วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569
วันนี้ (3 พฤศจิกายน 2563) เวลา 11.00 น. ณ หอประชุมสแปลช โรงแรมสแปลช บีช รีสอร์ท ไม้ขาว ต.ไม้ขาว อ.ถลาง จ.ภูเก็ต พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 3/2563 สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้
กฎหมาย
1. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับการจดทะเบียนเครื่องจักร พ.ศ. ….
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับการจดทะเบียนเครื่องจักร พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วน แล้วดำเนินการต่อไปได้ และให้ อก. รับความเห็นของสำนักงบประมาณและสำนักงาน ก.พ.ร. ไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย
สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง
ยกเว้นค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์เครื่องจักรที่ต้องชำระตามกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติจดทะเบียนเครื่องจักร พ.ศ. 2514 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เป็นระยะเวลา 1 ปี รวม 3 รายการ ได้แก่ ค่าจดทะเบียนกรรมสิทธิ์เครื่องจักร ค่าเครื่องหมายการจดทะเบียนซึ่งเจ้าพนักงานได้ประทับหรือทำไว้ที่เครื่องจักร และค่าคัดสำเนาเอกสารพร้อมด้วยคำรับรองว่าถูกต้อง โดยให้มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ทั้งนี้ อก. เสนอว่า
1. ได้มีกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับการจดทะเบียนเครื่องจักร พ.ศ. 2560 ที่ออกตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติจดทะเบียนเครื่องจักร พ.ศ. 2514 และที่แก้ไขเพิ่มเติม กำหนดให้ผู้ประกอบกิจการซึ่งเป็นเจ้าของเครื่องจักรหากต้องการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์เครื่องจักรจะต้องชำระค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์เครื่องจักรดังกล่าวตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง
2. โดยที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการต่าง ๆ และส่งผลต่อภาวะทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้ประกอบกิจการประสบกับภาวะรายได้ตกต่ำ รวมทั้งต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น ดังนั้น เพื่อเป็นการลดภาระและบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นแก่ผู้ประกอบกิจการ อก. จึงเห็นควรยกเว้นค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์เครื่องจักรที่ต้องชำระตามกฎกระทรวงข้อ 1. รวม 3 รายการ ได้แก่ ค่าธรรมเนียมกรรมสิทธิ์เครื่องจักร ค่าเครื่องหมายการจดทะเบียนซึ่งเจ้าพนักงานได้ประทับหรือทำไว้ที่เครื่องจักร และค่าคัดสำเนาเอกสารพร้อมด้วยคำรับรองว่าถูกต้อง เป็นระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันที่ร่างกฎกระทรวงดังกล่าวมีผลใช้บังคับ ให้แก่ผู้ประกอบกิจการซึ่งเป็นเจ้าของเครื่องจักรที่นำเครื่องจักรไปจดทะเบียนกรรมสิทธิ์เครื่องจักรตามพระราชบัญญัติจดทะเบียนเครื่องจักร พ.ศ. 2514 เพื่อนำไปเป็นหลักประกันในการจัดหาทุนมาใช้ในการประกอบกิจการได้
3. อก. จึงได้ดำเนินการยกร่างกฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับการจดทะเบียนเครื่องจักร พ.ศ. …. โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 17 วรรคหนึ่งแห่งพระราชบัญญัติจดทะเบียนเครื่องจักร พ.ศ. 2514 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งบัญญัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจแต่งตั้งนายทะเบียนและพนักงานเจ้าหน้าที่ กับออกกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมไม่เกินอัตราในบัญชีท้ายพระราชบัญญัตินี้ ยกเว้นค่าธรรมเนียม และกำหนดกิจการอื่นหรือออกระเบียบเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
4. อก. ได้จัดทำรายงานตามมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 แล้ว โดยรายงานว่าการดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวจะก่อให้เกิดการสูญเสียรายได้ของรัฐและประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ ดังนี้
4.1 ประมาณการการสูญเสียรายได้ซึ่งได้ยกเว้นค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับการจดทะเบียนเครื่องจักร รวม 3 รายการ เป็นเวลา 1 ปี จะมีการสูญเสียรายได้ประมาณ 2,000,000 บาท ดังนี้
|
รายชื่อใบอนุญาต |
อัตราการจัดเก็บค่าธรรมเนียม (บาท) |
จำนวน (ฉบับ) |
รายได้การจัดเก็บค่าธรรมเนียม (บาท) |
หมายเหตุ |
|
1. ค่าจดทะเบียนกรรมสิทธิ์เครื่องจักร |
เครื่องละ 750 บาท แต่ไม่เกิน 12,000 บาท |
1,115 ฉบับ |
1,240,000 บาท* |
- *เป็นมูลค่าปัดเศษ - เฉพาะสถานที่ประกอบกิจการอุตสาหกรรมที่เข้าข่ายตามพระราชบัญญัติจดทะเบียนเครื่องจักร พ.ศ. 2514 และที่แก้ไขเพิ่มเติม |
|
2. ค่าเครื่องหมายการจดทะเบียน ซึ่งเจ้าพนักงานได้ประทับหรือทำไว้ที่เครื่องจักร |
เครื่องหมายละ 120 บาท แต่ไม่เกิน 1,200 บาท |
6,185 แผ่นป้าย |
700,000 บาท* (รวมอยู่ในยอดเงินลำดับ 1 แล้ว) |
|
|
3. ค่าคัดสำเนาเอกสารพร้อมด้วยคำรับรองว่าถูกต้อง |
หน้าละ 10 บาท |
6,185 |
60,000 บาท* (รวมอยู่ในยอดเงินลำดับ 1 แล้ว) |
|
|
รวม |
2,000,000 บาท |
|||
4.2 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ เป็นการลดภาระและบรรเทาผลกระทบของเจ้าของเครื่องจักร อันเนื่องมาจากผลกระทบภาวะทางเศรษฐกิจกรณีสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019
เศรษฐกิจ - สังคม
2. เรื่อง แผนปฏิบัติการด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. 2563 – 2565
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) เสนอดังนี้
1. เห็นชอบแผนปฏิบัติการด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. 2563 – 2565 (แผนปฏิบัติการฯ) เพื่อใช้เป็นกรอบทิศทางการดำเนินงาน เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการ ประสานการปฏิบัติ จัดสรรทรัพยากร และติดตามประเมินผลของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
2. ให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดประจำปีให้สอดคล้องรองรับกับแผนปฏิบัติการฯ ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 เป็นต้นไป
สาระสำคัญของเรื่อง
ยธ. โดย สำนักงาน ป.ป.ส. รายงานว่า
1. โดยที่รัฐบาลได้กำหนดให้การแก้ไขปัญหายาเสพติดเป็น 1 ในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลที่ต้องเร่งดำเนินการอย่างจริงจังทั้งระบบ ดังนั้น สำนักงาน ป.ป.ส. จึงได้จัดทำแผนปฏิบัติการฯ เพื่อให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปใช้เป็นกรอบทิศทางในการดำเนินการแก้ไขปัญหายาเสพติด ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ส. ในคราวประชุม ครั้งที่ 1/2562 เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2562 ได้มีมติเห็นชอบร่างแผนปฏิบัติการฯ ด้วยแล้ว
2. แผนปฏิบัติการฯ มีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้
2.1 วัตถุประสงค์
1) เพื่อเป็นแผนชี้นำการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหายาเสพติด และลดระดับปัญหาของการแก้ไขปัญหาได้อย่างน้อยร้อยละ 50 ภายใน 3 ปี และลดระดับจนไม่ส่งผลกระทบต่อการบริหารประเทศภายในปี พ.ศ. 2580
2) เพื่อบูรณาการนโยบายและแผนแต่ละระดับที่เกี่ยวข้อง มุ่งไปสู่การแก้ไขปัญหาได้อย่างประสานสอดคล้องตามเป้าหมายที่กำหนดไว้
3) เพื่อเป็นกรอบในการบริหารจัดการ ประสานการปฏิบัติจัดสรรทรัพยากร และกำกับติดตามประเมินผลสำหรับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแปลงแผนปฏิบัติการฯ ไปสู่การปฏิบัติได้อย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม
2.2 เป้าหมายและตัวชี้วัด
1) เป้าหมาย คือ สถานการณ์ปัญหายาเสพติดได้รับการควบคุมจนไม่ส่งผลต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเมื่อสิ้นสุดแผน (ปี พ.ศ. 2565) โดยลดจำนวนผู้ค้า ผู้เสพ และสัดส่วนการกระทำผิดซ้ำในระดับพื้นที่
2) ตัวชี้วัด คือ (1) สังคมไทยปลอดภัยจากยาเสพติด และ (2) ความพึงพอใจและความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการแก้ไขปัญหายาเสพติด
2.3 มาตรการ/แนวทาง ประกอบด้วย 5 มาตรการ (9 แนวทาง) ดังนี้
|
มาตรการที่ 1 ความร่วมมือระหว่างประเทศ (1 แนวทาง) |
|
|
แนวทางที่ 1 |
ตัวชี้วัด |
|
ความร่วมมือระหว่างประเทศเชิงรุก เพื่อพัฒนาและขับเคลื่อนกลไกความร่วมมือระหว่างประเทศให้เกิดผลสำเร็จในการดำเนินการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างเป็นรูปธรรมโดยให้ความสำคัญกับการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร การปฏิบัติการสนับสนุนซึ่งกันและกัน การบริหารจัดการชายแดน และการพัฒนาศักยภาพบุคลากร |
(1) ระดับความสำเร็จของการดำเนินการตามข้อตกลงความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อปราบปรามและทำลายแหล่งผลิตยาเสพติดภายนอกประเทศ (2) ระดับความสำเร็จของการประสานผลักดันความร่วมมือด้านยาเสพติดในประเทศอาเซียน (3) ระดับความสำเร็จของความร่วมมือระหว่างประเทศ นอกภาคพื้นอาเซียนที่คืบหน้าเป็นรูปธรรม และ (4) ระดับความสำเร็จในการยกระดับความร่วมมือระหว่าง 6 ประเทศสมาชิก (ราชอาณาจักรกัมพูชา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ราชอาณาจักรไทย และสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม) ในการปิดล้อมพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ |
|
หน่วยงานรับผิดชอบหลัก : กระทรวงกลาโหม (กห.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) สำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สขช.) กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตช.) |
|
|
มาตรการที่ 2 การปราบปรามและบังคับใช้กฎหมาย (2 แนวทาง) |
|
|
แนวทางที่ 2 |
ตัวชี้วัด |
|
การสกัดกั้นยาเสพติด สารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ เพื่อดำเนินการยับยั้งการลำเลียงยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ให้เล็ดลอดเข้าสู่แหล่งแพร่ระบาดหรือแหล่งผลิตได้น้อยที่สุด โดยบูรณาการหน่วยงานร่วมสกัดกั้นยาเสพติดพื้นที่ชายแดน พื้นที่พักคอย และพื้นที่ตอนใน เพื่อควบคุมการลักลอบลำเลียงและนำเข้ายาเสพติดและสกัดกั้นยาเสพติด ณ ด่านศุลกากร ท่าอากาศยานนานาชาติ และท่าเรือระหว่างประเทศ |
ร้อยละของการสกัดกั้นปริมาณยาเสพติดเปรียบเทียบกับปริมาณยาเสพติดที่จับกุมได้ทั่วประเทศ |
|
หน่วยงานรับผิดชอบหลัก : กห. ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเล และ ตช. |
|
|
แนวทางที่ 3 |
ตัวชี้วัด |
|
การปราบปรามกลุ่มการค้ายาเสพติด เพื่อทำลายหรือลดทอนศักยภาพโครงข่ายการค้ายาเสพติดทุกระดับ โดยการปราบปรามและสลายโครงสร้างเครือข่ายการค้าผู้มีอิทธิพลที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดและเครือข่ายข้ามชาติ การพัฒนางานการข่าวและระบบฐานข้อมูลสนับสนุนให้สามารถเชื่อมโยงงานการข่าวในทุกมิติ และการพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องมืออุปกรณ์พิเศษ การปราบปรามยาเสพติดและบูรณาการการใช้เทคโนโลยี เป็นต้น |
(1) ร้อยละความสำเร็จของการยุติบทบาทกลุ่มการค้ายาเสพติดระดับสำคัญ และ (2) จำนวนผู้ค้ายาเสพติดในพื้นที่แพร่ระบาดถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย |
|
หน่วยงานรับผิดชอบหลัก : กห. กระทรวงการคลัง ยธ. มท. กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ตช. สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ และสำนักงานอัยการสูงสุด |
|
|
มาตรการที่ 3 การป้องกันยาเสพติด (3 แนวทาง) |
|
|
แนวทางที่ 4 |
ตัวชี้วัด |
|
การเสริมสร้างความเข้มแข็งของหมู่บ้าน/ชุมชนตามแนวชายแดนและการพัฒนาทางเลือก เพื่อลดเหตุปัจจัยของโครงสร้างอิทธิพลและขบวนการค้ายาเสพติดบริเวณชายแดน โดยใช้มาตรการพัฒนาทางเลือกตามแนวทางศาสตร์พระราชา และสร้างการเป็นอาสาป้องกันยาเสพติดในหมู่บ้าน/ชุมชนตามแนวชายแดน |
(1) ระดับความสำเร็จในการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่เป้าหมาย และ (2) ระดับความสำเร็จของการแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่เป้าหมาย |
|
หน่วยงานรับผิดชอบหลัก : มท. ยธ. และ กอ.รมน. |
|
|
แนวทางที่ 5 |
ตัวชี้วัด |
|
การป้องกันยาเสพติดในแต่ละกลุ่มเป้าหมายอย่างเหมาะสมเป็นรูปธรรม เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันยาเสพติดในกลุ่มเป้าหมายให้สอดคล้องกับพัฒนาการตามช่วงวัยและวิถีชีวิต โดยการป้องกันยาเสพติดในกลุ่มทั่วไปและกลุ่มเสี่ยงสูง เป็นต้น |
ระดับความสำเร็จของการสร้างภูมิคุ้มกันของประชากรกลุ่มเป้าหมาย |
|
หน่วยงานรับผิดชอบหลัก : กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มท. ยธ. กระทรวงแรงงาน (รง.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) สธ. และกรุงเทพมหานคร (กทม.) |
|
|
แนวทางที่ 6 |
ตัวชี้วัด |
|
การปรับสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เพื่อจัดการพื้นที่ให้มีศักยภาพในการลดอุปสงค์ยาเสพติดทั้งในด้านการขจัดปัจจัยลบและด้านการเพิ่มปัจจัยบวก โดยการเสริมสร้างสภาพแวดล้อมเชิงบวกในกลุ่มเด็กและเยาวชน และกลุ่มแรงงาน การเสริมสร้างพื้นที่ปลอดภัยโดยใช้กลไกการมีส่วนร่วมในพื้นที่ เป็นต้น |
ระดับความสำเร็จของการมีส่วนร่วมในสภาพแวดล้อมทางสังคมเพื่อการป้องกันยาเสพติด |
|
หน่วยงานรับผิดชอบหลัก : พม. อว. ยธ. มท. รง. ศธ. สธ. กอ.รมน. และ ตช. |
|
|
มาตรการที่ 4 การบำบัดรักษายาเสพติด (1 แนวทาง) |
|
|
แนวทางที่ 7 |
ตัวชี้วัด |
|
การดูแลผู้ใช้ ผู้เสพ ผู้ติดยาเสพติด ให้เข้าถึงการบำบัดรักษา และการลดอันตรายหรือผลกระทบจากยาเสพติด เพื่อดำเนินกระบวนการบำบัดรักษาและฟื้นฟูให้มีความยืดหยุ่นเหมาะสมกับบริบทและระดับความรุนแรงของผู้ป่วยยาเสพติดแต่ละราย โดยการพัฒนาระบบการบำบัดรักษา การพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้เข้ารับการบำบัดรักษายาเสพติด เป็นต้น |
(1) ร้อยละของผู้ใช้ ผู้เสพ และผู้ติดยาเสพติดที่ผ่านการบำบัดฟื้นฟู มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และ (2) ร้อยละของกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับบริการลดอันตรายจากยาเสพติดอย่างมีมาตรฐาน |
|
หน่วยงานรับผิดชอบหลัก : มท. ยธ. สธ. และ กทม. |
|
|
มาตรการที่ 5 การบริหารจัดการอย่างบูรณาการ (2 แนวทาง) |
|
|
แนวทางที่ 8 |
ตัวชี้วัด |
|
กิจการพิเศษ เพื่อดำเนินการตามแผนการแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่พิเศษ โดยการควบคุมและใช้ประโยชน์จากพืชเสพติด และการพัฒนามาตรการทางเลือกรูปแบบใหม่ เช่น การทำให้ยาเสพติดที่ไม่ร้ายแรงเป็นสิ่งถูกต้องตามกฎหมาย เป็นต้น |
(1) ระดับความสำเร็จของการควบคุมพืชยาเสพติด (ฝิ่น กัญชา กัญชง และกระท่อม) (2) ระดับความสำเร็จของการควบคุมการใช้ประโยชน์จากพืชเสพติด (3) จำนวนคดีที่มีการนำพืชเสพติดที่ได้รับอนุญาตไปใช้ในทางที่ผิด และ (4) ร้อยละของผู้ต้องขังคดียาเสพติดลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับฐานเฉลี่ย 3 ปี (พ.ศ. 2560 – 2562) |
|
หน่วยงานรับผิดชอบหลัก : กห. มท. กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) ยธ. สธ. กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) ตช. และสำนักงานศาลยุติธรรม |
|
|
แนวทางที่ 9 |
ตัวชี้วัด |
|
การบริหารจัดการอย่างบูรณาการ เพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างเป็นระบบโดยการพัฒนาระบบข้อมูลและการเฝ้าระวังปัญหายาเสพติด และการพัฒนาระบบเทคโนโลยีดิจิทัลยาเสพติด |
ระดับความสำเร็จในการบริหารจัดการและนวัตกรรมการแก้ไขปัญหายาเสพติดที่มีประสิทธิภาพ |
|
หน่วยงานรับผิดชอบหลัก : ยธ. (สำนักงาน ป.ป.ส.) |
|
2.4 งบประมาณ จำนวน 15,957.274 ล้านบาท จำแนกเป็น 3 ด้าน ดังนี้
|
ด้าน |
งบประมาณ (ล้านบาท) |
|
1. ด้านการป้องกันยาเสพติด |
5,608.352 |
|
2. ด้านการปราบปรามยาเสพติด |
5,897.850 |
|
3. ด้านการบำบัดรักษายาเสพติด |
4,451.072 |
3. กลไกการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการฯ ได้แก่
3.1 ระดับนโยบาย (Agenda) โดยมีคณะกรรมการ ป.ป.ส. ทำหน้าที่ในการกำหนดนโยบาย มาตรการการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดในภาพรวมเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปปฏิบัติ
3.2 ระดับชาติ โดยมีศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแห่งชาติ และอนุกรรมการตามคำสั่งศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแห่งชาติ เป็นกลไกอำนวยการกำกับ ติดตามแผนในแต่ละระดับ เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติให้บรรลุวัตถุประสงค์ รวมทั้งประเมินผลการดำเนินงาน การแก้ไขปัญหาอุปสรรค ข้อขัดข้องให้สามารถขับเคลื่อนแผนได้อย่างประสานสอดคล้อง
3.3 ระดับภารกิจ (Function) มีศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดระดับกระทรวง กรม และหน่วยงาน ซึ่งรับผิดชอบดำเนินงานตามภารกิจ โดยเน้นการบูรณาการแผนงานและงบประมาณภายในหน่วยงานและระหว่างหน่วยงานให้เกิดเอกภาพ และสนับสนุนการดำเนินงานในระดับพื้นที่ รวมทั้งกำกับติดตามการดำเนินงานของหน่วยงานในสังกัด
3.4 ระดับพื้นที่ (Area) โดยมีศูนย์อำนวยการและศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจังหวัด/กทม./อำเภอ/เขต/องค์การบริหารส่วนตำบล เพื่อบูรณาการแผนงานงบประมาณและประสานการปฏิบัติการร่วมกับส่วนราชการ องค์กร ภาคประชาชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงกลไกภายใต้โครงการตำบลมั่นคงปลอดภัยจากยาเสพติด ซึ่งเป็นการบูรณาการความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนด้วย
3.5 ศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่เฉพาะ เพื่อเป็นกลไกการแก้ไขปัญหายาเสพติดในระดับพื้นที่ที่มีบริบทและสถานการณ์ปัญหาที่หลากหลายและแตกต่าง ไม่สามารถแก้ไขปัญหาด้วยกลไกปกติได้จะต้องมีการบูรณาการ และแก้ไขปัญหาจากหลายหน่วยงาน
4. สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒนาฯ) ในการประชุม ครั้งที่ 6/2563 เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2563 มีมติเห็นชอบในหลักการแผนปฏิบัติการฯ และเห็นควรเพิ่มเติมประเด็นต่าง ๆ เพื่อให้แผนปฏิบัติการมีความชัดเจนและเกิดประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ดังนี้ (1) เพิ่มมาตรการทางเลือกใหม่ในการแก้ไขปัญหายาเสพติดที่เป็นมาตรการลดทอนการเป็นอาชญากรรม (2) นำแนวคิดชุมชนคุณธรรมที่ใช้หลัก “บวร” (บ้าน - วัด - โรงเรียน) เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันยาเสพติดในระดับพื้นที่ (3) ควรมีการติดตามประเมินผลกลไกการขับเคลื่อนในแต่ละระดับและเพิ่มเติมกลไกร่วมในการปราบปรามยาเสพติด เช่น ประเด็นการติดตามการฟอกเงินของกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ และ (4) ควรปรับตัวชี้วัดที่สะท้อนผลลัพธ์ และกำหนดค่าเป้าหมายที่ชัดเจนและท้าทาย
3. เรื่อง ขออนุมัติดำเนินการตามมติคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ ครั้งที่ 1/2563
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอให้ กษ. โดยการยางแห่งประเทศไทยดำเนินโครงการ จำนวน 4 โครงการ ดังนี้
1. อนุมัติโครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการไม้ยางและผลิตภัณฑ์ วงเงินสินเชื่อ 20,000 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2563 ถึงเดือนเมษายน 2565 เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19) ให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ อันจะเป็นผลดีต่อผู้ประกอบกิจการและเกษตรกรชาวสวนยางพารา สำหรับแหล่งเงินขอให้การยางแห่งประเทศไทยหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลังเพื่อพิจารณาแหล่งเงินจากพระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563 ในลำดับแรกก่อน ตามนัยมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2563 หากไม่สามารถใช้จากแหล่งเงินดังกล่าวได้ ให้ใช้จากธนาคารพาณิชย์ หรือสถาบันการเงิน โดยรัฐบาลสนับสนุนชดเชยดอกเบี้ยในอัตราตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินร้อยละ 3 ต่อปี ระยะเวลาชดเชยดอกเบี้ยโครงการฯ 1 ปี แต่ไม่เกินวันที่ 30 เมษายน 2565 จำนวนไม่เกิน 600 ล้านบาท สำหรับค่าชดเชยดอกเบี้ยดังกล่าว ให้ธนาคารของรัฐ สถาบันการเงิน หรือการยางแห่งประเทศไทยปฏิบัติให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ขั้นตอนให้ถูกต้องครบถ้วนแล้ว จึงเสนอขอรับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงตามความจำเป็นและเหมาะสมต่อไป ในส่วนของค่าบริหารโครงการ จำนวน 4 ล้านบาท เห็นควรให้การยางแห่งประเทศไทยใช้จ่ายจากเงินกองทุนพัฒนายางพารา ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ
2. อนุมัติขยายระยะเวลาชำระคืนเงินกู้โครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง และโครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคายาง ให้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร จากเดิมสิ้นสุดในวันที่ 31 พฤษภาคม 2563 เป็นวันที่ 31 ธันวาคม 2566 โดยให้กระทรวงการคลังขยายระยะเวลาค้ำประกันเงินกู้ออกไป และยกเว้นค่าธรรมเนียมในการค้ำประกันเงินกู้ พร้อมชดเชยต้นทุนเงินในอัตรา FDR + 1
สำหรับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการ เช่น ค่าเช่าโกดัง ค่าประกันภัย ค่าจ้างผลิตยาง และอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนมีนาคม 2559 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2563 จำนวน 772.47 ล้านบาท และตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 ถึงเดือนมีนาคม 2564 จำนวน 126.286 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 898.756 ล้านบาท ให้ใช้จ่ายจากเงินกองทุนพัฒนายางพารา ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ
3. อนุมัติปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินงานโครงการสนับสนุนสินเชื่อผู้ประกอบการ ผลิตภัณฑ์ยาง วงเงินสินเชื่อ 25,000 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ปี 2559 ถึงปี 2569 เพื่อลดผลกระทบในภาคอุตสาหกรรมยางจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19) การปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินงาน ประกอบด้วยให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบการ โดยธนาคารพาณิชย์หรือธนาคารของรัฐ (สถาบันการเงินเฉพาะกิจ) ได้ทุกธนาคาร ซึ่งสินเชื่อในทุก ๆ 1 ล้านบาท จะต้องมีการเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศอย่างน้อย 2 ตันต่อปี ในปีการผลิต 2563 หรือตามที่คณะกรรมการบริหารโครงการฯ กำหนด ทั้งนี้ ให้การยางแห่งประเทศไทยตรวจสอบการใช้ยางของผู้ประกอบการเป็นรายปี ในปีการผลิต 2563 หรือตามที่คณะกรรมการบริหารโครงการฯ กำหนด แล้วแต่กรณี
4. อนุมัติเพิ่มกิจกรรมช่วยเหลือผู้ประกอบกิจการยาง (ยางแห้ง) ในสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19) ภายใต้โครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการยาง (ยางแห้ง) วงเงินสินเชื่อ 20,000 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ เดือนมกราคม 2563 ถึงเดือนธันวาคม 2564 โดยมีหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ผู้เข้าร่วมโครงการต้องซื้อยางมาเป็นวัตถุดิบสำหรับการผลิตของฤดูกาลใหม่ (รายเดือน) เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนผลผลิตของเกษตรกรชาวสวนยาง โดยรัฐบาลสนับสนุนชดเชยดอกเบี้ยในอัตราตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินร้อยละ 2 ต่อปี ระยะเวลาชดเชยดอกเบี้ยโครงการฯ 1 ปี แต่ไม่เกินเดือนธันวาคม 2563
สาระสำคัญของเรื่อง
กษ. รายงานว่า ภายหลังจากคณะรัฐมนตรีมีมติวันที่ 18 สิงหาคม 2563 กษ. ได้พิจารณาความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว เห็นควรนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาโครงการและมาตรการต่าง ๆ ตามมติคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) ครั้งที่ 1/2563 ต่อไป
1. โครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการไม้ยางและผลิตภัณฑ์ มีรายละเอียดการดำเนินโครงการสรุปได้ ดังนี้
|
หัวข้อ |
รายละเอียด |
|
แนวทางการดำเนินการ |
สนับสนุนสินเชื่อเพื่อเป็นทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการไม้ยางพาราและผลิตภัณฑ์โดยรัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี |
|
วัตถุประสงค์ |
1. เพื่อบรรเทาผลกระทบจากโรค COVID-19 ของผู้ประกอบการไม้ยางและผลิตภัณฑ์ 2. เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวสวนยางที่ไม่สามารถขายไม้ยางได้ 3. เกษตรกรชาวสวนยางสามารถขายไม้ยางพาราได้ในราคาที่เป็นธรรม 4. เพื่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างเกษตรกรชาวสวนยาง ผู้ประกอบการไม้ยางและผลิตภัณฑ์และรัฐบาล ในการร่วมกันแก้ไขปัญหาการส่งออกไม้ยางพารา 5. สนับสนุนการดำเนินนโยบายลดพื้นที่ปลูกยางพารา |
|
เป้าหมาย |
1. ผู้ประกอบกิจการไม้ยางพาราและผลิตภัณฑ์ที่ดำเนินธุรกิจยังสามารถดำเนินการต่อไปได้ ร้อยละ 80 ของโรงงานทั้งหมด ทำให้มีการจ้างงานต่อเนื่อง ไม่หยุดชะงัก 2. กระตุ้นการโค่นต้นยาง จำนวน 400,000 ไร่ 3. ดูดซับไม้ยางจากการกระตุ้นการโค่น จำนวน 12 ล้านตัน 4. ราคาไม้ยาง (เฉลี่ย) เป้าหมาย ราคาคาดหวัง 1,300 บาทต่อตัน 5. วงเงินดำเนินการ 20,000 ล้านบาท รัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินร้อยละ 3 ต่อปี |
|
ระยะเวลาดำเนินการ |
ตุลาคม 2563 - กันยายน 2565 โดย 1. ระยะเวลาในการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ 1 ปี ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการบริหารโครงการฯ กำหนด (ปิดรับการลงทะเบียน เมื่อเต็มกรอบวงเงิน 20,000 ล้านบาท) 2. ระยะเวลาในการชดเชยดอกเบี้ย ตามโครงการฯ 1 ปี นับตั้งแต่ได้รับการอนุมัติ แต่ไม่เกิน 30 กันยายน 2565 |
2. โครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสภียรภาพราคายาง และโครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคายาง
2.1 ผลการดำเนินงาน ณ วันที่ 31 มีนาคม 2563
|
ผลการดำเนินงาน ณ วันที่ 31 มีนาคม 2563 |
โครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง (เริ่มดำเนินงาน พฤษภาคม 2555) |
โครงการสร้าง มูลภัณฑ์กันชน รักษาเสถียรภาพราคายาง (เริ่มดำเนินงาน พฤศจิกายน 2557) |
รวม 2 โครงการ |
|
1. ผลการรับซื้อยางชนิดต่าง ๆ (ตัน) มูลค่าซื้อยาง (ล้านบาท) เฉลี่ยราคาซื้อ (บาทต่อกิโลกรัม) |
213,492.10 21,126.66 98.96 |
148,799.50 8,889.30 59.74 |
362,291.60 30,015.96 82.85 |
|
2. ผลผลิตยางชนิดต่าง ๆ (ตัน) |
207,031.11 |
147,476.03 |
354,507.14 |
|
3. จำหน่ายยางชนิดต่าง ๆ (ตัน) |
146,271.16 |
84,681.04 |
230,952.20 |
|
4. สต็อกยางชนิดต่าง ๆ (ตัน) (1) ไม่มีสัญญาซื้อขาย (2) มีสัญญาซื้อขาย (อยู่ระหว่างฟ้องร้องผู้ซื้อ) |
60,759.95 53,190.14 7,569.81 |
62,794.99 51,572.88 11,222.11 |
123,554.94 104,763.02 18,791.92 |
|
5. วงเงินกู้ ธ.ก.ส. และการชำระหนี้ (ล้านบาท) (1) เงินกู้ ธ.ก.ส. (2) ชำระหนี้ (3) หนี้คงเหลือ |
22,000.00 15,940.55* 6,059.45 |
9,600.00 5,704.13 3,895.87 |
31,600.00 21,644.68 9,955.32 |
|
6. ค่าใช้จ่ายของโครงการฯ (ล้านบาท) (1) ค่าดำเนินงานไม่รวมค่าซื้อยาง (2) ค่าบริหารโครงการฯ (3) ค่าบริหารโครงการฯ คงเหลือ |
2,231.98 345.17 62.32 |
857.38 112.01 1.69 |
3,089.36 457.18 64.01 |
|
*หมายเหตุ : เงินชำระหนี้เงินกู้ ธ.ก.ส. โครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง จำนวน 15,940.55 ล้านบาท ประกอบด้วย รายได้จากการขายยาง 9,457.61 ล้านบาท และเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ ธ.ก.ส. ได้รับชดเชยการขาดทุน 6,482.94 ล้านบาท |
|||
การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) จำเป็นต้องระบายยางในสต็อกให้หมด เพื่อนำเงินรายได้จากการขายยางมาชำระหนี้ ธ.ก.ส. และดำเนินการปิดบัญชีต่อไป
2.2 กษ. เสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติขยายระยะเวลาชำระคืนเงินกู้โครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง และโครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคายาง มีรายละเอียดการดำเนินการสรุปได้ ดังนี้
1) ขออนุมัติขยายระยะเวลาชำระคืนเงินกู้โครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง และโครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคายาง ให้กับ ธ.ก.ส. ออกไปจากเดิม วันที่ 31 พฤษภาคม 2563 เป็นวันที่ 31 ธันวาคม 2566 โดยให้ กค. ขยายระยะเวลาค้ำประกันเงินกู้กับ ธ.ก.ส. ออกไปและยกเว้นค่าธรรมเนียมในการค้ำประกันเงินกู้ ตามระยะเวลาการขยายระยะเวลาชำระคืนเงินกู้ให้ ธ.ก.ส. พร้อมชดเชยต้นทุนเงินในอัตรา FDR+1 ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2555 ตามขั้นตอนต่อไป
2) นำเงินจากการระบายยางในสต็อกและของบประมาณแผ่นดินชดเชยการขาดทุนชำระคืนเงินกู้ ธ.ก.ส. ของโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง จำนวน 6,059.45 ล้านบาท และโครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคายาง จำนวน 3,895.87 ล้านบาท รวม 9,955.32 ล้านบาท ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2566
3) ขออนุมัติจัดสรรงบประมาณเป็นค่าเช่าโกดัง ค่าประกันภัย ค่าจ้างผลิตยาง และอื่น ๆ รวม 898.76 ล้านบาท ดังนี้
(1) ค่าใช้จ่ายโครงการเป็นค่าเช่าโกดัง ค่าประกันภัย ค่าจ้างผลิตยาง และอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างเดือนมีนาคม 2559 – กุมภาพันธ์ 2563 จำนวน 772.47 ล้านบาท
(2) งบประมาณเป็นค่าเช่าโกดัง ค่าประกันภัย ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 – มีนาคม 2564 จำนวน 126.29 ล้านบาท
3. โครงการสนับสนุนสินเชื่อผู้ประกอบการผลิตผลิตภัณฑ์ยาง
3.1 ผลการดำเนินงานที่ผ่านมา
1) ผลการรับสมัครและเข้าร่วมโครงการ
|
รายการ |
ระยะที่ 1 (ปี 2559 และ ปี 2560) |
ระยะที่ 2 (ปี 2562 – ปัจจุบัน) |
รวมทั้งสิ้น |
|
การรับสมัคร - ผู้ประกอบการ (ราย) |
29 |
4 (รายเดิม 2 บริษัท) |
31 |
|
การเข้าร่วมโครงการ - ผู้ประกอบการ (ราย) - วงเงินเข้าร่วมโครงการ (ล้านบาท) |
17 11,788.20 |
2 (รายเดิม) 2,250.00 |
17 14,038.20 |
|
คงเหลือวงเงิน 10,961.80 ล้านบาท (วงเงินโครงการ 25,000.00 ล้านบาท) |
|||
2) ผลการชดเชยดอกเบี้ยตามโครงการ คณะกรรมการบริหารโครงการฯ มีมติอนุมัติวงเงินชดเชยดอกเบี้ย 2 ครั้ง ดังนี้
|
การประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการฯ |
ผู้ที่ได้รับชดเชยดอกเบี้ย |
วงเงิน (ล้านบาท) |
|
ครั้งที่ 1/2562 เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2562 |
ชดเชยผู้เข้าร่วมโครงการ 10 ราย |
70.81 |
|
ครั้งที่ 1/2563 เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2563 |
ชดเชยผู้เข้าร่วมโครงการ 9 ราย |
149.43 |
3) ปริมาณการใช้ยางของผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการสามารถใช้ยาง (เพิ่มขึ้น) (ตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบัน) มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 121,981 ตัน
3.2 กษ. เสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินโครงการสนับสนุนสินเชื่อผู้ประกอบการผลิตผลิตภัณฑ์ยาง ดังนี้
1) ให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบการโดยธนาคารพาณิชย์หรือธนาคารของรัฐ (สถาบันการเงินเฉพาะกิจ) ได้ทุกธนาคาร (เดิม เฉพาะธนาคารพาณิชย์ ทั้งนี้ เพื่อให้มีความครอบคลุมในการให้สินเชื่อมากขึ้น)
2) ให้ผู้ประกอบการที่ได้รับสินเชื่อในทุก ๆ 1 ล้านบาท จะต้องมีการเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศอย่างน้อย 2 ตันต่อปี ในปีการผลิต 2563 หรือระยะเวลาตามที่คณะกรรมการบริหารโครงการฯ กำหนด [เป็นการกำหนดข้อยกเว้นในปีการผลิต 2563 จากเงื่อนไขเดิม คือ ในปีแรกถึงปีที่สองของการลงทุน 2 ตันต่อปี ปีที่สาม 4 ตันต่อปี ทั้งนี้ เพื่อลดผลกระทบอันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)]
3) ให้ กยท. ตรวจสอบการใช้ยางของผู้ประกอบการเป็นรายปี ในปีการผลิต 2563 หรือระยะเวลาตามที่คณะกรรมการบริหารโครงการฯ กำหนด [เป็นการกำหนดข้อยกเว้นในปีการผลิต 2563 จากเงื่อนไขเดิม คือ ตรวจสอบการใช้ยางของผู้ประกอบการเป็นรายเดือน ทั้งนี้ เพื่อลดผลกระทบอันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)]
4. โครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการยาง (ยางแห้ง)
4.1 ผลการดำเนินงานที่ผ่านมา
มีผู้เข้าร่วมโครงการจำนวน 4 ราย อนุมัติวงเงินสินเชื่อจำนวน 2,410 ล้านบาท ปริมาณที่จัดเก็บตามโครงการ 75,692 ตัน (เป้าหมายโครงการ 350,000 ตัน) มีวงเงินสินเชื่อคงเหลือจำนวน 17,590 ล้านบาท (วงเงินสินเชื่อโครงการ 20,000 ล้านบาท)
4.2 กษ. เสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติเพิ่มกิจกรรมช่วยเหลือผู้ประกอบกิจการยาง (ยางแห้ง) ในสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ภายใต้โครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการยาง (ยางแห้ง) มีรายละเอียดเปรียบเทียบกับกิจกรรมเดิม ดังนี้
|
กิจกรรม |
กิจกรรมที่ 1 ดำเนินกิจกรรมตามหลักเกณฑ์ และโครงการ (ที่มีอยู่เดิม) |
กิจกรรมที่ 2 กิจกรรมเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบกิจการยาง (ยางแห้ง) ในสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) (เสนอขอความเห็นชอบเพิ่มเติมในครั้งนี้) |
|
หลักเกณฑ์ และเงื่อนไข การชดเชยดอกเบี้ย |
- ผู้เข้าร่วมโครงการต้องมีสต็อกยาง เพิ่มขึ้นมากกว่าสต็อกเฉลี่ยย้อนหลัง 1ปี นับจากวันที่ยื่นความประสงค์ และเจ้าหน้าที่สามารถเข้าตรวจได้โดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า หากตรวจพบปริมาณสต็อกยางน้อยกว่า หรือเท่ากับสต็อกเฉลี่ยย้อนหลัง 1 ปี จะไม่ได้รับการชดเชยดอกเบี้ยในเดือนนั้น - ผู้เข้าร่วมโครงการต้องให้ความร่วมมือกับพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการตามโครงการฯ เข้าในพื้นที่สถานประกอบการเพื่อเข้าตรวจสอบขอเอกสารหลักฐาน และกิจการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นไปตามวัตถุประสงค์โครงการฯ |
- ผู้เข้าร่วมโครงการต้องซื้อยางมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตของฤดูกาลใหม่ (รายเดือน) เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนผลผลิตของเกษตรกรชาวสวนยาง และสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง และหากผู้เข้าร่วมโครงการไม่มีการซื้อยาง ก็จะไม่ได้รับการชดเชยในเดือนนั้น - การตรวจสอบหลักฐานและเอกสาร ในการชดเชยดอกเบี้ย ได้แก่ (1) หลักฐานการซื้อยางมาเป็นวัตถุดิบสำหรับการผลิตในแต่ละเดือน (2) เอกสารบัญชียางที่ส่งให้กรมวิชาการเกษตรตามพระราชบัญญัติควบคุมยาง พ.ศ. 2552 และ (3) เอกสารและหลักฐานอื่น ๆ ตามที่ กยท. กำหนด |
|
ระยะเวลา ดำเนินการ |
- มกราคม 2563 – ธันวาคม 2564 - ระยะเวลาในอนุมัติวงเงินที่เข้าร่วมโครงการจนสิ้นสุดระยะเวลาการชดเชยดอกเบี้ยตามโครงการ 3 ปี แต่ไม่เกินเดือนธันวาคม 2563 |
- มกราคม 2563 – ธันวาคม 2564 - ระยะเวลาในอนุมัติวงเงินที่เข้าร่วมโครงการจนสิ้นสุดระยะเวลาการชดเชยดอกเบี้ยตามโครงการ 1 ปี แต่ไม่เกินเดือนธันวาคม 2563 |
|
อัตราการชดเชย ดอกเบี้ย |
รัฐบาลจะสนับสนุนชดเชยดอกเบี้ยในอัตราตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินร้อยละ 3 ต่อปี |
รัฐบาลจะสนับสนุนชดเชยดอกเบี้ยในอัตราตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินร้อยละ 2 ต่อปี |
|
หมายเหตุ |
เพิ่มเติมกิจกรรมที่ 2 เพื่อลดผลกระทบจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และการบริโภคอันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) โดยให้ผู้ประกอบการมีต้นทุนเงินมากขึ้น เพื่อรับซื้อวัตถุดิบในฤดูการผลิตใหม่จากเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ชาวสวนยาง เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนในระบบตลาด |
|
4. เรื่อง ขออนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณตามแผนการดำเนินงานระยะ 5 ปี ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2564 - 2568) ของศูนย์ระดับภูมิภาคว่าด้วยสะเต็มศึกษาขององค์การรัฐมนตรีศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณตามแผนการดำเนินงานระยะ 5 ปี ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2564 - 2568) ของศูนย์ระดับภูมิภาคว่าด้วยสะเต็มศึกษาขององค์การรัฐมนตรีศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ซีมีโอ) (ศูนย์สะเต็มศึกษาฯ) วงเงินรวมทั้งสิ้น 235.91 ล้านบาท ตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เสนอ โดยให้ ศธ. จัดทำรายละเอียดค่าใช้จ่ายและเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามความจำเป็นและเหมาะสมต่อไป
สาระสำคัญของเรื่อง
กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) รายงานว่า
1. ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2560 เห็นชอบในหลักการการจัดตั้งศูนย์ สะเต็มศึกษาฯ ในประเทศไทย ซึ่งต่อมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2562 อนุมัติการจัดทำและลงนามบันทึกความตกลงในการจัดตั้งศูนย์ดังกล่าวนั้น ศธ. และสำนักงานเลขาธิการซีมีโอได้ลงนามในบันทึกความตกลงในการจัดตั้งศูนย์สะเต็มศึกษาฯ เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2562 ซึ่งถือเป็นการจัดตั้งศูนย์ดังกล่าวอย่างเป็นทางการแล้ว
2. ศูนย์สะเต็มศึกษาฯ ได้จัดทำแผนการดำเนินงานระยะ 5 ปี ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2564 - 2568) และวงเงินงบประมาณเพื่อเป็นกรอบแนวทางการดำเนินงานตามภารกิจของศูนย์ดังกล่าว ภายใต้วิสัยทัศน์ว่า “เป็นศูนย์แห่งความเป็นเลิศในระดับภูมิภาคด้านการวิจัยและการพัฒนาศักยภาพด้านสะเต็มศึกษาที่ส่งเสริมนโยบายและแนวปฏิบัติที่รองรับด้วยงานวิจัย” ซึ่งมีรายละเอียดสรุปได้ ดังนี้
|
หัวข้อ |
รายละเอียดแผนการดำเนินงานฯ |
|||||||||||||||||
|
พันธกิจ |
1. ส่งเสริมการใช้งานวิจัยเชิงนโยบายด้านสะเต็มศึกษาและให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับนโยบายด้าน สะเต็มศึกษาที่สอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศและของภูมิภาค 2. พัฒนาศักยภาพของบุคลากรและผู้กำหนดนโยบายด้านสะเต็มศึกษา 3. พัฒนาสื่อการเรียนรู้สะเต็มที่เหมาะกับบริบทของภูมิภาคด้วยการระดมทรัพยากรที่มีในเครือข่าย 4. แสวงหาความร่วมมือกับหน่วยงานที่กำหนดนโยบาย ผู้ปฏิบัติ และภาคเอกชน เพื่อสร้างความเข้มแข็งด้านสะเต็มศึกษา |
|||||||||||||||||
|
เป้าหมาย/ตัวชี้วัด |
|
|||||||||||||||||
|
กลยุทธ์/กิจกรรมและโครงการ |
- กรอบแนวทางการดำเนินงานตามภารกิจของศูนย์สะเต็มศึกษาฯ ในช่วงปีที่ 1 - 5 (พ.ศ. 2564 - 2568) ประกอบด้วยกลยุทธ์ 3 ด้าน ได้แก่ 1. การประเมินและวิจัยเกี่ยวกับสะเต็มศึกษา (STEM Education Research and Evaluation) เพื่อพัฒนาศักยภาพของประเทศและภูมิภาคด้านงานวิจัยเกี่ยวกับสะเต็มศึกษา เพื่อให้ผู้นำทางการศึกษามีข้อมูลประกอบการกำหนดนโยบายที่มีฐานจากงานวิจัย ประกอบด้วยโครงการที่สำคัญ ได้แก่ 1.1 What Works เป็นโครงการที่ให้ความรู้แก่นักวิจัยในการรวบรวม สังเคราะห์ และพัฒนางานวิจัย เพื่อเผยแพร่บนเว็บไซต์ เวทีวิชาการ หรือเวทีนโยบายสาธารณะ 1.2 การประเมินผลโครงการ เป็นการประเมินและสรุปผลลัพธ์ของโครงการที่สำคัญ โดยใช้มาตรฐานงานวิจัยที่เป็นสากล 2. การพัฒนาสื่อและศักยภาพบุคลากรทางการศึกษา (Resources and Capacity Building) เพื่อวิจัย พัฒนา และทดสอบสื่อการจัดการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ และเผยแพร่สู่สถาบันการศึกษาและโรงเรียน อีกทั้งพัฒนาบุคลากรทางการศึกษา ทั้งในระดับผู้นำด้านนโยบาย ผู้บริหารการศึกษา ผู้อำนวยการสถานศึกษา ครู ศึกษานิเทศก์ในด้านการเป็นผู้นำด้านการจัดการสะเต็มศึกษา ประกอบด้วยโครงการที่สำคัญ ได้แก่ 2.1 STEM Learning Modules เป็นโครงการที่ประเมิน วิจัย และพัฒนาสื่อการเรียนรู้เกี่ยวกับสะเต็มที่มีคุณภาพ 2.2 STEM Career Academies เป็นโครงการที่สร้างแรงบันดาลใจและเตรียมความพร้อมผู้เรียนสู่โลกอาชีพ 2.3 STEM Professional Academy เป็นโครงการพัฒนาบุคลกรทางการศึกษาทั้งในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติ เพื่อให้สามารถบริหารจัดการสะเต็มศึกษาในสถานศึกษาได้อย่างมีคุณภาพ 3. การให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย การสร้างพันธมิตร และการสื่อสาร (Advocacy, Partnership and Communication) เพื่อให้เกิดความตระหนักและการใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่มีฐานจากงานวิจัยอย่างต่อเนื่อง ด้วยการจัดกิจกรรมสร้างความตระหนัก เวทีวิชาการ หรือเว็บไซต์เผยแพร่ข้อมูลเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในหมู่นักวิชาการและบุคลากรทางการศึกษาในการยกระดับคุณภาพการจัดการสะเต็มศึกษา ประกอบด้วยโครงการสำคัญ ได้แก่ 3.1 Public - Private Partnership Networks : เป็นโครงการที่สร้างเครือข่ายภาคีรัฐ เอกชน และมหาวิทยาลัยในการร่วมมือกันดำเนินโครงการ 3.2 Policy Advocacy Forum : เป็นโครงการที่จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านงานวิจัยหรือบทเรียนจากการดำเนินโครงการเพื่อให้ข้อเสนอแนะต่อผู้วางนโยบายด้านสะเต็มศึกษา 3.3 Communications and Dissemination : เป็นโครงการสื่อสารและเผยแพร่ข้อมูลในเครือข่ายนักวิชาการผู้ปฏิบัติและผู้ที่เกี่ยวข้องด้านสะเต็มศึกษา |
|||||||||||||||||
|
ประมาณการรายจ่ายและแหล่งเงินที่ใช้ตลอดระยะเวลาดำเนินการ |
ใช้งบประมาณปี พ.ศ. 2564 - 2568 รวมทั้งสิ้น 235.91 ล้านบาท ดังนี้ หน่วย : ล้านบาท
หมายเหตุ ศธ. แจ้งว่า ได้รับจัดสรรงบประมาณตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 สำหรับปีที่ 1 แล้ว จำนวนเงินรวมทั้งสิ้น 10 ล้านบาท |
|||||||||||||||||
|
ประโยชน์ที่จะได้รับ |
1. ส่งเสริมการใช้งานวิจัยเชิงนโยบายด้านสะเต็มศึกษาและให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับนโยบายด้าน สะเต็มศึกษาที่สอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศและของภูมิภาค 2. พัฒนาศักยภาพของบุคลากรและผู้กำหนดนโยบายด้านสะเต็มศึกษา 3. พัฒนาสื่อการเรียนรู้สะเต็มที่เหมาะกับบริบทของภูมิภาคด้วยการระดมทรัพยากรที่มีในเครือข่าย 4. แสวงหาความร่วมมือกับหน่วยงานที่กำหนดนโยบาย ผู้ปฏิบัติ และภาคเอกชน เพื่อสร้างความเข้มแข็งด้านสะเต็มศึกษา |
|||||||||||||||||
5. เรื่อง รายงานความคืบหน้าการดำเนินการตามแผนงานระยะยาวใหม่ ปี 2563 ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบตามที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) เสนอรายงานความคืบหน้าการดำเนินการตามแผนงานระยะยาวใหม่ ปี 2563 ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ซึ่งเป็นการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2563 (เรื่อง ขอความเห็นชอบการกู้เงินในประเทศเพื่อเป็นเงินลงทุนสำหรับการลงทุนในแผนงานระยะยาวใหม่ ปี 2563 ของ กฟภ.) ที่ให้ มท. กระทรวงการคลัง (กค.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำกับดูแลการดำเนินการตามแผนงานระยะยาวใหม่ของ กฟภ. อย่างใกล้ชิด และให้ มท. (กฟภ.) รายงานผลการดำเนินการให้คณะรัฐมนตรีรับทราบเป็นระยะ ๆ ด้วย สรุปได้ดังนี้
1. กฟภ. ได้เสนอความต้องการกู้เงินตามแผนงานระยะยาวใหม่ ปี 2563 จำนวน 6 แผนงาน ในแผนความต้องการเงินกู้ระยะปานกลาง 5 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 – 2568) ต่อคณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะเรียบร้อยแล้ว โดย กฟภ. ได้พิจารณาเงื่อนไขและรูปแบบการกู้เงินร่วมกับสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ กค. และได้คำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ทำให้ภาระการชำระหนี้เกิดการกระจุกตัว โดยจะพิจารณาสภาพคล่องทางการเงิน และจะทยอยดำเนินการกู้เงินตามความจำเป็นจนกว่างานจะแล้วเสร็จ
2. ความคืบหน้าการดำเนินการตามแผนงานระยะยาวใหม่ ปี 2563 สรุปได้ดังนี้
|
แผนงานระยะยาวใหม่ |
สถานะการดำเนินงาน |
|
1. แผนงานปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพสถานีไฟฟ้า ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 |
อยู่ระหว่างการพิจารณาผลการประกวดราคา |
|
2. แผนงานย้ายแนวและเปลี่ยนทดแทนอุปกรณ์ในระบบจำหน่ายและสายส่งไฟฟ้าเพื่อความมั่นคง ปี 2563 – 2570 |
อยู่ระหว่างการจัดซื้ออุปกรณ์เพื่อใช้สำหรับการก่อสร้าง |
|
3. แผนงานปฏิบัติการดิจิทัลด้านระบบงานและแพลตฟอร์ม |
อยู่ระหว่างขออนุมัติร่างข้อกำหนดขอบเขตงาน (TOR) |
|
4. แผนงานปฏิบัติการดิจิทัลด้านสื่อสารและโทรคมนาคม ของ กฟภ. ปี 2563 |
อยู่ระหว่างดำเนินการติดตั้งอุปกรณ์ |
|
5. แผนงานการใช้พื้นที่สำนักงานใหญ่ กฟภ. ดำเนินการตามแผนแม่บท Phase B |
อยู่ระหว่างจัดทำข้อกำหนดขอบเขตงาน (TOR) และกำหนดราคากลาง |
|
6. แผนงานจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการทดสอบ กฟภ. |
อยู่ระหว่างการออกแบบอาคารศูนย์ปฏิบัติการทดสอบ |
6. เรื่อง สรุปผลการประชุมคณะหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า ครั้งที่ 4/2563
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบสรุปผลการประชุมคณะหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า ครั้งที่ 4/2563 เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2563 ซึ่งนายกรัฐมนตรีเป็นประธานและมีข้อสั่งการสำคัญใน 3 ประเด็น เพื่อคณะรัฐมนตรีจะได้กำกับและติดตามการดำเนินงานของหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่าได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป ตามที่สำนักงาน ก.พ. เสนอ สรุปได้ดังนี้
|
ข้อสั่งการ/การมอบหมายงาน |
ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง |
|
1. ให้นำเสนอวัฒนธรรมของประเทศในลักษณะ Soft Power เพื่อให้เกิดประโยชน์ในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ รวมถึงการสร้างความภาคภูมิใจ ความรัก ความสามัคคีของประชาชนภายในประเทศ |
กระทรวงวัฒนธรรม |
|
2. ให้พิจารณาทบทวนแผนงาน/โครงการที่จะดำเนินการให้สอดคล้อง เหมาะสมกับความจำเป็นเร่งด่วนตามสถานการณ์ ทั้งนี้ ให้คำนึงถึงบริบทของการเปลี่ยนฉับพลันทางดิจิทัล (Digital Disruption) และความพร้อมในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีของประชาชน ซึ่งประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจ และความพร้อมในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่แตกต่างกัน |
ทุกส่วนราชการ |
|
3. ให้มีการทำงานแบบบูรณาการ มุ่งเน้นการทำงานให้ได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ โดยเฉพาะการดำเนินงานตามแผนงาน/โครงการที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นกลุ่มเปราะบางของสังคม ซึ่งถือเป็นวาระเร่งด่วน |
7. เรื่อง รายงานผลการดำเนินงานของคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ (กปช.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบสรุปรายงานผลการดำเนินงานของคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ (กปช.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 และมอบหมายหน่วยงานภาครัฐรับข้อเสนอของประชาชนไปดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ตามที่ กปช. เสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
กปช. รายงานว่า ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการชุดต่าง ๆ เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนการดำเนินงานประชาสัมพันธ์ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ โดยผลการดำเนินงานของ กปช. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 สรุปได้ดังนี้
1. งานสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจของประชาชนต่อเรื่องสื่อสารที่สำคัญประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 โดยคณะอนุกรรมการทบทวนนโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2559 - 2564) ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ได้ประเมินผลการรับรู้ข้อมูลข่าวสารและสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเป็นภาพรวมของประเทศผ่านสื่อสังคมออนไลน์ สื่อวิทยุกระจายเสียง สื่อวิทยุโทรทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์ และสื่ออื่น ๆ ซึ่งประชาชนมีข้อเสนอต่อการพัฒนางานประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานภาครัฐ รวม 12 ประเด็น สรุปได้ดังนี้
|
ประเด็น |
ข้อเสนอของประชาชน |
หน่วยงานภาครัฐ |
|
1) บัตรสวัสดิการแห่งรัฐและเบี้ยยังชีพ |
- ควรประชาสัมพันธ์เน้นถึงข้อดีของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเชื่อมโยงกับเรื่องอื่น ๆ เช่น การใช้ฐานข้อมูลของผู้ถือบัตรในการพัฒนาอาชีพและแก้ปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน - ควรเสนอตัวอย่างความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม - ชี้แจงและอธิบายให้ชัดเจนภายใต้แบรนด์ของหน่วยงานรัฐ |
- สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง |
|
2) การจ้างงานผู้สูงอายุ |
- ควรประชาสัมพันธ์ความสำคัญของกรณีที่ผู้สูงอายุมีงานทำในแง่มุมต่าง ๆ เช่น ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนวัยทำงานและสร้างคุณค่าและลดภาวะซึมเศร้าให้กับผู้สูงอายุ - ควรเพิ่มวิธีการสมัครงาน โดยให้คนในครอบครัวสมัครงานแทนผู้สูงอายุได้ |
- สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน - กรมการจัดหางาน |
|
3) การลดความเหลื่อมล้ำของการเข้าถึงบริการสุขภาพ |
- ควรประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับประเภทของบริการสุขภาพและสิทธิประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับจากแต่ละประเภทบริการ - ควรขยายพื้นที่บริการคลินิกหมอครอบครัวให้ครอบคลุมพื้นที่เขตเมืองและเขตชนบททั่วประเทศ |
- สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข |
|
4) การบริหารจัดการน้ำเพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งและอุทกภัย |
- เร่งเผยแพร่ผลงานการบริหารจัดการน้ำทั้งในช่วงฤดูแล้งและฤดูฝนให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรและสนับสนุนการดำเนินงานของเครือข่ายองค์กรผู้ใช้น้ำรวมทั้งสื่อสารถึงมาตรการหรือวิธีแก้ไขปัญหาภัยแล้งและอุทกภัยในระยะยาวอย่างยั่งยืนตามที่ได้วางแผนไว้ในแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชน |
- กรมชลประทาน - สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) |
|
5) การทำประมงตามมาตรฐาน IUU ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม |
- เร่งสื่อสารเชิงรุก โดยอาจพิจารณาใช้ช่องทางการสื่อสารออนไลน์โดยเฉพาะ Twitter เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมกับประชาชนอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นการลดกระแสเชิงลบกรณีที่รัฐออกกฎหมายที่อาจกระทบต่อการประกอบอาชีพของชาวประมงไทย |
- กรมประมง |
|
6) ศูนย์ดำรงธรรม |
- เร่งสื่อสารถึงผลสำเร็จของการช่วยเหลือประชาชนเพื่อแสดงถึงความโปร่งใสและความเท่าเทียมในการให้บริการ - ควรเพิ่มช่องทางการเข้าถึงการร้องเรียนมากขึ้น - ควรจัดตั้งศูนย์ดำรงธรรมให้ครบทุกอำเภอ |
- สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย |
|
7) งานยุติธรรมสร้างสุข |
- ควรประชาสัมพันธ์ ความหมาย ความสำคัญ บทบาท ช่องทางและบริการของโครงการยุติธรรมสร้างสุขให้เป็นที่รู้จักของประชาชนในวงกว้าง - ประชาสัมพันธ์ผลการดำเนินงานการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่เป็นรูปธรรมเพื่อสร้างความใกล้ชิดกับประชาชน |
- สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม |
|
8) การป้องปรามทุจริตภาครัฐ |
- แสดงถึงความโปร่งใสในกระบวนการยุติธรรมอย่างเร่งด่วนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน - การรับเรื่องราวร้องทุกข์ควรเป็นความลับ เพื่อให้มั่นใจว่าประชาชนผู้ร้องทุกข์จะไม่โดนข่มขู่จากอิทธิพลใด ๆ |
- สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ |
|
9) เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (The Eastern Economic Corridor : EEC) |
- ควรเน้นการสื่อสารในเนื้อหาที่เกี่ยวกับประชาชน โดยชี้แจงให้ประชาชนทราบถึงโอกาสทางเศรษฐกิจที่จะได้รับ - ควรแสดงถึงผลงานเชิงเปรียบเทียบกับผลงานของรัฐบาลที่ผ่านมา โดยเน้นประเด็นความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม - ควรจัดการผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอนามัยเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน |
- สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) |
|
10) เขตพัฒนาพิเศษภาคใต้ (Southern Economic Corridor : SEC) |
- ควรสื่อสารให้ผู้ประกอบการมาลงทุน โดยเน้นการใช้ทรัพยากรในพื้นที่และแหล่งท่องเที่ยวที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่น - ชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ที่ประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อยในพื้นที่จะได้รับ |
- สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (สกท.) |
|
11) เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน (Special Economic Zone : SEZ) |
- ควรสื่อสารเน้นการสร้างโอกาส สร้างงานให้แก่ประชาชนและประโยชน์ที่ผู้ประกอบการรายย่อยในพื้นที่จะได้รับ - ควรสื่อสารถึงประเภทและตำแหน่งงานที่เกิดจากการพัฒนา SEZ ในแต่ละท้องถิ่น เพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาสกลับไปทำงานในท้องถิ่นของตนเอง |
- สกท. - กรมการจัดหางาน |
|
12) โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19) |
- ควรกำหนดหน่วยงานที่ทำหน้าที่ดูแลด้านเงินช่วยเหลือเยียวยาให้ชัดเจน - ควรกำหนดหน่วยงานให้ชัดเจนเพื่อทำหน้าที่คัดกรองข่าวสาร โดยเพิ่มบทบาทการดูแลข่าวลวงเพื่อเป็นหลักประกันข่าวสารและข้อมูลที่ถูกต้องต่อประชาชน - ควรเร่งสื่อสารเรื่องการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลัง COVID - 19 |
- ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) |
2. งานบริหารจัดการข้อมูลข่าวสารภาครัฐและประชาสัมพันธ์เชิงรุกให้องค์ความรู้เพื่อบริหารจัดการข่าวลวง โดยคณะอนุกรรมการบริหารจัดการข้อมูลข่าวสารภาครัฐเพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจให้แก่ประชาชนร่วมกับโฆษกกระทรวงและผู้ปฏิบัติงานด้านข่าวสารของทุกกระทรวงดำเนินงานในเรื่องต่าง ๆ สรุปได้ดังนี้
2.1 ประชาสัมพันธ์เชิงรุก สร้างองค์ความรู้ ต่อต้านข่าวปลอม โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID - 19 เช่น (1) ศบค. จัดแถลงข่าวสถานการณ์ความคืบหน้าประจำวันให้ประชาชนได้รับรู้และเตรียมพร้อมในการดำรงชีวิตประจำวัน และ (2) เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารนโยบายความช่วยเหลือของรัฐบาล โดยเฉพาะกรณีคุณสมบัติของผู้ได้รับสิทธิ์ช่วยเหลือเงินเยียวยา เดือนละ 5,000 บาท จำนวน 3 เดือน
ในรูปแบบสื่อประชาสัมพันธ์ที่หลากหลาย เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่ประชาชน
2.2 เพิ่มและพัฒนาช่องทางการสื่อสารที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายผ่านระบบออนไลน์ ได้แก่ (1) กลุ่มเด็ก นักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครอง และครู (2) กลุ่มเยาวชนและคนวัยทำงาน และ (3) ประชาชนทั่วไปทุกกลุ่มอายุ
2.3 จัดทำระบบตรวจสอบข่าวปลอมที่มีมาตรฐาน โดยคณะอนุกรรมการบริหารจัดการข้อมูลข่าวสารฯ อยู่ระหว่างดำเนินการร่วมกับหน่วยงานรัฐและเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญในการออกแบบและพัฒนาโปรแกรมระบบการวิเคราะห์ข่าวและการแจ้งเตือนข่าวปลอมด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและนวัตกรรมอัจฉริยะ
3. งานพัฒนาบุคลากรด้านการประชาสัมพันธ์และสื่อสารมวลชนของประเทศ โดยคณะอนุกรรมการพัฒนาบุคลากรด้านการประชาสัมพันธ์และสื่อสารมวลชนของประเทศ มีผลการดำเนินงานสรุปได้ดังนี้
3.1 พัฒนาหลักสูตรเดิมให้เป็นหลักสูตรการสื่อสารในยุคดิจิทัลซึ่งได้พัฒนาหลักสูตรและฝึกอบรมแล้ว 3 หลักสูตร ได้แก่ (1) หลักสูตรพัฒนาการสื่อสารยุคดิจิทัล รุ่นที่ 7 (2) หลักสูตรเทคนิคการนำเสนอนโยบายภาครัฐสู่ประชาชนในยุคดิจิทัล รุ่นที่ 1 และ (3) หลักสูตรนักบริหารงานประชาสัมพันธ์ระดับสูง รุ่นที่ 60
3.2 ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ได้นำหลักสูตรการสื่อสารในยุคดิจิทัลของสถาบันการประชาสัมพันธ์ กรมประชาสัมพันธ์ จำนวน 11 หลักสูตร ไปใช้ฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานต่าง ๆ จำนวน
12 หน่วยงาน
8. เรื่อง สรุปภาพรวมสถานการณ์ราคาสินค้าและบริการประจำเดือนกันยายน และไตรมาสที่ 3 ของปี 2563
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบสรุปภาพรวมสถานการณ์ราคาสินค้าและบริการประจำเดือนกันยายน และไตรมาสที่ 3 ของปี 2563 ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ ดังนี้
1. สถานการณ์ราคาสินค้าและบริการเดือนกันยายน และไตรมาสที่ 3 ของปี 2563 ดังนี้
ภาพรวม
ดัชนีราคาผู้บริโภค (เงินเฟ้อทั่วไป) เดือนกันยายน 2563 เทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อน ลดลงร้อยละ 0.70 (YoY) การลดลงของเงินเฟ้อในเดือนนี้มีสาเหตุสำคัญจากสินค้าในกลุ่มพลังงาน โดยเฉพาะราคาน้ำมันเชื้อเพลิงขายปลีกในประเทศที่ปรับลดลงตามราคาในตลาดโลก และการปรับลดค่ากระแสไฟฟ้า (Ft) ในรอบเดือนกันยายน – ธันวาคม 2563 เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้กับประชาชน ขณะที่ราคาสินค้าในกลุ่มอาหารสดยังคงปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเนื้อสัตว์และผักสดปรับสูงขึ้นตามความต้องการของตลาดทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ สำหรับสินค้าในหมวดอื่น ๆ ยังคงเคลื่อนไหวในระดับปกติ สอดคล้องกับความต้องการและปริมาณผลผลิตเป็นสำคัญ ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐาน (เงินเฟ้อทั่วไปที่หักอาหารสดและพลังงานออกแล้ว) สูงขึ้นร้อยละ 0.25 (YoY)
เงินเฟ้อในเดือนนี้แม้ว่าจะปรับลดลง แต่ยังถือว่าอยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพสอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจ และสอดคล้องกับเครื่องชี้วัดด้านอุปทานและอุปสงค์ ซึ่งมีทิศทางที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยด้านอุปทานสะท้อนจากดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม และอัตราการใช้กำลังการผลิตที่ปรับตัวดีขึ้น ขณะที่ด้านอุปสงค์สะท้อนจากรายได้เกษตรกรที่ขยายตัวในอัตราเร่งต่อเนื่องจากเดือนที่ผ่านมาตามราคาสินค้าเกษตรสำคัญ โดยเฉพาะปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง และยางพารา รวมทั้งภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดเก็บจากการใช้จ่ายภายในประเทศกลับมาเป็นบวกอีกครั้ง นอกจากนี้ปริมาณการจำหน่ายรถจักรยานยนต์ และรถยนต์เชิงพาณิชย์ ดัชนีราคาวัสดุก่อสร้าง ปริมาณการจำหน่ายปูนซีเมนต์ และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ปรับตัวดีขึ้นเช่นกัน
ดัชนีราคาผู้บริโภค (เงินเฟ้อทั่วไป) เดือนกันยายน 2563 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อน ลดลงร้อยละ 0.70 (YoY) ตามการลดลงของสินค้าอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม ร้อยละ 1.94 ได้แก่ หมวดพาหนะการขนส่งและการสื่อสาร ร้อยละ 4.99 ตามราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงทุกชนิด ค่าผ่านทางพิเศษ และการสื่อสาร (ค่าเครื่องรับโทรศัพท์มือถือ) ที่ลดลง หมวดเคหสถาน ลดลงร้อยละ 0.19 (ก๊าซหุงต้ม ค่ากระแสไฟฟ้า น้ำยาปรับผ้านุ่ม) หมวดการบันเทิงการอ่าน การศึกษาฯ ลดลงร้อยละ 0.21 (ค่าทัศนาจรต่างประเทศ ค่าห้องพักโรงแรม) และหมวดยาสูบและเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ ลดลงร้อยละ 0.02 (เบียร์) ขณะที่หมวดการตรวจรักษาและบริการส่วนบุคคล สูงขึ้นร้อยละ 0.25 (น้ำยาระงับกลิ่นกาย ค่าแต่งผมชาย) หมวดเครื่องนุ่งห่มและรองเท้า สูงขึ้นร้อยละ 0.17 (กางเกงขายาวบุรุษ เสื้อยกทรง เสื้อยืดสตรี) และค่าโดยสารสาธารณะ สูงขึ้นร้อยละ 0.07 (ค่าโดยสารเครื่องบิน) สำหรับหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ สูงขึ้นร้อยละ 1.42 ตามการสูงขึ้นของเนื้อสัตว์ เป็ดไก่ และสัตว์น้ำ ร้อยละ 3.38 (เนื้อสุกร ไก่สด ปลาหมึกกล้วย) ผักสด ร้อยละ 11.21 (ผักชี มะเขือเทศ กะหล่ำปลี) เครื่องประกอบอาหาร ร้อยละ 2.25 (น้ำมันพืช มะพร้าว (ผลแห้ง/ขูด) ซอสหอยนางรม) เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ร้อยละ 1.71 (น้ำอัดลม น้ำหวาน กาแฟผงสำเร็จรูป) และอาหารบริโภคในบ้าน – นอกบ้าน ร้อยละ 0.51 และ 0.67 ตามลำดับ (ข้าวแกง/ข้าวกล่อง กับข้าวสำเร็จรูป ก๋วยเตี๋ยว ข้าวผัด) ขณะที่ข้าว แป้งและผลิตภัณฑ์จากแป้ง ลดลงร้อยละ 0.94 (ข้าวสารเหนียว ข้าวสารเจ้า) ไข่และผลิตภัณฑ์นม ลดลงร้อยละ 0.28 (ไข่ไก่ นมสด) ผลไม้ ลดลงร้อยละ 1.80 (ส้มเขียวหวาน มะม่วง แตงโม เงาะ มะละกอสุก)
ดัชนีราคาผู้บริโภค เมื่อเทียบกับเดือนสิงหาคม 2563 ลดลงร้อยละ 0.11 (MoM) ไตรมาสที่ 3 ปี 2563 เทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ลดลงร้อยละ 0.73 (YoY) เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า สูงขึ้นร้อยละ 1.86 (QoQ) และเฉลี่ย 9 เดือน (ม.ค. – ก.ย.) ปี 2563 ลดลงร้อยละ 0.99 (AoA)
ดัชนีราคาผู้ผลิต เดือนกันยายน 2563 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อน ลดลงร้อยละ 1.3 (YoY) ตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว จากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งส่งผลต่ออุปสงค์ของตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยหมวดผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ลดลงร้อยละ 1.7 ได้แก่ สินค้าในกลุ่มผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม (น้ำมันดีเซล น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91,95 น้ำมันเครื่องบิน) กลุ่มเคมีภัณฑ์ (โซดาไฟ เม็ดพลาสติก ปุ๋ยเคมีผสม) กลุ่มเยื่อกระดาษ ผลิตภัณฑ์กระดาษ (กระดาษพิมพ์เขียน เยื่อกระดาษ) กลุ่มโลหะขั้นมูลฐานและผลิตภัณฑ์ (เหล็กแผ่น ลวดเหล็ก บรรจุภัณฑ์โลหะ) กลุ่มสิ่งทอ (เส้นใยสังเคราะห์ ด้ายฝ้าย) กลุ่มเครื่องไฟฟ้า อุปกรณ์และเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ หมวดผลิตภัณฑ์จากเหมือง ลดลงร้อยละ 17.6 ได้แก่ น้ำมันปิโตรเลียมดิบ ก๊าซธรรมชาติ และแร่ตะกั่ว ตามภาวะราคาตลาดโลก ขณะที่หมวดผลผลิตเกษตรกรรมสูงขึ้นร้อยละ 5.2 ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้า มันสำปะหลัง อ้อย พืชผัก (แตงกวา ผักคะน้า ผักกาดขาว) และผลไม้ (กล้วยน้ำว้า สับปะรดโรงงาน) ปริมาณผลผลิตลดลง จากปริมาณน้ำมีน้อยกว่าปีที่ผ่านมาซึ่งไม่เพียงพอต่อการเพาะปลูก และเกิดอุทกภัยในบางพื้นที่ ผลปาล์มสด ยางพารา จากมาตรการแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ประกอบกับปริมาณผลผลิตยางลดลง กลุ่มสัตว์มีชีวิตและผลิตภัณฑ์ (สุกร/ไก่มีชีวิตและไข่ไก่) ตามความต้องการบริโภคทั้งในและต่างประเทศ กลุ่มปลาและสัตว์น้ำ (ปลาช่อน ปลาตะเพียน ปลานิล) ผลผลิตลดลงจากสภาพอากาศที่แปรปรวนและปริมาณน้ำไม่เพียงพอ
ดัชนีราคาผู้ผลิต เมื่อเทียบกับเดือนสิงหาคม 2563 ดัชนีราคาโดยเฉลี่ยไม่เปลี่ยนแปลง ไตรมาสที่ 3 ปี 2563 เทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ลดลงร้อยละ 1.7 (YoY) เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า สูงขึ้นร้อยละ 1.4 (QoQ) และเฉลี่ย 9 เดือน (ม.ค. – ก.ย.) ปี 2563 ลดลงร้อยละ 2.1 (AoA)
ดัชนีราคาวัสดุก่อสร้าง เดือนกันยายน 2563 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อน ลดลงร้อยละ 1.2 (YoY) ปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ลดลงร้อยละ 2.2 สอดคล้องกับปริมาณจำหน่ายปูนซีเมนต์ ดัชนีการจำหน่ายวัสดุก่อสร้างในประเทศ และดัชนีการลงทุนภาคเอกชน ที่ปรับตัวดีขึ้น สำหรับปัจจัยสำคัญที่ทำให้ดัชนีลดลง เนื่องจากปริมาณผลผลิตมากกว่าความต้องการ และผู้ประกอบการปรับราคาลงเพื่อเร่งระบายสินค้า โดยหมวดเหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็ก ลดลงร้อยละ 5.5 (เหล็กเส้นกลมผิวเรียบ – ผิวข้ออ้อย เหล็กตัวซี เหล็กฉาก) หมวดผลิตภัณฑ์คอนกรีต ลดลงร้อยละ 2.8 (ชีทไพล์คอนกรีต ถังซีเมนต์สำเร็จรูป เสาเข็มคอนกรีตอัดแรง) หมวดซีเมนต์ ลดลงร้อยละ 0.3 (ปูนซีเมนต์ผสม ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ปูนฉาบสำเร็จรูป) ขณะที่หมวดกระเบื้อง สูงขึ้นร้อยละ 1.7 (กระเบื้องแกรนิต) ปรับราคาสูงขึ้นตามต้นทุน หมวดวัสดุก่อสร้างอื่น ๆ สูงขึ้นร้อยละ 1.2 จากการสูงขึ้นของยาง มะตอย ยังคงเป็นผลจากโรงกลั่นน้ำมันในสิงคโปร์มีการหยุดการผลิต (Shut down) ในช่วงไวรัสโควิด-19 หมวดวัสดุฉาบผิว สูงขึ้นร้อยละ 0.6 (สีเคลือบน้ำมัน สีรองพื้นโลหะ ซิลิโคน) หมวดอุปกรณ์ไฟฟ้าและประปา สูงขึ้นร้อยละ 0.4 (ท่อร้อยสายไฟและสายโทรศัพท์พีวีซี ถังเก็บน้ำสแตนเลส) หมวดสุขภัณฑ์ สูงขึ้นร้อยละ 0.1 (โถส้วมชักโครก กระจกเงา ที่ปัสสาวะเซรามิก)
ดัชนีราคาวัสดุก่อสร้าง เมื่อเทียบกับเดือนสิงหาคม 2563 สูงขึ้นร้อยละ 0.2 (MoM) ไตรมาสที่ 3 ปี 2563 เทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ลดลงร้อยละ 1.7 (YoY) เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า สูงขึ้นร้อยละ 0.9 (QoQ) และเฉลี่ย 9 เดือน (ม.ค. – ก.ย.) ปี 2563 ลดลงร้อยละ 2.4 (AoA)
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนกันยายน 2563 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 45.1 เทียบกับระดับ 43.0 ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดในรอบปี เป็นการเพิ่มขึ้นทั้งความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบันและในอนาคต โดยเฉพาะดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคตที่กลับเข้าสู่ช่วงความเชื่อมั่น (สูงกว่าระดับ 50) ได้อีกครั้งในรอบ 11 เดือน โดยอยู่ที่ระดับ 50.4 ในขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบัน ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 36.9 มาอยู่ที่ระดับ 37.2 สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้นตามลำดับในหลายสาขา
2. สรุปสถานการณ์เงินเฟ้อและแนวโน้ม
อัตราเงินเฟ้อไตรมาสที่ 4 ปี 2563 มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น ตามความต้องการอุปโภคบริโภคภายในประเทศที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น จากมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยว มาตรการจ้างงาน มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยและเพิ่มกำลังซื้อให้กับประชาชน รวมทั้งราคาอาหารสดบางชนิด โดยเฉพาะเนื้อสัตว์และผักสด ยังมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามสถานการณ์ราคาพลังงานซึ่งเป็นแรงกดดันสำคัญต่อเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ ยังคงคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั้งปี 2563 ที่ร้อยละ -1.5 ถึง -0.7 (ค่ากลางอยู่ที่ -1.1)
ต่างประเทศ
9. เรื่อง ผลการประชุมสมัยพิเศษระดับรัฐมนตรีอาเซียนด้านการพัฒนาชนบทและขจัดความยากจน
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและเห็นชอบตามที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) เสนอ ดังนี้
1. รับทราบผลการประชุมสมัยพิเศษระดับรัฐมนตรีอาเซียนด้านการพัฒนาชนบทและขจัดความยากจน (การประชุมสมัยพิเศษฯ)
2. เห็นชอบต่อร่างถ้อยแถลงร่วมการประชุมสมัยพิเศษระดับรัฐมนตรีอาเซียนด้านการพัฒนาชนบทและขจัดความยากจน ภายใต้แนวคิด “การลดความยากจนและเสริมสร้างศักยภาพในการปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง : การฟื้นฟูประเทศจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของโรคติดชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด - 19)” (ร่างถ้อยแถลงร่วมฯ) และมอบหมายให้ มท. ดำเนินการรับรองร่างถ้อยแถลงร่วมฯ ต่อไป
สาระสำคัญของเรื่อง
มท. รายงานว่า
1. สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาในฐานะประธานการประชุมสมัยพิเศษฯ ได้จัดการประชุมดังกล่าวผ่านระบบการประชุมทางไกล ในวันที่ 19 สิงหาคม 2563 เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและรองรับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด - 19) โดยมีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายทรงศักดิ์ ทองศรี) เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนฝ่ายไทย ซึ่งผลการประชุมดังกล่าวมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้
1.1 การประชุมสมัยพิเศษฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของแต่ละประเทศในการรับมือกับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด - 19 ซึ่งทุกประเทศจะต้องมีมาตรการเพื่อรองรับการส่งเสริมให้ประชาชนสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้ โดยเฉพาะการเสริมสร้างขีดความสามารถในการปรับตัวของกลุ่มคนยากจน เพราะเป็นความท้าทายใหม่ที่ทุกประเทศกำลังเผชิญร่วมกันและมีความจำเป็นที่จะต้องมีมาตรการเพื่อรองรับการส่งเสริมให้ประชาชนสามารถปรับตัวได้ต่อการเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเสริมสร้างขีดความสามารถของกลุ่มคนยากจนให้สามารถปรับตัวได้เพื่อให้อาเซียนสามารถเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน
1.2 เลขาธิการอาเซียนได้รายงานว่า ภายหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด - 19 ส่งผลให้มีสัดส่วนคนยากจนเพิ่มสูงขึ้นจากร้อยละ 15 เมื่อปี พ.ศ. 2558 เป็นร้อยละ 47 เนื่องจากผลกระทบส่วนใหญ่เกิดขึ้นในชนบท โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคเกษตรกรรม รวมทั้งแรงงานในเมืองที่ตกงานจากการที่ผู้ประกอบการปิดกิจการได้เดินทางกลับภูมิลำเนา ดังนั้น ประเด็นเรื่องความคุ้มครองทางสังคมและการรักษาความมั่นคงทางอาหารจึงเป็นประเด็นที่ทุกประเทศสมาชิกอาเซียนควรให้ความสำคัญ เพื่อทำให้ชุมชนในชนบทสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภายใต้สถานการณ์ดังกล่าวได้
1.3 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยได้กล่าวถ้อยแถลงเกี่ยวกับการดำเนินการของประเทศไทยในการขับเคลื่อน 3 มาตรการหลัก เพื่อลดผลกระทบจากสถานการณ์ตามข้อ 1.2 ดังนี้ (1) มาตรการทางการเงิน โดยการจ่ายเงินเยียวยาให้กับกลุ่มผู้มีรายได้น้อย (แรงงานในระบบที่ได้รับผลกระทบจากการที่ผู้ประกอบการปิดกิจการ แรงงานอิสระ เกษตรกรและกลุ่มเปราะบาง จำนวน 30 ล้านคน) เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (2) มาตรการส่งเสริมการจ้างงานภายในประเทศให้กับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่ถูกเลิกจ้างงานและเดินทางกลับภูมิลำเนา โดยจัดสรรงบประมาณให้หน่วยงานภาครัฐจ้างงานทั่วประเทศภายใต้กรอบวงเงิน 86.76 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมุ่งเน้นการจ้างงานในท้องถิ่น และ (3) มาตรการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง อาทิ โครงการ โคก - หนอง - นา โมเดล ซึ่งเป็นการจัดการพื้นที่โดยการผสมผสานเกษตรทฤษฎีใหม่ให้เข้ากับภูมิปัญญาพื้นบ้าน และโครงการ Quick Win 90 วัน ปลูกผักสวนครัว นอกจากนี้ ยังมีโครงการ “ตู้ปันสุข” (Pantry of Sharing) ซึ่ง มท. ได้มอบหมายให้ทุกจังหวัดจัดให้มีตู้ปันสุขให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั้งในระดับจังหวัด อำเภอ และวางระบบการดูแลให้เป็นไปตามมาตรฐานสาธารณสุข
1.4 สำนักเลขาธิการอาเซียนในฐานะเลขานุการการประชุมสมัยพิเศษฯ ได้จัดทำร่างถ้อยแถลงร่วมฯ เพื่อให้ที่ประชุมดังกล่าวร่วมกันพิจารณาให้การรับรอง โดยประเทศไทยได้แจ้งที่ประชุมสมัยพิเศษฯ รับทราบในหลักการและขอดำเนินการตามกระบวนการภายในตามกฎหมายของประเทศในการขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีก่อน ดังนั้น ที่ประชุมสมัยพิเศษฯ จึงมีมติรับรองร่างถ้อยแถลงร่วมฯ และให้รอความเห็นชอบจากประเทศไทยก่อนที่จะเผยแพร่ถ้อยแถลงร่วมฯ ต่อสาธารณะ
2 ร่างถ้อยแถลงร่วมฯ มีสาระสำคัญโดยสรุป ดังนี้
2.1 ที่ประชุมแสดงข้อห่วงกังวลเรื่องผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด - 19 ซึ่งทำให้มีประชากรโลกกว่า 100 ล้านคน เข้าสู่สภาวะยากจนอย่างรุนแรงและมีความเสี่ยงต่อความหิวโหยในระยะยาวมากขึ้น ส่งผลให้ความก้าวหน้าของประเทศสมาชิกอาเซียนที่จะบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน [Sustainable Development Goals (SDGs)] ขององค์การสหประชาชาติ โดยเฉพาะเป้าหมายที่ 1 ยุติความยากจนทุกรูปแบบในทุกที่ ต้องหยุดชะงักไปรวมทั้งมีข้อห่วงกังวลว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ชนบทที่ประชากรส่วนใหญ่ยังพึ่งพิงการทำเกษตรกรรมเพื่อการยังชีพเป็นหลัก ตลอดจนการเข้าถึงการบริการด้านสุขภาพ การคุ้มครองทางสังคม การศึกษา และโครงสร้างพื้นฐานของคนยากจนก็ยังมีการเข้าถึงอย่างจำกัด
2.2 เพื่อขจัดความยากจนรวมถึงเสริมสร้างศักยภาพในการปรับตัวสู่การฟื้นตัวอย่างครอบคลุม เท่าเทียม และยั่งยืนจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด - 19 ประเทศสมาชิกอาเซียนจึงมีความมุ่งมั่นที่จะดำเนินการ ดังนี้
2.2.1 ปกป้องผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบางจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของโรคโควิด - 19
2.2.2 ส่งเสริมการดำรงชีวิตในชนบทและสร้างความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจในท้องถิ่นและระบบการผลิตอาหารให้สามารถขับเคลื่อนไปได้
2.2.3 สร้างความเชื่อมั่น/มีหลักประกันว่าทุกประเทศมีกรอบแนวทางที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูประเทศที่มุ่งเน้นการให้ความสำคัญกับคนยากจน
2.2.4 ให้ความสำคัญกับข้อจำกัดที่สตรีและเยาวชนในชนบทต้องเผชิญ
2.2.5 ส่งเสริมการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานในชนบท
2.2.6 เสริมสร้างกรอบนโยบายเชิงบูรณาการเพื่อการเชื่อมโยงชนบท - เมืองในทุกระดับ ตลอดจนความร่วมมือข้ามภาคส่วนและระหว่างภาคส่วนในระดับอาเซียน
3. กระทรวงการต่างประเทศ (กรมอาเซียน) พิจารณาแล้วไม่มีข้อขัดข้องต่อสารัตถะและถ้อยคำโดยรวมของร่างถ้อยแถลงร่วมฯ รวมทั้งไม่มีถ้อยคำหรือบริบทใดที่มุ่งจะก่อให้เกิดพันธกรณีภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ จึงไม่เป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศและไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
แต่งตั้ง
10. เรื่อง การแต่งตั้งคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอุทยานธรณี
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอแต่งตั้งคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอุทยานธรณี โดยมีองค์ประกอบของคณะกรรมการฯ รวม 27 คน และอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการฯ รวม 7 ข้อ และให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรับความเห็นของกระทรวงการต่างประเทศ และสำนักงาน ก.พ.ร. ไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2563 เป็นต้นไป
องค์ประกอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานกรรมการ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นรองประธานกรรมการ กรรมการประกอบด้วย ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช อธิบดีกรมป่าไม้ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือผู้แทน อธิบดีกรมการท่องเที่ยว หรือผู้แทน อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม หรือผู้แทน อธิบดีกรมศิลปากร หรือผู้แทน ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือผู้แทน ผู้อำนวยการองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน หรือผู้แทน นายกสมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย หรือผู้แทน ผู้อำนวยการสมาคมสมาพันธ์ธุรกิจการท่องเที่ยวส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย หรือผู้แทน ผู้ทรงคุณวุฒิด้านอุทยานธรณี ที่ประธานกรรมการแต่งตั้ง ผู้ทรงคุณวุฒิด้านธรณีวิทยา ที่ประธานกรรมการแต่งตั้ง ผู้ทรงคุณวุฒิด้านประวัติศาสตร์ ที่ประธานกรรมการแต่งตั้ง ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสังคมศาสตร์และวัฒนธรรม ที่ประธานกรรมการแต่งตั้ง ผู้ทรงคุณวุฒิด้านระบบนิเวศ ที่ประธานกรรมการแต่งตั้ง ผู้ทรงคุณวุฒิด้านธรรมชาติวิทยา ที่ประธานกรรมการแต่งตั้ง โดยมีรองอธิบดีกรมทรัพยากรธรณี ที่ได้รับมอบหมาย เป็นกรรมการและเลขานุการ ผู้อำนวยการกองธรณีวิทยา ผู้อำนวยการกองอนุรักษ์และจัดการทรัพยากรธรณี และนักวิเทศสัมพันธ์ สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
อำนาจหน้าที่
1. เสนอแนะนโยบายเกี่ยวกับการอนุรักษ์มรดกธรณีและอุทยานธรณีต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบและแจ้งหน่วยงานของรัฐนำไปสู่การปฏิบัติ
2. กำหนดแผนงาน มาตรการ หลักเกณฑ์ และกลไกการดำเนินงานอนุรักษ์มรดกธรณีและอุทยานธรณี โดยเน้นการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนเพื่อให้เกิดความยั่งยืนของการอนุรักษ์มรดกธรณีและการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น พร้อมทั้งส่งเสริมสนับสนุนการจัดตั้งอุทยานธรณีและเครือข่ายของอุทยานธรณีประเทศไทย รวมถึงการดำเนินกิจกรรมกับเครือข่ายอุทยานธรณีโลกระดับต่าง ๆ
3. รับรองการเป็นอุทยานธรณีระดับประเทศ และเสนออุทยานธรณีระดับประเทศที่มีความพร้อม โดยความเห็นชอบจากกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะสำนักเลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบในการสมัครเข้ารับรองเป็นอุทยานธรณีโลกของยูเนสโก
4. ติดต่อประสานงานกับยูเนสโกเกี่ยวกับการดำเนินกิจกรรมภายใต้กรอบงานอุทยานธรณีโลก
5. ประสานงานและติดตามการปฏิบัติงานของหน่วยงานภาครัฐเพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามนโยบาย แผนงาน มาตรการและกลไก
6. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ และ/หรือ คณะทำงานได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม
7. ปฏิบัติหน้าที่อื่นใด ปฏิบัติการอื่นใด ตามที่นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย
11. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการต่างประเทศ)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเสนอแต่งตั้งข้าราชการ พลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงการต่างประเทศ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 2 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ดังนี้
1. นางพันทิพา เอี่ยมสุทธา เอกะโรหิต เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา สาธารณรัฐตุรกี ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมาดริด ราชอาณาจักรสเปน
2. นายนิกรเดช พลางกูร เอกอัครราชทูตประจำกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
12. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงศึกษาธิการ)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 2 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ดังนี้
1. นายประวิต เอราวรรณ์ ศึกษาธิการภาค สำนักงานศึกษาธิการภาค 2 สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานปลัดกระทรวง
2. นายสุรินทร์ แก้วมณี ศึกษาธิการภาค สำนักงานศึกษาธิการภาค 5 สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
13. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (สำนักนายกรัฐมนตรี)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 2 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ดังนี้
1. นางธิดา พัทธธรรม ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนงาน (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
2. นายวันฉัตร สุวรรณกิตติ ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนงาน (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
14. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลเครดิต
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลเครดิต จำนวน 5 คน เนื่องจากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมได้ดำรงตำแหน่งมาครบวาระสองปี ดังนี้
1. นางดาราพร ถิระวัฒน์ ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค
2. นายอรรถพล อรรถวรเดช ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค
3. นางอัมพร ปุรินทวรกุล ด้านการเงินการธนาคาร
4. นายอนุชิต อนุชิตานุกูล ด้านคอมพิวเตอร์
5. นายธีรนันท์ ศรีหงส์ ผู้แทนผู้ประกอบการด้านธุรกิจภาคเอกชน
ตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2563 เป็นต้นไป ทั้งนี้ ในครั้งต่อ ๆ ไปให้กระทรวงการคลังดำเนินการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลเครดิตให้เป็นไปตามกรอบระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างเคร่งครัดด้วย ตามนัยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2559 (เรื่อง การดำเนินการแต่งตั้งกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ตามที่กฎหมายบัญญัติให้เป็นไปตามกรอบระยะเวลาตามกฎหมาย)
15. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการมาตรวิทยาแห่งชาติเพิ่มขึ้น
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเสนอแต่งตั้ง นายสรนิต ศิลธรรม เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการมาตรวิทยาแห่งชาติเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2563 เป็นต้นไป และให้ผู้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเพิ่มขึ้นอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้ว
16. เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงพลังงาน)
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเสนอแต่งตั้ง นายณัฏฐวุฒิ โพธิสาโร เป็นข้าราชการการเมือง ตำแหน่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2563 เป็นต้นไป
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี