สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำวันที่ 11 มิถุนายน 2562

สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำวันที่ 11 มิถุนายน 2562

วันอังคาร ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 18.23 น.

11 มิ.ย.62 เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาลพลเอก ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี  ซึ่งสรุปสาระสำคัญดังนี้

กฎหมาย


              

1. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..)  พ.ศ. …. (มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการกีฬา)

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วน แล้วดำเนินการต่อไปได้ และให้กระทรวงการคลังรับความเห็นของสำนักงบประมาณ และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการต่อไป

                สาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกา

                ร่างพระราชกฤษฎีกาที่กระทรวงการคลังเสนอ เป็นการขยายระยะเวลาการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีตามมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการกีฬา สำหรับผู้บริจาคหรือสนับสนุนการกีฬาให้แก่ การกีฬาแห่งประเทศไทย คณะกรรมการกีฬาจังหวัด สมาคมกีฬาแห่งจังหวัด สมาคมกีฬาที่ใช้คำว่า “แห่งประเทศไทย” หรือกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยการกีฬาแห่งประเทศไทย และกรมพลศึกษา โดยขยายระยะเวลามาตรการเดิมตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 596)            พ.ศ. 2559 ซึ่งได้สิ้นสุดลงแล้วเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2561 ออกไปอีก 1 ปี เป็น ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2562 เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนได้มีส่วนร่วมในการสนับสนุนด้านการกีฬาอย่างต่อเนื่อง

 

2. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..)  พ.ศ. …. (มาตรการภาษีสำหรับการบริจาคให้แก่สถานศึกษาที่จัดตั้งขึ้นในประเทศไทยตามสนธิสัญญา หรือความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับทบวงการชำนัญพิเศษแห่งสหประชาชาติ)

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้วดำเนินการต่อไปได้

                กค. เสนอว่า

                1. ได้มีพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร  (ฉบับที่ 654) พ.ศ. 2561 ยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ สำหรับการบริจาคเงินหรือทรัพย์สินให้แก่สถานศึกษาที่จัดตั้งขึ้นในประเทศไทยตามสนธิสัญญา หรือความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับทบวงการชำนัญพิเศษแห่งสหประชาชาติที่ได้กระทำตั้งแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้มีผลใช้บังคับ (27 มีนาคม 2561) ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2561 

                2. โดยที่การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีตามพระราชกฤษฎีกาข้อ 1. ได้สิ้นสุดระยะเวลาแล้ว ดังนั้น เพื่อเป็นการปฏิรูประบบการศึกษาตามนโยบายของรัฐบาล และเป็นการจูงใจให้ประชาชนและภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการส่งเสริมสนับสนุนและพัฒนาการศึกษา การวิจัยในสาขาวิชาต่าง ๆ มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงเห็นควรขยายระยะเวลาการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการบริจาคให้แก่สถานศึกษาที่จัดตั้งขึ้นในประเทศไทยตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับทบวงการชำนัญพิเศษแห่งสหประชาชาติ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2562 ทั้งนี้ ภายใต้หลักการและแนวทางการปรับปรุงกฎหมาย ดังนี้

                        2.1 กำหนดให้บุคคลธรรมดาหรือบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่บริจาคเงินหรือทรัพย์สินให้แก่สถานศึกษาที่จัดตั้งขึ้นในประเทศไทยตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับทบวงการชำนัญพิเศษแห่งสหประชาชาติ สามารถหักเป็นค่าลดหย่อนหรือรายจ่ายได้สองเท่าของจำนวนที่บริจาค แต่เมื่อรวมกับค่าใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนการศึกษาตามโครงการที่กระทรวงศึกษาธิการให้ความเห็นชอบแล้ว และรายจ่ายใน การจัดสร้างและบำรุงรักษาสนามเด็กเล่น สวนสาธารณะ หรือสนามกีฬาของเอกชนหรือของราชการแล้ว ต้องไม่เกิน         ร้อยละสิบของกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะหรือเพื่อการสาธารณประโยชน์ และรายจ่าย เพื่อการศึกษาหรือเพื่อการศึกษา

                        2.2 การบริจาคเงินหรือทรัพย์สินตามข้อ 2.1 จะต้องเป็นการบริจาคผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e – Donation) ของกรมสรรพากร 

                        2.3 ยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ ให้แก่บุคคลธรรมดาหรือบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับเงินได้ที่ได้รับจากการโอนทรัพย์สิน หรือการขายสินค้า หรือสำหรับการกระทำตราสารอันเนื่องมาจากการบริจาคให้แก่สถานศึกษาข้างต้น โดยผู้โอนจะต้องไม่นำต้นทุนของทรัพย์สินหรือสินค้าซึ่งได้รับยกเว้นภาษีดังกล่าวมาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือภาษีเงินได้นิติบุคคล 

                        2.4 การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีดังกล่าว มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2562 และให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด

                3. กค. ได้ดำเนินการจัดทำประมาณการสูญเสียรายได้และประโยชน์ที่จะได้รับตามมาตรา 27 และมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 การกำหนดสิทธิประโยชน์ทางภาษีดังกล่าวมีผลทำให้รัฐจัดเก็บภาษีลดลงตลอดระยะเวลาการให้สิทธิประโยชน์ประมาณ 8 ล้านบาท อย่างไรก็ดี มาตรการนี้จะมีส่วนช่วยลดภาระการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายของรัฐในด้านการศึกษาได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ มีดังนี้

                        3.1 ภาคเอกชนมีทางเลือกในการสนับสนุนด้านการศึกษามากขึ้น ทำให้มีแรงจูงใจในการมีส่วนร่วมสนับสนุนและพัฒนาการศึกษา การวิจัยในสาขาต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น เป็นการสร้างโอกาสทางการศึกษา อันมีผลต่อความยั่งยืนทางการศึกษาของประชาชน

                        3.2 ก่อให้เกิดการยกระดับสถานศึกษาที่มีความเชี่ยวชาญสู่ความเป็นเลิศ มีความเป็นสากล สามารถแข่งขันได้ในประชาคมโลก และนำไปสู่การพัฒนาบุคลากรที่มีคุณภาพอย่างยั่งยืน

จึงได้เสนอร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. มาเพื่อดำเนินการ

                สาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกา 

                ขยายระยะเวลาการให้สิทธิประโยชน์เพื่อสนับสนุนการศึกษา โดยยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ ให้แก่บุคคลธรรมดาหรือบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับการบริจาคผ่านระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากร ให้แก่สถานศึกษาที่จัดตั้งขึ้นในประเทศไทย ตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับทบวงการชำนัญพิเศษแห่งสหประชาชาติ ที่ได้กระทำตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2562

 

3. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดพัสดุที่รัฐต้องการส่งเสริมหรือสนับสนุน และกำหนดวิธีการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุ โดยวิธีคัดเลือกและวิธีเฉพาะเจาะจง พ.ศ. ….

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดพัสดุที่รัฐต้องการส่งเสริมหรือสนับสนุน และกำหนดวิธีการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุ โดยวิธีคัดเลือกและวิธีเฉพาะเจาะจง พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

                สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง

                กำหนดพัสดุที่รัฐต้องการส่งเสริมหรือสนับสนุน ได้แก่ (1) การส่งเสริมและพัฒนาด้านการเกษตร  (2) การส่งเสริมวิสาหกิจเริ่มต้น วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และผู้ด้อยโอกาส (3) การส่งเสริมการเรียนการสอน (4) การส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา หรือการให้บริการทางการศึกษา (5) การส่งเสริมนวัตกรรม (6) การส่งเสริมสุขภาพและสาธารณสุข (7) การส่งเสริมความมั่นคงด้านพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติ และ (8) การส่งเสริมความมั่นคงด้านความปลอดภัยทางอาหารและสินค้าเกษตร และวิธีการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุโดยวิธีคัดเลือก และวิธีเฉพาะเจาะจงสำหรับพัสดุดังกล่าว

 

4. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ. ….

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

                สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง

                1. กำหนดให้ยกเลิกกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ. 2553

                2. กำหนดให้ผู้ผลิต ผู้ส่งออก และผู้นำเข้าสินค้าเกษตรยื่นคำขอต่อผู้ประกอบการตรวจสอบมาตรฐานตามแบบที่เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา พร้อมด้วยเอกสารหรือหลักฐานตามที่ระบุไว้ในแบบคำขอนั้น

                3. กำหนดให้เมื่อผู้ประกอบการตรวจสอบมาตรฐานได้รับคำขอพร้อมทั้งเอกสารหรือหลักฐานถูกต้องและครบถ้วนแล้ว ให้ดำเนินการตรวจสอบมาตรฐานสินค้าเกษตรนั้นทันที เว้นแต่มีผู้ยื่นคำขอหลายรายให้ดำเนินการตรวจสอบตามลำดับที่ยื่นคำขอ และเพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบมาตรฐานสินค้าเกษตรที่นำเข้า ผู้ประกอบการตรวจสอบมาตรฐานอาจไปตรวจสอบ ณ สถานที่ผลิตสินค้าเกษตรนั้นในต่างประเทศเพื่อตรวจสอบให้เป็นไปตามมาตรฐานได้

                        ในกรณีที่มีการตรวจสอบมาตรฐานสินค้าเกษตรที่นำเข้า พนักงานเจ้าหน้าที่อาจไปตรวจประเมินวิธีการตรวจสอบมาตรฐานในต่างประเทศได้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด โดยผู้ประกอบการตรวจสอบมาตรฐานเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่

                4. บรรดาคำขอที่ได้ยื่นไว้ตามกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ. 2553 ก่อนวันที่กฎกระทรวงฉบับนี้ใช้บังคับ ให้ถือว่าเป็นคำขอตามกฎกระทรวงฉบับนี้

                5. บรรดาใบรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรที่ได้ออกให้ตามกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ. 2553 ก่อนวันที่กฎกระทรวงฉบับนี้ใช้บังคับ ให้คงใช้ได้ต่อไปจนกว่าจะสิ้นอายุ

 

5. เรื่อง ร่างระเบียบคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายเพื่อใช้ในการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย  พ.ศ. ….

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการร่างระเบียบคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายเพื่อใช้ในการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณา โดยให้รับความเห็นของกระทรวงพาณิชย์ไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วดำเนินการต่อไปได้ 

                สาระสำคัญของร่างระเบียบ

ประเด็น

รายละเอียด

1. การยกเลิกระเบียบฉบับเดิม

ยกเลิกระเบียบคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2543 ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการจัดเก็บจากการจำหน่ายน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ น้ำตาลทรายขาวและน้ำตาลทรายสีรำภายในราชอาณาจักรเข้ากองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย และระเบียบคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการจัดเก็บเงินจากการจำหน่ายน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ น้ำตาลทรายขาว และน้ำตาลทรายสีรำภายในราชอาณาจักรเข้ากองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2547

2. ผลใช้บังคับ

กำหนดให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2561

3. หลักเกณฑ์การนำส่งเงินเข้ากองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายของโรงงานอ้อยและน้ำตาลทราย

กำหนดให้โรงงานอ้อยและน้ำตาลทรายนำส่งเงินเข้ากองทุนอ้อยและน้ำตาล โดยคำนวณจากปริมาณอ้อยที่ชาวไร่อ้อยส่งให้แก่โรงงานในแต่ละฤดูการผลิต อัตรายี่สิบบาทต่อหนึ่งตันอ้อย โดยแบ่งชำระเป็น 4 งวด ดังนี้

(1) งวดที่ 1 ภายในเดือนมิถุนายน

(2) งวดที่ 2 ภายในเดือนสิงหาคม

(3) งวดที่ 3 ภายในเดือนตุลาคม

(4) งวดที่ 4 ภายในเดือนธันวาคม

เงินที่กองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายได้รับ ให้ตกเป็นของกองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายตามมาตรา 27 (8) แห่งพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527

4. การเรียกคืนเงิน

เงินที่กองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายได้รับจากโรงงานใดตามระเบียบคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2543 ฯ ที่เป็นฤดูการผลิตปี 2560/2561 ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2561 จนถึงวันที่ระเบียบนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ให้ส่งคืนแก่โรงงานนั้นตามจำนวนที่ได้รับมา

5. กรณีโรงงานไม่นำส่งเงินเข้ากองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย

กรณีโรงงานไม่นำส่งเงินเข้ากองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายภายในระยะเวลาที่กำหนด ให้คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปี นับแต่วันถัดจากวันที่ครบกำหนดชำระจนกว่าจะได้ทำการชำระเสร็จสิ้น

 

6. เรื่อง ร่างประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดชนิดและแหล่งกำเนิดวัตถุดิบที่จะนำมาใช้ในโรงงาน พ.ศ. ….

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติดังนี้

                1. อนุมัติในหลักการร่างประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดชนิดและแหล่งกำเนิดวัตถุดิบที่จะนำมาใช้ในโรงงาน พ.ศ. … ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณา โดยให้รับความเห็นของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมไปประกอบการตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้  

                2. ให้กระทรวงอุตสาหกรรมรับข้อสังเกตของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และกระทรวงพาณิชย์ไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย  

                3.  ให้กระทรวงพาณิชย์เร่งรัดการออกประกาศห้ามนำเข้าซึ่งสินค้าอุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้แล้วที่จะนำมาถอดแยกเพื่อนำโลหะกลับมาใช้ตามพระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ. 2522 เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

                สาระสำคัญของร่างประกาศ  

ประเด็น

รายละเอียด

1. กำหนดนิยาม

“ขยะอิเล็กทรอนิกส์” หมายความว่า ชิ้นส่วนอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์หรือเศษ (ไม่รวมเศษจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้า) ที่มีส่วนประกอบซึ่งได้แก่ ตัวเก็บประจุไฟฟ้า และแบตเตอรี่อื่น ๆ สวิทช์ที่มีปรอทเป็นองค์ประกอบในการทำงาน เศษแก้วจากหลอดรังสีแคโทด และแอกติเวเต็ดกลาสอื่น ๆ ตัวเก็บประจุไฟฟ้าที่มีสารพีซีบี หรือที่ปนเปื้อนด้วยแคดเมียม ปรอท ตะกั่ว โพลีคลอริเนทเต็ดไบฟีนิล ตามบัญชี 5.2 ลำดับที่ 2.18 ของประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง บัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย พ.ศ. 2556 ออกตามความในพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535

2. กำหนดข้อห้าม

ห้ามโรงงานตามประเภทหรือชนิดของโรงงานในบัญชีท้ายกฎกระทรวง (พ.ศ. 2535) ออกตามความในพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 นำเข้าชิ้นส่วนอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E – Waste) จากต่างประเทศ

 

7. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. (การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต่างประเทศ สำหรับดอกเบี้ยพันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทยและดอกเบี้ยพันธบัตรกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน)

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับข้อสังเกตของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีไปประกอบการพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

                สาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกา

                กำหนดให้ยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย สำหรับเงินได้พึงประเมินที่เป็นดอกเบี้ยพันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย หรือดอกเบี้ยพันธบัตรกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยธนาคารแห่งประเทศไทยที่ได้รับ ตั้งแต่วันที่คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 17/2561 เรื่อง การยกเว้นภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากรบางกรณี ลงวันที่ 16 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2561 ถูกยกเลิกเป็นต้นไป

 

8. เรื่อง ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ….) ออกตามความในพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 ว่าด้วยการจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ (การกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ ตามพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2561)

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ….) ออกตามความในพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 ว่าด้วยการจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้  และรับทราบรายงานเหตุผลที่ไม่อาจดำเนินการจัดทำกฎหมายลำดับรองได้ภายในกำหนดระยะเวลาตามพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2561

                สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง

                1. กำหนดให้หนี้สูญที่จะจำหน่ายจากบัญชีลูกหนี้ต้องเป็นหนี้ที่มีลักษณะ ดังนี้ 

                        1.1 ต้องเป็นหนี้จากการประกอบกิจการหรือเนื่องจากการประกอบกิจการ หรือหนี้ที่ได้รวมเป็นเงินได้ในการคำนวณกำไรสุทธิ ทั้งนี้ ไม่รวมหนี้ที่ผู้เป็นหรือเคยเป็นกรรมการเป็นลูกหนี้ ไม่ว่าหนี้นั้นจะเกิดขึ้นก่อนหรือในขณะที่ผู้นั้นเป็นกรรมการ   

                        1.2 ต้องเป็นหนี้ที่ยังไม่ขาดอายุความและมีหลักฐานโดยชัดแจ้งที่สามารถฟ้องลูกหนี้ได้  

                2. กำหนดให้การจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ ในกรณีหนี้ของลูกหนี้แต่ละรายมีจำนวนเกิน 2,000,000 บาทขึ้นไป ต้องดำเนินการดังนี้  

                        2.1 ติดตามทวงถามให้ชำระหนี้ตามสมควรแก่กรณี โดยมีหลักฐานการติดตามทวงถามอย่างชัดแจ้งและไม่ได้รับชำระหนี้

                        2.2 ดำเนินการฟ้องลูกหนี้ในคดีแพ่ง หรือได้ยื่นคำขอเฉลี่ยหนี้ในคดีที่ลูกหนี้ถูกเจ้าหนี้รายอื่นฟ้องในคดีแพ่ง หรือ

                        2.3 ดำเนินการฟ้องลูกหนี้ในคดีล้มละลาย หรือได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีที่ลูกหนี้ถูกเจ้าหนี้รายอื่นฟ้องในคดีล้มละลาย หรือในคดีที่ผู้ชำระบัญชีร้องขอต่อศาลขอให้สั่งให้ลูกหนี้นั้นล้มละลาย 

                3. กำหนดให้การจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ ในกรณีหนี้ของลูกหนี้แต่ละรายมีจำนวนไม่เกิน 2,000,000 บาท ต้องดำเนินการ 

                        3.1 ติดตามทวงถามให้ชำระหนี้ตามสมควรแก่กรณี โดยมีหลักฐานการติดตามทวงถามอย่างชัดแจ้งและไม่ได้รับชำระหนี้  

                        3.2 ดำเนินการฟ้องลูกหนี้ในคดีแพ่งและศาลได้มีคำสั่งรับคำฟ้องนั้นแล้ว หรือได้ยื่นคำขอเฉลี่ยหนี้ในคดีที่ลูกหนี้ถูกเจ้าหนี้รายอื่นฟ้องในคดีแพ่งและศาลได้มีคำสั่งรับคำขอนั้นแล้ว หรือ 

                        3.3 ดำเนินการฟ้องลูกหนี้ในคดีล้มละลายและศาลได้มีคำสั่งรับคำฟ้องนั้นแล้วหรือได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีที่ถูกเจ้าหนี้รายอื่นฟ้องในคดีล้มละลาย หรือในคดีที่ผู้ชำระบัญชีร้องขอให้ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้เป็นบุคคลล้มละลาย และศาลได้มีคำสั่งรับคำขอรับชำระหนี้นั้นแล้ว 

                4. กำหนดให้หนี้ของลูกหนี้รายใดที่ได้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวงนี้ครบถ้วนแล้วในรอบระยะเวลาบัญชีใด ให้จำหน่ายเป็นหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้และถือเป็นรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น เว้นแต่กรณีการดำเนินการฟ้องลูกหนี้ในคดีแพ่งหรือคดีล้มละลาย ให้ถือเป็นรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีที่ศาลได้มีคำสั่งรับคำฟ้อง คำขอเฉลี่ยหนี้ หรือคำขอรับชำระหนี้ และกรณีการจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ในส่วนที่ได้ปลดหนี้หรือประนอมหนี้ให้ลูกนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ให้ถือเป็นรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีที่ศาลได้มีคำสั่งเห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ แล้วแต่กรณี 

 

เศรษฐกิจ - สังคม

 9. เรื่อง ขออนุมัติเงินกู้เพื่อเสริมสภาพคล่อง ประจำปีงบประมาณ 2562 ของการยาสูบแห่งประเทศไทย

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอให้การยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) เปิดวงเงินกู้ระยะสั้น จำนวน 1,500 ล้านบาท ในรูป Credit Line โดยวิธีเบิกเกินบัญชี (Bank Overdraft : OD) และตั๋วสัญญาใช้เงิน (Promissory Note : P/N) กับธนาคารที่มีเงื่อนไขเหมาะสมที่สุด เพื่อสำรองไว้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการเสริมสภาพคล่องในกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วน ทั้งนี้ วงเงินกู้ดังกล่าว อยู่ภายใต้กรอบแผนสำหรับการก่อหนี้ของ ยสท. วงเงิน 3,000 ล้านบาท ในแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2562

                สาระสำคัญของเรื่อง

                กระทรวงการคลังเสนอการขออนุมัติเงินกู้เพื่อเสริมสภาพคล่อง ประจำปีงบประมาณ 2562 ของการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) โดยเปิดวงเงินกู้ระยะสั้นในรูป Credit Line จำนวน 1,500 ล้านบาท โดยวิธีเบิกเกินบัญชี (Bank Overdraft : OD) และตั๋วสัญญาใช้เงิน (Promissory Note : P/N) เพื่อบริหารความเสี่ยงและเสริมสภาพคล่องเพื่อรองรับค่าใช้จ่ายในองค์กร เช่น ค่าแสตมป์ยาสูบและภาระภาษีต่าง ๆ (ภาษีเพื่อราชการส่วนท้องถิ่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ฯลฯ) ค่าซื้อใบยาและวัตถุดิบในการผลิตบุหรี่ รวมถึงเงินลงทุนตามแผนงานในโครงการโรงงานผลิตยาสูบโรจนะ โดยคณะกรรมการยาสูบแห่งประเทศไทยพิจารณาแล้วเห็นชอบด้วย และวงเงินกู้ดังกล่าวได้บรรจุในแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2562 ด้วยแล้ว ทั้งนี้ การดำเนินการขออนุมัติเงินกู้ดังกล่าวอยู่ภายใต้สมมติฐาน ดังนี้

                1. รายได้จากการจำหน่ายยาสูบของปีงบประมาณ 2562 ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่จำนวน 18,817 ล้านมวน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตภายหลังที่พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2560 เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายด้านสาธารณสุขของรัฐบาลที่ต้องการจะลดการบริโภคยาสูบของประชาชนในประเทศ และ ยสท. ได้ปรับราคาบุหรี่ขึ้นตามกฎหมายใหม่ ส่งผลให้ยอดจำหน่ายบุหรี่ของ ยสท. ลดลง

                2. ค่าใช้จ่ายในการรับซื้อใบยาสูบสูงกว่าที่ประมาณการไว้จำนวน 1,189.10 ล้านบาท เนื่องจาก ยสท. อาจมีความจำเป็นต้องช่วยเหลือเกษตรกรโดยรับซื้อใบยาสูบจากเกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบในส่วนที่เกินกว่าความต้องการจริงในการผลิตหรือเกินกว่าโควตาที่เคยได้ให้ไว้

 

10. เรื่อง การกำหนดเบี้ยประชุมและประโยชน์ตอบแทนอื่นของกรรมการนโยบายการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล และกรรมการบริหารศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล รวมทั้งการเบิกจ่ายเบี้ยประชุมสำหรับอนุกรรมการอื่นตามพระราชบัญญัติการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล พ.ศ. 2562

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เสนอ ดังนี้

                1. อนุมัติเบี้ยประชุมและประโยชน์ตอบแทนอื่นของกรรมการนโยบายการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล

                2. อนุมัติเบี้ยประชุมและประโยชน์ตอบแทนอื่นของกรรมการบริหารศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.)

                3. อนุมัติเบี้ยประชุมสำหรับอนุกรรมการอื่นซึ่งกำหนดให้มีขึ้นตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ (พระราชบัญญัติการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล พ.ศ. 2562) ให้เบิกจ่ายเบี้ยประชุมเป็นรายครั้งตามพระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมกรรมการ พ.ศ. 2547 โดยอนุโลม (ยังไม่ได้มีคำสั่งแต่งตั้งอนุกรรมการอื่น รวมถึงยังไม่ได้กำหนดองค์ประกอบและหน้าที่อำนาจที่ชัดเจน)

                สาระสำคัญของเรื่อง

                สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติได้เสนอขออนุมัติเบี้ยประชุมและประโยชน์ตอบแทนอื่นของกรรมการนโยบายการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล กรรมการบริหารศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล และอนุกรรมการอื่น ที่กำหนดให้มีขึ้นตามพระราชบัญญัติการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล พ.ศ. 2562 (มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2562 ที่ผ่านมา) ซึ่งได้ผ่านการพิจารณาจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้องแล้ว ได้แก่ กระทรวงการคลัง (กค.) สำนักงบประมาณ สำนักงาน ก.พ. สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กรมบัญชีกลาง และศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ทั้งนี้ อัตราเบี้ยประชุมที่เสนอในครั้งนี้เทียบเคียงจากประกาศ กค. เรื่อง กำหนดรายชื่อคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการที่มีสิทธิได้รับเบี้ยประชุมเป็นรายเดือนและอัตราเบี้ยประชุมเป็นรายเดือนและรายครั้งสำหรับกรรมการ อนุกรรมการ เลขานุการ และผู้ช่วยเลขานุการ พ.ศ. 2558 ซึ่งอาศัยอำนาจตามมาตรา 6 มาตรา 7 และมาตรา 15 แห่งพระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมกรรมการ พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ดังนี้

ตำแหน่ง

อัตราเบี้ยประชุม

ประกาศ กค.ฯ

เสนอขออนุมัติในครั้งนี้

อัตราเบี้ยประชุมกรรมการนโยบายการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล

1. ประธานกรรมการ

(นายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรี)

เดือนละ 10,000 บาท

เดือนละ 10,000 บาท

2. กรรมการโดยตำแหน่ง

เดือนละ 8,000 บาท

เดือนละ 8,000 บาท

3. กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง

เดือนละ 8,000 บาท

เดือนละ 8,000 บาท

4. กรรมการเฉพาะกิจ

ครั้งละ 1,600 บาท

ครั้งละ 1,600 บาท

อัตราเบี้ยประชุมกรรมการบริหาร ศรชล.

1. ประธานกรรมการ

(ผู้บัญชาการทหารเรือ)

เดือนละ 6,250 บาท

เดือนละ 6,250 บาท

2. รองประธานกรรมการ

เดือนละ 5,625 บาท

เดือนละ 5,625 บาท

3. กรรมการ

เดือนละ 5,000 บาท

เดือนละ 5,000 บาท

หมายเหตุ :

(1) กรรมการนโยบายการรักษาผลประโยชน์ของชาติ (ยกเว้นกรรมการเฉพาะกิจ) และกรรมการบริหาร ศรชล. จะมีสิทธิได้รับเบี้ยประชุมรายเดือนเฉพาะเดือนที่มีการประชุมเท่านั้น และได้รับไม่เกินเดือนละ 1 ครั้ง และหากเดือนใดไม่มีการประชุมหรือมีการประชุมแต่ไม่เข้าร่วมประชุมให้งดจ่ายสำหรับกรรมการเฉพาะกิจซึ่งได้รับเบี้ยประชุมเป็นรายครั้ง เมื่อรวมเบี้ยประชุมที่ได้รับในแต่ละเดือน ต้องไม่เกินเบี้ยประชุมรายเดือนซึ่งกรรมการนโยบายการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลประเภทอื่นได้รับ

(2) สำหรับประโยชน์ตอบแทนอื่น (2.1) กรณีข้าราชการ : ให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ พ.ศ. 2526 และที่แก้ไขเพิ่มเติม รวมทั้งระเบียบ กค. ว่าด้วยการเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (2.2) ผู้ที่ไม่ได้เป็นข้าราชการให้เทียบเคียงผู้ดำรงตำแหน่งประเภทอำนวยการระดับสูง

• อัตราเบี้ยประชุมสำหรับอนุกรรมการอื่น (ยังไม่ได้มีการแต่งตั้งอนุกรรมการอื่น)

อนุกรรมการ

ครั้งละ 1,000 บาท

ให้เบิกจ่ายเบี้ยประชุมเป็นรายครั้งตาม พ.ร.ฎ. เบี้ยประชุมฯ

 

11. เรื่อง  มาตรการแก้ไขปัญหาอ้อยไฟไหม้

                คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและเห็นชอบตามที่กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) เสนอ ดังนี้

                1. รับทราบมาตรการแก้ไขปัญหาอ้อยไฟไหม้  ประกอบด้วย

                        1.1 มาตรการทางกฎหมาย  โดยจะมีการออกระเบียบให้ทันในฤดูการผลิตปี 2562/2563 กำหนดให้โรงงานน้ำตาลจะรับอ้อยไฟไหม้เข้าหีบได้ไม่เกินร้อยละ 30 ต่อวัน  สำหรับในฤดูการผลิต ปี 2563 /2564 โรงงานน้ำตาลจะรับอ้อยไฟไหม้เข้าหีบได้ไม่เกินร้อยละ 20 ต่อวัน  และในฤดูการผลิตปี 2564/2565 จะลดปริมาณอ้อยไฟไหม้เข้าหีบเพียงร้อยละ 0-5 ต่อวัน  ซึ่งจะทำให้อ้อยไฟไหม้หมดไปภายในภายใน 3 ปี

                        1.2 มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐในการสนับสนุนเครื่องจักรกลการเกษตร  ซึ่งจะขยายโครงการส่งเสริมสินเชื่อเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อยอย่างครบวงจรปี 2562 - 2564 รวมทั้งจะนำเสนอมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการผลิตรถตัดอ้อยไทยด้วยการเพิ่มศักยภาพการผลิตและจำหน่ายให้เพียงพอกับความต้องการและส่งเสริมการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน   โดยการใช้รถตัดอ้อย และเครื่องจักรกลการเกษตรอื่น ๆ นำไปจดทะเบียนเครื่องจักรตามกฎหมายกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม  เพื่อนำไปเป็นสินทรัพย์ค้ำประกันกับแหล่งเงินกู้ได้อีกด้วย

                        1.3 มาตรการขอความร่วมมือด้านการบริหารจัดการเพื่อเป็นต้นแบบการเก็บเกี่ยวและการขนส่งอ้อยให้โรงงาน  โดยความร่วมมือจากโรงงานน้ำตาลและชาวไร่อ้อยในฤดูการผลิต ปี 2562/2563 เพื่อกำหนดพื้นที่ปลอดการเผาอ้อย  เป็นจังหวัดต้นแบบปลอดการเผาอ้อย  ตัดอ้อยสด  ร้อยละ 100 ในแต่ละภาค รวม 5 จังหวัดได้แก่  จังหวัดกาญจนบุรี  จังหวัดราชบุรี  จังหวัดชัยภูมิ  จังหวัดเลย  และจังหวัดอุตรดิตถ์  การจัดการพื้นที่ลดการเผาอ้อยรอบชุมชนในรัศมี 5 กิโลเมตร   และรอบโรงงานน้ำตาลในรัศมี 10 กิโลเมตร  และการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการกำหนดคิวรับอ้อยสดและอ้อยไฟไหม้

                2. เห็นชอบขยายโครงการส่งเสริมสินเชื่อเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อยอย่างครบวงจร  ปี 2562 - 2564

                สำหรับรายละเอียดของโครงการส่งเสริมสินเชื่อฯ ให้เป็นไปตามความเห็นของสำนักงบประมาณที่สนับสนุนสินเชื่อแก่เกษตรกร  กลุ่มเกษตรกร  สหกรณ์การเกษตร สถาบันชาวไร่อ้อย  กลุ่มบุคคลและวิสาหกิจชุมชน  วงเงินกู้ปีละ 2,000 ล้านบาท ระยะเวลา 3 ปี รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 6,000 ล้านบาท (งบประมาณปี พ.ศ. 2562-2564) จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โดยใช้จากวงเงิน 10,000 ล้านบาท  ของเงินกู้ยืมสินเชื่อเพื่อส่งเสริมการปลูกอ้อย (เงินเกี๊ยว) ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2549 และเห็นควรให้ ธ.ก.ส. เสนอขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี  ตามผลการดำเนินการจริงตามขั้นตอนต่อไป   ภายในกรอบวงเงินงบประมาณชดเชยดอกเบี้ยประมาณ 599.43 ล้านบาท  โดยให้โรงงานน้ำตาลเป็นผู้ค้ำประกันและให้รัฐบาลช่วยรับภาระชดเชยดอกเบี้ยส่วนเกิน  ดังนี้

                1) กำหนดระยะเวลาการชำระคืนเงินกู้เสร็จสิ้นตามโครงการเช่นเดียวกับโครงการเดิมโดยแยกตามวัตถุประสงค์การกู้เงิน  หากเป็นเงินกู้เพื่อพัฒนาแหล่งน้ำและการบริหารจัดการน้ำในไร่อ้อยและปรับพื้นที่ปลูกอ้อย กำหนดชำระคืนเงินกู้เสร็จสิ้นไม่เกิน 4 ปี  และหากเป็นเงินกู้เพื่อซื้อเครื่องจักรกลการเกษตรกำหนดชำระคืนเงินกู้เสร็จสิ้นไม่เกิน 6 ปี

                2) สำหรับอัตราดอกเบี้ย   เห็นควรยึดตามหลักการของโครงการเดิมที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติไว้  เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2559 เนื่องจากการดำเนินโครงการตามนโยบายรัฐบาลในการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่ผ่านมาในลักษณะที่คล้ายคลึงกันได้ชดเชยดอกเบี้ยในอัตราไม่เกินร้อยละ 3 ต่อปี  ประกอบกับเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ผ่านการพิจารณาของ ธ.ก.ส. แล้ว ประกอบด้วย

                        2.1) สำหรับเกษตรกรรายบุคคล  คิดดอกเบี้ยในอัตรา MRR  (ปัจจุบัน MRR เท่ากับร้อยละ 7 ต่อปี) โดยเรียกเก็บจากผู้กู้ในอัตรา MRR  - 5  (หรือปัจจุบันเท่ากับร้อยละ 2 ต่อปี) รัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยให้  ธ.ก.ส. แทนผู้กู้ในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี  และ  ธ.ก.ส. รับภาระในอัตราร้อยละ 2 ต่อปี

                        2.2) สำหรับกลุ่มเกษตรกร  สหกรณ์การเกษตร  สถาบันชาวไร่อ้อย  กลุ่มบุคคลและวิสาหกิจชุมชน คิดดอกเบี้ยในอัตรา MLR (ปัจจุบัน MLR เท่ากับร้อยละ 5 ต่อปี) โดยเรียกเก็บจากผู้กู้ในอัตรา             MLR - 3 (หรือปัจจุบันเท่ากับร้อยละ 2 ต่อปี) รัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยให้ ธ.ก.ส. แทนผู้กู้ในอัตราร้อยละ 2 ต่อปี และ ธ.ก.ส. รับภาระในอัตราร้อยละ 1 ต่อปี

                        2.3) กรณีการกู้เงินเพื่อจัดซื้อเครื่องจักรกลการเกษตร  ประเภทรถแทรกเตอร์หรือรถบรรทุกคิดดอกเบี้ยในอัตรา MLR - 1 (หรือปัจจุบันเท่ากับร้อยละ 4 ต่อปี) จากประเภทผู้กู้  (เกษตรกรรายบุคคล  กลุ่มเกษตรกร  สหกรณ์การเกษตร  สถาบันชาวไร่อ้อย  กลุ่มบุคคล และวิสาหกิจชุมชน) รัฐบาลไม่ต้องชดเชยดอกเบี้ยในส่วนนี้  และ ธ.ก.ส. รับภาระในอัตราร้อยละ 1 ต่อปี

                โดยให้กระทรวงอุตสาหกรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการให้ถูกต้องตามขั้นตอนของกฎหมาย  มติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องและพันธกรณีระหว่างประเทศ   รวมทั้งให้รับความเห็นของกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีไปพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

              สาระสำคัญของเรื่อง

                โครงการส่งเสริมสินเชื่อเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อยอย่างครบวงจร ปี 2562 – 2564 สรุปสาระสำคัญ ดังนี้

ประเด็น

รายละเอียด

1. วัตถุประสงค์

สนับสนุนสินเชื่อแก่เกษตรกร กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์การเกษตร สถาบันชาวไร่อ้อย กลุ่มบุคคล และวิสาหกิจชุมชนเพื่อเข้าถึงแหล่งเงินทุนอัตราดอกเบี้ยต่ำ ลดการพึ่งพาแหล่งเงินทุนนอกระบบในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อย การจัดหาแหล่งน้ำสำรองในการบรรเทาความเดือดร้อนเมื่อเกิดภัยแล้ง การนำเครื่องจักรกลทางการเกษตรมาใช้ในการผลิตอ้อยเพื่อลดการสูญเสีย ลดต้นทุนในระยะยาว ส่งผลให้มีผลผลิตเพิ่มขึ้น ลดปัญหาอ้อยไฟไหม้ที่ก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานในไร่อ้อย และสอดคล้องกับเป้าหมายในการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายทั้งระบบในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อยอย่างครบวงจร

2. วงเงินสินเชื่อ

ปีละ 2,000 ล้านบาท ระยะเวลา 3 ปี รวมทั้งสิ้น 6,000 ล้านบาท โดยใช้เงินทุนของ ธ.ก.ส. ทั้งนี้ วงเงินกู้แต่ละรายเมื่อรวมทุกวัตถุประสงค์แล้ว ต้องไม่เกิน 29 ล้านบาท

3. วัตถุประสงค์การกู้เงินและวงเงินกู้

3.1 เพื่อพัฒนาแหล่งน้ำและการบริหารจัดการน้ำในไร่อ้อย ผู้ขอกู้แต่ละรายสามารถกู้เงินรวมทุกวัตถุประสงค์แล้ว วงเงินกู้ไม่เกิน 500,000 บาท กรณีกู้เงินเกินวงเงินที่กำหนดจะต้องได้รับอนุมัติจากคณะทำงานส่งเสริมสินเชื่อเพื่อการปลูกอ้อยโดยมีรูปแบบการดำเนินงาน ดังนี้

    3.1.1 การขุดบ่อสระกักเก็บน้ำ

    3.1.2 การเจาะบ่อบาดาล

    3.1.3 การจัดทำระบบน้ำหยด

    3.1.4 การจัดซื้อเครื่องสูบน้ำหรืออุปกรณ์ให้น้ำในไร่อ้อย

    3.1.5 รวมกลุ่มสร้างระบบส่งน้ำ โดยการรวมกลุ่มชาวไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาลเป็นผู้เสนอในรูปแบบของโครงการ

3.2 เพื่อปรับพื้นที่ปลูกอ้อย ผู้ขอกู้แต่ละรายสามารถกู้เงินเพื่อปรับพื้นที่ปลูกอ้อยเป็นแปลงใหญ่ให้เหมาะสมกับเครื่องจักรกลการเกษตร วงเงินกู้ไม่เกิน 500,000 บาท

3.3 เพื่อจัดซื้อเครื่องจักรกลการเกษตร ผู้ขอกู้แต่ละรายสามารถจัดซื้อเครื่องจักรกลการเกษตรได้ ดังนี้

    3.3.1 รถตัดอ้อยหรืออุปกรณ์ส่วนควบ รวมวงเงินกู้แต่ละรายไม่เกิน 15 ล้านบาท และต้องซื้อรถตัดอ้อยตามที่กำหนด ดังนี้

ประเภทรถตัดอ้อย

วงเงินสินเชื่อ

รถตัดอ้อยใหม่ ขนาดใหญ่

วงเงินไม่เกิน 15 ล้านบาท

รถตัดอ้อยเก่า ขนาดใหญ่

วงเงินไม่เกิน 10 ล้านบาท

รถตัดอ้อยใหม่ ขนาดกลาง

วงเงินไม่เกิน 10 ล้านบาท

รถตัดอ้อยเก่า ขนาดกลาง

วงเงินไม่เกิน 8 ล้านบาท

สำหรับการจัดซื้อรถตัดอ้อยเก่าต้องเป็นรถที่นำเข้าจากต่างประเทศเท่านั้นและต้องนำเข้ามาภายในประเทศไม่เกิน 2 ปี

    3.3.2 รถคีบอ้อย1 หรืออุปกรณ์ส่วนควบ กู้ได้รายละไม่เกิน 2 ล้านบาท

    3.3.3 เครื่องตัดอ้อยแร๊พเตอร์2 กู้ได้รายละไม่เกิน 5 แสนบาท

    3.3.4 เครื่องสางใบอ้อย3 กู้ได้รายละไม่เกิน 5 แสนบาท

    3.3.5 เครื่องอัดใบอ้อย4 กู้ได้รายละไม่เกิน 5 แสนบาท

    3.3.6 รถแทรกเตอร์หรืออุปกรณ์ส่วนควบ กู้ได้รายละไม่เกิน 4.5 ล้านบาท

    3.3.7 รถบรรทุกหรือพ่วงบรรทุก กู้ได้รายละไม่เกิน 5 ล้านบาท

    ทั้งนี้ การจัดซื้อเครื่องจักรกลการเกษตรทุกวัตถุประสงค์ กรณีมีความจำเป็นต้องใช้สินเชื่อกับสถาบันการเงินอยู่ก่อนแล้ว ให้สามารถกู้เงินตามโครงการนำไปชำระหนี้สินเดิมได้ (Refinance) แต่ต้องไม่เคยเป็นหนี้ค้างชำระและผ่อนชำระมาแล้วไม่เกิน 2 ปี

หมายเหตุ :       1. รถคีบ การตัดอ้อยโดยแรงงานคนหรือใช้แร๊พเตอร์ในการตัดอ้อยมีความจำเป็นต้องใช้รถคีบอ้อยใส่รถบรรทุกเพื่อส่งต่อเข้าโรงงานน้ำตาล

                2. เครื่องตัดอ้อยแร๊พเตอร์ รถตัดอ้อยส่วนใหญ่จะเป็นการนำเข้าจากต่างประเทศและมีราคาสูงชาวไร่อ้อยขนาดเล็กไม่สามารถจัดซื้อและตัดอ้อยให้คุ้มทุนได้ ปัจจุบันการคิดค้นแร๊พเตอร์เพื่อใช้ตัดอ้อยจึงมีความ จำเป็นและเหมาะสมกับชาวไร่อ้อยรายเล็กที่พอจะหาซื้อได้

                3. เครื่องสางใบอ้อย เป็นภูมิปัญญาไทยในการคิดค้นเพื่อใช้ในการสางใบอ้อยก่อนการตัดลดสิ่งสกปรก ทำให้ได้อ้อยสดที่สะอาดก่อนการใช้รถตัดอ้อยแร๊พเตอร์หรือแรงงานคนตัด โดยไม่ต้องจุดไฟเผา

                4. เครื่องอัดใบอ้อย เพื่อใช้ในการเก็บกวาดใบอ้อยจากไร่อ้อยหลังการตัดอ้อยเพื่อให้สะดวกต่อการบำรุงรักษาอ้อยในฤดูการต่อไป และง่ายต่อการขนส่งออกจากไร่อ้อย

 

12. เรื่อง  ขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2513 เพื่อขอกันพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติบริเวณที่กรมป่าไม้อนุมัติให้องค์การสวนยางเข้าทำประโยชน์  จังหวัดนครศรีธรรมราช  สำหรับดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำคลองสังข์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ  ตำบลกรุงหยัน  อำเภอทุ่งใหญ่  จังหวัดนครศรีธรรมราช

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2513 เพื่อขอกันพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติบริเวณที่กรมป่าไม้อนุมัติให้องค์การสวนยาง (อ.ส.ย.) เข้าทำประโยชน์  จังหวัดนครศรีธรรมราช  เนื้อที่ประมาณ 3,950 ไร่  สำหรับดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำคลองสังข์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ  ตำบลกรุงหยัน  อำเภอทุ่งใหญ่   จังหวัดนครศรีธรรมราช  ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ

                สาระสำคัญของเรื่อง

                1. การก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำคลองสังข์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ  ตำบลกรุงหยัน อำเภอทุ่งใหญ่  จังหวัดนครศรีธรรมราช  เป็นโครงการที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้ก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 -  2565 ในวงเงิน 682.5 ล้านบาท  โดยมีรายละเอียดสรุปได้ ดังนี้

วัตถุประสงค์

เพื่อเป็นแหล่งน้ำต้นทุน  เพื่อให้มีปริมาณการส่งน้ำที่เพียงพอในการบริหารจัดการให้กับพื้นที่ที่อยู่ในเขตส่งน้ำชลประทานและพื้นที่ข้างเคียง  และเพื่อขยายเขตพื้นที่ชลประทาน  ในการทำการเกษตร  อุปโภค  และบริโภค  อย่างยั่งยืน

พื้นที่ใช้ในการก่อสร้าง

6,952 – 1 - 79 ไร่ (เป็นพื้นที่ของการยางแห่งประเทศไทยที่ขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรี 3,950 ไร่)

รายละเอียดโครงการ

โครงการชลประทานขนาดกลาง  เป็นเขื่อนดินมีความสูงเฉลี่ย 22 เมตร  กว้าง 8 เมตร  ความยาว 1,560 เมตร สามารถเก็บกักน้ำได้ 36.575 ล้านลูกบาศก์เมตร (ระดับ Spillway) และเก็บกักน้ำได้ที่ระดับน้ำสูงสุด 45.110  ล้านลูกบาศก์เมตร

ระยะเวลาในการดำเนินโครงการฯ

 5 ปี (พ.ศ. 2561 – 2565) ดำเนินการแล้วร้อยละ 3 ของภาพรวมทั้งโครงการ (โครงการแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนบ้านพักหัวงานและส่วนอ่างเก็บน้ำ ซึ่งในส่วนบ้านพักหัวงานดำเนินการไปแล้วร้อละ 75)

ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ

ยุทธศาสตร์ที่ 2 การสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต (เกษตรและอุตสาหกรรม)

 

                2. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้หารือร่วมกับสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 12 สำนักงานการปฏิรูปที่ดิน 15 จังหวัดนครศรีธรรมราชและการยางแห่งประเทศไทย  เกี่ยวกับการกำหนดขอบเขตและพื้นที่ขออนุญาตใช้ประโยชน์เพื่อก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำคลองสังข์ฯ  เพื่อให้เกิดความถูกต้องเป็นฐานข้อมูลเดียวกันของทุกหน่วยงานที่มีความเกี่ยวข้องเรียบร้อยแล้ว โดยพื้นที่ก่อสร้างโครงการบางส่วน จำนวน 3,950 ไร่ เป็นพื้นที่ที่การยางแห่งประเทศไทยได้รับอนุญาตให้ใช้ประโยชน์จากกรมป่าไม้เพื่อให้ใช้ในกิจการสวนยางตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2513 ดังนั้น  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาทบทวนมติคณะรัฐมนตรี  เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2513 เพื่อขอกันพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ  บริเวณที่กรมป่าไม้อนุมัติให้องค์การสวนยางเข้าทำประโยชน์  จังหวัดนครศรีธรรมราช  สำหรับดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำคลองสังข์ฯ ต่อไป

 

13. เรื่อง ภาวะสังคมไทยไตรมาสหนึ่งปี 2562

                คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบภาวะสังคมไทยไตรมาสหนึ่งปี 2562 ตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการ

เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ  ดังนี้

              1. ความเคลื่อนไหวทางสังคมไตรมาสหนึ่งปี 2562

  1. ผลิตภาพแรงงานเพิ่มขึ้น

ไตรมาสหนึ่งปี 2562 การจ้างงานเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.9 โดยเป็นการเพิ่มขึ้นนอกภาคเกษตรร้อยละ 3.2 ในสาขาการก่อสร้างร้อยละ 10.5 ตามการขยายตัวของพื้นที่ก่อสร้างและการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ สาขาอุตสาหกรรมจ้างงานเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.0 ชะลอตัวลงตามการผลิตที่เชื่อมโยงกับการส่งออก ขณะที่สาขาโรงแรมและภัตตาคารมีการจ้างงานลดลงเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 0.2 ส่วนหนึ่งเป็นผลจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ชะลอลง และผู้มีงานทำภาคเกษตรลดลงร้อยละ 4.2 อัตราการว่างงานเท่ากับร้อยละ 0.9 โดยเป็นการลดลงทั้งผู้ที่เคยทำงานและไม่เคยทำงานมาก่อนร้อยละ 32.2 และ 18.7 ตามลำดับ ค่าจ้างแรงงานที่แท้จริงภาคเอกชนเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.5 ขณะที่ผลิตภาพแรงงานโดยรวมยังคงเพิ่มขึ้นที่ร้อยละ 1.8 ตลาดแรงงานตึงตัวมากขึ้น โดยจำนวนสัดส่วนผู้สมัครงานใกล้เคียงกับจำนวนตำแหน่งงานว่าง เป็น 0.98 เท่า ลดลงจาก 1.35 เท่าในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว เมื่อพิจารณาตามระดับการศึกษา พบว่ามีความต้องการแรงงานในระดับประถมศึกษา และสายอาชีพสูงกว่าจำนวนผู้สมัครงาน ถึง 2 เท่า สะท้อนความขาดแคลนแรงงานทั้งจำนวนแรงงานและทักษะที่ไม่ตรงกับความต้องการ

ประเด็นที่ต้องติดตามด้านแรงงาน

                       (1) สถานการณ์ภัยแล้งที่จะส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางการเกษตรและรายได้เกษตรกร

จากรายงานสถานภาพน้ำในเขื่อนของกรมชลประทาน พบว่าปริมาณน้ำในเขื่อนทั่วประเทศอยู่ที่ร้อยละ 53 ของปริมาณความจุที่ระดับน้ำทะเลปานกลาง โดยมีปริมาณน้ำที่ใช้ได้จริงอยู่ที่ร้อยละ 20 (ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2562) ซึ่งอยู่ในเกณฑ์น้ำน้อยขั้นวิกฤติ โดยเฉพาะจากเขื่อนในบริเวณภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เกษตรกรควรเตรียมรับมือกับวิกฤติภัยแล้งโดยอาจเปลี่ยนจากการปลูกพืชต้องการน้ำมากมาเป็นพืชหมุนเวียนที่ใช้น้ำน้อยแทน

                           (2) ผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ซึ่งอาจกระทบไทยผ่านการส่งออกและการท่องเที่ยว โดยในด้านการส่งออก สินค้าที่คาดว่าจะได้ผลกระทบส่วนใหญ่เป็นสินค้าด้านอิเล็กทรอนิกส์ เช่น อินเทอร์เน็ตโมเดม แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ แผงวงจรพิมพ์ อุปกรณ์ส่งข้อมูลต่างๆ ชิ้นส่วนยานยนต์ และวัสดุก่อสร้าง อย่างไรก็ตาม อาจไม่ส่งผลกระทบต่อการจ้างงานภาคการผลิตมากนัก เนื่องจากสาขาอุตสาหกรรมดังกล่าวเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้เครื่องจักรเข้มข้น (Capital intensive) แต่ต้องเฝ้าระวังการจ้างงานในสาขาบริการท่องเที่ยว เนื่องจากลักษณะของการจ้างงานส่วนหนึ่งเป็นการจ้างงานชั่วคราว ตามปริมาณการเข้าพักของนักท่องเที่ยว โดยนักท่องเที่ยวจีนและสหรัฐอเมริการวมคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 30 ของนักท่องเที่ยวรวม

  1. การปรับตัวของตลาดแรงงานภายใต้แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี

ปัจจุบันมีการนำนวัตกรรมมาใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตมากขึ้น รวมถึงการบริหารจัดการที่จำเป็นต้องมีความยืดหยุ่นและต้องใช้ทักษะที่หลากหลาย ดังนั้น การพัฒนากำลังแรงงานให้มีทักษะเป็นที่ต้องการของตลาดจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องเร่งดำเนินการทั้ง 1) การเพิ่มทักษะแรงงาน (up-skill) ให้มีทักษะใหม่ๆ เช่น การพัฒนาทักษะแรงงานให้มีความยืดหยุ่นเพื่อสามารถรับมือกับงานที่เร่งด่วนหรือมีภาวะกดดันได้ (flexible workforce for critical tasks) การพัฒนาทักษะด้านการใช้เทคโนโลยีรูปแบบใหม่ เป็นต้น และ 2) การปรับเปลี่ยนทักษะแรงงาน (re-skill) เช่น การเสริมสร้างทักษะด้านอื่นๆ ที่แตกต่างไปจากเดิม ภายใต้แนวคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong learning) โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในวัยทำงานให้สามารถพัฒนาตนเองเพื่อรองรับในกรณีที่จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนงานหรือเปลี่ยนอาชีพในอนาคต

1.2 หนี้สินครัวเรือนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

ไตรมาสสี่ปี 2561 หนี้สินครัวเรือนเท่ากับ 12.8 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.0 และคิดเป็นสัดส่วนต่อ GDP เท่ากับร้อยละ 78.6 เพิ่มขึ้นเป็นไตรมาสที่สองติดต่อกัน และเมื่อเทียบกับต่างประเทศ พบว่า ประเทศไทยมีสัดส่วนหนี้สินครัวเรือนต่อ GDP อยู่ในอันดับที่ 10 จาก 89 ประเทศทั่วโลก และเป็นอันดับที่ 3 จาก 29 ประเทศในเอเชีย สำหรับไตรมาสหนึ่งปี 2562 หนี้สินครัวเรือนยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยพิจารณาจากยอดคงค้างสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคลของธนาคารพาณิชย์ขยายตัวร้อยละ 10.1 สูงสุดในรอบ 5 ปี นับตั้งแต่ไตรมาสสองปี 2557 เป็นต้นมา ซึ่งเป็นผลจาก (1) การเร่งก่อหนี้ก่อนการบังคับใช้มาตรการกำกับดูแลสินเชื่อที่อยู่อาศัยใหม่ (LTV) เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2562 ที่ผ่านมา (2) ความต้องการรถยนต์ที่เพิ่มสูงขึ้นจากคุณสมบัติของรถรุ่นใหม่ และมาตรการส่งเสริมการขายรถยนต์จากงานมหกรรมยานยนต์ (Motor Show 2019) และ (3) การส่งเสริมการขาย การโฆษณาประชาสัมพันธ์ และเงื่อนไขการผ่อนชำระที่จูงใจ

ขณะที่คุณภาพสินเชื่อโดยรวมยังคงทรงตัว แต่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยในNPLs รวม ซึ่งสูงสุดในรอบ 13 ไตรมาส นับตั้งแต่ไตรมาสหนึ่งปี 2559 เป็นต้นมา และส่งผลให้มีสัดส่วนสูงสุดเมื่อเทียบกับสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในประเภทธุรกิจอื่นๆ ด้านสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้กำกับยังคงมีมูลค่ารวมอยู่ในระดับสูง ขณะที่ยอดสินเชื่อผิดนัดชำระหนี้เกิน 3 เดือนขึ้นไปของสินเชื่อบัตรเครดิตปรับตัวลดลงร้อยละ 3.6 เทียบกับการขยายตัวร้อยละ 0.3 ใน              ไตรมาสที่ผ่านมา

หนี้สินครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่กลางปี 2561 และภาวะเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงจากปีที่แล้ว อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการจับจ่ายใช้สอยและความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือน ทำให้มีประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ (1) การก่อหนี้เพื่อที่อยู่ และทำให้หนี้สินครัวเรือนเพิ่มขึ้นในอัตราชะลอตัว เนื่องจากสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 49.9 ของสินเชื่อเพื่ออุปโภคบริโภคส่วนบุคคล และ(2) การขยายตัวของสินเชื่อเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลอื่นๆ รวมถึงบัตรเครดิตอาจมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ ภาครัฐยังควรให้ความสำคัญกับ อาทิ (1) การออกแบบมาตรการกำกับดูแลการปล่อยสินเชื่อเพื่อลดความเสี่ยงจากการปล่อยกู้ให้กับกลุ่มที่มีภาระหนี้สูง โดยเฉพาะมาตรการเกี่ยวกับสัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ (DSR) (2) การออกมาตรการกำกับดูแลการปล่อยสินเชื่อรถยนต์เนื่องจากคุณภาพของสินเชื่อรถยนต์ที่มีแนวโน้มลดลง (3) การติดตามมาตรการกำกับดูแลธุรกิจสินเชื่อที่มีรถยนต์เป็นหลักประกันให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้อย่างเป็นธรรมและมีอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสม (4) การเร่งประชาสัมพันธ์โครงการคลินิกแก้หนี้ ระยะที่ 2 และ (5) การกำกับดูแลการปล่อยสินเชื่อให้แก่ลูกหนี้รายเดิมและรายใหม่ให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการก่อหนี้ครัวเรือนมากยิ่งขึ้น

  1. ไตรมาสหนึ่งปี 2562 จำนวนผู้ป่วยด้วยโรคเฝ้าระวังโดยรวมเพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปี 2561 ร้อยละ 72.7 โดยผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 126.7 พบผู้ป่วยสูงสุดในภาคใต้ เนื่องจากพื้นที่ในบริเวณภาคใต้ยังมีฝนตกอยู่ และผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่เพิ่มขึ้นร้อยละ 223.9เนื่องจากและการเปลี่ยนแปลงของสายพันธุ์ไวรัส อีกทั้งยังต้องเฝ้าระวังการระบาดของโรคติดต่อทางอาหารและน้ำ และการเจ็บป่วยและเสียชีวิตจากโรคลมแดดในช่วงอากาศร้อนจัดเดือนมีนาคม-เมษายนของทุกปี รวมทั้งต้องเฝ้าระวังสถานการณ์เด็กจมน้ำช่วงปิดเทอมในช่วงปิดภาคเรียนมีเด็กจมน้ำเสียชีวิต 64 คน ทั้งหมดเป็นเด็กช่วงอายุ 5-14 ปี
  2. การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่เพิ่มขึ้น

ไตรมาสหนึ่งปี 2562 การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ขยายตัวร้อยละ 2.3 ชะลอลงเมื่อเทียบกับการขยายตัวร้อยละ 4.5 ในไตรมาสก่อน โดยปริมาณการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ขยายตัวร้อยละ 2.9 ขณะที่การบริโภคบุหรี่ขยายตัวร้อยละ 1.5 ทั้งนี้ พฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกฮอล์และบุหรี่กลับมาเพิ่มขึ้นเป็นไตรมาสที่สองติดต่อกัน ภายหลังจากการหดตัวอย่างต่อเนื่องในช่วงไตรมาส 4 ปี 2560 จนถึงช่วงไตรมาส 3 ปี 2561 โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากฐานการขยายตัวในระดับต่ำของไตรมาส 4 ปี 2560 และไตรมาส 1 ปี 2561 ตามลำดับ นอกจากนี้ ยังคง และพฤติกรรมการเลียนแบบ แม้ว่าอัตราการสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะมีแนวโน้มที่ลดลง แต่การเจ็บป่วยและเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากโรคที่เกิดจากบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตจากการสูบบุหรี่ประมาณ 55,000 คน และจากการดื่มแอลกฮอล์ประมาณ 22,000 คน หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 11 และ 4.5 ของการเสียชีวิตทั้งหมด ตามลำดับ ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจะต้องดำเนินมาตรการในการป้องกันและควบคุมอย่างต่อเนื่องและเข้มข้นเพื่อช่วยลดความสูญเสียที่จะเกิดขึ้น

  1. ไตรมาสหนึ่งปี 2562 คดีอาญารวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.1 จากไตรมาสเดียวกันของปี 2561 เป็นการรับแจ้งคดียาเสพติดเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.4 ขณะที่คดีชีวิตร่างกายและเพศ คดีประทุษร้ายต่อทรัพย์ รับแจ้งลดลงร้อยละ 1.6 และร้อยละ 7.1 ตามลำดับ รัฐได้ให้ความสำคัญกับมาตรการด้านการปราบปรามยาเสพติดอย่างเข้มงวด และได้นำมาตรการทางเลือกแนวทางลดทอนความเป็นอาชญากรรมมาใช้กับผู้เสพและผู้ติดยาเสพติดให้กลับเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษา ส่วนผู้กระทำผิดที่เป็นนักค้า/เครือข่ายรายใหญ่นำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางอาญา นอกจากนั้น ได้ดำเนินได้จัดให้มีการเฝ้าระวังผู้ป่วยยาเสพติดที่มีอาการทางจิตและมีแนวโน้มก่อความรุนแรง รวมทั้งการประเมินเพื่อการกลับสู่สังคมอย่างปลอดภัยเพื่อลดความรุนแรงในสังคม

1.6 การเกิดอุบัติเหตุและจำนวนผู้เสียชีวิตลดลงทั้งในช่วงปกติและช่วงเทศกาล

ไตรมาสหนึ่งปี 2562 สถานการณ์การเกิดอุบัติเหตุจราจรทางบกลดลงจากไตรมาสเดียวกันของปี 2561 ร้อยละ 5 มีผู้เสียชีวิตและมูลค่าความเสียหายลดลงร้อยละ 4.8 และ 4.3 ตามลำดับ สาเหตุการเกิดอุบัติเหตุสูงสุดเป็นการขับรถเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด รถที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดยังคงเป็นรถจักรยานยนต์มีสัดส่วนร้อยละ 19.8 ของประเภทรถที่เกิดอุบัติเหตุทั้งหมด ขณะที่ช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2562 มีการวิเคราะห์และถอดบทเรียนหาสาเหตุเพื่อกำหนดมาตรการและแนวทางที่เหมาะสม ทำให้การเกิดอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลสงกรานต์ลดลงจากปีที่แล้ว ร้อยละ 10.4 มีผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิต ลดลงร้อยละ 11.7 และ 7.7 ตามลำดับ การดื่มแล้วขับเป็นสาเหตุอันดับแรกของการเกิดอุบัติเหตุ จึงควรมีการเพิ่มบทลงโทษให้ครอบคลุมกับความผิดในทุกกรณี รวมทั้งควรดำเนินการจัดทำเครื่องหมายจราจรให้ชัดเจนมีมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศเพื่อสะดวกในการบังคับใช้กฎหมายและอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้รถใช้ถนน

2. สถานการณ์ทางสังคมที่สำคัญ

  1. โรคซึมเศร้านับเป็นปัญหาสำคัญทางสุขภาพที่จำนวนผู้ป่วยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และหากไม่ได้รับการรักษาอาจรุนแรงจนนำไปสู่การฆ่าตัวตายได้ กลุ่มเยาวชนนับเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ต้องให้ความสำคัญและเร่งแก้ไขแม้จะมีสัดส่วนของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าเพียงร้อยละ 11.5 น้อยกว่ากลุ่มวัยทำงานและวัยผู้สูงอายุ แต่เนื่องจากเยาวชนเป็นทรัพยากรที่มีค่าในการพัฒนาประเทศในอนาคต และพบว่าจากการถูกประเมิน ภาวะการเงิน ความรัก ความรู้สึกผิดกับคนที่มีความสำคัญ ความสูญเสียอย่างฉับพลัน ความกดดันจากสภาพแวดล้อมและค่านิยมทางสังคม รวมทั้งความรักของพ่อแม่ที่คอยประคบประหงมตามใจ ทำให้เด็กขาดทักษะการสร้างความเข้มแข็งให้กับตนเอง ไม่สามารถจัดการปัญหาเมื่อเกิดความผิดหวังในชีวิต ทำให้ทุกปัญหาสามารถกลายเป็นสาเหตุให้เกิดความกังวล ความเครียด จนพัฒนาไปสู่ภาวะซึมเศร้าและคิดทำร้ายตัวเองหรือฆ่าตัวตายได้ โดยในปี 2561 พบว่าเยาวชนอายุ 20-24 ปี มีอัตราการฆ่าตัวตายเท่ากับ 5.33 ต่อประชากรแสนคนเพิ่มขึ้นจากอัตรา 4.94 ต่อประชากรแสนคนในปี 2560 ขณะที่กลุ่มเยาวชนอายุ 15-19 ปีมีอัตราการฆ่าตัวตายอยู่ที่ 2.59 ต่อประชากรแสนคน และกลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี มีอัตราการฆ่าตัวตายอยู่ที่ 0.5 ต่อประชากรแสนคน ทั้งนี้ การป้องกันสามารถทำได้โดยความร่วมมือของทุกภาคส่วนทั้งครอบครัวและคนใกล้ชิดต้องเอาใจใส่ต่อบุตรหลาน สถานศึกษาต้องเฝ้าระวังและสังเกตพฤติกรรม พร้อมทั้งให้คำปรึกษาแนะนำ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้ความสำคัญกับการส่งเสริมทักษะชีวิตในกลุ่มเยาวชนมากขึ้น
  2. ความท้าทายในการสร้างโอกาสการเข้าถึงการศึกษาอย่างทั่วถึง

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ถูกจัดตั้งขึ้นภายใต้พระราชบัญญัติกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ. 2561 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2561 มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์หรือผู้ด้อยโอกาสให้ได้รับการศึกษา และเสริมสร้างและพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพครู ซึ่งกองทุนดังกล่าวเป็นเครื่องมือสำคัญในการลด ที่เกิดขึ้น (2) การจัดลำดับความสำคัญในการดำเนินการ(3) การดำเนินการอย่างโปร่งใส มีการกำกับดูแลที่รอบคอบ และ (4) การสร้างความร่วมมือกับภาคีทุกภาคส่วนอย่างบูรณาการ ทำให้กองทุนมีลักษณะการดำเนินงานที่โดดเด่น คือ การวิจัยและพัฒนาตัวแบบปฏิรูปหรือนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพสูง ร่วมกับพันธมิตรหน่วยจัดการศึกษา และสถาบันวิชาการ แล้วส่งผ่านตัวแบบปฏิรูปไปยังหน่วยงานหลักสำหรับขยายผลในระยะยาว รวมทั้งการเสนอแนะมาตรการหรือจัดการศึกษาอย่างมีส่วนร่วมเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย ทั้งนี้ ในปีการศึกษา 2561 กสศ. ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จัดสรรเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษแบบมีเงื่อนไขให้กับนักเรียน 510,040 คน ใน 26,557 โรงเรียนสังกัด สพฐ. และมีการจัดกิจกรรมพัฒนาทักษะอาชีพและทักษะชีวิตจากเงินอุดหนุนของ กสศ. จนกลายเป็นตัวอย่างต้นแบบเพื่อใช้ขยายผลต่อไป

  1. “อีสปอร์ต: สถานการณ์ ผลกระทบ และแนวทางการดูแล”

สถานการณ์อีสปอร์ตในประเทศไทย อีสปอร์ตได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา จะเห็นได้จากตลาดเกมและอีสปอร์ตในประเทศไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2560มีผู้เล่นเกมประมาณ 18.3 ล้านคน คิดเป็น 1 ใน 4 ของประชากร ขณะที่มูลค่าการใช้จ่ายในตลาดเกมมีสูงถึงประมาณ 22,000 ล้านบาท ในปี 2561 ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 19 ของโลก สำหรับผู้ชมการแข่งขันอีสปอร์ต พบว่า เมื่อปี 2561 มีผู้ชม อีสปอร์ตประมาณ 2.6 ล้านคน และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกประมาณร้อยละ 30 ในช่วงปี 2560-2564 เมื่อปี 2560 การกีฬาแห่งประเทศไทยได้อนุมัติรับรองให้อีสปอร์ตเป็นประเภทกีฬาที่สามารถจดทะเบียนจัดตั้งสมาคมกีฬาได้ตามพระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติร่วมกับบริษัทศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาสังคมและธุรกิจจำกัด ได้ทำการสำรวจข้อมูลเกี่ยวกับอีสปอร์ตในประเทศไทยในกลุ่มเด็กและเยาวชนวัย 13-24 ปี จำนวน 2,155 ตัวอย่าง ผู้ปกครองของผู้ที่มีบุตรหลานอายุ 13-24 ปี อยู่ในความดูแล จำนวน 1,051 ตัวอย่าง ครอบคลุมพื้นที่ 7 จังหวัด คือ กรุงเทพฯ นนทบุรี สมุทรปราการ เชียงใหม่ ชลบุรี ขอนแก่น และสงขลา และกลุ่มนักกีฬาอีสปอร์ตจำนวน 404 ตัวอย่าง โดยมีข้อค้นพบสำคัญ ดังนี้

                  (1) คุณลักษณะของนักกีฬาอีสปอร์ต นักกีฬาอีสปอร์ตส่วนใหญ่เป็นเพศชายร้อยละ 97.5 มีอายุระหว่าง 19-24 ปี และกำลังศึกษาร้อยละ 78.5 นักกีฬาใช้เวลาเล่นเกมเฉลี่ย 3 ชั่วโมง 20 นาที ในวันธรรมดา และ 4 ชั่วโมง 15 นาที ในวันหยุด นักกีฬาส่วนใหญ่เป็นตัวแทนชมรมสถานศึกษาร้อยละ 58.9 ทั้งนี้ หากจำแนกเป็นนักกีฬาสมัครเล่นหรือกึ่งอาชีพ (คือกลุ่มอิสระหรือตัวแทนสถาบันแต่ไม่มีสังกัด) กับกลุ่มนักกีฬาอาชีพที่มีสังกัด พบว่า นักกีฬาสมัครเล่นร้อยละ 98.4 เป็นนักกีฬาหน้าใหม่ มีระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี ขณะที่นักกีฬาอาชีพมีระยะเป็นนักกีฬาเฉลี่ย 2 ปี 5 เดือน สำหรับเหตุผลของการเป็นนักกีฬาของทั้ง 2 กลุ่ม เป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือ ชอบเล่นเกม และมีรายได้/รางวัล

                  (2) มุมมองของเด็กและเยาวชน นักกีฬา และผู้ปกครองต่ออีสปอร์ต ในเรื่องการเป็นช่องทางอาชีพ เด็กและเยาวชนกับผู้ปกครองมากกว่าครึ่งเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า เป็นเพียงกิจกรรมเพื่อความเพลิดเพลิน ขณะที่กลุ่มนักกีฬาร้อยละ 56.4 เห็นเป็นช่องทางหารายได้เสริม ในเรื่องการจัดการแข่งขันอีสปอร์ต เด็กและเยาวชนที่รับรู้ข่าวสารการแข่งขันเห็นว่า สามารถกระตุ้นความรู้สึกในการอยากเล่นเกม อยากหารายได้จากการแข่งขัน และสนใจเป็นอาชีพได้ในระดับน้อย และกระตุ้นในระดับปานกลางในกลุ่มนักกีฬา ทั้งนี้ จุดเริ่มต้นของการเข้าสู่เส้นทางนักกีฬาอีสปอร์ต คือ ความชื่นชอบในการเล่นเกม เป็นช่องทางสร้างรายได้และชื่อเสียง แล้วจึงผันตัวเองเข้าไปเป็นนักกีฬา โดยบางคนทำเป็นอาชีพแบบคู่ขนานกับงานประจำด้วย ขณะที่ช่องทางเข้าสู่การเป็นนักกีฬาจะมีหลายรูปแบบ อาทิ ประกาศคัดตัวเข้าสังกัด ระบบแมวมอง และเลือกนักกีฬาจากยอดการติดตาม (follow)

ผลกระทบจากการมีอีสปอร์ต สามารถแบ่งได้เป็น 2 ส่วน คือ ผลกระทบเชิงบวก ได้แก่ (1) การเกิดอาชีพใหม่รวมไปถึงอาชีพอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น นักแคสเกม หรือรีวิวเกมในขณะที่กำลังเล่นไปด้วย นักพากย์เกม กรรมการ ผู้จัดการแข่งขัน (2) การสร้างโอกาสและแรงจูงใจให้เด็กและเยาวชนที่ชื่นชอบการเล่นเกมได้มีการเล่นเกมอย่างสร้างสรรค์ มีโอกาสได้รับความสำเร็จ ความภาคภูมิใจในตนเอง และการเป็นที่ยอมรับ (3) การเติบโตของธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับอีสปอร์ต ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม และ ผลกระทบเชิงลบ เช่น อีสปอร์ตอาจส่งผลในทางกระตุ้นเด็กอยากเล่นเกมมากขึ้น รวมไปถึงผลกระทบต่อสุขภาพ อารมณ์ และพฤติกรรม เช่น รู้สึกปวดหลัง/ปวดเมื่อยร่างกาย  มีปัญหาเกี่ยวกับสายตา และเล่นเพลินจนนอนดึกหรือนอนน้อย การขาดเรียนหรือไปสาย รู้สึกไม่ค่อยอยากทำอะไรนอกจากเล่นเกม และมีพฤติกรรมเล่นพนันทายผลการแข่งขันอีสปอร์ต การเป็นนักกีฬาอีสปอร์ตอาชีพมีระยะเวลาสั้น ไม่มั่นคง รวมทั้งการเติบโตของตลาดเกมอาจส่งผลต่อการเสียดุลการค้าเพราะเงินจะไหลไปประเทศต้นทางที่เป็นผู้พัฒนาเกมหรือเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

มาตรการดูแลอีสปอร์ต ในกรณีต่างประเทศ มีการกำหนดมาตรการที่น่าสนใจ เช่น
การกำหนดประเภทของเกม (Rating Game) การควบคุมการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ การกำกับดูแลนักกีฬาอีสปอร์ตและการจัดการแข่งขัน สำหรับประเทศไทย ยังไม่มีกฎหมายเฉพาะเกี่ยวกับอีสปอร์ต
มีเพียงกฎกระทรวงว่าด้วยการอนุญาตและการประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์ ภายใต้พระราชบัญญัติภาพยนตร์และ วีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 ที่ควบคุมการประกอบกิจการร้านเกม ร้านวีดิทัศน์ โดยกำหนดระยะเวลาในการเล่นเกม และการใช้บริการร้านเกมของเด็ก นอกจากนี้ ด้านเนื้อหาสาระของเกม ก็ยังไม่มีการจัดเรทติ้งเกมอย่างที่ดำเนินการกับภาพยนตร์

ข้อเสนอแนะแนวทางการดูแลอีสปอร์ต มีแนวทางดังนี้ (1) การป้องกันและลดผลกระทบจากการเล่นเกม โดยการกำหนดเรทติ้งเกม การควบคุมอายุผู้เล่น การส่งเสริมให้เกิดการผลิตและแข่งขันเกมที่สร้างสรรค์ ที่พัฒนาความคิด วิเคราะห์ ทำงานเป็นทีม ปราศจากความรุนแรง ตลอดจนให้สื่อสารกับสังคมให้มีความเข้าใจที่ถูกต้องระหว่างการเล่นเกมเพื่อความสนุกกับเล่นเกมในรูปแบบของนักกีฬา รวมทั้งควรดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาเด็กติดเกมควบคู่ไปด้วย โดยโรงเรียน ครู และผู้ปกครอง ควรมีการประสานงานร่วมกันในการช่วยสอดส่องดูแลพฤติกรรมของเด็กในความรับผิดชอบ และเร่งแก้ไขหากพบเด็กมีความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ส่งผลกระทบต่อการเรียน สุขภาพ การดำรงชีวิตประจำวัน (2) การดูแลการจัดการแข่งขันอีสปอร์ต โดยการกำหนดระเบียบปฏิบัติและหน่วยงานกำกับดูแลการจัดการแข่งขันที่ชัดเจน มีระบบอนุญาตและแจงรายละเอียดเกี่ยวกับเกมที่ใช้แข่งขัน ผู้มีสิทธิสมัครเข้าร่วม ตลอดจนมีระบบการขึ้นทะเบียนผู้เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ต้องให้ความสำคัญกับการคุ้มครองดูแลนักกีฬา โดยมีการตกลงหรือออกระเบียบปฏิบัติเพื่อกำหนดแนวทางความรับผิดชอบของต้นสังกัดในการดูแลนักกีฬาให้อยู่ในมาตรฐานที่เหมาะสม และ (3) การเตรียมพร้อมระบบนิเวศวงการอีสปอร์ต โดยสนับสนุนการสร้างบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ศึกษาหาแนวทางส่งเสริมให้พัฒนาไปสู่การเป็นผู้ผลิตเกมและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งมาตรการรองรับการขยายตัวของธุรกิจที่เกี่ยวข้อง การจัดเก็บภาษี ตลอดจนการเฝ้าระวังปัญหาอาชญากรรมและผลกระทบต่าง ๆ

 

14. เรื่อง  โครงการจัดทำพระไตรปิฎก ฉบับภาษาอังกฤษ (Tipitaka English Version)

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงวัฒนธรรมเสนอ ดังนี้

                1. เห็นชอบในหลักการการดำเนินโครงการจัดทำพระไตรปิฎก  ฉบับภาษาอังกฤษ (Tipitaka English Version)  ในนามรัฐบาล โดยการบูรณาการร่วมกันระหว่างกระทรวงวัฒนธรรม มหาเถรสมาคม และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ 

                2. มอบสำนักงบประมาณ พิจารณาจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 – 2564 เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการจัดทำพระไตรปิฎก ฉบับภาษาอังกฤษ (Tipitaka English Version)

ตามโครงการดังกล่าวอย่างเพียงพอและเหมาะสม

                ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นจากการดำเนินงานดังกล่าวในปีงบประมาณ พ.ศ. 2562  เห็นควรให้กรมการศาสนาพิจารณาปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ  ไปดำเนินการก่อน  สำหรับค่าใช้จ่ายในปีต่อ ๆ ไปเห็นควรให้กรมการศาสนาจัดทำแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามความจำเป็นและเหมาะสมตามขั้นตอนต่อไปตามความเห็นของสำนักงบประมาณ

                สาระสำคัญ

                1. เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2562 รองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการดำเนินโครงการจัดทำพระไตรปิฎก  ฉบับภาษาอังกฤษ (Tipitaka English Version)  โดยมีผู้แทนหน่วยงานที่เข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย กระทรวงวัฒนธรรม  โดยกรมการศาสนา กรมบัญชีกลาง และสำนักงบประมาณ โดยที่ประชุมมอบหมายให้กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา บูรณาการร่วมกับมหาเถรสมาคม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ดำเนินโครงการจัดทำพระไตรปิฎก  ฉบับภาษาอังกฤษ  โดยใช้พระไตรปิฎกภาษาบาลีอักษรไทยฉบับสยามรัฐเป็นต้นฉบับในการแปลเป็นภาษาอังกฤษ  และขอให้เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาเห็นชอบในหลักการในการดำเนินโครงการในนามรัฐบาล

                2. ที่ประชุมมหาเถรสมาคม  (มส.) เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2562 มีมติเห็นชอบตามที่กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม เสนอโครงการจัดทำพระไตรปิฎก ฉบับภาษาอังกฤษ (Tipitaka English Version)  เพื่อถวายพระราชกุศลและเฉลิมพระเกียรติพระบาท สมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราลงกรณ  พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว  เนื่องในโอกาสที่พระองค์เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ของประเทศไทย  และประกาศพระองค์เป็นพุทธศาสนูปถัมภก ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญและศักดิ์สิทธิ์อย่างยิ่งที่ต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ไทย และเพื่อเป็นการเผยแผ่และสืบทอดพระพุทธศาสนาสู่ประชาคมโลก  รวมทั้งเห็นชอบตั้งแต่คณะกรรมการอำนวยการจัดทำโครงการฯ โดยมีหน่วยงานร่วมดำเนินการได้แก่ กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา มหาเถรสมาคม  และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

                3. ขั้นตอนการดำเนินงานระหว่าง มหาเถรสมาคม และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติและกระทรวงวัฒนธรรม ประกอบด้วย

                        (1) เดือนมิถุนายน 2562 กระทรวงวัฒนธรรม  โดยกรมการศาสนา  เสนอขออนุมัติโครงการจัดทำพระไตรปิฎก ฉบับภาษาอังกฤษ  (Tipitaka English Version)   ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบดำเนินโครงการในนามรัฐบาล

                        (2) พ.ศ. 2562 แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการจัดทำโครงการฯ รวมทั้งคณะกรรมการฝ่ายต่าง ๆ โดยคณะกรรมการที่ผ่านการเห็นชอบของมหาเถรสมาคม เพื่อวางแผน เร่งเตรียมการและดำเนินงานในระยะเริ่มต้น

                        (3) พ.ศ. 2563 – 2564 ดำเนินการแปลพระไตรปิฎก ภาษาบาลีอักษรไทยฉบับสยามรัฐเป็นภาษาอังกฤษ  โดยคณะกรรมการที่ผ่านการเห็นชอบของมหาเถรสมาคม

                        (4) พ.ศ. 2564 – 2565 เผยแพร่ประชาสัมพันธ์พระไตรปิฎก ฉบับภาษาอังกฤษ

                4. ประโยชน์ที่จะได้รับ

                        (1) ประชาชนชาวไทยและชาวต่างประเทศสามารถนำหลักธรรมคำสอนในพระไตรปิฎกไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน

                        (2) เพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนาให้คงอยู่ทั้งในประเทศไทยและประชาคมโลก

       

15. เรื่อง  ขอปรับปรุงหลักการของโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 ช่วงที่  1

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกเสนอ ดังนี้

1. เห็นชอบการปรับปรุงหลักการของโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะที่ 3 ช่วงที่ 1 โดย

1) เปลี่ยนแปลงจำนวนเงินร่วมลงทุนของรัฐ หักค่าสิทธิการร่วมลงทุนจากเอกชนสุทธิ 710 ล้านบาทต่อปี เป็นระยะเวลา 30 ปี

2) เปลี่ยนแปลงผลตอบแทนทางการเงินขั้นต่ำของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) จากการร่วมลงทุนกับเอกชนช่วงที่ 1 และช่วงที่ 2 รวมเท่ากับมูลค่าปัจจุบันสุทธิประมาณ 6,721 ล้านบาท (อัตราคิดลดร้อยละ 6.48)

2. เห็นชอบผลการเจรจาต่อรองกับผู้ยื่นข้อเสนอตามที่เสนอ และให้คณะกรรมการคัดเลือกฯ เจรจาร่างสัญญาร่วมลงทุนกับผู้ยื่นข้อเสนอ และเสนอผลการคัดเลือกเอกชน ผลการเจรจา และร่างสัญญาร่วมลงทุนเสนอต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป

 สาระสำคัญของเรื่อง

  1. เวลา 15.00 – 16.30 น. ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้เห็นชอบการเปลี่ยนแปลงหลักการของโครงการฯ ผลการเจรจาและผลการดำเนินการของคณะกรรมการคัดเลือกฯ ที่ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 21 พฤษภาคม 2562 แล้ว โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

                   1.1 คณะกรรมการคัดเลือกฯ พิจารณาความเห็นของสำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง และข้อสังเกตของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 21 พฤษภาคม 2562 และประกอบการดำเนินการ ดังนี้

                             1) คณะกรรมการคัดเลือกฯ ได้ดำเนินการเจรจาต่อรองกับผู้ยื่นข้อเสนอ  อีก 3 ครั้ง (วันที่ 22 24 และ 27 พฤษภาคม)  รวมทั้งสิ้น 9 ครั้ง เป็นการประชุมคณะกรรมการคัดเลือกฯ จำนวน 8 ครั้ง และการประชุมคณะทำงานย่อยที่คณะกรรมการคัดเลือกฯ มอบหมาย จำนวน 1 ครั้ง โดยผลการเจรจาต่อรองกับผู้ยื่นข้อเสนอจนถึงที่สุดแล้ว ผู้ยื่นข้อเสนอขอรับเงินร่วมลงทุนของรัฐ จำนวน 1,010 ล้านบาทต่อปี และจ่ายค่าสิทธิการร่วมลงทุน จำนวน 300 ล้านบาทต่อปี คิดเป็นจำนวนเงินร่วมลงทุนสุทธิ เป็นระยะเวลา 30 ปี รวมเป็นเงิน 21,300 ล้านบาท ซึ่งผลการเจรจาเป็นไปตามที่ กพอ.  มีมติเห็นชอบในการประชุมครั้งที่ 3/2562 เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2562 และคณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบ เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2562

                                 2) ผลการเจรจาต่อรองข้างต้นส่งผลให้ กนอ. สามารถลดรายจ่ายลงได้เป็น จำนวนเงินสุทธิ 24,180 ล้านบาท โดยผู้ยื่นข้อเสนอเริ่มต้นให้ กนอ. จ่ายเงินร่วมลงทุนของรัฐสุทธิ 1,516 ล้านบาทต่อปี เป็นระยะเวลา 30 ปี รวมเป็นเงินที่ กนอ. ต้องชำระสุทธิ 45,480 ล้านบาท

                                 3) ผลการเจรจาต่อรองกับผู้ยื่นข้อเสนอที่ได้เจรจาจนถึงที่สุดแล้ว ผู้ยื่นข้อเสนอได้ขอรับเงินร่วมลงทุนสุทธิจำนวน 710 ล้านบาทต่อปี ซึ่งยังสูงกว่าเงินร่วมลงทุนสุทธิที่ ครม. ให้ความเห็นชอบ เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2561 โดยมีสาเหตุมาจาก

(1) สมมติฐานอัตราคิดลดที่ร้อยละ 2.5 เป็นอัตราต้นทุนทางการเงินของรัฐ ซึ่งใช้เป็นสมมติฐานเบื้องต้น (Reference Price) ในการกำหนดจำนวนเงินร่วมลงทุนของรัฐในแต่ละปีในการเริ่มเจรจากับเอกชน ซึ่งอัตราดังกล่าวไม่สะท้อนถึงข้อเท็จจริงในส่วนของต้นทุนทางการเงินของเอกชนจากการที่เอกชนเป็นผู้จัดหาเงินเพื่อมาลงทุน

  • 2) ในกรณีดังกล่าวที่ปรึกษาทางการเงินได้สรุปว่าต้นทุนในการระดมทุนของภาคเอกชนในธุรกิจที่ใกล้เคียงกับโครงการนี้ อยู่ที่ประมาณร้อยละ 5-6 ซึ่งคณะกรรมการคัดเลือกฯ
    ได้เจรจาต่อรองอัตราคิดลดดังกล่าวลงเหลือร้อยละ 4.69

ทั้งนี้ ผลจากการปรับปรุงหลักการของโครงการฯ สามารถสรุปได้ ดังนี้

ลำดับ

หลักการโครงการ

ครม. มีมติเห็นชอบ

(30 ต.ค. 61)

ครม. มีมติรับทราบ

(21 พ.ค. 62)

กพอ. มีมติรับทราบผลการเจรจากับ
ผู้ยื่นข้อเสนออีกครั้ง

(27 พ.ค. 62)

  1.  

จำนวนเงินร่วมลงทุนของรัฐ (ล้านบาทต่อปี)

616.36

1,020

1,010

  1.  

ค่าสิทธิการร่วมลงทุน (ล้านบาทต่อปี)

100

300

300

  1.  

จำนวนเงินร่วมลงทุนสุทธิ (ล้านบาทต่อปี)

516.36

720

710

  1.  

ระยะเวลาร่วมลงทุน (ปี)

30

30

30

  1.  

อัตราคิดลดเงินร่วมลงทุนของรัฐ (ร้อยละ)

2.50

4.80

4.69

  1.  

อัตราผลตอบแทนทางการเงิน (FIRR) ของ กนอ. (ร้อยละ)

11.80

9.14

9.21

  1.  

มูลค่าปัจจุบันของผลประโยชน์สุทธิของโครงการ (NPV) ของ กนอ. จากการร่วมลงทุนกับเอกชน ช่วงที่ 1 ณ อัตราคิดลดร้อยละ 6.48

2,729

24

139

  1.  

มูลค่าปัจจุบันของผลประโยชน์สุทธิของโครงการ (NPV) ของ กนอ. จากการร่วมลงทุนกับเอกชน ช่วงที่ 2 ณ อัตราคิดลดร้อยละ 6.48

6,582

6,582

6,582

  1.  

มูลค่าปัจจุบันของผลประโยชน์สุทธิของโครงการ (NPV) ของ กนอ. จากการร่วมลงทุนกับเอกชน ช่วงที่ 1 และช่วงที่ 2 ณ อัตราคิดลดร้อยละ 6.48 (ล้านบาท)

9,311

6,606

6,721

  1.  

อัตราผลตอบแทนทางการเงิน (FIRR) ของ เอกชน (ร้อยละ)

10.06

10.75

10.73

  1.  

มูลค่าปัจจุบันของผลประโยชน์สุทธิของโครงการ (NPV) ของ เอกชน  ณ อัตราคิดลดร้อยละ 7.47 (ล้านบาท)

12,981

14,371

14,298

 

                1.2 ความเห็นและมติที่ประชุม กพอ. ครั้งที่ 5/2562 ดังนี้

                        1) ความเห็นที่ประชุม

(1) ให้นำผลการเจรจาและผลการดำเนินการของคณะกรรมการคัดเลือกฯ ที่ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 21 พฤษภาคม 2562 เสนอคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง

                          2) มติที่ประชุม   

2. การประชุมชี้แจงข้อมูลการขอปรับปรุงหลักการของโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 ช่วงที่ 1 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 

สกพอ. ในฐานะหน่วยงานหลักรับผิดชอบโครงการฯ ร่วมกับ กนอ. ได้จัดให้มีการประชุมชี้แจงข้อมูลการขอปรับปรุงหลักการของโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 ช่วงที่ 1 ร่วมกับ ผู้แทนกระทรวงการคลัง ผู้แทนสำนักงบประมาณ และผู้แทนสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2562 เวลา 9.30 - 12.00 น. ณ ห้องประชุมใหญ่ EEC ชั้น 3 อาคาร กสท. โทรคมนาคม บางรัก โดยมีเลขาธิการ สกพอ. เป็นประธาน เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงและหลักการโครงการฯ ให้เข้าใจตรงกันในทุกประเด็น 

16. เรื่อง การลดหย่อนค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามภารกิจของสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน)

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) (บจธ.) เสนอให้ บจธ. และคู่สัญญาได้รับการลดหย่อนค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามภารกิจของ บจธ. กรณีการโอนและการจำนองอสังหาริมทรัพย์ ตามอัตราค่าเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 47 (พ.ศ. 2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 ในอัตราร้อยละ 2 และร้อยละ 1 ให้เหลือในอัตราร้อยละ 0.01 ตามที่ระบุไว้ในร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง หลักเกณฑ์การลดหย่อนค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเป็นพิเศษ ตามประมวลกฎหมายที่ดิน สำหรับกรณีการโอนและการจำนองอสังหาริมทรัพย์ในภารกิจของสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) ตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด

 

ต่างประเทศ

17.  เรื่อง  การปรับกฎเฉพาะรายสินค้าจากพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ ฉบับปี 2012 เป็นฉบับปี 2017 ภายใต้ความตกลงการค้าสินค้าอาเซียน – สาธารณรัฐเกาหลี

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการปรับกฎเฉพาะรายสินค้า (Product Specific Rules : PSRs) จากพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ ฉบับปี 2012 (HS 2012) เป็นฉบับปี 2017 (HS 2017) ภายใต้ความตกลงการค้าสินค้าอาเซียน – สาธารณรัฐเกาหลี (ASEAN – Korea Trade in Goods Agreement : AKTIGA) เพื่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้ดำเนินการให้บัญชี PSRs ในพิกัดศุลกากร HS 2017 ภายใต้ความตกลง AKTIGA มีผลบังคับใช้ภายในประเทศต่อไป ตามที่กระทรวงพาณิชย์ เสนอ

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   พิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ได้มีการปรับเปลี่ยนจากระบบ HS 2012 เป็นระบบ HS 2017 โดยเป็นการปรับโอนพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ทุก ๆ 5 ปี ขององค์การศุลกากรโลก (WCO) ส่งผลให้ต้องมีการปรับกฎเฉพาะรายสินค้า (Product Specific Rules : PSRs) จากพิกัดศุลกากรระบบ HS 2012 เป็นระบบ HS 2017 ภายใต้ความตกลงการค้าสินค้าอาเซียน – สาธารณรัฐเกาหลี (AKTIGA) จำนวน 575 รายการ สามารถแบ่งลักษณะการปรับเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ (1) สินค้าที่ไม่มีการเปลี่ยนพิกัดศุลกากรและเกณฑ์ถิ่นกำเนิดสินค้า จำนวน 515 รายการ (2) สินค้าที่มีการเปลี่ยนพิกัดศุลกากรแต่ไม่เปลี่ยนเกณฑ์ถิ่นกำเนิดสินค้า จำนวน 56 รายการ และ (3) สินค้าที่มีการเปลี่ยนพิกัดศุลกากรและเกณฑ์ถิ่นกำเนิดสินค้า มีจำนวน 4 รายการ โดยการปรับดังกล่าวไม่ได้มีการเปลี่ยนพันธกรณีที่ไทยผูกพันไว้เดิมในด้านการลดหรือยกเลิกภาษี และไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ความตกลง AKFTA ของผู้ประกอบการไทย ทั้งนี้ คณะกรรมการดำเนินงานความตกลงการค้าเสรีอาเซียน – สาธารณรัฐเกาหลี ได้ให้ความเห็นชอบการปรับโอนพิกัดศุลกากรดังกล่าวแล้ว โดยเป็นการดำเนินการตามพิธีสารฉบับที่สอง เพื่อแก้ไขความตกลง AKFTA ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคม 2555 ที่กำหนดให้ที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินงานฯ มีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการให้การรับรองการปรับแก้ไข บัญชีแนบท้ายของภาคผนวก 3 และเอกสารแนบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องของความตกลงฯ

18.  เรื่อง  ร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างกรมป่าไม้และศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์การเกษตรนานาชาติแห่งประเทศญี่ปุ่น (Japan International Research Center for Agricultural Science : JIRCAS) และร่างแผนปฏิบัติงานวนวัฒนวิธีที่มีศักยภาพเพื่อส่งเสริมการปลูกสวนป่าสัก (Work Plan Efficient silvicultural practices for promoting teak plantation)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างกรมป่าไม้และศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์การเกษตรนานาชาติแห่งประเทศญี่ปุ่น (Japan International Research Center for Agricultural Science : JIRCAS) (ร่างบันทึกความเข้าใจฯ)  และร่างแผนปฏิบัติงานวนวัฒนวิธี ที่มีศักยภาพเพื่อส่งเสริมการปลูกสวนป่าสัก (Work Plan Efficient silvicultural practices for promoting teak plantation) (ร่างแผนปฏิบัติงานฯ) รวมทั้งอนุมัติให้อธิบดีกรมป่าไม้ หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมาย เป็นผู้ลงนามในบันทึกความเข้าใจฯ และแผนปฏิบัติงานฯ ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงถ้อยคำในบันทึกความเข้าใจฯ และแผนปฏิบัติงานฯ ในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญและไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย รวมถึงการจัดทำแผนปฏิบัติงานฯ ในครั้งต่อไป ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมป่าไม้สามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีกครั้งตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ พร้อมทั้งให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รับความเห็นของกระทรวงสาธารณสุข สำนักงานงบประมาณ และสำนักงานอัยการสูงสุดไปประกอบการพิจารณาดำเนินการด้วย

                   สาระสำคัญ

                   ร่างบันทึกความเข้าใจฯ มีสาระสำคัญเป็นการส่งเสริมและประสานความร่วมมือระหว่างกันในการส่งเสริมความก้าวหน้าของการพัฒนาเทคโนโลยีด้านการป่าไม้ โดยเฉพาะการปลูกสวนป่าสักในประเทศไทย โดยมีการกำหนดหลักการในเรื่องต่าง ๆ เช่น ลักษณะของความร่วมมือ แผนการทำงาน ผลลัพธ์ การเผยแพร่ สิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญา เป็นต้น

                   ร่างแผนปฏิบัติงานฯ เป็นเอกสารระบุรายละเอียดการดำเนินโครงการ มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดรายละเอียดของการดำเนินโครงการวิจัยวนวัฒนวิธีที่มีศักยภาพเพื่อส่งเสริมการปลูกสวนป่าสัก ซึ่งเป็นการดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในร่างบันทึกความเข้าใจฯ ซึ่งร่างแผนปฏิบัติงานฯ ประกอบด้วยหัวข้อการวิจัย 2 หัวข้อ ได้แก่ (1) วนวัฒนวิธีเพื่อส่งเสริมและวิธีตรวจสอบเพื่อให้ได้ข้อมูลผลผลิตของสวนป่าสัก คือ การปรับปรุงวิธีการตรวจสอบปริมาตรของไม้สักให้มีความถูกต้อง (ตรวจสอบความหนาและความสูงของไม้สัก) เพื่อประเมินมูลค่าได้อย่างถูกต้องก่อนนำไปจำหน่าย และ (2) การปรับปรุงประสิทธิภาพในการปลูกสวนป่าเพื่อเพิ่มผลผลิตของสวนป่าสัก คือ การปรับปรุงพัฒนาพันธุ์ดีของไม้สักให้เหมาะสมกับการปลูกในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อเพิ่มอัตราการเติบโตและปรับปรุงคุณภาพของต้นไม้ให้ได้ผลผลิตที่สามารถสร้างมูลค่าได้

                   สำหรับประโยชน์ต่อประเทศไทยที่เกิดขึ้นจากการจัดทำบันทึกความเข้าใจฯ มีดังนี้ (1) การศึกษาวิจัยด้านป่าไม้ของประเทศไทยได้รับการพัฒนาเพิ่มมากขึ้นจากองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่ทันสมัยของประเทศญี่ปุ่น เติมเต็มในการวิจัยสาขาที่นักวิจัยไทยยังขาดความรู้ ความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์ โดยเฉพาะสาขาที่เป็นวิทยาการที่ทันสมัย (2) ผลงานวิจัยยกระดับเป็นระดับนานาชาติ เพิ่มช่องทางการเผยแพร่ผลงานไปสู่ระดับนานาชาติ เช่น การตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติเกิดผลงานที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารนานาชาติ และ (3)ความร่วมมือทางวิชาการเป็นแนวทางหนึ่งในการประสานความสัมพันธ์อันดีกับประเทศญี่ปุ่น ซึ่งในด้านป่าไม้ได้มีการประสานความร่วมมือกันมาตั้งแต่อดีต เมื่อองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (Japan International Cooperation Agency: JICA) ได้เข้ามาให้การสนับสนุนการศึกษาวิจัยและการจัดการสวนป่าในประเทศไทย

                   ในส่วนประโยชน์ที่ได้รับจากโครงการวนวัฒนวิธีที่มีศักยภาพเพื่อส่งเสริมการปลูกสวนป่าสัก คือ (1) เกษตรกรผู้ปลูกป่าสามารถนำผลการวิจัยของโครงการไปใช้เป็นแนวทางในการปลูกและจัดการสวนป่าสักเพื่อส่งเสริมผลผลิตของสวนป่าและวางแผนการจัดการสวนป่าอย่างมีประสิทธิภาพ และ (2) เทคนิคการประเมินกำลังผลิตของสวนป่าจะช่วยในการวางแผนการจัดการสวนป่า การจำหน่ายผลผลิตในเวลาที่เหมาะสมซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเจ้าของสวนป่าให้สามารถจัดการสวนป่าให้เกิดประโยชน์สูงสุดและการประมาณความสามารถในการเก็บกักคาร์บอนของสวนป่าสักโดยใช้วิธีการอย่างง่ายทำให้มีข้อมูลสำหรับการซื้อขายคาร์บอนเครดิตต่อไปในอนาคต

 

19.  เรื่อง  การเข้าร่วมเป็นสมาชิก The Asia Protected Areas Partnership (APAP)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เข้าร่วมเป็นสมาชิก The Asia Protected Areas Partnership (APAP) (เป็นเครือข่ายหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการดูแลพื้นที่คุ้มครองในภูมิภาคเอเชีย) ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอ

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                    The Asia Protected Areas Partnership (APAP) เป็นเครือข่ายหน่วยงานภาครัฐที่ดูแลพื้นที่คุ้มครอง (เช่น อุทยานแห่งชาติ เขตอนุรักษ์ต่าง ๆ ) และหน่วยงานอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชีย โดย APAP เป็นข้อริเริ่มภาคสมัครใจแบบไม่เป็นทางการมีจุดมุ่งหมายเพื่อทำให้พื้นที่คุ้มครองมีการอนุรักษ์ที่ดีขึ้น มีสมาชิกเป็นหน่วยงานภาครัฐ 17 หน่วยงาน จาก 14 ประเทศ เป็นประเทศสมาชิกอาเซียน จำนวน 4 ประเทศ คือ ราชอาณาจักรกัมพูชา มาเลเซีย สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ซึ่งการเข้าร่วมเป็นสมาชิก APAP ทำได้โดยการยื่นแบบตอบรับเข้าร่วมเป็นสมาชิก และจะมีผลเป็นสมาชิก APAP ได้ทันทีเมื่อยื่นคำร้องขออย่างเป็นทางการไปยังสำนักงานเลขาธิการ APAP แล้ว โดยไม่มีค่าใช้จ่ายและ APAP จะไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมสมาชิก ซึ่งสามารถถอนตัวจากการเป็นสมาชิกเมื่อใดก็ได้โดยขอให้มีการแจ้งล่วงหน้า

                   วัตถุประสงค์ของ APAP คือ 1) ส่งเสริมแนวทางปฏิบัติที่ดีและนวัตกรรมสำหรับพื้นที่คุ้มครองผ่านการแลกเปลี่ยนความรู้และการเสริมสร้างศักยภาพ 2) ส่งเสริมความร่วมมือข้ามพรมแดนและในระดับภูมิภาคเพื่อทำให้การอนุรักษ์พื้นที่คุ้มครองมีประสิทธิภาพมากขึ้น และ 3) เพิ่มความตระหนักรู้ต่อคุณค่าของพื้นที่คุ้มครองทั้งในและนอกภูมิภาคเอเชีย

                   สำหรับประโยชน์ของการเข้าร่วมเป็นสมาชิก APAP มีดังนี้

                   1)  เป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีด้านการอนุรักษ์ของประเทศไทยในระดับนานาชาติ ในการสร้างความเข้มแข็ง ความร่วมมือ และการพัฒนาแนวทางการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองร่วมกันกับประเทศสมาชิกในระดับภูมิภาคเอเชีย

                   2) เป็นการสร้างโอกาสให้ประเทศไทยได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ พัฒนาองค์ความรู้ และส่งเสริมแนวทางการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองที่มีประสิทธิภาพร่วมกันกับประเทศสมาชิกในระดับภูมิภาคเอเชีย อีกทั้งเป็นการสร้างพันธมิตรและเครือข่ายด้านการบริหารจัดการพื้นที่อนุรักษ์ในระดับนานาชาติ

                   3) การเข้าถึงองค์ความรู้และแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศในการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองที่เป็นมาตรฐานสากล ซึ่งสามารถนำมาปรับใช้กับการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองของประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

                   4) การพัฒนาศักยภาพของบุคลากรด้านการจัดการพื้นที่คุ้มครองของประเทศไทย

                   5) การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศในระดับภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนากรอบความร่วมมือข้ามพรมแดนระหว่างพื้นที่คุ้มครองของไทยซึ่งมีอาณาเขตติดกับประเทศเพื่อนบ้าน

 

20.  เรื่อง  การประชุมระดับรัฐมนตรีท่องเที่ยวยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี – เจ้าพระยา – 

แม่โขง ครั้งที่ 4 และร่างแถลงการณ์ร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรีท่องเที่ยวยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี – เจ้าพระยา – แม่โขง ครั้งที่ 4

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างแถลงการณ์ร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรีท่องเที่ยวยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี – เจ้าพระยา – แม่โขง ครั้งที่ 4 (Draft Joint Statement of the 4th ACMECS Tourism Ministerial Meeting) ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญและไม่ขัดกับหลักการที่คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบไว้ก่อนมีการรับรองให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สามารถดำเนินการได้โดยให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีทราบภายหลัง พร้อมทั้งชี้แจงเหตุผลและประโยชน์ที่ประเทศไทยได้รับจากการปรับเปลี่ยนดังกล่าว ตามหลักเกณฑ์ของคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2558 (เรื่องการจัดทำหนังสือสัญญาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ) ด้วย รวมทั้งให้ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (นายโชติ ตราชู) ซึ่งได้รับมอบหมายจากรองนายกรัฐมนตรี (นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์) รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาในฐานะรัฐมนตรีท่องเที่ยว ACMECS ของไทย ร่วมรับรองร่างแถลงการณ์ร่วมฯ โดยไม่มีการลงนาม ในการประชุมรัฐมนตรีท่องเที่ยว ACMECS ครั้งที่ 4 ณ จังหวัดเชียงราย ตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เสนอ

                   สาระสำคัญของร่างแถลงการณ์ร่วมฯ เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานภายใต้แผนงานความร่วมมือทางเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวอิรวดี – เจ้าพระยา – แม่โขง ปี พ.ศ. 2562 – 2565 ในประเด็นต่าง ๆ เช่น (1) รับทราบสรุปผลการประชุมผู้นำยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิรวดี –เจ้าพระยา – แม่โขง ครั้งที่ 8 โดยผู้นำจาก 5 ประเทศสมาชิก (ไทย เมียนมา ลาว กัมพูชา และเวียดนาม) เกี่ยวกับการรับรองแผนแม่บท ACMECS (พ.ศ. 2562 – 2566) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อการเสริมสร้างความเชื่อมโยงแบบไร้รอยต่อในอนุภูมิภาคการสอดประสานด้านเศรษฐกิจและการพัฒนาภูมิภาคในลักษณะยั่งยืนและมีนวัตกรรม (2) รับทราบจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยว ACMECS ในปี 2561 จำนวน 78.83 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.36 จากปี 2560 (3) การกำหนดทิศทางการดำเนินความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวภายใต้แผนแม่บทการท่องเที่ยว ACMECS ปี พ.ศ. 2562 – 2566 โดยตระหนักถึงแนวคิด “Five countries, One Destination” ซึ่งประเทศ ACMECS จะเสริมสร้างการเชื่อมโยงระหว่างคนต่อคน (people to people) ผ่านการส่งเสริมความเข้าใจและวัฒนธรรมที่แตกต่าง ส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมทั้งการรวมกลุ่มของประเทศในอนุภูมิภาค ทั้งนี้ จะมีการพิจารณาและรับรองร่างแถลงการณ์ร่วมของประชุมฯ (ไม่มีการลงนาม) โดยปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในวันที่ 13 มิถุนายน 2562 ณ จังหวัดเชียงราย

 

21.  เรื่อง  การรับรองแถลงการณ์รัฐมนตรีในการประชุมรัฐมนตรีด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ค.ศ. 2019

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างแถลงการณ์รัฐมนตรีว่าด้วยความร่วมมือเพื่อการส่งเสริมอนาคตด้านดิจิทัลของภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก หรือ “Singapore Statement of the Asia-Pacific ICT Ministers on  Co-creating a Connected Digital Future in the Asia-Pacific” ฉบับแก้ไขสุดท้าย ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงถ้อยคำหรือแก้ไขร่างแถลงการณ์ดังกล่าวที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย และไม่ขัดกับหลักการที่คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบ ให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมใช้ดุลยพินิจในการดำเนินการได้ โดยนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบในภายหลัง พร้อมทั้งชี้แจงเหตุผลและประโยชน์ที่ประเทศไทยได้รับจากการปรับเปลี่ยนดังกล่าวด้วย ตามที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เสนอ

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   การประชุมรัฐมนตรี ICT ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ค.ศ. 2019 จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 25 – 26 มิถุนายน 2562 ณ ประเทศสิงคโปร์ และมีกำหนดรับรองแถลงการณ์ดังกล่าวในวันที่ 26 มิถุนายน 2562 โดยสาระสำคัญของร่างแถลงการณ์นี้ จะกล่าวถึงความสำคัญและการส่งเสริมให้มีความร่วมมือระหว่างกันในด้านต่าง ๆ ซึ่งประกอบไปด้วย 5 หัวข้อสำคัญ (5 Priorities) ดังนี้

                   1) การเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคดิจิทัล (Digital Transformation) กล่าวถึงนโยบายที่ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและการนำเทคโนโลยีดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ในทุกภาคส่วนเพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการใช้เทคโนโลยี

                   2) นวัตกรรมและการสร้างสรรค์ทางดิจิทัล (Digital Innovation and Creativity) กล่าวถึงการสนับสนุนและส่งเสริมการสร้างนวัตกรรม การคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ การสนับสนุนธุรกิจรายย่อยทั้งขนาดกลางและขนาดย่อม รวมไปถึงการพัฒนาชุมชนอัจฉริยะ และการพัฒนาเทคโนโลยี 5G

                   3) ชุมชนดิจิทัล (Digital Community) กล่าวถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงเทคโนโลยีได้แม้ในพื้นที่ห่างไกล ในราคาที่จ่ายได้ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้านดิจิทัล รวมไปถึงการพัฒนาแอพพลิเคชั่นที่ให้บริการในด้านต่าง ๆ อาทิ การทำธุรกรรมด้านการเงินและธนาคาร

                   4) ความเชื่อมั่นด้านดิจิทัล (Digital Trust) กล่าวถึงการสร้างความเชื่อมั่นในเรื่องความมั่นคงปลอดภัยทางเทคโนโลยี การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล การส่งผ่านข้อมูลอย่างเสรี ความปลอดภัยบนโลกออนไลน์ และการจัดการภัยพิบัติ

                   5) ความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัลและความร่วมมือในทุกภาคส่วน (Digital Skills and Partnerships) กล่าวถึงการส่งเสริมทักษะด้าน ICT เพื่อรองรับความต้องการบุคลากรด้าน ICT ที่เพิ่มมากขึ้นและความร่วมมือภายในภูมิภาค

 

22. เรื่อง  ร่างเอกสารผลลัพธ์การประชุมระดับรัฐมนตรี G 20 ด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานและสิ่งแวดล้อมโลกเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน 

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบต่อร่างเอกสารผลลัพธ์การประชุม G 20  Ministerial Meeting on Energy Transitions and Global Environment for Sustainable Growth ได้แก่ 1 ) แถลงการณ์ G20  Communique (joint Part ) 2) G 20 Communique (Energy Part) 3) G20 Innovation Action Plan และ 4) G 20 Energy Innovation Action Plan  และอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานหรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานให้เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยให้การับรองร่างเอกสารผลลัพธ์การประชุมดังกล่าว ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขร่างเอกสารข้างต้นในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ต่อประเทศไทย ให้เป็นดุลยพินิจของหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเป็นผู้พิจารณาโดยไม่ต้องนำกลับไปเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ

                เนื่องจากผู้แทนจากกระทรวงพลังงานจะเข้าร่วมการประชุม G 20  Ministerial Meeting on Energy Transitions and Global Environment for Sustainable Growth ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-16 มิถุนายน 2562 โดยที่ประชุมดังกล่าวจะร่วมกันรับรองแถลงการณ์ (Communique) และเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประชุมในด้านพลังงาน ดังนี้

                1) G20  Communique (Joint Part )

                        1.1 รับรู้ถึงความสำคัญของการเป็นผู้นำในด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานเพื่อที่จะตระหนักในเรื่อง “3 E + S” (ความมั่งคงทางพลังงาน ประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ และความปลอดภัยด้านสิ่งแวดล้อม) และจัดการกับประเด็นความท้าทายหลักระดับโลกต่างๆ เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ การใช้ทรัพยากรที่ไม่ยั่งยืน มลพิษทางน้ำและอากาศ และประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมอื่นๆ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการส่งเสริมการทำงานร่วมกันเมื่อต้องต่อสู้กับปัญหาที่กล่าวมาข้างต้น เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนและตอบสนองต่อมิติด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030

                        1.2. ตระหนักถึงวงจรที่ดีงาม (Virtuous Cycle)  และนำการเปลี่ยนแปลงไปสู่อนาคตที่มีความยืดหยุ่นและยั่งยืน ในขณะเดียวกันต้องสร้างความมั่นใจในความมั่นคงด้านพลังงาน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และมลพิษอื่นๆ รวมถึงการปรับปรุงการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ควรเน้นการรวบรวมภูมิปัญญาจากทั่วโลก การระดมทุนและการลงทุน และการปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจเพื่อส่งเสริมเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อสังคม

                2) G 20 Communique (Energy Part)

                        2.1 เน้นย้ำถึงความรับผิดชอบของรัฐมนตรีพลังงาน G 20  ในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานไปสู่ระบบที่เข้าถึงได้ มีความน่าเชื่อถือ มีความยั่งยืน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยการเพิ่มการลงทุนในเทคโนโลยีสะอาด ความร่วมมือในการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการใช้พลังงานหมุนเวียน รวมถึงการออกนโยบาย ความช่วยเหลือด้านการเงิน และการทำให้สภาพแวดล้อมทางธุรกิจเหมาะสมต่อการส่งเสริมและสนับสนุนนวัตกรรมด้านพลังงานเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ.  2030

                        2.2. รัฐมนตรีพลังงาน  G 20  จะส่งเสริมการใช้แหล่งพลังงานสะอาดต่างๆและอำนวยความสะดวกให้เกิดตลาดพลังงานที่เปิดกว้าง โปร่งใส และแข่งขันได้

                3)  G20 Innovation Action Plan

                        3.1 G 20 Innovation Action Plan เป็นแผนปฏิบัติการด้านนวัตกรรมเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยตะหนักถึงความมั่งคงทางพลังงาน ประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ และความปลอดภัยด้านสิ่งแวดล้อม โดยสมาชิก G 20 จะมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนภาคส่วนธุรกิจในการพัฒนานวัตกรรมและทำให้สภาพแวดล้อมทางธุรกิจดียิ่งขึ้น เพื่อพัฒนาระบบพลังงานที่มีราคาไม่แพง เชื่อถือได้ มีความยั่งยืน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อให้บรรลุไปยังอนาคตที่สะอาดและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

                        3.2 แผนปฏิบัติการดังกล่าวจะระบุถึงการดำเนินงานในด้านต่างๆที่สำคัญได้แก่  1.) การรวบรวมแนวคิดจากทั่วโลกเพื่อการส่งเสริมนวัตกรรม 2) การขับเคลื่อนการเงินภาคธุรกิจและการลงทุนเพื่อพัฒนาและปรับใช้นวัตกรรม และ 3) การปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจและสนับสนุนกิจกรรมทางธุรกิจเพื่อแพร่ขยายเทคโนโลยีทางนวัตกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน

                4) G 20 Energy Innovation Action Plan 

                        4.1 G 20 Energy Innovation Action Plan  เป็นแผนปฏิบัติการด้านนวัตกรรมทางพลังงานที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมในด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานบนพื้นฐานของความสมัครใจของแต่ละประเทศ โดยการพัฒนานวัตกรรมด้านพลังงานที่มีความสะอาด ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

                        4.2 แผนปฏิบัติการดังกล่าวเน้นย้ำถึงการเสริมสร้างความร่วมมือด้านนวัตกรรมพลังงาน ผ่านการแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ การวิจัยร่วมกัน การระบุอุปสรรค การกำกับดูแลหลักเกณฑ์และมาตรฐาน รวมถึงการหารือร่วมกันทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี เพื่อการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

แต่งตั้ง

23. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงพาณิชย์)

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เสนอแต่งตั้ง นายณรงค์ พูลพิพัฒน์ รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาการพาณิชย์ (นักวิชาการพาณิชย์ทรงคุณวุฒิ) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงพาณิชย์ ตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2562 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

24. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ (กระทรวงการต่างประเทศ)

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเสนอแต่งตั้ง ข้าราชการ พลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงการต่างประเทศ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 4 ราย ดังนี้

                1. เรืออากาศโท อรรถยุทธ์ ศรีสมุทร รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน 

                2. นายสุนทร ชัยยินดีภูมิ เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงสตอกโฮล์ม ราชอาณาจักรสวีเดน ให้ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง 

                3. นางสาวอาจารี ศรีรัตนบัลล์ เอกอัครราชทูตประจำกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมเอเชียตะวันออก

                4. นายชัยณรงค์ กีรติยุตวงศ์ เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงไคโร สาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูตประจำกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง 

                ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562 เป็นต้นไป เพื่อทดแทนผู้ที่จะเกษียณอายุราชการ และสับเปลี่ยนหมุนเวียน โดยการแต่งตั้งข้าราชการให้ไปดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำต่างประเทศตามข้อ 1. ได้รับความเห็นชอบจากประเทศผู้รับ

 

25. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (สำนักนายกรัฐมนตรี)

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอแต่งตั้ง นายธีรวุธ กลั่นเลี้ยง ผู้อำนวยการกองสถานที่ ยานพาหนะ และรักษาความปลอดภัย สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำด้านยุทธศาสตร์และการวางแผน (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2562 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

 

26. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงวัฒนธรรมเสนอแต่งตั้ง นายกัมพล ตติยกวี เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2562 เป็นต้นไป

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top