วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569
4 มิ.ย.62 เวลา 09.00 น.ที่ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งสรุปสาระสำคัญดังนี้
กฎหมาย
1. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. (มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ย่อยสลายได้เองทางชีวภาพ)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติดังนี้
1. อนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้
2. ให้กระทรวงการคลังรับความเห็นของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและสำนักงบประมาณไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย
3. ให้กระทรวงอุตสาหกรรมรับความเห็นของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย
กค. เสนอว่า
1. แนวทางกำหนดมาตรการทางการเงินหรือการคลังในการสนับสนุนผู้ประกอบการหรือประชาชนที่สามารถลดปริมาณการใช้พลาสติกที่จะกลายเป็นขยะตกค้างที่ย่อยสลายได้ตามมติคณะรัฐมนตรี (17 กรกฎาคม 2561) กค. พิจารณาแล้วเห็นสมควรกำหนดมาตรการโดยการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสามารถนำรายจ่ายจากการซื้อบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ย่อยสลายได้เองทางชีวภาพที่ได้รับใบรับรองผลิตภัณฑ์จากกระทรวงอุตสาหกรรม มาหักเป็นรายจ่ายได้อีกเป็นจำนวนร้อยละยี่สิบห้า ทั้งนี้ สำหรับรายจ่ายที่ได้จ่ายไปสำหรับเงินได้ที่ได้จ่ายไปตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564
2. กค. ได้พิจารณาการสูญเสียรายได้ของรัฐตามมาตรา 27 และมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 แล้ว โดยสถาบันพลาสติกได้จัดทำประมาณการตลาดที่คาดว่าจะตอบรับมาตรการการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีว่า ผู้ประกอบการจะเปลี่ยนมาใช้เม็ดพลาสติกชีวภาพเพื่อการผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ย่อยสลายได้เองทางชีวภาพประมาณร้อยละ 10 ต่อปี ของปริมาณบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่มีการผลิตอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งการกำหนดสิทธิประโยชน์ทางภาษีนี้จะทำให้ภาครัฐสูญเสียรายได้ประมาณ 1,300 ล้านบาท แต่จะช่วยส่งเสริมการผลิตและการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ เป็นทางเลือกของการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อใช้ทดแทนพลาสติกที่สลายตัวไม่ได้ทางชีวภาพ อันจะช่วยส่งเสริมให้บรรลุเป้าประสงค์ในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็น Bio Hub of ASEAN ช่วยลดต้นทุนบรรจุภัณฑ์และส่งเสริมให้มีการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ย่อยสลายได้เองทางชีวภาพ ส่งเสริมให้ภาคธุรกิจรวมทั้งประชาชนมีความสนใจตระหนักในการประหยัดพลังงานและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น ช่วยลดปริมาณขยะและสิ่งตกค้างที่ไม่ย่อยสลาย ส่งผลดีในเรื่องการดูแลปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศและลดงบประมาณของภาครัฐในการกำจัดขยะตกค้างและการดูแลปัญหาสิ่งแวดล้อมได้
สาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกา
กำหนดให้ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสำหรับเงินได้เป็นจำนวนร้อยละยี่สิบห้าของรายจ่ายที่ได้จ่ายเป็นค่าซื้อบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ย่อยสลายได้เองทางชีวภาพ และได้รับการรับรองจากกระทรวงอุตสาหกรรม สำหรับเงินได้ที่ได้จ่ายไปตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564 ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด
2. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. [ขยายระยะเวลามาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการดำเนินธุรกิจของ SMEs (มาตรการพี่ช่วยน้อง)]
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้
สาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกา
กำหนดให้ยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยที่มีสินทรัพย์ถาวรซึ่งไม่รวมที่ดินเกิน 200 ล้านบาท และมีการจ้างแรงงานเกิน 200 คน เป็นจำนวน 2 เท่า ของรายจ่ายที่ได้จ่ายไปเพื่อส่งเสริมการดำเนินธุรกิจของบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ที่มีสินทรัพย์ถาวรซึ่งไม่รวมที่ดินไม่เกิน 200 ล้านบาท และมีการจ้างแรงงานไม่เกิน 200 คน แต่เมื่อรวมกับรายจ่ายที่จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนการศึกษาสำหรับโครงการที่กระทรวงศึกษาธิการให้ความเห็นชอบ รายจ่ายที่จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดสร้างและการบำรุงรักษาสนามเด็กเล่น สวนสาธารณะ หรือสนามกีฬาของเอกชน ที่เปิดให้ประชาชนใช้เป็นการทั่วไปโดยไม่เก็บค่าบริการใด ๆ หรือสนามเด็กเล่น สวนสาธารณะ หรือสนามกีฬาของทางราชการ และค่าใช้จ่ายที่ต้องนำมารวมคำนวณรวมกับค่าใช้จ่ายดังกล่าวแล้ว ต้องไม่เกินร้อยละสิบของกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะหรือเพื่อการสาธารณประโยชน์ และรายจ่ายเพื่อการศึกษาหรือเพื่อการกีฬาตามมาตรา 65 ตรี (3) แห่งประมวลรัษฎากร ทั้งนี้ สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2562 แต่ไม่เกินวันที่ 31 ธันวาคม 2563
3. เรื่อง ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ….) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการระดมทุนของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ….) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้
สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง
ร่างกฎกระทรวงที่กระทรวงการคลังเสนอ เป็นการกำหนดสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อส่งเสริมภารกิจของธนาคารอาคารสงเคราะห์ในการสนับสนุนให้ประชาชนได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง และการระดมเงินโดยการออกผลิตภัณฑ์สลากออมทรัพย์ และเงินฝากประเภทออมทรัพย์ เพื่อนำมาใช้ในโครงการสินเชื่อต่าง ๆ ของธนาคาร และตามนโยบายของรัฐบาล รวมทั้งเพื่อสร้างความเป็นธรรมในด้านภาระภาษีสำหรับผลิตภัณฑ์สลากออมทรัพย์ และเงินฝากประเภทออมทรัพย์ในลักษณะเดียวกันของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ โดยมีสาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง ดังนี้
1. กำหนดให้ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับดอกเบี้ยและรางวัลสลากออมทรัพย์ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ แต่ไม่รวมถึงดอกเบี้ยซึ่งผู้รับมิใช่ผู้ทรงคนแรก ทั้งนี้ สำหรับสลากออมทรัพย์ที่ออกจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2562 เป็นต้นไป
2. กำหนดให้ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับดอกเบี้ยเงินฝากประเภทออมทรัพย์ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ ทั้งนี้ สำหรับดอกเบี้ยที่คำนวณตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2562 เป็นต้นไป
4. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาถอนสภาพที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันในท้องที่ตำบลโคกโคเฒ่า อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี พ.ศ. ….
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาถอนสภาพที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ในท้องที่ตำบลโคกโคเฒ่า อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้ และให้กระทรวงมหาดไทยรับความเห็นของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย
สาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกา
กำหนดให้ถอนสภาพที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันแปลงที่ 1 “ที่จับสัตว์น้ำลาดขะโมยฯ” บางส่วน และแปลงที่ 2 “ลาดชะโดสาธารณประโยชน์” ในท้องที่ตำบลโคกโคเฒ่า อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อมอบหมายให้มหาวิทยาลัยสวนดุสิตใช้เป็นที่ตั้งมหาวิทยาลัยสวนดุสิต วิทยาเขตสุพรรณบุรี
5. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาเพิกถอนเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ป่าลุ่มน้ำปาย บางส่วน ในท้องที่ตำบลเวียงใต้ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน พ.ศ. ….
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาเพิกถอนเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ป่าลุ่มน้ำปาย บางส่วน ในท้องที่ตำบลเวียงใต้ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้ และให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรับความเห็นของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย
สาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกา
กำหนดให้เพิกถอนเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ป่าลุ่มน้ำปาย บางส่วน ในท้องที่ตำบลเวียงใต้ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ออกจากการเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ตามที่กำหนดไว้โดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 341 ลงวันที่ 13 ธันวาคม พุทธศักราช 2515 และกำหนดให้บริเวณที่ดินป่าลุ่มน้ำปาย ซึ่งอยู่ในท้องที่ตำบลปางมะผ้า ตำบลห้วยผา ตำบลปางหมู อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน ตำบลแม่นางเติง ตำบลเวียงใต้ และตำบลทุ่งยาว อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า
6. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดลุ่มน้ำ จำนวน 14 ฉบับ
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติและรับทราบ ดังนี้
1. อนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดลุ่มน้ำ จำนวน 14 ฉบับ ประกอบด้วย
1.1 ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดลุ่มน้ำสาละวิน พ.ศ. ....
1.2 ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดลุ่มน้ำปิง พ.ศ. ....
1.3 ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดลุ่มน้ำวัง พ.ศ. ....
1.4 ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดลุ่มน้ำยม พ.ศ. ....
1.5 ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดลุ่มน้ำน่าน พ.ศ. ....
1.6 ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดลุ่มน้ำโขงเหนือ พ.ศ. ....
1.7 ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดลุ่มน้ำเจ้าพระยา พ.ศ. ....
1.8 ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดลุ่มน้ำป่าสัก พ.ศ. ....
1.9 ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดลุ่มน้ำบางปะกง พ.ศ. ....
1.10 ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดลุ่มน้ำโตนเลสาป พ.ศ. ....
1.11 ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดลุ่มน้ำแม่กลอง พ.ศ. ....
1.12 ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดลุ่มน้ำโขงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พ.ศ. ....
1.13 ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดลุ่มน้ำชี พ.ศ. ....
1.14 ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดลุ่มน้ำมูล พ.ศ. ....
ตามที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับความเห็นของกระทรวงการต่างประเทศไปประกอบการพิจารณาด้วยแล้วดำเนินการต่อไปได้
2. รับทราบรายงานเหตุผลที่ไม่อาจดำเนินการจัดทำกฎหมายลำดับรองได้ภายในกำหนดระยะเวลาตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561
3. ให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติรับความเห็นของกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาและสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการ แล้วแจ้งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาทราบเพื่อประกอบการพิจารณาร่างพระราชกฤษฎีกาในเรื่องนี้ต่อไปด้วย
4. ให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติเร่งรัดดำเนินการนำร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดลุ่มน้ำชายฝั่งอ่าวไทยตะวันตก ลุ่มน้ำสะแกกรัง ลุ่มน้ำท่าจีน ลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออก ลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันออกตอนบน ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันออกตอนล่าง และลุ่มน้ำฝั่งตะวันตก เสนอต่อคณะรัฐมนตรีโดยเร็วต่อไปด้วย
สทนช. เสนอว่า
1. โดยที่พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 มาตรา 25 บัญญัติให้เพื่อประโยชน์ในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ให้มีการกำหนดลุ่มน้ำ ซึ่งหมายถึงบริเวณพื้นที่ซึ่งครอบคลุมลำน้ำธรรมชาติซึ่งเป็นแหล่งที่รวมน้ำให้ไหลลงสู่ลำน้ำ โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ทั้งนี้ ให้คำนึงถึงสภาพอุทกวิทยา สภาพภูมิศาสตร์ ระบบนิเวศ การตั้งถิ่นฐาน การผังเมือง ผังน้ำและเขตการปกครองประกอบด้วย และพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวต้องมีแผนที่แสดงแนวเขตลุ่มน้ำแนบท้ายพระราชกฤษฎีกา และให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของพระราชกฤษฎีกา ดังนั้น การกำหนดลุ่มน้ำ จึงต้องตราเป็นพระราชกฤษฎีกาและมีแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกาด้วย
2. สำหรับการกำหนดลุ่มน้ำนั้น เดิมเมื่อปี 2536 คณะกรรมการอุทกวิทยาแห่งชาติ ได้แบ่งพื้นที่ลุ่มน้ำเป็น 25 ลุ่มน้ำ ต่อมาในปี 2550 กรมทรัพยากรน้ำได้ทบทวนและจัดทำมาตรฐานใหม่ แต่มิได้มีผลบังคับทางกฎหมาย ส่งผลให้เกิดปัญหาเชิงการบริหารจัดการที่ขาดเอกภาพไม่ต่อเนื่องเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะวิกฤต ประกอบกับในปัจจุบันความก้าวหน้าทันสมัยของเทคโนโลยีสามารถวิเคราะห์ผลได้ละเอียดแม่นยำมากขึ้น จึงจำเป็นต้องมีการทบทวนการแบ่งพื้นที่ลุ่มน้ำขึ้นใหม่
3. สทนช. ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ศึกษาทบทวนขอบเขตการแบ่งพื้นที่ลุ่มน้ำที่เหมาะสมสำหรับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและผลกระทบจากการแบ่งพื้นที่ลุ่มน้ำในปี 2561 สรุปผลการศึกษาให้ปรับปรุงลุ่มน้ำ 25 ลุ่มน้ำ เป็น 22 ลุ่มน้ำ ได้แก่ ลุ่มน้ำสาละวิน ลุ่มน้ำโขงเหนือ ลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือ ลุ่มน้ำชี ลุ่มน้ำมูล ลุ่มน้ำปิง ลุ่มน้ำวัง ลุ่มน้ำยม ลุ่มน้ำน่าน ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ลุ่มน้ำสะแกกรัง ลุ่มน้ำป่าสัก ลุ่มน้ำท่าจีน ลุ่มน้ำแม่กลอง ลุ่มน้ำบางปะกง ลุ่มน้ำโตนเลสาป ลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออก ลุ่มน้ำเพชรบุรี – ประจวบคีรีขันธ์ ลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันออกตอนบน ลุ่มน้ำทะเลสงขลา ลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันออกตอนล่าง และลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันตก
4. คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ในคราวประชุมเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2561 ได้มีมติเห็นชอบในหลักการการแบ่งพื้นที่ลุ่มน้ำ จำนวน 22 ลุ่มน้ำ และให้ สทนช. ดำเนินการจัดทำแผนที่ลุ่มน้ำ และให้มีการตราพระราชกฤษฎีกากำหนดลุ่มน้ำตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำฯ ต่อไป
5. สทนช. จึงได้ดำเนินการยกร่างพระราชกฤษฎีกาเพื่อกำหนดเขตลุ่มน้ำทั้ง 22 ลุ่มน้ำ แต่เนื่องจากคณะกรรมการลุ่มน้ำที่เกี่ยวข้องขอเปลี่ยนชื่อลุ่มน้ำจาก “ลุมน้ำเพชรบุรี – ประจวบคีรีขันธ์” เป็น “ลุ่มน้ำชายฝั่งอ่าวไทยตะวันตก” ส่วนลุ่มน้ำสะแกกรัง ลุ่มน้ำท่าจีน ลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออก ลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันออกตอนบน ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันออกตอนล่าง และลุ่มน้ำฝั่งตะวันตก จำนวน 7 ลุ่มน้ำ อยู่ระหว่างการตรวจสอบและยืนยันความเห็นจากคณะกรรมการลุ่มน้ำที่เกี่ยวข้อง และการตราพระราชกฤษฎีกากำหนดลุ่มน้ำนี้ จะเป็นฐานในการออกกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวเนื่องกัน เช่น ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการได้มาซึ่งกรรมการลุ่มน้ำ ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรรมการผู้แทนองค์กรผู้ใช้น้ำและกรรมการลุ่มน้ำผู้ทรงคุณวุฒิ และร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกกรรมการผู้แทนคณะกรรมการลุ่มน้ำในคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ดังนั้น สทนช. จึงเห็นสมควรดำเนินการร่างพระราชกฤษฎีกา จำนวน 14 ฉบับดังกล่าว ต่อไป
6. โดยที่มาตรา 106 แห่งพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 บัญญัติให้การดำเนินการตราพระราชกฤษฎีกาตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ หากไม่สามารถดำเนินการได้ ให้นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แล้วแต่กรณี รายงานเหตุผลที่ไม่อาจดำเนินการได้ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ ดังนั้น สทนช. จึงได้รายงานต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบถึงเหตุผลความจำเป็นที่ไม่อาจดำเนินการตราพระราชกฤษฎีกาฯ ได้ทัน ภายในวันที่ 26 เมษายน 2562 ตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เนื่องจากมีความจำเป็นต้องดำเนินการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการแบ่งพื้นที่ลุ่มน้ำเพิ่มเติมให้ครอบคลุมมิติต่าง ๆ โดยคำนึงถึงสภาพอุทกวิทยา สภาพภูมิศาสตร์ ระบบนิเวศ การตั้งถิ่นฐาน การผังเมือง ผังน้ำ และเขตการปกครอง ประกอบกับการจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นอาจไม่เหมาะสมที่จะดำเนินการในช่วงที่มีการกำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 24 มีนาคม 2562 นอกจากนี้ ในการจัดทำร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวต้องระบุเขตพื้นที่การปกครองจนถึงระดับตำบล และครอบคลุมพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ซึ่งมีข้อมูลเป็นจำนวนมาก เพื่อให้การกำหนดขอบเขตลุ่มน้ำเป็นไปอย่างถูกต้อง เหมาะสม และลดข้อผิดพลาดที่จะมีผลกระทบต่อการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในแต่ละลุ่มน้ำ เช่น การคัดเลือกคณะกรรมการลุ่มน้ำ การจัดทำแผนแม่บทการใช้ การพัฒนา การบริหารจัดการ การบำรุงรักษา การฟื้นฟู และการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำ การจัดทำแผนป้องกันภาวะน้ำแล้งและภาวะน้ำท่วม การประกาศเขตภาวะน้ำแล้ง การขออนุญาตการใช้น้ำประเภทต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งจึงจำเป็นต้องตรวจสอบข้อมูลโดยละเอียดรอบคอบ เพื่อความถูกต้อง เหมาะสม และลดข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น จึงได้เสนอร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดลุ่มน้ำ จำนวน 14 ฉบับ มาเพื่อดำเนินการ
สาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกาฯ
ร่างพระราชกฤษฎีกาฯ จำนวน 14 ฉบับ ที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติเสนอ เป็นการกำหนดลุ่มน้ำ ได้แก่ ลุ่มน้ำสาละวิน ลุ่มน้ำปิง ลุ่มน้ำวัง ลุ่มน้ำยม ลุ่มน้ำน่าน ลุ่มน้ำโขงเหนือ ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ลุ่มน้ำป่าสัก ลุ่มน้ำบางปะกง ลุ่มน้ำโตนเลสาป ลุ่มน้ำแม่กลอง ลุ่มน้ำโขงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ลุ่มน้ำชี และลุ่มน้ำมูล เพื่อประโยชน์ในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในระดับลุ่มน้ำให้สามารถดำเนินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นไปตามข้อกฎหมาย และคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติได้มีมติเห็นชอบในหลักการการกำหนดลุ่มน้ำดังกล่าวแล้ว
เศรษฐกิจ - สังคม
7. เรื่อง ขออนุมัติขยายระยะเวลาการเบิกจ่ายเงินกู้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (Development Policy Loan : เงินกู้ DPL) ของโครงการจัดทำระบบศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง (Central Clearing House : CCH)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติขยายระยะเวลาการเบิกจ่ายเงินกู้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (Development Policy Loan : เงินกู้ DPL) สำหรับโครงการจัดทำระบบศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง (Central Clearing House : CCH) ของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) โดยให้สามารถเบิกจ่ายเงินได้ภายใน 1 เดือน หลังจากคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้ขยายระยะเวลาการเบิกจ่ายแล้ว ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
ภายหลังที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2561 [เรื่อง การบริหารโครงการเงินกู้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (Development Policy Loan : เงินกู้ DPL)] รับทราบสถานะและผลการเร่งรัดส่วนราชการเจ้าของโครงการดำเนินโครงการเงินกู้ DPL และอนุมัติให้ขยายระยะเวลาการดำเนินโครงการและการเบิกจ่ายเงินกู้ DPL ของโครงการต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงอนุมัติการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการจัดทำระบบศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง (Central Clearing House : CCH) ของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) โดยให้เบิกจ่ายให้แล้วเสร็จภายในเดือนมกราคม 2562 และให้ สนข. ดำเนินการตามสัญญาที่ผูกพันไว้กับผู้รับจ้างตามกฎหมายและระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุภาครัฐนั้น ต่อมาสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะได้ประสานงานกับหน่วยงานเจ้าของโครงการต่าง ๆ ที่อยู่ระหว่างการดำเนินโครงการและอยู่ระหว่างการเบิกจ่ายเงินกู้ DPL เพื่อติดตามความก้าวหน้าและเร่งรัดการดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินกู้ DPL ให้แล้วเสร็จตามนัยมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว ซึ่งพบว่ามีโครงการจัดทำระบบศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง (CCH) ของ สนข.ที่ดำเนินโครงการแล้วเสร็จ แต่ไม่สามารถเบิกจ่ายภายในเดือนมกราคม 2562 ได้ ในครั้งนี้กระทรวงการคลังจึงเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติขยายระยะเวลาการเบิกจ่ายเงินกู้ DPL สำหรับโครงการจัดทำระบบศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง (CCH) ของ สนข. โดยให้สามารถเบิกจ่ายเงินได้ภายใน 1 เดือน หลังจากคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้ขยายระยะเวลาการเบิกจ่ายแล้ว
8. เรื่อง การโอนเงินหรือสินทรัพย์ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเพื่อชำระคืนต้นเงินกู้ FIDF 1 และ FIDF 3
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้โอนเงินของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (กองทุนฯ) จำนวน 3,121 ล้านบาท เข้าบัญชีสะสมเพื่อการชำระคืนต้นเงินกู้ชดใช้ความเสียหายของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (บัญชีสะสมฯ) ในปีงบประมาณ 2562 เพิ่มเติม ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
กค. รายงานว่า โดยที่กองทุนฯ ได้รับเงินปันผลจากบริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) จำนวน 3,121 ล้านบาท เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2562 ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวไม่ได้รวมอยู่ในเงินนำส่งที่ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (25 กันยายน 2561) คณะกรรมการจัดการกองทุนในการประชุมเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2562 จึงได้มีมติให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติให้โอนเงินของกองทุนฯ เพื่อชำระคืนต้นเงินกู้ FIDF 1 และ FIDF 3 ในปีงบประมาณ 2562 เพิ่มเติมทั้งจำนวน
9. เรื่อง ขออนุมัติกู้เงินเพื่อเสริมสภาพคล่องทางการเงิน ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติในหลักการตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) กู้เงินเพื่อเสริมสภาพคล่องทางการเงิน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ตามความจำเป็นที่ต้องจ่าย ภายในวงเงิน 11,319.580 ล้านบาท ตามนัยมาตรา 7 (7) ของพระราชกฤษฎีกาการจัดตั้งองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ พ.ศ. 2519 โดยให้ ขสมก. รับภาระเงินต้น ดอกเบี้ย และค่าใช้จ่ายในการกู้เงิน ตลอดจนให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ กำหนดวิธีการกู้เงิน เงื่อนไข และรายละเอียดต่าง ๆ ในการกู้เงิน และให้ ขสมก. ดำเนินการขอบรรจุวงเงินกู้เพื่อเสริมสภาพคล่องทางการเงินในแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา ตามนัยพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2549 ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ
สาระสำคัญของเรื่อง
กระทรวงคมนาคมเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) กู้เงินเพื่อเสริมสภาพคล่องทางการเงิน ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 วงเงิน 11,319.580 ล้านบาท (ประกอบด้วยการชำระค่าเชื้อเพลิง ค่าเหมาซ่อม และเสริมสภาพคล่องทางการเงิน) โดยให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ กำหนดวิธีการกู้เงิน เงื่อนไขและรายละเอียดต่าง ๆ ในการกู้เงิน เพื่อให้ ขสมก. มีสภาพคล่องทางการเงินเพียงพอต่อการให้บริการขนส่งสาธารณะ ซึ่งการกู้เงินของ ขสมก. ในครั้งนี้จะทำให้สามารถประหยัดค่าดอกเบี้ยค้างชำระได้ประมาณร้อยละ 5.317 – 5.572 หรือประมาณเดือนละ 21.286 ล้านบาท หรือปีละ 255.433 ล้านบาท
10. เรื่อง ขออนุมัติแผนหลักการฟื้นฟูบึงราชนก จังหวัดพิษณุโลก และแผนหลักการพัฒนาและฟื้นฟูบึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์
คณะรัฐมนตรีพิจารณาเรื่อง ขออนุมัติแผนหลักการฟื้นฟูบึงราชนก จังหวัดพิษณุโลก และแผนหลักการพัฒนาและฟื้นฟูบึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ ตามที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เสนอ แล้วมีมติดังนี้
1.1 เห็นชอบแผนหลักการฟื้นฟูบึงราชนก จังหวัดพิษณุโลก รวม 4 ด้าน ระยะเวลาดำเนินการ 7 ปี (พ.ศ. 2563 – 2569) วงเงินงบประมาณรวมทั้งสิ้น 1,456.98 ล้านบาท โดยให้เร่งดำเนินการแผนงานเร่งด่วนที่มีความพร้อม จำนวน 11 โครงการในระหว่างปี พ.ศ. 2563 - 2565 วงเงินงบประมาณ 754.56 ล้านบาท
1.2 เห็นชอบแผนหลักการพัฒนาและฟื้นฟูบึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ รวม 6 ด้านระยะเวลาดำเนินการ 10 ปี (พ.ศ. 2563 – 2572) วงเงินงบประมาณรวมทั้งสิ้น 5,701.5 ล้านบาท โดยให้เร่งดำเนินการแผนงานเร่งด่วนที่มีความพร้อม จำนวน 9 โครงการ ในระหว่างปี พ.ศ. 2563 - 2565 วงเงินงบประมาณ 1,513.5 ล้านบาท
1.3 มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินโครงการที่มีความพร้อมสามารถดำเนินการได้ทันทีในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 โดยพิจารณาปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณของหน่วยงานมาดำเนินการเป็นลำดับแรก หากไม่เพียงพอให้เสนอขอรับการสนับสนุนงบประมาณตามความจำเป็นเหมาะสมต่อไป
1.4 มอบหมายให้ สทนช. อำนวยการและกำกับดูแลการดำเนินงานให้เป็นไปตามแผนหลักที่วางไว้ทั้ง 2 แผง รวมทั้งให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามมติคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ครั้งที่ 1/2562 เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2562 อย่างเคร่งครัด
และให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับความเห็นของกระทรวงคมนาคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป สำหรับค่าใช้จ่ายและภาระงบประมาณที่จะเกิดขึ้น ให้เป็นไปตามความเห็นของสำนักงบประมาณ ที่เห็นควรให้ สนทช. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดลำดับความสำคัญ ความจำเป็นเร่งด่วน ความคุ้มค่าประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ และผลสัมฤทธิ์ที่จะเกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการ ตามนัยพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 รวมทั้งจัดเตรียมความพร้อมและจัดทำแผนปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามความจำเป็นและเหมาะสมตามขั้นตอนต่อไป
ทั้งนี้ ให้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย ระเบียบ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2552 (เรื่อง การทบทวนมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 1 สิงหาคม 2543 เรื่อง ทะเบียนรายนามพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสําคัญระดับนานาชาติและระดับชาติของประเทศไทย และมาตรการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ) และวันที่ 12 พฤษภาคม 2558 (เรื่อง ขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2552 เรื่อง การทบทวนมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 1 สิงหาคม 2543 เรื่องทะเบียนรายนามพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสําคัญระดับนานาชาติ และระดับชาติของประเทศไทย และมาตรการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ ข้อ 10) อย่างเคร่งครัด รวมทั้งไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนด้านภาระงบประมาณแผ่นดินด้วย
2. ให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงและทำความเข้าใจกับประชาชนที่จะได้รับผลกระทบจากการดำเนินการตามแผนหลักการฟื้นฟูบึงราชนก จังหวัดพิษณุโลก และ แผนหลักการพัฒนาและฟื้นฟูบึงบอระเพ็ดจังหวัดนครสวรรค์ให้ถูกต้อง โดยคำนึงถึงประโยชน์ที่ได้รับของส่วนรวม พร้อมทั้งวางแผนเยียวยาในเรื่องการจัดหาที่อยู่ที่ทำให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบต่อไป
สาระสำคัญของเรื่อง
1. บึงราชนก จังหวัดพิษณุโลก และบึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำและแหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ของประเทศ ปัจจุบันบึงทั้ง 2 แห่งมีสภาพเสื่อมโทรมและตื้นเขิน (เกิดจากตะกอนดินสะสม) ทำให้มีการเข้าครอบครองทำประโยชน์หรือบุกรุกพื้นที่บึงเพิ่มขึ้น ส่งผลให้การใช้ประโยชน์และเป็นพื้นที่รับน้ำได้ไม่เต็มศักยภาพ นอกจากนี้ การกำหนดนโยบายและแนวทางการพัฒนาต่าง ๆ ยังไม่เป็นรูปธรรมชัดเจนและไม่มีการบูรณาการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินได้เคยมีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวด้วยแล้ว
2. สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการศึกษาจัดทำแผนหลักการฟื้นฟูบึงราชนก จังหวัดพิษณุโลก และแผนหลักการพัฒนาและฟื้นฟูบึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ โดยได้พิจารณาแผนงานโครงการให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ยุทธศาสตร์ที่ 5 การเติบโตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน และร่างแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือ (1) จัดระเบียบการเข้าใช้ประโยชน์ที่ดินของหน่วยงานราชการและประชาชนให้คงเหลือเท่าที่จำเป็นและเหมาะสมเท่านั้น (2) เป็นแก้มลิงธรรมชาติโดยคืนพื้นที่กักเก็บน้ำให้มากขึ้นและเพิ่มประสิทธิภาพทางรับน้ำเข้าและทางระบายน้ำออก และ (3) เป็นแหล่งอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ แหล่งสันทนาการของชุมชน และแหล่งท่องเที่ยวระดับประเทศ ซึ่งในการประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2562 เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2562 ได้มีมติเห็นชอบในหลักการแผนฯ และให้เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบและดำเนินการตามระเบียบงบประมาณต่อไป ดังนี้
|
ประเด็น |
แผนหลักการฟื้นฟูบึงราชนก จังหวัดพิษณุโลก |
แผนหลักการพัฒนาและฟื้นฟู บึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ |
|
1. แผนหลักการ |
4 ด้าน 11 แผนงาน 23 โครงการ 1.1 แผนด้านการบริหารจัดการ ประกอบด้วย 5 แผนงาน 10 โครงการ งบประมาณ 66.2 ล้านบาท เช่น แผนงานการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดเพื่อการจัดระเบียบการใช้ประโยชน์ที่ดินและการใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสมในพื้นที่บึงราชนก
|
6 ด้าน 56 โครงการ 1.1 แผนการบริหารจัดการและการเข้าใช้ประโยชน์ที่ดิน ประกอบด้วย 17 โครงการ งบประมาณ 175 ล้านบาท เช่น ตรวจสอบการเข้าใช้ประโยชน์ที่ดินของประชาชนในเขตพื้นที่ของรัฐ กำหนดเขตการใช้ประโยชน์ที่ดิน |
|
|
1.2 แผนด้านการจัดการน้ำท่วมและอุทกภัยประกอบด้วย 2 แผนงาน 6 โครงการงบประมาณ 1,273.82 ล้านบาท เช่น แผนงานการขุดลอกพื้นที่บึงราชนกอย่างเป็นระบบเพื่อฟื้นฟูเป็นแหล่งกักเก็บน้ำขนาดใหญ่
|
1.2 แผนด้านการแก้ปัญหาภัยแล้งและสร้างความมั่นคงของน้ำประกอบด้วย 22 โครงการงบประมาณ 2,923.5 ล้านบาท เช่น ปรับปรุงประตูระบายน้ำ ขุดลอกคลอง ขุดลอกตะกอนดิน บึงบอระเพ็ด |
|
|
1.3 แผนด้านการสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต (เกษตรและอุตสาหกรรม) ประกอบด้วย 1 แผนงาน 3 โครงการงบประมาณ 63.36 ล้านบาท ได้แก่ แผนงานการพัฒนาพื้นที่การเกษตรบริเวณด้านท้ายน้ำและพื้นที่โดยรอบของพื้นที่บึงราชนก |
1.3 แผนด้านคุณภาพน้ำ ตะกอนและรักษาระบบนิเวศ ประกอบด้วย 7 โครงการ งบประมาณ 1,768 ล้านบาท เช่น ขุดคลองดักตะกอนตามแนวของ บึงบอระเพ็ด กำจัดวัชพืชและขุดลอกตะกอนวัชพืช การรักษาระบบนิเวศของบึง |
|
|
1.4 แผนด้านการจัดการคุณภาพน้ำ และอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ ประกอบด้วย 3 แผนงาน 4 โครงการ งบประมาณ 53.6 ล้านบาท เช่น แผนงานการฟื้นฟูและปรับปรุงคุณภาพน้ำและระบบนิเวศวิทยาทางน้ำในพื้นที่บึงราชนก |
1.4 แผนด้านการจัดการน้ำท่วมและบรรเทาอุทกภัย ประกอบด้วย 6 โครงการ งบประมาณ 770 ล้านบาท เช่น แก้มลิง ปรับปรุงประตูระบายน้ำ |
|
|
|
1.5 แผนด้านการอนุรักษ์ฟื้นฟูพื้นที่ต้นน้ำ ประกอบด้วย 3 โครงการงบประมาณ 62 ล้านบาท ได้แก่ ฟื้นฟูเพื่อการอนุรักษ์พื้นที่ป่าต้นน้ำ ฟื้นฟูคุณภาพดินและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ตอนบนของลุ่มน้ำบึงบอระเพ็ด
|
|
|
|
1.6 แผนด้านการจัดการน้ำอุปโภคบริโภค จำนวน 1 โครงการงบประมาณ 3 ล้านบาท คือ ก่อสร้างสระเก็บน้ำในตำบลพนมเศษ อำเภอท่าตะโก |
|
2. ระยะเวลาดำเนินการ |
7 ปี (พ.ศ. 2563 – 2569) |
10 ปี (พ.ศ. 2563 – 2572) |
|
3. งบประมาณรวม |
1,456.98 ล้านบาท |
5,701.5 ล้านบาท |
|
4. หน่วยงานรับผิดชอบ |
กระทรวงกลาโหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกระทรวงมหาดไทย และมหาวิทยาลัยนเรศวร |
กระทรวงกลาโหม กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทยและคณะกรรมการฟื้นฟู อนุรักษ์และพัฒนาบึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ |
|
5. ประโยชน์ที่ได้รับ |
5.1 มีการจัดระเบียบการใช้ประโยชน์ที่ดิน และการใช้ทรัพยากรในพื้นที่บึงราชนกอย่างเหมาะสม 5.2 มีพื้นที่แหล่งน้ำ 3,714-0-92 ไร่ (จากเดิม 858.18 ไร่) และมีปริมาณน้ำเก็บกัก/ชะลอได้ 28.850 ล้านลูกบาศก์เมตร 5.3 บรรเทาพื้นที่อุทกภัยในพื้นที่อำเภอวังทอง 10,575 ไร่ 5.4 ประชาชนรับประโยชน์ไม่น้อยกว่า 22,370 ครัวเรือน พื้นที่รับประโยชน์ 3,960 ไร่ และประชาชนใช้บริการในพื้นที่ไม่น้อยกว่า 300 คนต่อวัน |
5.1 ปริมาณน้ำต้นทุนเพิ่มขึ้น ประมาณ 67 ล้านลูกบาศก์เมตร และเพิ่มพื้นที่รับประโยชน์ ประมาณ 85,000 ไร่ 5.2 ช่วยบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ประมาณ 21,000 ไร่ พร้อมทั้งเก็บน้ำเพื่อการอุปโภค – บริโภค และประชาชนได้รับประโยชน์ 500 ครัวเรือน 5.3 วัชพืชถูกกำจัดปีละ 100,000 ตัน และจัดการขยะได้อย่างน้อย 14 ตันต่อวัน มีการใช้ทรัพยากรโดยมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐและภาคประชาชน ป่าต้นน้ำในพื้นที่ได้รับการอนุรักษ์ |
3. จากแผนหลักการข้างต้น สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติได้พิจารณาโครงการที่สำคัญต่อการพัฒนาบึงราชนก จังหวัดพิษณุโลก และบึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ และสามารถดำเนินการได้ทันที โดยเสนอเป็นแผนปฏิบัติการเร่งด่วน ดำเนินการในปี พ.ศ. 2563 - 2565 อันจะเป็นการแก้ไขปัญหาบุกรุกและการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ได้ในเบื้องต้น ซึ่งทันต่อความต้องการของประชาชนในพื้นที่ แบ่งเป็น ในส่วนของบึงราชนก จังหวัดพิษณุโลก จำนวน 11 โครงการ วงเงิน 754.56 ล้านบาท เช่น โครงการแก้ไขปัญหาบุกรุกเข้าครอบครองและทำประโยชน์ในพื้นที่บึงราชนก โครงการขุดลอกพื้นที่บึงราชนก (บางส่วน) และในส่วนของบึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ จำนวน 9 โครงการ วงเงิน 1,513.5 ล้านบาท เช่น โครงการตรวจสอบการเข้าใช้ประโยชน์ที่ดินของประชาชนในเขตพื้นที่บึงบอระเพ็ด ในพื้นที่ “ให้ หวง ห้าม” การขุดลอกคลอง/ตะกอนดิน
11. เรื่อง ขออนุมัติเปลี่ยนแปลงรายการอุปกรณ์เครื่องมือสำหรับอาคารประกอบและทดสอบดาวเทียมภายใต้โครงการระบบดาวเทียมสำรวจเพื่อการพัฒนา (THEOS - 2)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติการเปลี่ยนแปลงรายการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ โครงการระบบดาวเทียมสำรวจเพื่อการพัฒนา (THEOS - 2) จาก รายการอุปกรณ์เครื่องมือสำหรับอาคารประกอบและทดสอบดาวเทียม เป็น รายการเดิมโดยเพิ่มวัตถุประสงค์ในการจัดหาระบบควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น และฝุ่น เพิ่มเติม ทั้งนี้ ไม่มีการขอจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมจากเดิมที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติไว้ (มติคณะรัฐมนตรี 10 ตุลาคม 2560) ตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) เสนอ
12. เรื่อง สรุปผลการดำเนินมาตรการส่งเสริมการชำระเงินเพื่อซื้อสินค้าและบริการ และการนำส่งข้อมูลภาษีมูลค่าเพิ่มผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (กระทรวงการคลัง)
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบสรุปผลการดำเนินมาตรการส่งเสริมการชำระเงินเพื่อซื้อสินค้าและบริการ และการนำส่งข้อมูลภาษีมูลค่าเพิ่มผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้
1. สรุปผลการดำเนินมาตรการฯ
|
ประเด็น |
ผลการดำเนินการที่สำคัญ |
||||||||||||||||||||
|
การลงทะเบียนเข้าร่วมมาตรการฯ ของประชาชนที่สนใจ |
- ประชาชนที่สนใจเข้าร่วมมาตรการฯ ได้ลงทะเบียนเข้าร่วมมาตรการฯ ตั้งแต่วันที่ 7 – 15 กุมภาพันธ์ 2562 ผ่านทางเว็บไซต์ www.epayment.go.th โดยระบุเลขที่บัญชีธนาคารที่จะนำมาใช้ชำระเงินเพื่อซื้อสินค้าและบริการได้สูงสุดไม่เกิน 10 เลขบัญชีธนาคาร จากผลการลงทะเบียนฯ พบว่ามีผู้ลงทะเบียนจำนวนทั้งสิ้น 34,865 ราย และมีเลขบัญชีธนาคารที่จะนำมาใช้ชำระเงินจำนวน 40,074 เลขที่บัญชี |
||||||||||||||||||||
|
การรับสมัครร้านค้าที่สนใจเข้าร่วมมาตรการฯ |
- ร้านค้าที่สนใจสามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มการสมัครได้ที่ www.cgd.go.th ตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2561 จนถึง 31 มกราคม 2562 ซึ่งมีผู้ประกอบการสมัครเข้าร่วมมาตรการฯ จำนวนทั้งสิ้น 213 ราย และมีจำนวนสาขา 19,551 สาขาทั่วประเทศ |
||||||||||||||||||||
|
ข้อมูลการชำระเงินเพื่อซื้อสินค้าและบริการภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และจำนวนเงินชดเชย (ข้อมูล ณ วันที่ 11 มีนาคม 2562) |
|
||||||||||||||||||||
|
การวิเคราะห์ผลการดำเนินมาตรการฯ |
- ผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมมาตรการฯ ที่ซื้อสินค้าและบริการ (คิดเป็นร้อยละ 18.55 ของผู้ลงทะเบียนฯ) ยังมีจำนวนจำกัดเนื่องจากการชำระเงินเพื่อซื้อสินค้าและบริการผ่านบัตรเดบิต และคิวอาร์โค้ดอาจไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมการชำระเงินของคนไทยที่ชำระเงินผ่านบัตรเครดิตเป็นส่วนใหญ่ และบัตรเครดิตมีแรงจูงใจมากกว่าในแง่ส่วนลด การสะสมคะแนน และการผ่อนชำระการซื้อสินค้าและบริการ - ผลการสำรวจของ กค. พบว่า ประชาชนมีความกังวลในเรื่องการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล และข้อมูลธุรกรรมทางการเงิน ซึ่ง กค. จะเร่งสร้างความเข้าใจและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในโอกาสต่อไป - มาตรการฯ มีส่วนช่วยกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการชำระเงินของผู้บริโภค และการรับชำระเงินของผู้ประกอบการจากระบบเงินสดไปสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นการผลักดันการดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ (National e-Payment Master Plan) เพื่อให้ระบบการชำระเงินของประเทศไทยเข้าสู่ระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment) ต่อไป |
2. ความเห็น กค. ต่อมาตรการฯ
2.1 การดำเนินมาตรการฯ อย่างต่อเนื่อง จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษีอากรแก่ภาครัฐ เนื่องจากจะจูงใจให้ผู้ประกอบการ ธนาคารพาณิชย์ และผู้ให้บริการการชำระเงินอื่น ลงทุนและพัฒนาระบบการส่งข้อมูลการทำธุรกรรมและจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่ภาครัฐ และจูงใจให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มอันจะเป็นการขยายฐานภาษี ลดต้นทุนในการปฏิบัติตามกฎหมายภาษีของผู้เสียภาษี (Compliance Costs) และต้นทุนการบริหารจัดเก็บภาษีของภาครัฐ (Administrative Costs)
2.2 การจ่ายเงินชดเชยเพื่อดำเนินการตามมาตรการฯ โดยคำนวนจากจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ซื้อสินค้าและบริการได้ชำระ อาจพิจารณานำมาใช้พร้อมกับการยกเลิกการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการประกอบกิจการประเภทต่าง ๆ ในปัจจุบัน ซึ่งจะทำให้ระบบภาษีมีความเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น (เนื่องจากเป็นการเก็บภาษีจากผู้เสียภาษีทุกคนเท่ากัน) และเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้จ่ายและการกำหนดนโยบายของภาครัฐ (เนื่องจากนำภาษีมาจ่ายเงินคืนให้กับผู้ที่สมควรจะได้รับประโยชน์หรือกลุ่มเป้าหมายที่รัฐบาลกำหนด รวมถึงสามารถพัฒนาระบบให้สามารถแยกประเภทสินค้าที่รัฐบาลต้องการจะส่งเสริมในแต่ละช่วงเวลาได้อีกด้วย)
2.3 กค. เห็นว่าควรดำเนินมาตรการฯ หรือมาตรการอื่นใดที่สนับสนุนและส่งเสริมการซื้อสินค้าและบริการอีกในระยะต่อไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันให้เกิดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ และระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์อย่างเป็นรูปธรรมสูงสุด โดย กค. จะมุ่งสู่การกำหนดเงื่อนไขของมาตรการฯ เช่น จะต้องจ่ายค่าซื้อสินค้าและบริการผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ (รวมถึงบัตรเครดิตด้วย) ซื้อสินค้าและบริการกับผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ผู้ประกอบการจะต้องมีระบบบันทึกการเก็บเงิน (Point of Sale : POS) ช่วยเก็บบันทึกการขาย ยอดขาย จำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่แยกออกจากราคาสินค้าและบริการ รายละเอียดสินค้า พิมพ์ใบกำกับภาษี และต้องรับและส่งข้อมูลจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มในแต่ละรายการที่รับชำระค่าสินค้าและบริการได้แบบทันที (Real-time) รวมถึงต้องพัฒนาระบบให้สามารถแยกประเภทสินค้าที่รัฐบาลต้องการจะส่งเสริมในแต่ละช่วงเวลาได้ เป็นต้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษีอากรและประสิทธิภาพในการใช้จ่ายของภาครัฐต่อไป ซึ่งสอดคล้องกับร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาฯ แล้ว เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2562 เพื่อให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือผู้ให้บริการการชำระเงินตามกฎหมายว่าด้วยระบบการชำระเงิน สามารถหักรายจ่ายลงทุนได้เป็นจำนวน 2 เท่า สำหรับรายจ่ายลงทุนใน POS การพัฒนาระบบการนำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายอิเล็กทรอนิกส์ (e – Withholding Tax) รวมทั้งการพัฒนาระบบการจัดทำใบกำกับภาษีและใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (e – Tax Invoice/e-Receipt)
ต่างประเทศ
13. เรื่อง ปฏิญญาการประชุมระดับผู้นำของการประชุมว่าด้วยการส่งเสริมปฏิสัมพันธ์และมาตรการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชีย ครั้งที่ 5
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบต่อร่างปฏิญญาการประชุมระดับผู้นำของการประชุมว่าด้วยการส่งเสริมปฏิสัมพันธ์และมาตรการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชีย (Conference on Interaction and Confidence Building Measures in Asia - CICA) ครั้งที่ 5 (ร่างปฏิญญาฯ) และอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศหรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้แทนพิเศษของนายกรัฐมนตรีร่วมรับรองปฏิญญาฉบับดังกล่าว ทั้งนี้ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมร่างปฏิญญาฯ จากที่คณะรัฐมนตรีเคยมีมติอนุมัติหรือให้ความเห็นชอบไว้ ให้สามารถดำเนินการได้โดยให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีทราบภายหลัง พร้อมทั้งชี้แจงเหตุผลและประโยชน์ที่ไทยได้รับจากการปรับเปลี่ยนดังกล่าวตามหลักเกณฑ์ของมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2558 ตามที่กระทรวงการต่างประเทศ เสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
กระทรวงการต่างประเทศแจ้งว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมีกำหนดการเข้าร่วมการประชุมว่าด้วยการส่งเสริมปฏิสัมพันธ์และมาตรการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชีย (Conference on Interaction and Confidence Building Measures in Asia - CICA) ครั้งที่ 5 ระหว่างวันที่ 14 – 15 มิถุนายน 2562 ที่กรุงดูชานเบ สาธารณรัฐทาจิกิสถาน โดยในการประชุมดังกล่าวจะมีการพิจารณารับรองร่างปฏิญญาดูชานเบ ซึ่งเป็นเอกสารผลลัพธ์ของการประชุมฯ ซึ่งมีสาระสำคัญเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของประเทศสมาชิก CICA ที่จะร่วมมือกันเสริมสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกันในการเผชิญกับปัญหาและสิ่งท้าทายต่าง ๆ ผ่านกรอบความร่วมมือทั้ง 5 มิติ ได้แก่ การเมืองและการทหาร เศรษฐกิจ ภัยคุกคามและความท้าทายรูปแบบใหม่ สิ่งแวดล้อม และมนุษย์ ในประเด็นความมั่นคง เศรษฐกิจ การต่อต้านการก่อการร้าย อาชญากรรมข้ามชาติ การไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์และอาวุธประเภทอื่น ๆ ความร่วมมือด้านพลังงาน การเงิน การพัฒนาที่ยั่งยืน สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรน้ำ การคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์ วัฒนธรรม การท่องเที่ยว ในการนี้กระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐทาจิกิสถานระบุว่า การประชุมสุดยอดดูชานเบมีเป้าหมายที่จะทำหน้าที่เป็นเวทีสำหรับการพูดคุยและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งในประเด็นที่มีอยู่เดิมและประเด็นที่เกิดขึ้นใหม่ในเอเชียอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งยังส่งเสริมความคิดริเริ่มและการค้นหากลไกที่มีประสิทธิภาพสูงในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นด้วย
14. เรื่อง การขอความเห็นชอบต่อเอกสารที่จะมีการลงนามหรือรับรองในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 34
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเอกสาร รวม 3 ฉบับ ได้แก่ (1) ร่างวิสัยทัศน์ผู้นำอาเซียนว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนเพื่อความยั่งยืน (ASEAN Leaders’ Vision Statement on Partnership for Sustainability) (2) ร่างเอกสารมุมมองของอาเซียนต่อแนวคิดอินโด – แปซิฟิก (An ASEAN Indo – Pacific Outlook) และ (3) ร่างแถลงการณ์ของประธานการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 34 (Chairman’s Statement of the 34th ASEAN Summit) ที่ไทยต้องออกในฐานะประธานการประชุมฯ โดยหากมีความจำเป็นต้องแก้ไขเอกสารในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทย ให้กระทรวงการต่างประเทศ หรือส่วนราชการเจ้าของเรื่องดำเนินการได้โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก และหลังจากนั้นให้รายงานผลเพื่อคณะรัฐมนตรีทราบต่อไป พร้อมให้นายกรัฐมนตรีหรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายร่วมรับรองเอกสารในข้อ (1) – (2) และออกแถลงการณ์ในข้อ (3) ในฐานะประธานการประชุมฯ ตามที่กระทรวงการต่างประเทศ เสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 34 ระว่างวันที่ 22 – 23 มิถุนายน 2562 ณ กรุงเทพมหานคร ซึ่งจะมีการรับรองเอกสาร (to be adopted) โดยผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียน จำนวน 4 ฉบับ และไทยจะต้องออก (to be issued) แถลงการณ์ของประธานการประชุมฯ อีก 1 ฉบับ รวมทั้งสิ้น 5 ฉบับ ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศได้รวบรวมเสนอต่อคณะรัฐมนตรีในคราวเดียวกันนี้จำนวน 3 ฉบับ เนื่องจากอีก 2 ฉบับ ได้แก่ ปฏิญญากรุงเทพฯ ว่าด้วยการต่อต้านขยะทะเลในภูมิภาคอาเซียน และแถลงการณ์ผู้นำอาเซียนว่าด้วยปีแห่งวัฒนธรรมอาเซียน พ.ศ. 2562 ส่วนราชการเจ้าของเรื่องได้เคยนำเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบแล้ว ซึ่งเอกสารทั้ง 3 ฉบับ มีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้
|
ชื่อเอกสาร |
สรุปสาระสำคัญ |
|
เอกสารที่ผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียนจะรับรอง (จำนวน 2 ฉบับ) |
|
|
ร่างวิสัยทัศน์ผู้นำอาเซียนว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนเพื่อความยั่งยืน (ASEAN Leaders’ Vision Statement on Partnership for Sustainability) |
เป็นเอกสารที่แสดงถึงเจตนารมณ์ร่วมของผู้นำอาเซียน ในการขับเคลื่อนประชาคมอาเซียนที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังและเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคต รวมทั้งสะท้อนให้เห็นถึงประเด็นสำคัญที่ไทยผลักดันภายใต้แนวคิดหลัก “ร่วมมือ ร่วมใจ ก้าวไกล ยั่งยืน” ในปี 2562 โดยเฉพาะการส่งเสริมความยั่งยืนของอาเซียนในทุกมิติ |
|
ร่างเอกสารมุมมองของอาเซียนต่อแนวคิด อินโด-แปซิฟิก (An ASEAN Indo – Pacific Outlook) |
ระบุถึงวัตถุประสงค์ หลักการ สาขาความร่วมมือ และกลไกที่จะใช้ผลักดันมุมมองของอาเซียนต่อแนวคิดอินโด – แปซิฟิก โดยเน้นย้ำความเป็นแกนกลางของอาเซียนในการส่งเสริมความร่วมมือในภูมิภาคอินโด – แปซิฟิก และตั้งอยู่บนหลักการต่าง ๆ ที่เป็นที่ยอมรับกันในภูมิภาค เช่น การเปิดกว้างการมีส่วนร่วม รวมทั้งส่งเสริมการใช้หลักการของสนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นพื้นฐานในการผลักดันความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมในสาขาที่ประชาชนและทุกฝ่ายได้รับประโยชน์ เช่น ความร่วมมือด้านความเชื่อมโยง การพัฒนาที่ยั่งยืน และความร่วมมือทางทะเล โดยใช้กลไกและเวทีที่อาเซียนมีบทบาทนำที่มีอยู่แล้ว |
|
เอกสารที่ไทยต้องออกในฐานะประธานการประชุมฯ |
|
|
ร่างแถลงการณ์ของประธานการประชุม สุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 34 (Chairman’s Statement of the 34th ASEAN Summit) |
เป็นเอกสารผลการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 34 ที่สรุปประเด็นหารือระหว่างผู้นำและประเด็นต่าง ๆ ที่ไทยผลักดันในฐานะประธานอาเซียนในช่วงครึ่งปีแรกของ ปี 2562 รวมถึงเน้นย้ำหลักการต่าง ๆ ที่มีความสำคัญต่ออาเซียนและทบทวนผลการปฏิบัติต่าง ๆ ของอาเซียน |
15. เรื่อง ขอความเห็นชอบคณะรัฐมนตรีต่อถ้อยแถลงรัฐมนตรีแรงงานอาเซียนว่าด้วยข้อริเริ่มที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อเสนอที่ประชุมใหญ่องค์การแรงงานระหว่างประเทศ สมัยที่ 108
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบต่อถ้อยแถลงรัฐมนตรีแรงงานอาเซียนว่าด้วยข้อริเริ่มที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อเสนอที่ประชุมใหญ่องค์การแรงงานระหว่างประเทศ สมัยที่ 108 และอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายรับรองถ้อยแถลงดังกล่าว ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงถ้อยแถลงข้างต้นที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสาระสำคัญ หรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ให้กระทรวงแรงงานสามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีก ตามที่กระทรวงการต่างประเทศ เสนอ
[ถ้อยแถลงดังกล่าวจำเป็นต้องได้รับการรับรองโดยรัฐมนตรีแรงงานอาเซียน ก่อนการประชุมใหญ่องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Conference : ILC) สมัยที่ 108 ระหว่างวันที่ 10 – 21 มิถุนายน 2562 ณ กรุงเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส]
สาระสำคัญของถ้อยแถลงรัฐมนตรีแรงงานอาเซียนว่าด้วยข้อริเริ่มที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อเสนอที่ประชุมใหญ่องค์การแรงงานระหว่างประเทศ สมัยที่ 108 เป็นการแสดงเจตนารมณ์ของประเทศสมาชิกอาเซียนในการร่วมกันขับเคลื่อนแนวคิดงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยจะบูรณาการการทำงานร่วมกันของภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อผลักดันและเน้นย้ำให้ภาคส่วนต่าง ๆ เห็นความสำคัญของงานที่มีคุณค่า ยั่งยืน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งจะร่วมกันศึกษาวิจัยและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว เพื่อให้เกิดการจ้างงานอย่างสร้างสรรค์ต่อไป ทั้งนี้ แนวคิดงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมดังกล่าวเป็นหนึ่งใน 7 ข้อริเริ่มขององค์การแรงงานระหว่างประเทศเพื่อเฉลิมฉลองการครบรอบ 100 ปี องค์การแรงงานระหว่างประเทศ และเป็นกลไกหนึ่งในการขับเคลื่อนปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ว่าด้วยการส่งเสริมงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อการเจริญเติบโต อย่างเท่าเทียมและทุกคนมีส่วนร่วมของประชาคมอาเซียน ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้วเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2561 และได้รับการรับรองจากที่ประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 33 ด้วยแล้ว
16. เรื่อง ขออนุมัติการจัดทำและลงนามร่างความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ว่าด้วยการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ 5 (บึงกาฬ – บอลิคำไซ)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคม เสนอ ดังนี้
1. อนุมัติการจัดทำและลงนามร่างความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ว่าด้วยการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ 5 (บึงกาฬ – บอลิคำไซ)
2. อนุมัติให้กระทรวงการต่างประเทศ จัดทำหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers) ให้แก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม หรือผู้แทน สำหรับการลงนามดังกล่าว
ทั้งนี้ เรื่องนี้กระทรวงคมนาคมยังไม่มีกำหนดเวลาที่จะลงนามในร่างความตกลงฯ
โครงการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ 5 (บึงกาฬ – บอลิคำไซ) เป็นการดำเนินการตามที่ได้หารือกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ในระหว่างการเยือน สปป.ลาว อย่างเป็นทางการของรองนายกรัฐมนตรี (นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์) ระหว่างวันที่ 23 – 25 พฤษภาคม 2560 และคณะรัฐมนตรีมีมติ (30 พฤษภาคม 2560) รับทราบแล้ว ซึ่งการจัดทำร่างความตกลงฉบับนี้ เป็นการดำเนินการตามผลการหารือดังกล่าว โดยร่างความตกลงฯ มีสาระสำคัญ เช่น กำหนดพื้นที่ตั้งของโครงการ สิทธิและกรรมสิทธิ์ในโครงการของแต่ละประเทศ การรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการก่อสร้าง การรักษาความปลอดภัย และการจัดการจราจร เป็นต้น
17. เรื่อง ขออนุมัติดำเนินการโครงการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ 5 (บึงกาฬ - บอลิคำไซ)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติในหลักการให้กรมทางหลวงดำเนินการโครงการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ 5 (บึงกาฬ - บอลิคำไซ) ภายในกรอบวงเงิน 2,630 ล้านบาท ตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ สำหรับงบประมาณที่จะนำมาใช้ในโครงการดังกล่าว ให้กรมทางหลวงจัดทำแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ โดยคำนึงถึงภาระผูกพันงบประมาณในแต่ละปีงบประมาณให้เป็นไปตามสัดส่วนของรายจ่ายลงทุนที่กำหนด ตามนัยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2552 พร้อมทั้งเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติก่อนที่จะมีการยื่นคำขอตั้งงบประมาณรายจ่าย ตามนัยมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 เพื่อเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามความจำเป็นและเหมาะสมต่อไป ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ
สาระสำคัญของเรื่อง
คค. รายงานว่า
1. ภายหลังจากมติคณะรัฐมนตรีวันที่ (30 พฤษภาคม 2560) กรมทางหลวงได้จ้างกลุ่มบริษัทวิศวกรที่ปรึกษา ดำเนินการศึกษาความเหมาะสมทางด้านเศรษฐกิจ วิศวกรรม และผลกระทบสิ่งแวดล้อม พร้อมสำรวจออกแบบรายละเอียด สะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ 5 เชื่อมระหว่างจังหวัดบึงกาฬ และแขวงบอลิคำไซ สปป.ลาว แล้วเสร็จเมื่อปี 2557
2. ในการประชุมคณะทำงานประสานงานร่วมไทย - สปป.ลาว เพื่อเตรียมความพร้อมโครงการก่อสร้างสะพานมิตรภาพฯ ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2561 จังหวัดหนองคาย ที่ประชุมรับทราบแนวทางการดำเนินการโครงการ การบริหารโครงการและการบริหารสัญญา รวมทั้งกรอบระยะเวลาการดำเนินการโครงการ ในกรณีที่ทั้งสองฝ่ายสามารถได้ข้อสรุปเรื่องวงเงินค่าก่อสร้างและแหล่งเงินดำเนินการแล้ว สามารถดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างและเริ่มงานก่อสร้างได้ภายใน 8 เดือน มีระยะเวลาก่อสร้างทั้งสิ้น 36 เดือน โดยทั้งสองฝ่ายจะนำเสนอรัฐบาลของตนพิจารณาแหล่งเงินเพื่อดำเนินโครงการดังกล่าวตามวงเงินที่แต่ละฝ่ายรับผิดชอบต่อไป
3. กรมทางหลวงได้เสนอขอรับการจัดสรรงบประมาณประจําปี พ.ศ. 2562 สำหรับดำเนินการก่อสร้างโครงการ แต่ยังไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ อย่างไรก็ตาม สำหรับค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งหมดในฝั่งไทยจำนวน 400 ล้านบาท กรมทางหลวงได้รับการจัดสรรงบประมาณประจำปี พ.ศ. 2560 - 2561 แล้ว จำนวน 250 ล้านบาท และอยู่ระหว่างขอรับการจัดสรรเงินงบประมาณในส่วนที่เหลือ ในส่วนของ สปป.ลาว ได้มีหนังสือแจ้งความประสงค์ขอกู้เงินไปยังสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) (สพพ.) แล้ว โดย สพพ. จะดำเนินการเจรจาต่อรองเงื่อนไขการให้กู้เงินกับ สปป.ลาว ตามระเบียบต่อไป
4. โดยที่กระทรวงการคลัง (กค.) และสำนักงบประมาณ (สงป.) มีความเห็นแตกต่างกันเกี่ยวกับแหล่งเงินงบประมาณสำหรับดำเนินโครงการฯ (กค. เห็นควรให้ใช้จ่ายจากเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีเนื่องจากโครงการฯ ไม่มีผลตอบแทนทางการเงินโดยตรงจากการลงทุน ในขณะที่ สงป. เห็นควรให้ กค. กู้เงินเพื่อดำเนินโครงการ) คค. จึงได้จัดการประชุมหารือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2562 โดยมีผู้แทนจาก กค. และ สงป. ร่วมประชุม ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี วงเงิน 2,630 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างที่ฝ่ายไทยต้องรับผิดชอบ ได้แก่ ค่าก่อสร้าง จำนวน 2,553 ล้านบาท และค่าควบคุมงานก่อสร้าง จำนวน 77 ล้านบาท ทั้งนี้ สรุปค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการฯ ทั้งในส่วนของประเทศไทยและ สปป.ลาว ได้ดังนี้
หน่วย : ล้านบาท
|
|
รายละเอียด |
ค่างานก่อสร้าง |
ค่าควบคุมงาน |
รวม |
|
1 |
งานถนนและด่านพรมแดนฝั่งไทย |
1,766 |
53 |
1,819 |
|
2 |
งานสะพานข้ามแม่น้ำโขงฝั่งไทย (รวมงานปรับปรุงสี่แยก ทล. 212 และลานเอนกประสงค์ใต้สะพาน) |
787 |
24 |
811 |
|
3 |
งานสะพานข้ามแม่น้ำโขง ฝั่ง สปป.ลาว |
476 |
14 |
490 |
|
4 |
งานถนนและด่านพรมแดน ฝั่ง สปป.ลาว |
780 |
30 |
810 |
|
|
รวมทั้งสิ้น |
3,809 |
121 |
3,930 |
รวมค่างานฝั่งไทย 2,630 ล้านบาท ซึ่งเป็นวงเงินค่าก่อสร้าง 2,533 ล้านบาท และค่าควบคุมงาน 77 ล้านบาท (ไม่รวมวงเงินค่าจัดกรรมสิทธิ์ 400 ล้านบาท)
รวมค่างานฝั่ง สปป.ลาว 1,300 ล้านบาท
18. เรื่อง การขอต่ออายุการกู้เงินภายใต้ Euro Commercial Paper (ECP) Programme ครั้งที่ 3
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติการต่ออายุการกู้เงินภายใต้ Euro Commercial Paper (ECP) Programme ครั้งที่ 3 วงเงิน 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่วันที่ 22 สิถุนายน 2562 ต่อไปอีก 10 ปี (การต่ออายุการกู้เงินภายใต้ ECP Programme ครั้งที่ 2 จะครบกำหนดสิ้นสุดในวันที่ 22 มิถุนายน 2562) ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
ในปี 2532 คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติให้กระทรวงการคลังสามารถดำเนินการกู้เงินในรูป Euro Commercial Paper (ECP) Programme ภายในกรอบวงเงิน 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีอายุสัญญา 10 ปี ซึ่งเป็นการกู้เงินโดยการออกตราสารระยะสั้น (ระหว่าง 7-364 วัน) ที่สามารถทำการกู้เงินใหม่แบบหมุนเวียน (Revolving Credit Facility) ได้ ต่อมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติให้ต่ออายุการกู้เงิน ECP Programme จำนวน 2 ครั้ง และให้ขยายกรอบวงเงินกู้เป็นจำนวน 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากการต่ออายุการกู้เงินภายใต้ ECP Programme ครั้งที่ 2 จะครบกำหนดสิ้นสุดในวันที่ 22 มิถุนายน 2562 ดังนั้น กระทรวงการคลังจึงนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติการต่ออายุการกู้เงินภายใต้ Euro Commercial Paper (ECP) Programme ครั้งที่ 3 วงเงิน 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่วันที่ 22 มิถุนายน 2562 เป็นต้นไป ทั้งนี้ กระทรวงการคลังมีความจำเป็นต้องจัดเตรียมแหล่งเงินทุนต่าง ๆ ทั้งเงินกู้ในประเทศและต่างประเทศเพื่อรองรับแผนการลงทุนเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่ง ECP Programme ถือเป็นเครื่องมือในการบริหารหนี้ต่างประเทศที่มีประสิทธิภาพ โดยกระทรวงการคลังแจ้งว่า การขอต่ออายุการกู้เงินดังกล่าวเป็นไปตามพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ซึ่งกระทรวงการคลังได้กำหนดวัตถุประสงค์การใช้เงินกู้ภายใต้ ECP Programme สำหรับการต่ออายุครั้งที่ 3 ไว้เพื่อใช้เป็นเงินกู้ระยะสั้นสำหรับการปรับโครงสร้างหนี้เงินกู้ต่างประเทศของภาครัฐ และใช้เป็นเงินกู้ในลักษณะ Bridge Financing สำหรับโครงการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่อยู่ในแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ก่อนการจัดหาเงินกู้ ระยะยาวมาใช้ทดแทน รวมทั้งเพื่อนำมาให้รัฐวิสาหกิจกู้ต่อเพื่อใช้ในโครงการของรัฐวิสาหกิจ
19. เรื่อง ร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการแลกเปลี่ยนข้อมูลอุทกวิทยา กรณีฤดูน้ำหลากสำหรับแม่น้ำโขง – ล้านช้าง ของคณะทำงานร่วมสาขาทรัพยากรน้ำ ภายใต้กรอบความร่วมมือแม่โขง – ล้านช้าง
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เสนอ ดังนี้
1. ยกเว้นการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2558 เรื่อง การเสนอเรื่องเร่งด่วนต่อคณะรัฐมนตรี ในการเสนอเรื่องนี้
2. เห็นชอบต่อร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการแลกเปลี่ยนข้อมูลอุทกวิทยากรณีฤดูน้ำหลากสำหรับแม่น้ำโขง – ล้านช้าง ของคณะทำงานร่วมสาขาทรัพยากรน้ำ ภายใต้กรอบความร่วมมือแม่โขง – ล้านช้าง ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงถ้อยคำในร่างบันทึกความเข้าใจดังกล่าวในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญและไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติสามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีกครั้ง
3. อนุมัติให้เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามในร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการแลกเปลี่ยนข้อมูลอุทกวิทยา กรณีฤดูน้ำหลากสำหรับแม่น้ำโขง – ล้านช้าง ของคณะทำงานร่วมสาขาทรัพยากรน้ำ ภายใต้กรอบความร่วมมือแม่โขง – ล้านช้าง
สาระสำคัญของร่างบันทึกความเข้าใจฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนความร่วมมือด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ภายใต้กรอบความร่วมมือแม่โขง – ล้านช้าง (Mekong – Lancang Cooperation: MLC) และตอบสนองความจำเป็นในการบริหารจัดการน้ำท่วมและบรรเทาภัยพิบัติของประเทศท้ายน้ำของแม่น้ำโขง โดยฝ่ายจีนจะเป็นผู้ให้ข้อมูลด้านอุทกวิทยา (ข้อมูลระดับน้ำและปริมาณฝน) แก่คณะทำงานร่วมสาขาทรัพยากรน้ำ 5 ประเทศ (CLMVT) ในช่วงฤดูน้ำหลาก (1 มิ.ย. – 31 ต.ค.) จากสถานีอุทกวิทยา 2 แห่งของจีน โดยฝ่ายจีนเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ซึ่งคณะทำงานร่วมสาขาทรัพยากรน้ำฯ กำหนดจัดประชุมสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณา ร่างบันทึกความเข้าใจฯ ในวันที่ 4 – 5 มิถุนายน 2562 ณ นครคุนหมิง สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อให้สามารถดำเนินการได้ทันกับช่วงฤดูน้ำหลาก (ฤดูฝน) ในปี 2562
20. เรื่อง ขอความเห็นชอบต่อท่าทีของผู้แทนรัฐบาลไทยในการประชุมใหญ่ประจำปีองค์การแรงงานระหว่างประเทศ สมัยที่ 108
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบต่อท่าทีของผู้แทนรัฐบาลไทยในการประชุมใหญ่ประจำปีองค์การแรงงานระหว่างประเทศ สมัยที่ 108 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย (1) เห็นชอบให้ลงคะแนนเสียงรับรองการออกอนุสัญญาว่าด้วยการยุติความรุนแรงและการล่วงละเมิดในโลกแห่งการทำงาน (2) เห็นชอบให้ลงคะแนนเสียงรับรองการออกข้อแนะว่าด้วยการยุติความรุนแรงและการล่วงละเมิดในโลกแห่งการทำงาน (3) เห็นชอบให้รับรองร่างปฏิญญาแห่งศตวรรษ โดยไม่มีการลงนาม หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขท่าทีของผู้แทนรัฐบาลไทยต่อร่างอนุสัญญาฯ ร่างข้อแนะฯและร่างปฏิญญาแห่งศตวรรษ ที่มิใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทยก่อนการลงคะแนนเสียงหรือการรับรอง ให้เป็นดุลยพินิจของหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเป็นผู้พิจารณาดำเนินการ โดยให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีทราบภายหลัง ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ
สาระสำคัญ
ท่าทีของผู้แทนรัฐบาลไทยในการประชุมใหญ่ประจำปีองค์การแรงงานระหว่างประเทศ สมัยที่ 108 ประเทศไทยจะแสดงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนในการขับเคลื่อนประเด็นสำคัญด้านแรงงานร่วมกับประชาคมโลก ตามแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งการทำงาน โดยไม่กระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน แผนงานระดับชาติว่าด้วยงานที่มีคุณค่าทั้งนี้ จะต้องไม่ขัดต่อพันธกรณีของประเทศไทยภายใต้ความตกลงระหว่างประเทศอื่นๆ กฎหมายภายในประเทศ นโยบายของรัฐบาล แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี รวมทั้งระเบียบปฏิบัติอื่นๆ ภายในประเทศด้วย
เอกสารสำคัญที่จะมีการพิจารณาในการประชุมใหญ่ประจำปีองค์การแรงงานระหว่างประเทศ สมัยที่ 108 จำนวน 3 ฉบับ สรุปสาระสำคัญ ดังนี้
1.เอกสารที่มีการลงคะแนนเสียง (Vote) ระหว่างการประชุม จำนวน 2 ฉบับ
(1) ร่างอนุสัญญาว่าด้วยการยุติความรุนแรงและการล่วงละเมิดในโลกแห่งการทำงาน มีเนื้อหาครอบคลุมการกำหนดลักษณะ หรือคำจำกัดความของความรุนแรงและการล่วงละเมิดในโลกแห่งการทำงาน ขอบเขต หลักการสำคัญ การคุ้มครองและการป้องกัน การบังคับใช้กฎหมายและการเยียวยา คำแนะนำ การฝึกอบรมและสร้างการตะหนักรู้ และแนวทางการปฏิบัติตามอนุสัญญา โดยที่หลักการและแนวคิดของการออกอนุสัญญาฯ มีจุดประสงค์เพื่อให้ความคุ้มครองบุคคลที่อาจมีความเสี่ยงในการตกเป็นผู้เสียหายต่อความรุนแรงและการล่วงละเมิดในโลกแห่งการทำงาน ซึ่งตอบสนองต่อแนวโน้มสถานการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้นทั่วโลก และสอดคล้องกับอนุสัญญาระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนหลายฉบับที่ประเทศไทยเป็นภาคี
(2) ร่างข้อแนะว่าด้วยการยุติความรุนแรงและการล่วงละเมิดในโลกแห่งการทำงาน เป็นข้อแนะประกอบอนุสัญญา ซึ่งเป็นแนวทางสำหรับให้ประเทศสมาชิกนำไปปรับใช้กับสถานการณ์ภายในประเทศ โดยไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย เนื้อหาข้อแนะฯ มีรายละเอียดที่มากกว่าอนุสัญญา ฯ เช่น มาตรการที่รัฐควรดำเนินการ ประเด็นที่ควรระบุในกฎหมายและข้อบังคับภายในประเทศ บุคคลที่อยู่ในกลุ่มเปราะบาง การเยียวยาและกลไกแก้ไขข้อพิพาท
2 เอกสารที่มีการรับรอง (adopt) แต่ไม่มีการลงคะแนน (Vote) ระหว่างการประชุมจำนวน 1 ฉบับ คือ ร่างปฏิญญาแห่งศตวรรษ เป็นกรอบแนวทางการดำเนินการในเชิงนโยบายขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ ในศตวรรษที่ 2 เพื่อสร้างอนาคตของงานที่ยุติธรรม ครอบคลุม และมั่งคงยิ่งขึ้น โดยมีการจ้างงานอย่างเต็มรูปแบบและเป็นงานที่มีคุณค่าสำหรับทุกคน ซึ่งองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization : ILO) เรียกร้องให้ประเทศสมาชิกร่วมดำเนินการบนพื้นฐานของไตรภาคีที่ประกอบด้วยภาครัฐ นายจ้าง ลูกจ้าง เพื่อพัฒนาแนวทางการทำงานที่ยึดคนเป็นศูนย์กลางเพื่ออนาคตของงาน
21. เรื่อง การจัดทำความตกลงประเทศเจ้าภาพ (host country agreement) กับสำนักงานป้องกันยาเสพติดและปราบปรามอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในการจัดทำความตกลงประเทศเจ้าภาพ (host country agreement) กับสำนักงานป้องกันยาเสพติดและปราบปรามอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ และหนังสือแลกเปลี่ยน ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนร่างหนังสือความตกลงฯ และหนังสือแลกเปลี่ยนดังกล่าวในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญและไม่ขัดกับหลักการที่คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบไว้ ให้สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทยดำเนินการได้ โดยให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีทราบภายหลัง พร้อมทั้งชี้แจงเหตุผลและประโยชน์ที่ประเทศไทยได้รับจากการปรับเปลี่ยนดังกล่าว พร้อมอนุมัติให้เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ กรุงเวียนนา หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย เป็นผู้ลงนามในหนังสือแลกเปลี่ยนดังกล่าว และอนุมัติให้กระทรวงการต่างประเทศจัดทำหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers) ให้ผู้ลงนามดังกล่าว ตามที่กระทรวงยุติธรรม (สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน)) เสนอ
สาระสำคัญของร่างความตกลงฯ มีพันธกรณีที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
1. การให้เอกสิทธิ์และความคุ้มกันแก่ผู้เข้าร่วมการประชุมและบุคคลที่ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการประชุม และการนำเข้าวัสดุอุปกรณ์โดยปลอดภาษีอากรสำหรับการประชุมตามที่กำหนดไว้ในอนุสัญญาว่าด้วยเอกสิทธิ์และความคุ้มกันของสหประชาชาติ ซึ่งประเทศไทยมีพระราชบัญญัติคุ้มครองการดำเนินงานของสหประชาชาติและทบวงชำนัญพิเศษในประเทศไทย พ.ศ. 2505 และพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 เป็นกฎหมายอนุวัติการรับรองอยู่แล้ว
2. สถาบันฯ และสำนักงานป้องกันยาเสพติดและปราบปรามอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office on Drugs and Crime – UNODC) จะเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบการดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ของร่างความตกลงฯ ฉบับนี้ ทั้งนี้ ได้มีการแบ่งความรับผิดชอบในส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเรียบร้อยแล้ว
3. ร่างความตกลงฯ จะมีผลบังคับใช้นับตั้งแต่วันที่ฝ่ายไทยมีหนังสือตอบโดยให้ถือว่าการแลกเปลี่ยนหนังสือระหว่างกันเพียงอย่างเดียว ก็มีผลให้เกิดเป็นความตกลงประเทศเจ้าภาพระหว่างรัฐบาลไทยและสำนักงานUNODC โดยไม่ต้องมีการลงนามในหนังสือสองฝ่าย
สำนักงาน UNODC ขอให้ฝ่ายไทยพิจารณาและขอรับหนังสือตอบกลับแสดงความเห็นชอบในโอกาสแรก ทั้งนี้ ร่างความตกลงฯ ดังกล่าวจะต้องมีผลบังคับใช้ก่อนการประชุมกลุ่มผู้เชี่ยวชาญเพื่อทบทวนเนื้อหาการปรับปรุงคู่มือเรื่องกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ ระหว่างวันที่ 17 – 19 มิถุนายน 2562
22. เรื่อง ร่างเอกสารผลลัพธ์การประชุมระดับรัฐมนตรี G 20 ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างเอกสารผลลัพธ์ของการประชุมระดับรัฐมนตรี G 20 ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมโลกเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน ได้แก่ (1) ร่างแถลงการณ์ Communique (Global Environment) (2) G 20 Implementation Framework for Actions on Marine Plastic Litter และ (3) ร่างแถลงการณ์ G20 Communique Joint part (Energy and Environment) พร้อมอนุมัติให้หัวหน้าคณะผู้แทนไทยให้การรับรองร่างเอกสารผลลัพธ์การประชุมระดับรัฐมนตรี G 20 ด้านพลังงานสิ่งแวดล้อมโลกเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนดังกล่าว ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขร่างเอกสารข้างต้น ในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ต่อประเทศไทย ให้เป็นดุลยพินิจของหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเป็นผู้พิจารณา โดยไม่ต้องนำกลับไปเสนอคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง ตามที่เสนอกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอ
ร่างเอกสารผลลัพธ์ของการประชุมระดับรัฐมนตรี G 20 ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมโลกเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน มีดังนี้
1. Communique (Global Environment) มีสาระสำคัญดังนี้
(1) ยอมรับการปรับปรุงการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพผ่านทางนโยบายและวิธีการต่างๆ อาทิ เศรษฐกิจหมุนเวียน การจัดการวัสดุอย่างยั่งยืน หลักการ3Rs (การลด การใช้ซ้ำ การหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่) และการทำขยะให้มีมูลค่า
(2) เร่งให้เกิดกิจกรรมต่างๆเพื่อลดการสูญเสียอาหารและขยะจากอาหาร ตลอดจนการจัดการขยะจากอาหารอย่างมีประสิทธิภาพและถูกสุขอนามัย
(3) ขยะทางทะเลโดยเฉพาะอย่างยิ่งขยะพลาสติกและไมโครพลาสติกในทะเลเป็นเรื่องที่ต้องการปฏิบัติการอย่างเร่งด่วน เนื่องจากมีอิทธิพลต่อระบบนิเวศทางทะเล อุตสาหกรรมต่างๆรวมไปถึงการประมง การท่องเที่ยว การขนส่งสินค้าและอาจมีผลต่อสุขภาพของมนุษย์ด้วย
(4) รับทราบถึงการบรรเทาผลกระทบและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสามารถลดความเสี่ยงภัยพิบัติและส่งเสริมการดำเนินงานตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อชุมชนที่มีความเปราะบาง และประชาชนทั่วไป
2. G 20 Implementation Framework for Actions on Marine Plastic Litter ซึ่งเป็นภาคผนวกของ Communique (Global Environment) มีสาระสำคัญดังนี้
(1) เพื่อส่งเสริมแนวทางวัฏจักรชีวิตที่ครอบคลุมเพื่อป้องกันและลดขยะพลาสติกที่ระบายออกสู่มหาสมุทรอย่างเร่งด่วน การทำความสะอาดขยะพลาสติกในทะเลให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การจัดการวิธีการแก้ปัญหาโดยใช้นวัตกรรมและความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถของประเทศ ตลอดจนการป้องกันและการลดการเกิดขยะพลาสติก การส่งเสริมการผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน
(2) เสริมสร้างการประสานความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อส่งเสริมวิธีการแก้ปัญหาเชิงนวัตกรรมเพื่อการออกแบบผลิตภัณฑ์ ทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพและวิธีการหมุนเวียน เทคโนโลยีในการจัดการของเสีย เทคโนโลยีในการบำบัดน้ำเสีย ทางเลือกต่างๆที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สำหรับผลิตภัณฑ์พลาสติก รวมทั้งผลิตภัณฑ์พลาสติกและไมโครพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียว
3. G20 Communique Joint part (Energy and Environment) มีสาระสำคัญดังนี้
(1) ยอมรับความสำคัญของการเป็นผู้นำในการเปลี่ยนผ่านพลังงานเพื่อที่จะตระหนักในเรื่อง “3E+S” (ความมั่งคงทางพลังงาน ความพอเพียงทางเศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย) และการจัดการประเด็นความท้าทายหลักระดับโลกต่างๆ ซึ่งรวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเน้นย้ำความสำคัญในการส่งเสริมการทำงานร่วมกันเมื่อต้องต่อสู้กับปัญหาที่กล่าวมาข้างต้น เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน
(2) เพื่อกระตุ้นวงจรประเสริฐ (Virtuous Cycle) และนำการเปลี่ยนแปลงไปสู่อนาคตที่มีความยืดหยุ่นและยั่งยืนขณะเดียวกันสร้างความมั่นใจในความมั่งคงด้านพลังงาน การลดก๊าซเรือนกระจกและการปล่อยก๊าซอื่นๆ รวมถึงการปรับปรุงการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ควรเน้นการรวบรวมภูมิปัญญาจากทั่วโลก การระดมทุน/การลงทุน และการปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจเพื่อส่งเสริมเทคโนโลยีและสังคมนวัตกรรม
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี