วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2569
“เสธ.หนั่น” หรือ พลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ ได้ ถึงแก่อนิจกรรมอย่างสงบเมื่อเย็นวันที่ 15 กุมภาพันธ์สิริอายุรวม 78 ปี
ทั้งนี้ ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์อุดมคชินทร คณบดีคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล ได้ชี้แจง ว่า ตามที่พลตรี สนั่น เข้ารับการรักษาพยาบาล ณ หออภิบาลการหายใจ ตึกอัษฎางค์ ชั้น 2 รพ.ศิริราช ตั้งแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน 2555 ด้วยปัญหาโรคระบบทางเดินหายใจ (ถุงลมโป่งพอง) นั้น ซึ่งตลอดระยะเวลาแพทย์ได้ให้การรักษาเพื่อป้องกันการติดเชื้อ และยังใช้เครื่องช่วยหายใจ รวมทั้งเฝ้าระวังอาการอย่างใกล้ชิด
จนกระทั่งในวันนี้(15 กุมภาพันธ์) พลตรี สนั่น ขจรประศาสน์มีอาการติดเชื้อในกระแสโลหิตอย่างรุนแรง ส่งผลให้ภาวะการไหลเวียนโลหิตและระบบการหายใจล้มเหลว ทำให้เสียชีวิตอย่างสงบในเวลา 17.09 น.
ย้อนอดีตประวัติ”เสธ.หนั่น”
สำหรับพล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา เกิดเมื่อวันที่ 7 ก.ย. 2478 โดยการศึกษาจบจาก นักเรียนนายร้อยทหารบกอบรม (หากเทียบรุ่นเเล้วจะอยู่ในจปร.7 )หรือกลุ่มยังเติร์ก นอกนั้นยังมีปริญญาตรีโท อีกหลายสาขา
สำหรับประวัติการทำงาน พล.ต.สนั่น เคยดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลนายชวน หลีกภัย นายสมัคร สุนทรเวช นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และนายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ , เคยดำรงตำแหน่ง รมว.มหาดไทย,รมว.อุตสาหกรรม ,รมว.เกษตรและสหกรณ์,รมช.คมนาคม ,ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยเเละประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา ,หัวหน้าพรรคมหาชน ,เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์,รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์,กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์,สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดพิจิตร เเละบัญชีรายชื่อ
พล.ต.สนั่น เป็นชาวจังหวัดพิจิตรเคยรับราชการเป็นทหารบก เหล่าทหารม้า มียศทางทหารสุดท้ายคือพ.ท. ก่อนจะถูกให้ออกจากราชการ เมื่อพ.ศ. 2520 เมื่อร่วมก่อการกบฏ 26 มี.ค.2520 ซึ่งมีพล.อ.ฉลาด หิรัญศิริเป็นหัวหน้า จากนั้นได้รับการโปรดเกล้าฯเป็นพล.ต. พล.ต.สนั่นสมรสกับนางฉวีวรรณ ขจรประศาสน์ มีบุตร-ธิดารวม 4 คน คือนางสาวบงกชรัตน์ ขจรประศาสน์, นางสาวปัทมารัตน์ ขจรประศาสน์,นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ รมช.เกษตรเเละสหกรณ์ในปัจจุบัน และนางสาววัฒนีพร ขจรประศาสน์ ธุรกิจส่วนตัวคือฟาร์มนกกระจอกเทศชื่อ “ขจรฟาร์ม” นอกจากนี้ยังทำไร่องุ่นดงเจริญ และผลิตไวน์ชื่อ “ชาโต เดอ ชาละวัน” ซึ่งสอดคล้องกับรสนิยมส่วนตัวที่ทราบกันทั่วไปคือชอบดื่มไวน์
ปลายปี2540 พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ถูกแรงกดดันให้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เนื่องจากการลดค่าเงินบาทในวันที่ 2 ก.ค.2540 และตัดสินใจลาออกเมื่อวันที่ 6 พ.ย. 2540 ต่อมาวันที่ 9 พ.ย. 2540 นายเสนาะ เทียนทอง เลขาธิการพรรคความหวังใหม่ ได้จัดแถลงข่าวยืนยันการจัดตั้งรัฐบาลโดยมี พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ในเวลาเดียวกัน พล.ต.สนั่นก็เปิดแถลงข่าวเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลด้วย โดยมีเสียงสนับสนุนจากพรรคกิจสังคมของ นายมนตรี พงษ์พานิช ที่ย้ายฟากมาจากพรรคร่วมรัฐบาลเดิมอย่างกะทันหัน และมีตัวแปรสำคัญคือส.ส. พรรคประชากรไทย จำนวน 12 คน นำโดยนายวัฒนา อัศวเหม และนายฉลอง เรี่ยวแรง ที่เข้าร่วมสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ ขณะที่หัวหน้าพรรคประชากรไทย คือนายสมัคร สุนทรเวช ไม่ทราบมาก่อนและยังสนับสนุนฝ่ายพล.อ.ชาติชาย ทำให้สถานการณ์พลิกกลับอย่างรวดเร็ว กลายเป็นเสียงฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์มีมากกว่า และทำให้นายชวน หลีกภัย ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นสมัยที่ 2 ในที่สุด หลังเหตุการณ์ครั้งนี้ นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคประชากรไทย ได้กล่าวเปรียบเทียบว่า ตนเป็นเหมือนชาวนาในนิทานอีสป เรื่อง “ชาวนากับงูเห่า”
ต่อมานายอดิศร เพียงเกษ ส.ส.จังหวัดขอนแก่น พรรคความหวังใหม่ ได้เปิดเผยข้อมูลระหว่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจพลตรีสนั่นว่า พล.ต.สนั่น แสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินเป็นเท็จต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยระบุว่ามีการกู้ยืมเงินจำนวน 45 ล้านบาท จากบริษัท เอเอเอส ออโต้เซอร์วิส จำกัด ทั้งๆที่ไม่มีการกู้ยืมจริง ต่อมานายวีระ สมความคิด ประธานกลุ่มพิทักษ์สิทธิเสรีภาพประชาชน ได้ยื่นหนังสือต่อ ป.ป.ช. ให้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง จนคดีเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย และต่อมาศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยเป็นเอกฉันท์ เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2543 ว่าพล.ต.สนั่น มีความผิด ฐานจงใจแสดงบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2540 มาตรา 295 ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปีเป็นคนเเรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทยเเละได้เปิดโรงเรียนการเมืองขึ้นในช่วงเวลานั้น
หลังพ้นโทษพล.ต.สนั่นกลับมาทำงานให้พรรคประชาธิปัตย์ระยะหนึ่งเเละได้ลาออกไปก่อตั้งพรรคมหาชนขึ้นโดยมีนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นหัวหน้าพรรคคนแรก ส่งผู้สมัครส.ส.รับเลือกตั้งในการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2548 และต่อมา พล.ต.สนั่น ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคคนต่อมา
ในช่วงปี2550-2551 พล.ต.สนั่นมาทำงานกับพรรคชาติไทยเเละร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชนในตำเเหน่งรองนายกรัฐมนตรี ช่วงนั้นเกิดการชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปำตยรอบที่สอง โดยมีการยึดทำเนียบรัฐบาลเเละสนามบินสุวรรณภูมิ ต่อมาปลายปี2551เมื่อมีการเปลี่ยนขั้วรัฐบาลหลังจากพรรคชาติไทย,พรรคมัชฌิมาธิปไตยเเละพรรคพลังประชาชนโดนศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรค พล.ต.สนั่นเป็นเเกนนำตั้งพรรคชาติไทยพัฒนาขึ้นร่วมกับนายชุมพล ศิลปอาชา เเละย้ายขั้วมาร่วมรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี จากนั้นเกิดวิกฤตการเมืองในปี2552-2553จากการต่อต้านรัฐบาลชุดนี้จากนปช. สุดท้ายพล.ต.สนั่นเสนอเเนวทางการปรองดองเเห่งชาติเพื่อเเก้ปัญหาการเมือง เเละเป็นนายประกันให้กับเเกนนำนปช.ให้ออกมาต่อสู้คดีก่อการร้าย
ในวันที่12 มี.ค.พ.ศ. 2555 พล.ต.สนั่น ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา ได้ประกาศยุติบทบาททางการเมือง โดยขอยุติการทำหน้าที่ในฐานะ ส.ส. แต่ยังคงพร้อมที่จะช่วยงานในส่วนของพรรค และงานการเมืองของประเทศต่อไป
ปชป.จี้ยิ่งลักษณ์รับผิดชอบ
วันเดียวกันนายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) แถลงข่าว โดยตอกย้ำถึงเรื่องที่ผู้ตรวจการแผ่นดินมีความเห็นไปยัง น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเพื่อสั่งให้กระทรวงการต่างประเทศ ทบทวนเกี่ยวกับการออกหนังสือเดินทางให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นักโทษหนีอาญาแผ่นดิน
“การออกหนังสือเดินทางให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่เป็นไปตามระเบียบกระทรวงการต่างประเทศว่าด้วยการออกหนังสือเดินทางพ.ศ. 2548 ข้อ 21 ซึ่งผมได้ย้ำหลายครั้งแล้วในเรื่องนี้แต่นายสุรพงษ์โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศก็แถไปข้าง ๆ คู ๆ เพราะการเพิกถอนใช้ข้อ 23 แต่การออกหนังสือเดินทางต้องใช้ระเบียบข้อ 21 โดย พ.ต.ท.ทักษิณ เข้าข่ายที่จะไม่ได้รับการออกหนังสือเดินทางเพราะเป็นผู้ที่ศาลไม่ให้เดินทางออกนอกประเทศ”นายชวนนท์ ระบุ
ต้องถอนพาสปอรต์ใน30วัน
และว่า เมื่อผู้ตรวจการแผ่นดินให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาเพิกถอนหนังสือเดินทาง พ.ต.ท.ทักษิณ ภายในสามสิบวันนั้นจะมีการดำเนินการหรือไม่ ซึ่งจะเป็นบทพิสูจน์นางสาวยิ่งลักษณ์ว่าเป็นนายกรัฐมนตรีตัวจริงของประเทศไทยหรือไม่ ด้วยการปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีที่ดีเพิกถอนการออกหนังสือเดินทางโดยมิชอบด้วยการยึดพาสปอร์ตคืนจากพี่ชายตัวเอง โดยมีเวลาคิด 30 วัน แต่ถ้าไม่กล้าทำ ไม่กล้ารับรู้ ปฏิเสธที่จะปฏิบัติหน้าที่ที่ถูกต้องในตำแหน่งนายกฯแล้วนอกจากจะถูกกล่าวหาว่าเป็นนายกฯแสตนอินแล้วนายกฯจะถูกข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายอาญามาตรา 157 เช่นเดียวกัน ดังนั้นสามสิบวันต่อจากนี้ไปจึงเป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับนางสาวยิ่งลักษณ์ว่าพร้อมที่จะเป็นนายกฯประเทศไทยหรือไม่ หรือเป็นได้แค่นายกฯที่ถูกครหาว่าเป็นแค่นายกฯตัดริบบิ้นเท่านั้น เพราะชัดเจนว่าเป็นนโยบายของรัฐบาลแต่อำนาจอยู่ที่ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ดังนั้นใครที่เกี่ยวข้องก็ต้องดำเนินการไปตามนั้น
“ผมคิดว่าข้าราชการตกเป็นเหยื่อของนายสุรพงษ์ในกรณีนี้ เพราะอำนาจอยู่ที่ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ จึงเตือนมาตลอดว่าถ้าฟังนักการเมืองมากเกินไปจะตกเป็นเหยื่อ และหนีไม่พ้นที่จะต้องรับผิดชอบแต่นางสาวยิ่งลักษณ์ก็จะต้องรับผิดชอบด้วยเช่นเดียวกัน จะประสานผู้ตรวจการแผ่นดินว่ามีส่วนใดสามารถมอบให้ทางพรรคเพิ่มเติมดำเนินคดีกับ รมว.ต่างประเทศที่อยู่ในการไต่สวนของป.ป.ช.ได้บ้าง” นายชวนนท์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในประเด็นที่ผู้ตรวจการให้มีหนังสือถึงนายกฯ เพื่อสั่งให้กระทรวงการต่างประเทศ ทบทวนการออกหนังสือเดินทางให้ พ.ต.ท.ทักษิณ นั้น ทาง นส.ยิ่งลักษณ์ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ ว่า เป็นหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศ และยืนยันว่าตนเองไม่ได้เข้าไปแทรกแซงการคืนหนังสือเดินทางดังกล่าว ทั้งหมด เพราะถือว่าทุกอย่างให้เจ้าหน้าที่ทำตามขั้นตอน และตำตามอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่
นอกจากนี้นายกรัฐมนตรี ยังปฎิเสธข่าวลือถึงเรื่องที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ผู้เป็นพี่ชาย นั่งเครื่องบินเจต มาลงจอดที่ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย “ไม่มีและไม่ควรทราบเรื่องนี้มาก่อน”นส.ยิ่งลักษณ์ ระบุ
“นพดล”ยันไม่ได้มาเมืองไทย
ด้าน นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ระบุในเฟซบุ๊กส่วนตัว ยืนยันว่า ขณะนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ที่เมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ส่วนที่มีการเสนอข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ แอบเดินทางมาพักที่ดอยแม่สลอง จ.เชียงราย นั้น ขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง ที่ลือกันว่า พ.ต.ท.ทักษิณ มาเชียงราย ถ้าคนคิดเป็น จะคิดได้ว่าการนั่งเครื่องบินเดินทางไปไหนจะต้องมีการขอบินผ่านและขอลงจอด ต่อไปคงลือกันว่า พ.ต.ท.ทักษิณเดินข้ามแม่น้ำได้
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี