่ขัดกับหลักการที่คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบไว้ ให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ดำเนินการได้โดยให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีทราบภายหลัง ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ (30 มิถุนายน 2558) เรื่อง การจัดทำหนังสือสัญญาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เสนอ
โดยที่คณะผู้แทนไทยจะเข้าร่วมการประชุม UN – Habitat Assembly สมัยที่ 1 ระหว่างวันที่ 27 – 31 พฤษภาคม 2562 ณ กรุงไนโรบี ประเทศเคนยา ภายใต้หัวข้อหลัก “Innovation for a Better Quality of Life in Cities and Communities” โดยมีหัวข้อรอง คือ “Accelerated Implementation of the New Urban Agenda towards Achievement of the Sustainable Development Goals” และจะมีการรับเอกสารจำนวน 3 ฉบับดังกล่าว
แต่งตั้ง
27. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงการคลัง)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเสนอแต่งตั้ง นางสาวขนิษฐา สหเมธาพัฒน์ ผู้อำนวยการกองบริหารการเสียภาษีทางอิเล็กทรอนิกส์ กรมสรรพากร ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (นักวิชาการคอมพิวเตอร์ทรงคุณวุฒิ) กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง ตั้งแต่วันที่ 29 มกราคม 2562 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
28. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอแต่งตั้ง นายพรชัย แสงอังศุมาลี ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านวางแผนและโครงการ) (วิศวกรโยธาเชี่ยวชาญ) กรมชลประทาน ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านวางแผนและโครงการ) (วิศวกรโยธาทรงคุณวุฒิ) กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคม 2561 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
29. เรื่อง การปรับปรุงตำแหน่งผู้แทนสำรองของรัฐบาลไทยในสภาสมาชิก (Council of Members) ของบรรษัทประกันต่อแห่งเอเชีย
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอการปรับปรุงตำแหน่งผู้แทนสำรองของรัฐบาลไทยในสภาสมาชิก (Council of Members) ของบรรษัทประกันต่อแห่งเอเชีย (สภาสมาชิกฯ) จาก “รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลังที่กำกับดูแลสำนักนโยบายระบบการคุ้มครองผลประโยชน์ทางการเงิน” เป็น “ที่ปรึกษาหรือรองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลังที่กำกับดูแลสำนักนโยบายระบบการคุ้มครองผลประโยชน์ทางการเงิน” และสำหรับตำแหน่งผู้แทนให้เป็นไปตามเดิม
30. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลเครดิต
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอแต่งตั้ง นางอัมพร ปุรินทวรกุล เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเงินการธนาคารในคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลเครดิต แทนผู้ที่ลาออก ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2562 เป็นต้นไป
31. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่รองนายกรัฐมนตรี (พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ) รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ แทนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมที่ลาออก จำนวน 2 คน ดังนี้
1. นางสาวบัณฑรโฉม แก้วสอาด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสาขาบริหารธุรกิจ
2. นายดิสทัต โหตระกิตย์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2562 เป็นต้นไป
32. เรื่อง แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ จำนวน 14 คน แทนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมที่ดำรงตำแหน่งครบวาระสี่ปี ดังนี้
ผู้ทรงคุณวุฒิภาคเอกชน
1. นางปัจฉิมา ธนสันติ สาขานิติศาสตร์
2. นายชัยปิติ ม่วงกูล สาขานิติศาสตร์
(ผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภค)
3. นางลัดดาวัลย์ กรรณนุช สาขาเกษตรศาสตร์
4. นางมยุรา มานะธัญญา สาขาเศรษฐศาสตร์
5. นายอัคคพันธ์ ลีวุฒินันท์ สาขาเศรษฐศาสตร์
6. นายทรงพล สมศรี สาขาเกษตรศาสตร์
ผู้ทรงคุณวุฒิภาครัฐ
7. นายธนิต ชังถาวร สาขานิติศาสตร์
8. นายวุฒิพงษ์ อินทรธรรม สาขาวิทยาศาสตร์
9. นางสาวจูอะดี พงศ์มณีรัตน์ สาขาเกษตรศาสตร์
10. นางสาวศิริพร บุญชู สาขาเกษตรศาสตร์
11. นายสมหมาย เตชวาล สาขาภูมิศาสตร์
12. นางสาวศศิวิมล มีจรูญสม สาขาวิทยาศาสตร์
13. นางสาวศุทธินี อินทรกำแหง สาขาวิทยาศาสตร์
14. นายชูศักดิ์ ชื่นประโยชน์ สาขาเศรษฐศาสตร์
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2562 เป็นต้นไป
33. เรื่อง การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ รวม 6 คน แทนประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมที่ดำรงตำแหน่งครบวาระสี่ปี ดังนี้
1. นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานกรรมการ
2. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ยุวดี นาคะผดุงรัตน์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
(ด้านวิทยาศาสตร์และการศึกษา)
3. ผู้ช่วยศาสตราจารย์รัฐชาติ มงคลนาวิน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
(ด้านวิทยาศาสตร์และการศึกษา)
4. นายสัมพันธ์ ศิลปนาฎ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
(ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี)
5. ศาสตราจารย์สุรเดช หงส์อิง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
(ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี)
6. ศาสตราจารย์สุรศักดิ์ ลิขสิทธิ์วัฒนกุล กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
(ด้านกฎหมายและการบริหารงานบุคคล)
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2562 เป็นต้นไป
34. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการในคณะกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอแต่งตั้งกรรมการในคณะกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (คณะกรรมการ กนอ.) แทนตำแหน่งที่ว่าง จำนวน 2 คน ดังนี้ 1. พลตรี กานต์ กลัมพสุต 2. นายสาคร ชนะไพฑูรย์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2562 เป็นต้นไป
35. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เสนอแต่งตั้ง นายพงษ์แพทย์ เพ่งวาณิชย์ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ แทนตำแหน่งที่ว่าง ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2562 เป็นต้นไป
36. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) จำนวน 2 ราย ดังนี้
1. นายรพี สุจริตกุล เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการประกันภัยใน คปภ.
2. นายสุวิชญ โรจนวานิช เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านเศรษฐศาสตร์ใน คปภ.
ทั้งนี้ ให้มีผลนับตั้งแต่วันที่กระทรวงการคลังมีคำสั่งแต่งตั้ง
37. เรื่อง การรักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติเป็นหลักการมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี (นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์) เป็นผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในลำดับที่ 3 ในกรณีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไม่อาจปฏิบัติราชการได้ และไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี