546.jpg
ส.ส.ถกเสนอตั้งกมธ.ศึกษาผลกระทบเข้าร่วม CPTPP หวั่นได้ไม่คุ้มเสีย

ส.ส.ถกเสนอตั้งกมธ.ศึกษาผลกระทบเข้าร่วม CPTPP หวั่นได้ไม่คุ้มเสีย

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 18.49 น.

ส.ส.รุมเสนอตั้ง กมธ.ศึกษาผลกระทบเข้าร่วม CPTPP  ห่วงไทยได้ไม่คุ้มเสีย แนะพิจารณารอบคอบก่อนตัดสินใจร่วมวง “หมอระวี” หวั่นติดหล่มจนเกิดความเสียหาย ด้านฝ่ายค้าน อัดรัฐบาลวาดฝันกวาดผลประโยชน์เพียบ หวังยกระดับไทยเป็นห่วงโซ่อุปทานโลก แลกผลประโยชน์น้อยนิด เหมือนขี่ช้างจับตั๊กแตน

เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2563 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีการพิจารณาญัตติด่วนจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาผลกระทบการเข้าร่วมความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าเพื่อหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือ CPTPP โดยนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองประธานวิปรัฐบาล ย้ำความจำเป็นของการเสนอญัตติเพื่อตั้งคณะกรรมาธิการฯ เนื่องจากกระทบหลายกลุ่มผลประโยชน์ในประเทศไทย


ทั้งนี้ มีสมาชิกเสนอญัตติทั้งสิ้นจำนวน 7 คน อาทิ น.พ.ระวี มาศฉมาดล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังธรรมใหม่ นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย นายวีระกร คำประกอบ ส.ส.นครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ และ นายวรภพ วิริยะโรจน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เป็นต้น โดยทั้งหมดต่างเห็นควรให้ตั้งคณะกรรมาธิการฯเพื่อทำการศึกษาถึงผลดี ผลเสีย ความพร้อมต่างๆ ก่อนที่จะมีการตัดสินใจเข้าร่วม CPTPP ในเชิงลึกทุกมิติ โดยเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม เพราะถือเป็นเรื่องสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อประเทศไทยและคนไทย

นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะผู้เสนอญัตติ กล่าวว่า จากกรณีรัฐบาลเตรียมเข้าร่วม CPTPP จนเกิดกระแสคัดค้าน เพราะเกรงว่า จะได้ประโยชน์ไม่คุ้มค่าความเสียหายและผลกระทบที่เกิดขึ้น เช่นกระทบต่อระบบการผลิตยา เวชภัณฑ์ เครื่องมือแพทย์ ซึ่งเป็นความมั่นคงด้านสาธารณสุขของประเทศ ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการเกษตรที่ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรง รวมทั้งเปิดโอกาสให้ต่างชาตินำพันธุ์พืชพื้นเมืองของไทยไปวิจัยเพื่อสร้างพันธุ์พืชใหม่และจดทะเบียนสิทธิบัตรได้ ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรโดยตรง เปิดทางให้กิจการต่างชาติเข้ามาซื้อกิจการในท้องถิ่นได้ จึงเสนอญัตติด่วนเพื่อขอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษา เนื่องจากเป็นเรื่องที่กระทบต่อผลประโยชน์ของแผ่นดิน ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรข้อที่ 49 และ 50

นายศุภชัย กล่าวว่า มีรายงานวิจัยบอกว่า การเข้าร่วม CPTPP จะได้มูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น 1.3 หมื่นล้านบาท แต่หากจะไม่เข้าร่วม GDP จะลดลงร้อยละ 0.25 รวมทั้งเสียโอกาสการขยายการค้าการลงทุนและการเชื่อมโยงห่วงโซ่กระบวนการผลิตในภูมิภาค แต่หากเข้าร่วมก็จะเพิ่มตลาดการส่งออกในบรรดาหมู่สมาชิกด้วยกัน ดึงดูดให้ไทยเป็นฐานการผลิตให้กับกลุ่มประเทศ CPTPP หากไม่เข้าร่วมจะเสียโอกาสให้กับประเทศมาเลเซียและเวียดนาม แต่หากเข้าร่วม จะต้องปรับปรุงกฎระเบียบภายในประเทศให้สอดคล้องกับมาตรฐาน CPTPP และผูกพันกับสัญญา 2 ฉบับคือ อนุสัญญาการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ UPOV1991 มีผลทำให้ผูกขาดพันธุ์พืช และสนธิสัญญาบูดาเปสต์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการจดสิทธิบัตรจุลชีพ รวมถึงมีผลกระทบเชิงลบอีกมากมาย ทั้งสิทธิบัตรยา เครื่องมือแพทย์ จึงควรมีการศึกษาเพื่อเปรียบเทียบระหว่างประโยชน์และผลกระทบที่จะได้รับ

นพ.ระวี กล่าวว่า ในขณะนี้ CPTPP มีสมาชิกทั้งสิน 11 ประเทศแบ่งเป็นประเทศที่ให้สัตยาบันแล้ว 7 ประเทศ ได้แก่ แคนาดา เม๊กซิโก ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ และเวียด ประเทศที่ยังไม่ให้สัตยาบัน 4 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย ชิลี บูรไน และเปรู ซึ่งจะมีการประชุมCPTTPครั้งต่อไปจะมีขึ้นในช่วงเดือนส.ค.2563 นี้ ทำให้รัฐบาลต้องเร่งในการส่งเจ้าหน้าที่ไปร่วมเจรจา

นพ.ระวี กล่าวว่า ตนขอนำประเด็นที่ภาครัฐและภาคประชาชนตีความแตกต่างกันจำนวน 8 ประเด็น ประกอบด้วย 1.สิทธิเหนือสิทธิบัตรยา (CL) ภาครัฐตีความว่าให้สิทธิแก่ประเทศสมาชิกบังคับCLและไม่ห้ามใช้มาตรการเพื่อคุ้มครองการสาธารณสุขและการเข้าถึงยา แต่ภาคประชาชนมองว่ามีความสุ่มเสี่ยงที่จะเสียค่าโง่ที่จะถูกฟ้องโดยรัฐภาคีหรือนักลงทุนต่างชาติหากรัฐบาลใช้มาตราCLยา

2.สิทธิบัตรและยาสามัญ ภาครัฐตีความว่าถ้าไทยเข้าCPTPPแล้วไม่ต้องขยายอายุการคุ้มครองสิทธิบัตรยา ไม่ผูกขาดข้อมูลการสดสอบยา และไม่กระทบต่อการนำเข้าส่งออกยาสามัญ แต่ภาคประชาชน มีความเห็นว่า เกิดการผูกขาดข้อมูลความปลอดภัย ส่งผลให้เกิดการกีดกันและชะลอการแข่งขันของยาชื่อสามัญ หากผ่านข้อตกลงนี้จะทำให้ประเทศไทยต้องใช้ยาสามัญแพงขึ้น

 

3.การคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ภาครัฐตีความว่าเกษตรกรสามารถนำพืชใหม่ไปใช้ได้ ทั้งผลผลิตและผลิตภัณฑ์โดยไม่ต้องขออนุญาตหากซื้ออย่างถูกต้องกฎหมายและพัฒนาต่อยอดพันธุ์ใหม่ได้ รวมไปถึงสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับนักปรุงพันธุ์พืชรายย่อย แต่ภาคประชาชน เห็นแย้งว่าสิทธิในการเก็บพันธุ์พืชใหม่นั้นขึ้นอยู่กับรัฐเจรจาขอผ่อนผัน ซึ่งอาจจะได้บางกรณี และเกิดการขยายการผูกขาดไปถึงผลิตผลและผลิตภัณฑ์ด้วย

4.การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ ทั้งนี้ ภาครัฐมองว่า ถ้าเข้าร่วมCPTPP จะสามารถกำหนดมูลค่าขั้นต่ำในการเปิดตลาดเพื่อปกป้องผู้ประกอบการรายย่อยในประเทศ และสามารถขอเวลาปรับตัวในการเปิดตลาด ซึ่งบางประเทศขอถึง 25 ปี แต่ภาคประชาชนให้ความเห็นว่าห้ามให้มีแต้มต่อในการจัดซื้อจัดจ้างจากผู้ประกอบการไทยเหนือกว่าสมาชิกCPTPP และห้ามบังคับใช้สินค้าไทย และห้ามกำหนดการถ่ายทอดเทคโนโลยี

5.การดัดแปลงพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต หรือ GMOs ภาครัฐให้ความเห็นว่าประเทศไม่ต้องปรับแก้กฎหมายในประเทศเกี่ยวกับสินค้าGMOsและไม่ต้องเปิดตลาดสินค้า GMOs และการนำเข้าสินค้าGMOsเข้ามาในไทยต้องถือตามกฎหมายไทย แต่ข้อมูลจากประชาชนระบุว่าการนำเข้าสินค้าGMOs จะต้องถือตามกฎหมายของประเทศที่ส่งออกสินค้าการนำเข้าสินค้าGMOsมายังประเทศไทย หากประเทศไทยไม่รับสินค้านั้นจะต้องประเมินความเสี่ยงและความปลอดภัยด้านอาหาร ซึ่งต้องใช้เวลานานพอสมควร

6.การคุ้มครองการลงทุน ในCPTPP จะต้องเกิดการคุ้มครองนักลงทุนต่างชาติตั้งแต่ก่อนประกอบกิจการหรือการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์และการลงทุนที่ไม่ได้รับการอนุมัติคุ้มครองเป็นลายลักษณ์อักษร ทำให้นักลงทุนต่างชาติฟ้องร้องรัฐได้ผ่านกระบวนการอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ หากเป็นเช่นนี้อาจเกิดค่าโง่ขึ้นมาเป็นดอกเห็ด เช่น ในช่วงโควิดที่ไทยต้องล็อคดาวน์เศรษฐกิจในไทยและเกิดผลกระทบต่อนักลงทุน ซึ่งนักลงทุนสามารถฟ้องประเทศไทยได้ 

 

7.กรณีการควบคุมการขึ้นทะเบียนเครื่องสำอาง หากไทยเข้าร่วมCPTPPการควบคุมการอนุญาตเครื่องสำอางจะเป็นระบบแจ้งโดยสมัครใจหรือบังคับ โดยองค์การอาหารและยาจะไม่มีอำนาจไปบังคับได้ แม้จะมีข้อดี คือ สามารถจดทะเบียนได้เร็ว แต่อาจจะเกิดปัญหาเรื่องความปลอดภัยของผู้บริโภค

8.เรื่องอื่นๆ เช่น ข้อกังวลเรื่องเครื่องมือแพทย์มือสอง รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 178 กำหนดให้รัฐบาลไทยมีสิทธิตั้งกรอบการเจรจาและส่งเจ้าหน้าที่ไปเจรจากับต่างประเทศไทย หากรัฐบาลเห็นว่าควรดำเนินการลงนามจึงค่อยส่งมาให้สภา ต่างจากรัฐธรรมนูญในอดีตพ.ศ.2550 ที่กำหนดให้รัฐบาลจะต้องนำกรอบการเจรจามาส่งให้สภาให้ความเห็นชอบก่อน

“ด้วยเหตุนี้ หากสภาไม่มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาก่อนจะเกิดผลเสียเพราะประชาชนและส.ส.จะไม่มีส่วนร่วม เมื่อศึกษาเรื่องนี้จะเสนอความเห็นให้กับรัฐบาลดำเนินการต่อไป ที่สำคัญจะสามารถร่วมกันหาทางเลือกอื่นนอกเหนือไปจากการเข้าร่วมCPTPP แม้ภาครัฐมองว่าหากประเทศไทยเข้าร่วมCPTPPล่าช้าจะทำให้ประเทศตกรถ แต่ผมคิดว่าตกรถยังดีกว่าติดหล่มหรือไม่ จนเกิดผลเสียมากมาย ถึงวันนั้นใครจะรับผิดชอบ โลกไม่ได้เพียงต้องการการแข่งขันโดยเสรีเท่านั้นแต่ต้องการการแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรมด้วย" นพ.ระวี กล่าว

ด้านน.ส.จิราพร สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า จากสมาชิก 11 ประเทศที่จะร่วมกันในCPTPP มี 9 ประเทศที่เราทำความตกลง FTA ด้วยแล้ว และจาก 7 ประเทศ เป็นสมาชิกข้อตกลงอาเซปร่วมกับไทยอยู่แล้ว  ส่วนออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และญี่ปุ่น ก็มีการตกลง FTA ทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี ประเทศละ 3 ฉบับอยู่แล้ว รวมถึงชิลีและเปรู ดังนั้นเหลือแค่ 2 ประเทศที่เรายังไม่มี FTA ด้วยคือเม็กซิโกและแคนาดา ดังนั้นผลการศึกษาของหน่วยงานรัฐที่บอกว่าถ้าเข้าร่วม CPTPP แล้ว GDP ของไทยจะเพิ่มขึ้น 0.1 2% นั้นไม่สามารถใช้อธิบายประโยชน์ที่ไทยจะได้รับจากการเข้าร่วมในครั้งนี้ได้ อย่างแท้จริง เพราะเป็นการนำเอา 9 ประเทศที่ไทยมี FTA ด้วยอยู่แล้วมาคำนวณรวม  หากจะดูให้ถูกต้องต้องดูว่าจะให้สิทธิพิเศษอะไรกับไทยที่เกินไปกว่าFTA ที่มีกับ 9 ประเทศแล้ว โดยต้องศึกษาส่วนต่างที่ไทยเคยได้ทั้งสินค้าบริการการลงทุนเพราะ ต้องชั่งน้ำหนักเทียบว่าสิ่งที่ไทยจะสูญเสียไปคุ้มกับสิ่งที่จะได้มาหรือไม่

น.ส.จิราพร กล่าวต่อว่า ส่วนการอ้างว่า จะทำให้ไทยได้ตลาดเพิ่ม ในความจริงแม้ไม่มีข้อตกลงนี้ เราก็สามารถส่งออกสินค้าไปยังประเทศสมาชิก CPTPP ได้อยู่แล้ว  ส่วนที่ว่าได้สิทธิพิเศษ หรือภาษีสินค้าที่ลดลง ซึ่งถือว่าเป็นของดีในการเข้าร่วม แต่ผลการศึกษาได้เขียนไว้ชัดหรือไม่ว่าสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ไทยจะได้เพิ่มนอกเหนือจาก FTA ทุกฉบับกับ 9 ประเทศ เพิ่มขึ้นเป็นเท่าไหร่ และที่สำคัญหากไทยต้องเปิดตลาดหรือลดภาษีให้กับประเทศสมาชิกจะกระทบต่อการจัดเก็บรายได้จากการภาษีนำเข้าด้วย รวมถึงต้องเปิดการแข่งขันระหว่างสินค้าไทยกับสินค้าที่นำเข้าด้วย  ส่วนที่ว่าไทยจะสามารถเปิดตลาดใหม่กับเม็กซิโกและแคนาดานั้น พบว่าไทยมีมูลค่าการค้ากับสองประเทศนี้น้อยมาก และเรายังเป็นฝ่ายได้ดุลการค้าอีกด้วย หลายรายการ มีภาษีนำเข้าเป็น 0% อยู่แล้ว

น.ส.จิราพร  กล่าวว่า ดังนั้นจึงไม่เห็นการค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญเมื่อเทียบกับสิ่งที่ไทยต้องสูญเสียไปจากการเข้าร่วมดังกล่าว จึงต้องชั่งน้ำหนักว่าคุ้มหรือไม่จะไป แลกกับสิ่งที่อ่อนไหวต่อไทย เช่นผลกระทบต่อความมั่นคงทางด้านอาหารที่เราต้องเข้าร่วมอนุสัญญาพันธุ์พืชใหม่หรือยูป๊อบ 1991 ที่หลายภาคส่วนแสดงความกังวลอยู่ ผลที่ตามมาคือการผูกขาดการขยายพันธุ์พืชในระยะยาว การครอบงำเสรีภาพทางวัฒนธรรมการเพาะปลูกการเกษตรของไทย ทั้งระบบ หากในอนาคต บ้านเมืองเกิดวิกฤตทางด้านอาหาร มีใครกล้ารับประกันหรือไม่ว่าการเข้ายูป๊อป 1991 จะไม่กระทบต่อความมั่นคงอาหารของไทย และยังอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกอาหารของไทยที่มีส่วนประกอบของพืชจดทะเบียนของไทย ที่อาจจะเจอประเด็นการตรวจสอบย้อนกลับ โดยรัฐบาลก็ยังไม่สามารถให้ความกระจ่างว่าจะกระทบหรือไม่

“ข้ออ้างว่า ถ้าเข้าร่วมแล้วไทยจะได้เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลก ในทางทฤษฎีฟังดูดี แต่หากศึกษารายการรายการอาหาร ระเบียบกฎเกณฑ์ กรมศุลกากร การเยียวยาการค้า แหล่งวัตถุดิบ และกระบวนการผลิตของไทย จะเห็นว่าไม่ได้มีนัยยะสำคัญต่อการเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลกเลย นี่คือการขี่ช้างจับตั๊กแตนของรัฐบาล และไม่ได้การันตีว่า เราจะสามารถเจาะตลาดเม็กซิโกและแคนาดาได้ง่ายอย่างที่คิดเพราะเม็กซิโกพึ่งทำข้อตกลงทางการค้าแถบอเมริกาเหนือฉบับใหม่กับอเมริกา และจะมีผลใช้บังคับในเดือนกรกฎาคม 63 นี้โดยให้สิทธิพิเศษกลุ่มสมาชิกอเมริกาเหนือมากกว่าCPTPPมาก รัฐบาลมั่นใจหรือไม่ว่าเราจะฝ่าด่านข้อตกลงนี้ไปเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้มากน้อยแค่ไหน” น.ส.จิราพร กล่าว

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top