วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569
วันที่ 10 พฤศจิกายน 2563 เวลา 09.00 น. ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ซึ่งสรุปสาระสำคัญดังนี้
กฎหมาย
1. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพการสัตวบาล พ.ศ. ....
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพการสัตวบาล พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ แล้วให้ส่งคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรต่อไป และรับทราบแผนในการจัดทำกฎหมายลำดับรอง กรอบระยะเวลาและกรอบสาระสำคัญของกฎหมายลำดับรองที่ต้องออกตามร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว ตามที่ กษ. เสนอ
โดย กษ. ได้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นประกอบการจัดทำร่างกฎหมาย และเปิดเผยสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นและการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายตามแนวทางมติคณะรัฐมนตรี (19 พฤศจิกายน 2562) เรื่อง การดำเนินการเพื่อรองรับและขับเคลื่อนการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 และได้เผยแพร่ผลการรับฟังความคิดเห็นพร้อมการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายผ่านทางเว็บไซต์ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบแล้ว ทั้งนี้ ร่างพระราชบัญญัตินี้ได้กำหนดให้มีการออกกฎหมายลำดับรอง จำนวน 27 ฉบับ
สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ
เป็นการกำหนดให้มีกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพการสัตวบาลขึ้น โดยมีสภาการสัตวบาลเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่และอำนาจในการรับขึ้นทะเบียนและออกใบอนุญาตให้แก่ผู้ขอเป็นผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวบาล เพื่อส่งเสริมการประกอบวิชาชีพการสัตวบาล ควบคุมและกำหนดมาตรฐานการประกอบวิชาชีพการสัตวบาล เพื่อให้การประกอบวิชาชีพการสัตวบาลเป็นไปในมาตรฐานเดียวกัน โดยมีรายละเอียดดังนี้
1. กำหนดให้ “วิชาชีพการสัตวบาล” หมายความว่า วิชาชีพเกี่ยวกับการผลิตสัตว์เลี้ยง การปรับปรุงและบำรุงพันธุ์สัตว์เลี้ยง การจัดการอาหารสัตว์เลี้ยง การจัดการสุขาภิบาลต่อสัตว์เลี้ยง ตลอดจนการจัดการผลิตผลและผลิตภัณฑ์จากสัตว์เลี้ยง ทั้งนี้ เพื่อทำให้สัตว์เลี้ยงมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ และให้ผลิตผลและผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ แต่ไม่รวมถึงการประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพการสัตวแพทย์
2. กำหนดให้มี “สภาการสัตวบาล” เป็นนิติบุคคล ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการควบคุมและกำหนดมาตรฐานการประกอบวิชาชีพการสัตวบาล ควบคุมความประพฤติและการดำเนินการของผู้ประกอบวิชาชีพ การสัตวบาลให้ถูกต้องตามจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพการสัตวบาล ส่งเสริมการศึกษา การวิจัย และการประกอบวิชาชีพการสัตวบาล โดยมีหน้าที่และอำนาจในการรับขึ้นทะเบียนและออกใบอนุญาตให้แก่ผู้ขอเป็นผู้ประกอบวิชาชีพ การสัตวบาล รับรองปริญญา อนุปริญญา ประกาศนียบัตร อนุมัติบัตร หรือวุฒิบัตรในวิชาชีพการสัตวบาลของสถาบันต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ในการสมัครเป็นสมาชิก และออกคำสั่งยกข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษ ว่ากล่าวตักเตือน ภาคทัณฑ์ พักใช้ใบอนุญาต เพิกถอนใบอนุญาต
3. กำหนดให้สมาชิกสภาการสัตวบาลต้องมีอายุไม่ต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์ มีความรู้ในวิชาชีพ การสัตวบาลโดยได้รับปริญญา อนุปริญญา ประกาศนียบัตร อนุมัติบัตร หรือวุฒิบัตรในวิชาชีพการสัตวบาล หรือสาขาอื่นที่เกี่ยวข้องจากสถาบันที่สภาการสัตวบาลรับรอง ไม่เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกเว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ไม่เป็นผู้วิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ ไม่เป็นโรคตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ ซึ่งสมาชิกมีสิทธิและหน้าที่ในการเลือกตั้งหรือรับเลือกตั้งเป็นกรรมการหรือ ดำรงตำแหน่งอื่นอันเกี่ยวกับกิจการของสภาการสัตวบาล ชำระค่าขึ้นทะเบียนสมาชิก ค่าบำรุง และค่าใช้จ่ายตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ ทั้งนี้ สมาชิกภาพของสมาชิกสิ้นสุดลงเมื่อตาย ลาออก ขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้าม คณะกรรมการมีมติให้พ้นจากสมาชิกภาพ ไม่ชำระค่าขึ้นทะเบียนสมาชิก ค่าบำรุง หรือค่าใช้จ่ายโดยไม่มีเหตุ อันสมควร
4. กำหนดให้มีคณะกรรมการสภาการสัตวบาลโดยมีหน้าที่และอำนาจในการบริหารกิจการสภา การสัตวบาลตามวัตถุประสงค์และหน้าที่และอำนาจของสภาการสัตวบาล แต่งตั้งคณะอนุกรรมการจรรยาบรรณ คณะอนุกรรมการสอบสวน และคณะอนุกรรมการอื่น เพื่อทำกิจการหรือพิจารณาเรื่องต่าง ๆ อันอยู่ในขอบเขต แห่งวัตถุประสงค์และหน้าที่และอำนาจของสภาการสัตวบาล กำหนดให้มีการจัดตั้งสำนักงานสาขาของสภาการ สัตวบาลตามความจำเป็น ออกระเบียบ ประกาศ ข้อบังคับ และแต่งตั้งถอดถอนที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ
5. ห้ามมิให้ผู้ใดประกอบวิชาชีพการสัตวบาล หรือแสดงด้วยวิธีใด ๆ ให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนเป็นผู้มีสิทธิประกอบวิชาชีพดังกล่าว โดยมิได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตจากสภาการสัตวบาล
6. กำหนดให้ผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวบาล แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวบาลประเภท ก. และ ผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวบาลประเภท ข. ซึ่งผู้มีสิทธิขอขึ้นทะเบียนและใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการสัตวบาลต้องเป็นสมาชิกและมีคุณสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้
6.1 ผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวบาลประเภท ก. ต้องได้รับปริญญาในสาขาวิชาชีพ การสัตวบาลจากสถานศึกษาในประเทศไทยที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) หรือกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) รับรองและผ่านการสอบความรู้ตามที่กำหนด หรือได้รับปริญญาในสาขาวิชาชีพการสัตวบาลจากสถานศึกษาในต่างประเทศที่สภาการสัตวบาลรับรอง ได้รับอนุญาตให้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพในประเทศ ที่ตนได้รับปริญญาและผ่านการสอบความรู้ตามที่กำหนด เว้นแต่เป็นผู้ที่มีสัญชาติไทยอาจไม่ต้องเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพในประเทศที่ผู้นั้นได้รับปริญญาก็ได้ แต่ต้องผ่านการสอบความรู้ตามที่กำหนด
6.2 ผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวบาลประเภท ข. ได้รับปริญญาสาขาอื่นที่มิใช่สาขาวิชาชีพการสัตวบาลจากสถานศึกษาที่ อว. หรือ ศธ. รับรอง และผ่านการสอบความรู้ตามที่กำหนด หรือได้รับวุฒิบัตรหรืออนุมัติบัตรด้านการสัตวบาลขั้นพื้นฐานจากสถาบันที่สภาการสัตวบาลรับรอง และผ่านการสอบความรู้ตามที่กำหนด
2. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดจำนวนกรรมการ คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ วิธีการสรรหา การเลือกประธานกรรมการและกรรมการ วาระการดำรงตำแหน่งและการพ้นจากตำแหน่งของคณะกรรมการสถานศึกษา ขั้นพื้นฐาน พ.ศ. ....
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดจำนวนกรรมการ คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ วิธีการสรรหา การเลือกประธานกรรมการและกรรมการ วาระการดำรงตำแหน่งและการพ้นจากตำแหน่งของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้
ทั้งนี้ ศธ. เสนอว่า กฎกระทรวงกำหนดจำนวนกรรมการ คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ วิธีการสรรหา การเลือกประธานกรรมการและกรรมการ วาระการดำรงตำแหน่งและการพ้นจากตำแหน่งของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2546 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546 ได้ใช้บังคับมาเป็นเวลานาน จึงไม่เหมาะสมและไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งสถานศึกษาขั้นพื้นฐานหลาย แห่งพบปัญหาจากการบังคับใช้กฎกระทรวงดังกล่าวหลายประการ ประกอบกับได้มีการยุบเลิกคณะกรรมการ เขตพื้นที่การศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ และกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 10/2559 เรื่อง การขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค ลงวันที่ 21 มีนาคม พุทธศักราช 2559 และคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 19/2560 เรื่อง การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ ลงวันที่ 3 เมษายน พุทธศักราช 2560 จึงสมควรปรับปรุงกฎกระทรวงดังกล่าวเกี่ยวกับคุณสมบัติของประธานกรรมการ และกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และปรับปรุงหลักเกณฑ์ วิธีการสรรหา การเลือกกรรมการ วาระการดำรงตำแหน่งของกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานบางประเภทให้เหมาะสมยิ่งขึ้น รวมทั้งกำหนดให้คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดปฏิบัติหน้าที่แทนคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งได้ถูกยุบเลิกไปแล้ว
จึงได้เสนอร่างกฎกระทรวงกำหนดจำนวนกรรมการ คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ วิธีการสรรหา การเลือกประธานกรรมการและกรรมการ วาระการดำรงตำแหน่งและการพ้นจากตำแหน่งของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. .... มาเพื่อดำเนินการ
สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง
ปรับปรุงกฎกระทรวงกำหนดจำนวนกรรมการ คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ วิธีการสรรหาการเลือกประธานกรรมการและกรรมการ วาระการดำรงตำแหน่งและการพ้นจากตำแหน่งของคณะกรรมการสถานศึกษา ขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2546 เกี่ยวกับคุณสมบัติของประธานกรรมการและกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน หลักเกณฑ์ วิธีการสรรหา การเลือกกรรมการ วาระการดำรงตำแหน่งของกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานบางประเภท และ การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด โดยร่างกฎกระทรวงดังกล่าวมีสาระสำคัญที่แตกต่าง จากกฎกระทรวงเดิม สรุปได้ดังนี้
|
ประเด็น |
กฎกระทรวงฯ พ.ศ. 2546 |
ร่างกฎกระทรวงฉบับนี้ |
|
1. คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของกรรมการ |
กำหนดเฉพาะกรณีกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานต้องไม่เป็นคู่สัญญากับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหรือสถานศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษานั้น |
เพิ่มกรณีกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในสถานศึกษาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องไม่เป็นคู่สัญญากับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือสถานศึกษาในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น |
|
2. วิธีการสรรหาและเลือกกรรมการ |
- ไม่ได้กำหนดเกี่ยวกับการสรรหาและเลือกกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานที่เป็นผู้แทนศิษย์เก่าไว้เป็นการเฉพาะ
- กำหนดวิธีการเสนอรายชื่อผู้ที่ได้รับการสรรหาและได้รับเลือกเป็นกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยให้เสนอรายชื่อต่อผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพื่อพิจารณาแต่งตั้ง |
- เพิ่มวิธีการสรรหาและเลือกกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานที่เป็นผู้แทนศิษย์เก่าโดยให้ศิษย์เก่าเสนอชื่อผู้ที่เห็นสมควรเป็นกรรมการ และให้ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเลือกกันเองให้เหลือหนึ่งคน สำหรับกรณีสถานศึกษาตั้งใหม่ที่ไม่มีศิษย์เก่า ให้สรรหาและเลือกเฉพาะกรรมการตำแหน่งอื่นจนกว่าจะมีศิษย์เก่าที่มีคุณสมบัติที่จะเป็นกรรมการ - เพิ่มกรณีการเสนอรายชื่อผู้ที่ได้รับการสรรหาและได้รับเลือกเป็นกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานกรณีสถานศึกษาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นการเฉพาะ โดยให้ผู้อำนวยการสถานศึกษาเสนอรายชื่อต่อนายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อพิจารณาแต่งตั้ง และให้แจ้งให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทราบ |
|
3. วาระการดำรงตำแหน่ง |
กำหนดให้กรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี และอาจได้รับแต่งตั้งใหม่อีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อกันไม่ได้ โดยไม่ได้กำหนดกรณีสถานศึกษาที่มีข้าราชการครูเพียงคนเดียวเป็นการเฉพาะ |
เพิ่มกรณีสถานศึกษาที่มีข้าราชการครูเพียงคนเดียว ให้กรรมการที่เป็นข้าราชการครูดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินสองวาระได้ |
|
4. คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด |
- กำหนดให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา มีอำนาจในการประกาศให้สถานศึกษาใดเป็นสถานศึกษาที่มีสภาพและลักษณะการปฏิบัติงานแตกต่างจากสถานศึกษาขั้นพื้นฐานโดยทั่วไป ซึ่งไม่สามารถแต่งตั้งคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานได้ครบองค์ประกอบตามกฎกระทรวงนี้ - กำหนดเหตุแห่งการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในกรณีที่คณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาให้ออกเพราะบกพร่องต่อหน้าที่ทำให้เสื่อมเสียต่อสถานศึกษาหรือหย่อนความสามารถ |
- แก้ไขให้เป็นอำนาจของผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด
- แก้ไขเป็นกรณีคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดให้ออก |
3. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดหน่วยงานของรัฐที่สามารถขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับ ทางปกครอง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... รวม 6 ฉบับ
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวง รวม 6 ฉบับ ประกอบด้วย
1. ร่างกฎกระทรวงกำหนดหน่วยงานของรัฐที่สามารถขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับทางปกครอง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (กำหนดให้สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเป็นหน่วยงานของรัฐที่สามารถขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับทางปกครองแทนได้ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง)
2. ร่างกฎกระทรวงกำหนดหน่วยงานของรัฐที่สามารถขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับทางปกครอง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (กำหนดให้สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นหน่วยงานของรัฐที่สามารถขอให้ เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับทางปกครองแทนได้ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง)
3. ร่างกฎกระทรวงกำหนดหน่วยงานของรัฐที่สามารถขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับทางปกครอง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (กำหนดให้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเป็นหน่วยงานของรัฐที่สามารถขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับทางปกครองแทนได้ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง)
4. ร่างกฎกระทรวงกำหนดหน่วยงานของรัฐที่สามารถขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับทางปกครอง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (กำหนดให้สำนักงานอัยการสูงสุดเป็นหน่วยงานของรัฐที่สามารถขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับทางปกครองแทนได้ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง)
5. ร่างกฎกระทรวงกำหนดหน่วยงานของรัฐที่สามารถขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับทางปกครอง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (กำหนดให้สำนักงานศาลยุติธรรมเป็นหน่วยงานของรัฐที่สามารถขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับทางปกครองแทนได้ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง)
6. ร่างกฎกระทรวงกำหนดหน่วยงานของรัฐที่สามารถขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับทางปกครอง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (กำหนดให้สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) เป็นหน่วยงานของรัฐที่สามารถขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับทางปกครองแทนได้ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง)
ตามที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานศาลยุติธรรม และสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รวมพิจารณา ร่างกฎกระทรวงในเรื่องนี้ให้เป็นฉบับเดียว แล้วดำเนินการต่อไปได้
สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง
เป็นการกำหนดให้สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานศาลยุติธรรม และสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) เป็นหน่วยงานของรัฐตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง เพื่อให้เจ้าพนักงานบังคับคดีในสังกัดกรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม ดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำสั่งทางปกครองได้ อันจะทำให้การบังคับทางปกครองตามคำสั่งทางปกครองที่กำหนดให้ชำระเงินมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
4. เรื่อง ขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรี เรื่อง ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบทบทวนร่างกฎกระทรวงว่าด้วยรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... โดยให้ขยายอายุรถรับจ้างที่อยู่ในระบบปัจจุบัน จาก 9 ปี เป็น 12 ปี ตามหลักการของร่างกฎกระทรวงฯ ที่กระทรวงคมนาคมเสนอ โดยรถรับจ้างที่มีอายุมากกว่า 9 ปี จะต้องถูกตรวจสภาพปีละ 4 ครั้ง ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ และให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาปรับแก้ไขร่างกฎกระทรวงว่าด้วยรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่อยู่ระหว่างการตรวจพิจารณา ให้เป็นไปตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ แล้วดำเนินการต่อไปได้
ทั้งนี้ ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2563 อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงว่าด้วยรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้แก้ไขร่างฯ ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอว่า การขยายอายุการใช้งานของรถยนต์รับจ้างบรรทุกโดยสารไม่เกินเจ็ดคน จาก 9 ปี เป็น 12 ปี อาจทำให้มีการระบายก๊าซไฮโดรคาร์บอนและก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ซึ่งเป็นมลพิษเกินมาตรฐานมากกว่ารถยนต์ประเภทอื่น แต่เพื่อเป็นการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประกอบอาชีพขับรถยนต์รับจ้างดังกล่าว ในระยะแรกจึงเห็นควรขยายอายุการใช้งานของรถยนต์รับจ้าง จาก 9 ปี เป็น 12 ปี เป็นระยะเวลา 3 ปี แล้วให้กระทรวงคมนาคมพิจารณาทบทวนขยายอายุการใช้งานของรถดังกล่าวอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งร่างกฎกระทรวงฯ อยู่ระหว่างการตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา นั้น
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพิจารณาแล้วเห็นว่า เพื่อเป็นการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประกอบอาชีพขับรถรับจ้างซึ่งได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) โดยยังคงหลักการการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษจากรถรับจ้าง สมควรทบทวน ร่างกฎกระทรวงดังกล่าว โดยให้ขยายอายุรถรับจ้างที่อยู่ในระบบปัจจุบัน จาก 9 ปี เป็น 12 ปี ตามหลักการของร่างกฎกระทรวงฯ ที่กระทรวงคมนาคมเสนอ โดยเห็นว่ารถรับจ้างที่มีอายุมากกว่า 9 ปี จะต้องถูกตรวจสภาพปีละ 4 ครั้ง
5. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 และทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 ภายในระยะเวลาที่กำหนด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (ยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนทางหลวงพิเศษช่วงวันหยุดราชการต่อเนื่อง)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 และทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 ภายในระยะเวลาที่กำหนด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ดังนี้
1. ตั้งแต่เวลา 00.01 นาฬิกา ของวันที่ 18 พฤศจิกายน 2563 ถึงเวลา 24.00 นาฬิกา ของวันที่ 23 พฤศจิกายน 2563 และ
2. ตั้งแต่เวลา 00.01 นาฬิกา ของวันที่ 9 ธันวาคม 2563 ถึงเวลา 24.00 นาฬิกา ของวันที่ 14 ธันวาคม 2563
ตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วน แล้วดำเนินการต่อไปได้
คค. เสนอว่า
1. ในช่วงเทศกาลปีใหม่ เทศกาลสงกรานต์ของแต่ละปี หรือช่วงภัยพิบัติจากอุทกภัยกรุงเทพมหานครและปริมณฑล พ.ศ. 2554 ได้รับผลกระทบกับการจราจรของประชาชนบนทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 และทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 เป็นอย่างมาก ซึ่งที่ผ่านได้มีการออกกฎกระทรวงกำหนดให้มีการยกเว้นการจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางบนทางหลวงพิเศษ หมายเลข 7 และทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 เพื่อความสะดวกในการเดินทางและการจราจร และเป็นการแบ่งเบาภาระของประชาชน โดยเริ่มมีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมบนทางหลวงพิศษหมายเลข 7และทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 เป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2540 และปัจจุบันมีกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนทางหลวงพิเศษที่ใช้บังคับในกรณีดังกล่าว ได้แก่ 1) กฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 ตอนกรุงเทพมหานคร - เมืองพัทยา พ.ศ. 25612) กฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร (ถนนกาญจนาภิเษก) ตอนพระประแดง - บางแค ช่วงพระประแดง - ต่างระดับบางขุนเทียน พ.ศ. 2555 และ 3) กฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 สายวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร (ถนนกาญจนาภิเษก) ตอนบางปะอิน – บางพลี พ.ศ. 2558
2. ประกอบกับคณะรัฐมนตรีได้มีมติวันที่ 22 กันยายน 2563 ทำให้มีวันหยุดต่อเนื่องหลายวัน ซึ่งคาดหมายว่าจะมีประชาชนจำนวนมากเดินทางกลับภูมิลำเนา ซึ่งอาจเป็นผลให้การจราจรติดขัดในทุกสายทางที่ออกและเข้ากรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งการยกเว้นการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 และทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 ในช่วงเวลาทั้งสองช่วงดังกล่าวจะทำให้การจราจรมีความคล่องตัว ประชาชนสามารถเดินทางได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น และเป็นการลดการใช้พลังงานของประเทศอันเนื่องมาจากการจราจรติดขัดหน้าด่านเก็บค่าธรรมเนียมการใช้ทางหลวง รวมทั้งเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศและแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน
3. ดังนั้น จึงเห็นสมควรให้ยกเว้นการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนหลวงพิเศษหมายเลข 7 และทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร (ถนนกาญจนาภิเษก) ตอนพระประแดง - บางแค ช่วงพระประแดง – ต่างระดับบางขุนเทียน และตอนบางปะอิน - บางพลี
3.1 ตั้งแต่เวลา 00.01 นาฬิกา ของวันที่ 18 พฤศจิกายน 2563 ถึงเวลา 24.00 นาฬิกา ของวันที่ 23 พฤศจิกายน 2563 และ
3.2 ตั้งแต่เวลา 00.01 นาฬิกา ของวันที่ 9 ธันวาคม 2563 ถึงเวลา 24.00นาฬิกา ของวันที่ 14 ธันวาคม 2563
4. คค. ได้ดำเนินการตามมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 โดยรายงานว่า ภาครัฐจะสูญเสียรายได้ค่าธรรมเนียมผ่านทางประมาณ 139,996,851 บาท แต่อย่างไรก็ตาม ภาครัฐจะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนทางด้านเศรษฐกิจประเมินเป็นมูลค่าเงินประมาณ 186,673,629 บาท ซึ่งประกอบด้วยมูลค่าจากการประหยัดค่าใช้จ่ายจากการใช้รถคิดเป็น 60,380,611 บาท และมูลค่าจากการประหยัดเวลาในการเดินทางคิดเป็น 126,293,018 บาท
5. สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้ประสานขอให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาร่างกฎกระทรวงในเรื่องนี้เป็นการล่วงหน้าแล้ว
จึงได้เสนอร่างกฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 และทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 ภายในระยะเวลาที่กำหนด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (ยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนทางหลวงพิเศษช่วงวันหยุดราชการต่อเนื่อง) มาเพื่อดำเนินการ
สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง
กำหนดให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 สายกรุงเทพมหานคร - บ้านฉาง ตอนกรุงเทพมหานคร - เมืองพัทยา รวมทางแยกไปบรรจบทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 34 (บางวัว) ทางแยกเข้าชลบุรี ทางแยกเข้าท่าเรือแหลมฉบัง และทางแยกเข้าพัทยา ตามกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 7ตอนกรุงเทพมหานคร - เมืองพัทยา พ.ศ. 2561 ทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 สายวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร (ถนนกาญจนาภิเษก) ตอนพระประแดง – บางแค ช่วงพระประแดง - ต่างระดับบางขุนเทียน ตามกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร (ถนนกาญจนาภิเษก) ตอนพระประแดง - บางแค ช่วงพระประแดง - ต่างระดับบางขุนเทียน พ.ศ. 2555 และทางหลวงพิเศษหมายเลข 9สายวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร (ถนนกาญจนาภิเษก) ตอนบางปะอิน - บางพลี ตามกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 สายวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร (ถนนกาญจนาภิเษก) ตอนบางปะอิน – บางพลี พ.ศ. 2558 ตั้งแต่เวลา 00.01 นาฬิกา ของวันที่ 18 พฤศจิกายน 2563 ถึงเวลา 24.00 นาฬิกา ของวันที่ 23 พฤศจิกายน 2563 และตั้งแต่เวลา 00.01 นาฬิกา ของวันที่ 9 ธันวาคม 2563 ถึงเวลา 24.00 นาฬิกา ของวันที่ 14 ธันวาคม 2563
6. เรื่อง ร่างระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. ....
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ
สาระสำคัญ ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย
สืบเนื่องจากคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) ได้วินิจฉัยว่าธนาคารกรุงไทยฯไม่ได้เป็นรัฐวิสาหกิจ ธนาคารกรุงไทยฯ จึงขอให้กระทรวงการคลังพิจารณาให้หน่วยงานของรัฐยังคงมีบัญชีเงินฝากอยู่กับธนาคารกรุงไทยฯ ต่อไปได้ตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562เนื่องจากธนาคารยังคงเป็นส่วนหนึ่งของรัฐ ไม่ว่าด้วยการถือหุ้นของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (ร้อยละ 55.07) หรือโดยภารกิจที่ได้รับมอบหมายจากภาครัฐ เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงสถานภาพของธนาคารกรุงไทยฯ ไม่ส่งผลกระทบต่อการรับฝากเงินจากหน่วยงานของรัฐ และต่อภารกิจต่าง ๆ ที่ธนาคารกรุงไทยฯ ได้รับมอบหมายตามนโยบายของรัฐ และโดยที่ระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงินและการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 ข้อ 20 (1) กำหนดว่า การเบิกเงินจากคลัง ให้หน่วยงานผู้เบิกเปิดบัญชีเงินฝากไว้กับธนาคารที่เป็นรัฐวิสาหกิจ สำหรับเงินงบประมาณหนึ่งบัญชีและเงินนอกงบประมาณหนึ่งบัญชี ซึ่งในการกำหนดดังกล่าวมีเจตนารมณ์เพื่อเป็นการสนับสนุนรัฐวิสาหกิจซึ่งเป็นกิจการของรัฐ ดังนั้น เพื่อให้หน่วยงานผู้เบิกสามารถใช้บัญชีเงินฝากธนาคารกรุงไทยฯ ได้ต่อไป โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติงาน และทำให้ธนาคารกรุงไทยฯ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีส่วนร่วมในการสนับสนุนและผลักดันโครงการสำคัญของภาครัฐสามารถให้บริการกับหน่วยงานผู้เบิกต่อไปได้ จึงได้ดำเนินการยกร่างระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. .... ขึ้น โดยแก้ไขเพิ่มเติมให้หน่วยงานผู้เบิกเปิดบัญชีเงินฝากไว้กับธนาคารที่เป็นรัฐวิสาหกิจ หรือธนาคารที่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินถือหุ้นเกินกึ่งหนึ่ง สำหรับเงินงบประมาณหนึ่งบัญชีและเงินนอกงบประมาณหนึ่งบัญชี
เศรษฐกิจ - สังคม
7. เรื่อง สรุปผลการดำเนินมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ “ชิมช้อปใช้” และมาตรการส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศ “ชิมช้อปใช้”
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบสรุปผลการดำเนินมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ “ชิมช้อปใช้” และมาตรการส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศ “ชิมช้อปใช้” ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ โดยมีสาระสำคัญ สรุปได้ดังนี้
1. ผลการดำเนินมาตรการ “ชิมช้อปใช้” ระหว่างวันที่ 27 กันยายน 2562 – 31 มกราคม 2563 มีผู้ได้รับสิทธิจำนวน 14,354,159 คน มีผู้ใช้สิทธิจำนวน 11,802,073 คน และมีร้านค้าที่มีผู้ไปใช้สิทธิจำนวน 103,053 ร้าน โดยมียอดค่าใช้จ่ายผ่านระบบการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์โดยภาครัฐ (g-Wallet) สรุปได้ดังนี้
(หน่วย : ล้านบาท)
|
รายการ |
การใช้จ่าย |
กค. จ่ายเงินสนับสนุน/เงินชดเชย |
|
|
ผู้ใช้สิทธิ (คน) |
ยอดใช้จ่ายรวม |
||
|
g-Wallet ช่องที่ 1 |
11,737,997 |
11,671.80 |
11,671.80 |
|
g-Wallet ช่องที่ 2 |
487,820 |
17,148.10 (ไม่รวมยอดใช้จ่ายในร้านค้าทั่วไปที่ไม่ได้รับสิทธิเงินชดเชย จำนวน 147 ล้านบาท) |
1,258.90 |
|
รวม |
28,819.90 |
12,930.70 |
|
หมายเหตุ : - g-Wallet ช่องที่ 1 คือ รัฐบาลสนับสนุนวงเงินจำนวน 1,000 บาทต่อคน
- g-Wallet ช่องที่ 2 คือ รัฐบาลสนับสนุนเงินชดเชยในรูปแบบเงินคืน (Cashback) ร้อยละ 15-20 ของยอดชำระเงินที่จ่ายจริง ตามเงื่อนไขที่กำหนด
ทั้งนี้ กค. ได้มีการตรวจสอบข้อมูลผู้ที่เข้าข่ายมีพฤติกรรมหรือธุรกรรมที่ผิดปกติ สรุปได้ดังนี้(1) ประชาชน : ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้ส่งข้อความ (SMS) ไปยังประชาชนที่เข้าข่ายมีพฤติกรรมหรือธุรกรรมที่ผิดปกติจำนวน 195,299 คน เพื่อให้ชี้แจงข้อมูลกับ กค. โดยมีผู้ติดต่อให้ข้อมูลรวมทั้งสิ้น 4,746 คน ซึ่งภายหลังการตรวจสอบแล้วได้จ่ายเงินคืนให้กับประชาชนจำนวน 1,541 คน เป็นเงินจำนวน 12.55 ล้านบาท และอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลและหลักฐานเพิ่มเติมอีก 265 คน (2) ร้านค้า : กค. ได้ตรวจสอบผู้ประกอบการร้านค้าที่เข้าข่ายมีพฤติกรรมหรือธุรกรรมที่ผิดปกติจำนวน 5,302 ร้าน โดยผลการพิจารณาพบว่ามีการดำเนินการผิดเงื่อนไขจำนวน 3,201 ร้าน จึงได้ระงับการรับชำระค่าสินค้าด้วยแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ของร้านค้าดังกล่าว
2. ผลการประเมินผลความคุ้มค่าและแบบสำรวจความพึงพอใจของมาตรการฯ คณะทำงานประเมินผลและความคุ้มค่าของมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ “ชิมช้อปใช้” ได้สรุปการประเมินผลความคุ้มค่าของมาตรการฯ และการประเมินความพึงพอใจของมาตรการฯ ดังนี้
|
หัวข้อ |
ผลการประเมิน |
|
ความคุ้มค่าของมาตรการฯ |
|
|
มิติที่ 1 การกระจายตัวของการไปใช้จ่าย |
ผู้ใช้สิทธิผ่าน g-Wallet ช่องที่ 1 เดินทางไปใช้สิทธิในทั่วภูมิภาคและทุกจังหวัด โดนส่วนใหญ่เดินทางไปเที่ยวในภูมิภาคที่เป็นภูมิลำเนา |
|
มิติที่ 2 การใช้จ่ายในเมืองหลักเมืองรอง |
· ผู้ใช้สิทธิเดินทางไปเที่ยวเมืองหลักมากกว่าเมืองรอง โดยคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 55 และร้อยละ 45 ตามลำดับ · การใช้จ่ายในเมืองรองสูงกว่าเมืองหลัก โดยคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 60 และร้อยละ 40 ของยอดใช้จ่ายรวม ตามลำดับ |
|
มิติที่ 3 อัตราการใช้สิทธิและอัตราการใช้จ่าย |
รูปแบบการใช้จ่ายของผู้ได้รับสิทธิทั่วประเทศมีลักษณะคล้ายกันโดยผู้ได้รับสิทธิจะใช้เงิน 1,000 บาท ผ่าน g-Wallet ช่องที่ 1 ก่อน แล้วจึงใช้จ่ายเงินของตนเองผ่าน g-Wallet ช่องที่ 2 |
|
มิติที่ 4 รายได้ของผู้ประกอบการ |
· การใช้จ่ายส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับร้าน “ช้อป” เช่น ร้าน OTOP และร้านธงฟ้าประชารัฐ · ยอดการใช้จ่ายของร้าน “ชิม” “ช้อป” และ “ใช้” รวมกัน มีมูลค่ามากกว่าร้านค้าทั่วไปถึง 7.8 เท่า ซึ่งแสดงให้เห็นว่าร้านค้ารายย่อยได้รับรายได้จากมาตรการฯ มากกว่าร้านค้ารายใหญ่ |
|
มิติที่ 5 ผลบวกต่อการใช้จ่าย การท่องเที่ยวและผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด |
· มาตรการฯ มีผลบวกต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศซึ่งคาดว่าจะส่งผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจร้อยละ 0.1-0.3 · ไตรมาส 4 ปี 2562 มีการขยายตัวของเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากการขยายตัวสาขาการขายส่งขายปลีก เช่น โรงแรม ที่พัก และร้านอาหาร ซึ่งเป็นผลมาจากมาตรการฯ · ยอดการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้มูลค่าการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มสูงกว่าปกติอย่างมีนัยสำคัญ |
|
มิติที่ 6 ผลประโยชน์ทางอ้อม |
· ก้าวสู่สังคมไร้เงินสด · สร้างทักษะความเข้าใจและการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลแก่ประชาชน · สร้างฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เพื่อใช้วิเคราะห์เชิงลึก · เพิ่มขีดความสามารถของหน่วยงานในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ |
|
ความพึงพอใจของมาตรการฯ : ผ่านแบบสอบถามออนไลน์ ระหว่างวันที่ 31 มกราคม – 17 กุมภาพันธ์ 2563 มีผู้ตอบแบบสอบถามแบ่งเป็นประชาชน 76,382 คน และผู้ประกอบการหรือร้านค้า “ถุงเงิน” 458 ร้านค้า |
|
|
ประชาชน |
ความพึงพอใจ 3 ลำดับแรก ได้แก่ 1) เงินสนับสนุน 1,000 บาท ร้อยละ 74.6 2) ความปลอดภัยในการใช้งานแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ร้อยละ 74.2
3) ความสะดวกในการใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ร้อยละ 73.9 |
|
ผู้ประกอบการ/ร้านค้า “ถุงเงิน” |
ความพึงพอใจ 3 ลำดับแรก ได้แก่ 1) ความปลอดภัยในการใช้งานแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ร้อยละ 86.6 2) ความสะดวกในการรับเงินผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ร้อยละ 84.9 3) ขั้นตอนและรูปแบบการลงทะเบียน ร้อยละ 70.5 |
3. สรุปภาพรวมการดำเนินการ พบว่า มาตรการได้ส่งผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจโดยมีการกระจายตัวของการใช้จ่ายครอบคลุมทั่วประเทศและลงไปถึงร้านค้ารายย่อย รวมทั้งได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของประชาชนให้มีความรู้เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล การผลักดันให้ประเทศเข้าสู่สังคมไร้เงินสด และการสร้างฐานข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อใช้ในการวิเคราะห์เชิงลึกต่อไป
8. เรื่อง ผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อการบริหารงานของรัฐบาล พ.ศ. 2563 (ครบ 1 ปี)
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบตามที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.) เสนอผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อการบริหารงานของรัฐบาล พ.ศ. 2563 (ครบ 1 ปี) [ซึ่งเป็นการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี (17 มิถุนายน 2545) ที่กำหนดให้สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) จัดเก็บข้อมูลและสถิติตัวเลข รวมทั้งสำรวจและสอบถามประชาชนเกี่ยวกับนโยบายหลัก ๆ ของรัฐบาล แล้วรายงานคณะรัฐมนตรีทราบ] โดย สสช. ได้สอบถามประชาชนที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ทั่วประเทศ จำนวน 6,970 คน ระหว่างวันที่ 1 – 15 สิงหาคม 2563 สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
1. ผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน
1.1 การติดตามข้อมูลข่าวสารของรัฐบาล พบว่า ประชาชนร้อยละ 78.6ติดตามข้อมูลข่าวสารของรัฐบาล โดยแหล่งข้อมูลที่ติดตามมากที่สุดคือ โทรทัศน์ (ร้อยละ 93.7) รองลงมา ได้แก่ อินเทอร์เน็ต เช่น เว็บไชต์ เฟซบุ๊ค ไลน์ (ร้อยละ 50.1) ในขณะที่ประชาชน ร้อยละ 21.4 ไม่ได้ติดตามข้อมูลข่าวสาร โดยให้เหตุผล เช่น ไม่สนใจ ไม่มีเวลา/ไม่ว่าง และไม่ชอบ
1.2 ความพึงพอใจในภาพรวมต่อการดำเนินงานของรัฐบาล พบว่า ประชาชนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก-มากที่สุด (ร้อยละ 33.4) และในระดับปานกลาง (ร้อยละ 48.0) ซึ่งนโยบายที่ประชาชนพึงพอใจในระดับมาก-มากที่สุด 5 อันดับแรก คือ โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ การแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดถึงอายุ 6 ปี นโยบายเจ็บป่วยฉุกเฉิน วิกฤตมีสิทธิทุกที่ (UCEP) และมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง
1.3 เรื่องที่ชุมชน/หมู่บ้านได้รับความเดือดร้อน ได้แก่ คนในชุมชนว่างงาน/ไม่มีอาชีพที่มั่นคง (ร้อยละ 29.9) สินค้าอุปโภคบริโภคราคาแพง/ค่าครองชีพสูง (ร้อยละ 18.7) สินค้าเกษตรกรราคาตกต่ำ/ต้นทุนการผลิตสูง (ร้อยละ 18.0) ภัยธรรมชาติ (ร้อยละ 16.7) และปัญหายาเสพติด (ร้อยละ 7.3)
1.4 เรื่องที่ต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือ ได้แก่ ปัญหาการว่างงาน (ร้อยละ 41.2)ควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคไม่ให้มีราคาแพง (ร้อยละ 20.4) ปัญหาสินค้าเกษตรราคาตกต่ำ(ร้อยละ 19.1) จัดหาแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค/แหล่งน้ำเพื่อการเกษตร (ร้อยละ 11.5) และจัดสวัสดิการของรัฐให้เพียงพอและครอบคลุมทุกพื้นที่ (ร้อยละ 8.5)
1.5 ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล พบว่า ประชาชนมีความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ของประเทศในระดับมาก-มากที่สุด ร้อยละ 29.8 เชื่อมั่นปานกลาง ร้อยละ48.7 เชื่อมั่นน้อยและน้อยที่สุด ร้อยละ 18.4 และไม่เชื่อมั่นเลย ร้อยละ 3.1
2. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย สสช. มีข้อเสนอแนะ ดังนี้
2.1 ควรช่วยเหลือกลุ่มคนตกงาน/ว่างงาน โดยควรมีการดำเนินการเชิงรุกในระดับชุมชน/หมู่บ้าน เช่น การจ้างงานชั่วคราว การหาตลาดรองรับสินค้าของชุมชน การจัดอบรมวิชาชีพ รวมทั้งการส่งเสริมให้ชาวบ้านมีอาชีพที่มั่นคงและสามารถพึ่งพาตนเองได้ โดยเฉพาะกลุ่มอาชีพอิสระที่ไม่มีสวัสดิการด้านแรงงาน เช่น เกษตรกร ผู้มีอาชีพค้าขาย และรับจ้างทั่วไป
2.2 ควรให้ความช่วยเหลือประชาชนในด้านค่าครองชีพ เพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน เช่น การควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและการลดค่าสาธารณูปโภค
2.3 ควรให้ความช่วยเหลือเกษตรกรในการประกอบอาชีพ เช่น การแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ การหาตลาดรองรับทั้งในและต่างประเทศ การพยุงราคาสินค้าเกษตร และการให้ความรู้เกี่ยวกับการทำการเกษตรสมัยใหม่ (Smart farmer)
9. เรื่อง ผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. 2563
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบตามที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.) เสนอผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. 2563 [ซึ่งเป็นการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี (17 มิถุนายน 2545) ที่กำหนดให้สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) จัดเก็บข้อมูลและสถิติตัวเลข รวมทั้งสำรวจและสอบถามประชาชนเกี่ยวกับนโยบายหลัก ๆ ของรัฐบาล แล้วรายงานคณะรัฐมนตรีทราบ] โดย สสช. ได้ดำเนินการร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดในการสอบถามประชาชนที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ในชุมชน/หมู่บ้านเป้าหมายในการแก้ไขปัญหายาเสพติดทั่วประเทศจำนวน 46,000 คน ระหว่างวันที่ 1 – 31 กรกฎาคม 2563 สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
1. ผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน
1.1 การพบเห็นปัญหายาเสพติด ประชาชนร้อยละ 51.6 ไม่พบเห็นและไม่ทราบว่าในชุมชน/หมู่บ้านมีปัญหายาเสพติด ร้อยละ 42.5 ไม่พบเห็นแต่ทราบว่าในชุมชน/หมู่บ้านมีปัญหายาเสพติด และร้อยละ 5.9 พบเห็นปัญหายาเสพติดในชุมชน/หมู่บ้านด้วยตนเอง
1.2 การพบเห็นการซื้อขายยาเสพติด ประชาชนร้อยละ 65.0 ไม่พบเห็น และไม่ทราบว่ามีการซื้อขายยาเสพติด ร้อยละ 32.2 ไม่พบเห็นแต่ทราบว่ามีการซื้อขายยาเสพติดร้อยละ 2.5 พบเห็นการซื้อขายยาเสพติดได้ง่ายเพราะมีการซื้อขายแบบเปิดเผยและไม่เกรงกลัวกฎหมาย และร้อยละ 0.3 พบเห็นการซื้อขายยาเสพติดได้ยากเพราะเจ้าหน้าที่เข้มงวด และต้องออกไปซื้อนอกชุมชน/หมู่บ้าน
1.3 การพบเห็นผู้เสพ/ผู้ติดยาเสพติด ประชาชนร้อยละ 52.5 ไม่พบเห็น และไม่ทราบว่ามีผู้เสพ/ผู้ติดยาเสพติด ร้อยละ 42.1 ไม่พบเห็นแต่ทราบว่ามีผู้เสพ/ผู้ติดยาเสพติด และร้อยละ 5.4 พบเห็นด้วยตนเอง
1.4 อายุของผู้ที่เกี่ยวข้องกับปัญหายาเสพติด พบว่า ประชาชนอายุ 20 - 24 ปี เกี่ยวข้องกับปัญหายาเสพติดมากที่สุด (ร้อยละ 56.4) ในขณะที่ประชาชนอายุต่ำกว่า 15 ปี เกี่ยวข้องกับปัญหายาเสพติดน้อยที่สุด (ร้อยละ 5.2)
1.5 ความเดือดร้อนจากปัญหายาเสพติด ประชาชนที่พบเห็น/ทราบว่า ชุมชน/หมู่บ้านมีปัญหายาเสพติด ระบุว่า ประชาชนร้อยละ 64.7 ไม่ได้รับความเดือดร้อน ร้อยละ 25.8 ได้รับความเดือดร้อน เช่น การส่งเสียงดังก่อความรำคาญและการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพย์ และร้อยละ 9.5 ไม่ทราบ/ไม่แน่ใจ
1.6 ความพึงพอใจต่อผลการดำเนินงานโดยรวมของรัฐบาลในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ประชาชนร้อยละ 55.6 พึงพอใจในระดับมาก-มากที่สุด ร้อยละ 38.0พึงพอใจปานกลาง ร้อยละ 6.0 พึงพอใจน้อย-น้อยที่สุด และร้อยละ 0.4 ไม่พึงพอใจ คะแนนความพึงพอใจเฉลี่ย 6.55 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน
1.7 ความเชื่อมั่นต่อนโยบายในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ประชาชนร้อยละ 49.5 เชื่อมั่นในระดับมาก-มากที่สุด ร้อยละ 41.5 เชื่อมั่นปานกลาง ร้อยละ 8.1เชื่อมั่นน้อย-น้อยที่สุด และร้อยละ 0.9 ไม่เชื่อมั่น คะแนนความเชื่อมั่นเฉลี่ย 6.32 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน
1.8 ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินจากสถานการณ์ปัญหายาเสพติด
ประชาชนร้อยละ 66.8 มีความปลอดภัยในระดับมาก-มากที่สุด ร้อยละ 29.7 มีความปลอดภัยปานกลาง ร้อยละ 3.3 มีความปลอดภัยน้อย-น้อยที่สุด และร้อยละ 0.2 ไม่มีความปลอดภัยคะแนนความปลอดภัยเฉลี่ย 7.02 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน
1.9 แนวทางการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ประชาชนเห็นว่าควรมีการปราบปรามอย่างจริงจังและต่อเนื่อง การใช้กฎหมายลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดอย่างเด็ดขาด การตั้งจุดตรวจหรือจุดสกัดเพื่อเฝ้าระวังในชุมชน/หมู่บ้าน การเฝ้าระวังในชุมชน/หมู่บ้าน และการปลูกฝังให้ครอบครัวช่วยกันสอดส่องดูแล
2. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย สสช. มีข้อเสนอแนะ ดังนี้
2.1 ควรประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับรู้และเข้าใจถึงโทษของยาเสพติดได้อย่างสะดวกรวดเร็วในหลากหลายช่องทาง เช่น สื่อสังคมออนไลน์ โทรทัศน์ วิทยุ
2.2 รณรงค์ ส่งเสริม ปลูกฝัง และสร้างภูมิคุ้มกัน ให้ชุมชนและครอบครัว ช่วยกันสอดส่องดูแลเด็กและเยาวชนที่มีแนวโน้มจะเกี่ยวข้องกับยาเสพติด
2.3 สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมระหว่างผู้นำชุมชน ประชาชน ผู้บังคับใช้กฎหมาย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด และปัญหาที่เกี่ยวเนื่องอย่างจริงจัง เช่น การส่งเสียงดังก่อความรำคาญและการลักทรัพย์
2.4 ควรมีการปราบปรามและใช้กฎหมายลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดอย่างจริงจัง ต่อเนื่อง และเด็ดขาด รวมทั้งการใช้บทลงโทษที่เข้มข้น เช่น การประหารชีวิตผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่
2.5 ควรประชาสัมพันธ์ช่องทางการแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับยาเสพติด ให้สามารถเข้าถึงได้ง่ายและมีความหลากหลายมากขึ้น โดยไม่เปิดเผยผู้ที่แจ้งเบาะแส รวมทั้งการให้รางวัลแก่ผู้แจ้งเบาะแสที่สามารถนำไปสู่การจับกุม
10. เรื่อง ผลการสำรวจสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด–19
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบตามที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเสนอผลการสำรวจสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด–19 [ซึ่งเป็นการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี (17 มิถุนายน 2545) ที่กำหนดให้สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) จัดเก็บข้อมูลและสถิติตัวเลข รวมทั้งสำรวจและสอบถามประชาชนเกี่ยวกับนโยบายหลัก ๆ ของรัฐบาล แล้วรายงานคณะรัฐมนตรีทราบ] โดย สสช. ได้ดำเนินการร่วมกับสถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนาในการสอบถามประชาชนที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ในทุกจังหวัดทั่วประเทศ จำนวน 46,600 คน ระหว่างวันที่ 17 มิถุนายน – 7 กรกฎาคม 2563 สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
1. ผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน
1.1 ความพึงพอใจในชีวิต พบว่า ประชาชนร้อยละ 72.5 มีความพึงพอใจในชีวิตอยู่ในระดับมาก-มากที่สุด ร้อยละ 25.3 มีความพึงพอใจปานกลาง ร้อยละ 2.1 มีความพึงพอใจอยู่ในระดับน้อย-น้อยที่สุด และร้อยละ 0.1 ไม่พึงพอใจในชีวิตเลย ทั้งนี้ ประชาชนให้คะแนนความพึงพอใจในด้านชีวิตครอบครัวมากที่สุด (7.5743 คะแนน) และให้คะแนนความพึงพอใจในด้านการเงินน้อยที่สุด (6.3892 คะแนน) คะแนนความพึงพอใจเฉลี่ย 7.1786 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน
1.2 ความวิตกกังวลต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ประชาชนร้อยละ 53.0 มีความวิตกกังวลอยู่ในระดับมาก-มากที่สุด ร้อยละ 32.4 มีความวิตกกังวลปานกลาง ร้อยละ 12.0 มีความวิตกกังวลน้อย-น้อยที่สุด และร้อยละ 2.6 ไม่วิตกกังวลเลย ทั้งนี้ ประชาชนในภาคใต้ชายแดนมีความวิตกกังวลอยู่ในระดับมาก-มากที่สุดในสัดส่วนที่สูงที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับภาคอื่น ๆ (ร้อยละ 69.6)
1.3 ผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 (เดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2563) ประชาชนร้อยละ 90.0 ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการดำรงชีวิต การสูญเสียรายได้และโอกาสในการประกอบอาชีพ/การทำมาหากิน และผลกระทบทางด้านจิตใจ/อารมณ์ นอกจากนี้ ประชาชนร้อยละ 46.3 มีรายได้ของครัวเรือนลดลง ในขณะที่ประชาชนร้อยละ 44.1 มีรายจ่ายเพิ่มขึ้น
1.4 ผลกระทบของสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ประชาชนร้อยละ 81.9 เห็นว่ามีความรุนแรงอยู่ในระดับมาก-มากที่สุดต่อประเทศ ร้อยละ 46.7 เห็นว่ามีความรุนแรงมาก-มากที่สุดต่อชุมชน/หมู่บ้าน และร้อยละ 41.7 เห็นว่ามีความรุนแรงมาก-มากที่สุดต่อตนเอง
1.5 ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ประชาชนร้อยละ 71.7 มีความเชื่อมั่นในระดับมาก-มากที่สุด ร้อยละ 24.5 เชื่อมั่นปานกลาง ร้อยละ 3.5 เชื่อมั่นน้อย-น้อยที่สุด และร้อยละ 0.3 ไม่เชื่อมั่นเลย คะแนนความเชื่อมั่นเฉลี่ย 7.1621 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน
2. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย สสช. มีข้อเสนอแนะ ดังนี้
2.1 ควรมีการสื่อสารสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนไม่ให้ตื่นตระหนก และสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในการรับมือและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19
2.2 ควรมีมาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อย่างต่อเนื่องแม้ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดจะไม่รุนแรง เพื่อลดความเสี่ยงการแพร่ระบาดและป้องกันการกลับมาระบาดซ้ำ
2.3 ควรมีการบูรณาการฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถช่วยเหลือแรงงาน ลูกจ้างชั่วคราว และผู้ประกอบอาชีพอิสระ ได้อย่างทันท่วงทีเมื่อเกิดวิกฤตการณ์
11. เรื่อง การถวายพระสมัญญา “สิริศิลปิน” แด่ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบการถวายพระสมัญญา “สิริศิลปิน” แด่ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ตามที่กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
วธ. รายงานว่า
1. เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2562 ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย ครั้งที่ 5/2562 ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมเป็นประธานได้มีมติมอบหมายให้สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย วธ. ดำเนินการถวายพระสมัญญาแด่ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ด้วยน้อมสำนึกถึงพระกรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อวงการศิลปะร่วมสมัย ประจักษ์ถึงพระปรีชาสามารถที่เป็นเลิศในการสร้างสรรค์งานศิลปะร่วมสมัยหลากหลายสาขา ทั้งงานทัศนศิลป์ วรรณศิลป์ ดนตรี และงานออกแบบ โดยทรงใช้พระอัจฉริยภาพในมิติของศิลปะ ในการส่งเสริมและกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และนำไปต่อยอดหารายได้สมทบทุนมูลนิธิในพระดำริ เช่น มูลนิธิจุฬาภรณ์ มูลนิธิภัทรมหาราชานุสรณ์ และมูลนิธิทิพย์พิมานเพื่อสัตว์ป่วยและสัตว์ไร้ที่พึ่ง ในพระอุปภัมภ์ฯ
2. สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย วธ. ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการดำเนินงานถวายพระสมัญญาแด่ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ซึ่งมีปลัดกระทรวงวัฒนธรรมเป็นประธาน พร้อมด้วยอนุกรรมการประกอบด้วย เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ผู้แทนสำนักพระราชวัง ผู้ทรงคุณวุฒิด้านศิลปะร่วมสมัย ผู้อำนวยการกองงานในพระองค์ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ผู้จัดการบริษัท สยาม กลิตเตอร์ 1957 จำกัด และผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย วธ. เป็นเลขานุการ โดยคณะอนุกรรมการฯ มีหน้าที่ดำเนินงานเกี่ยวกับขั้นตอนการถวายพระสมัญญาฯ และจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ
3. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางค วัฒน วรขัตติยราชนารี พระราชทานพระอนุญาตให้ วธ. ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพระสมัญญา “สิริศิลปิน” ซึ่งมีความหมายว่า “ทรงสร้างสรรค์งานศิลปะได้หลากหลายแขนง นับเป็นพระปรีชาสามารถ ในขณะเดียวกัน ศิลปะที่ทรงสร้างสรรค์ก็เป็นสิ่งที่เป็น “ศรี” เป็นมิ่งขวัญ เป็นมงคล และเป็นสิ่งสวยงามอีกด้วย” ทั้งนี้ สำนักงานราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาทรงทราบฝ่าละอองธุลี พระบาทแล้ว
4. วธ. เตรียมการจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสที่ทรงพระราชทานพระอนุญาตให้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพระสมัญญาหลังจากพระองค์ทรงสำเร็จการศึกษาหลักสูตรปริญญาดุษฎีบัณฑิต สาขาทัศนศิลป์ คณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร โดย วธ. จะบูรณาการกับหน่วยงานและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ อาทิ การจัดพิมพ์หนังสือเฉลิมพระเกียรติฯ และการจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ ณ หอศิลป์พิมานทิพย์ จังหวัดนครราชสีมา ในเดือนมิถุนายน 2564 ช่วงเดียวกับการจัดงานเทศกาลศิลปะนานาชาติ ครั้งที่ 2 Thailand Biennale, Korat 2021
12. เรื่อง รายงานผลการเตรียมความพร้อมในการตราพระราชกฤษฎีกาตามมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2562
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบรายงานผลการเตรียมความพร้อมในการตราพระราชกฤษฎีกาตามมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2562 ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) เสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
สำนักงาน กสทช. รายงานว่า
1. ในการประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ครั้งที่ 18/2563 เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2563 ได้มีมติมอบหมายให้สำนักงาน กสทช. รายงานความคืบหน้าการดำเนินงานจัดทำหลักเกณฑ์เพื่อรองรับการตราพระราชกฤษฎีกาตามมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ จำนวน 4 ฉบับ ตามแผนการดำเนินการในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปี 2564 สรุปได้ดังนี้
1.1 การแก้ไขแผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่ (ภาคผนวก ก. และตารางกำหนดคลื่นความถี่แห่งชาติ) สำนักงาน กสทช. ได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นต่อผู้มีส่วนได้เสียและประชาชนเพื่อนำความคิดเห็นที่ได้รับมาประกอบการพิจารณาก่อนออกประกาศดังกล่าว ระหว่างวันที่ 2 มิถุนายน – 17 กรกฎาคม 2563 ขณะนี้อยู่ระหว่างการเสนอผลการพิจารณาที่ได้รับจากการรับฟังความคิดเห็นต่อ กสทช. เพื่อเห็นชอบนำไปประกาศใช้บังคับต่อไป ทั้งนี้ เป็นไปตามแผนการดำเนินงานที่กำหนดไว้
1.2 การจัดทำหลักเกณฑ์การอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่โดยวิธีอื่นนอกเหนือจากวิธีประมูล สำนักงาน กสทช. ได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นต่อผู้มีส่วนได้เสียและประชาชน เพื่อนำความคิดเห็นที่ได้รับมาประกอบการพิจารณาก่อนออกประกาศดังกล่าว เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน – 17 กรกฎาคม 2563 ขณะนี้อยู่ระหว่างการเสนอผลการพิจารณาที่ได้รับจากการรับฟังความคิดเห็นต่อ กสทช. เพื่อเห็นชอบนำไปประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อพระราชกฤษฎีกามีผลใช้บังคับต่อไป ทั้งนี้ เป็นไปตามแผนการดำเนินงานที่กำหนดไว้
1.3 การจัดทำหลักเกณฑ์และวิธีการขออนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ หรือกิจการโทรคมนาคม เพิ่มเติมจากการประกอบกิจการที่ได้รับอนุญาต กสทช. ได้มีมติเห็นชอบในหลักการของร่างประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการขออนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ หรือกิจการโทรคมนาคม เพิ่มเติมจากการประกอบกิจการที่ได้รับอนุญาต เพื่อนำไปจัดรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียและประชาชน โดยมีระยะเวลาในการรับฟังความคิดเห็นไม่น้อยกว่า 30 วัน เพื่อนำความคิดเห็นที่ได้รับมาประกอบการพิจารณาก่อนออกประกาศดังกล่าว ตามมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 ทั้งนี้ มีความล่าช้ากว่าแผนการดำเนินงานที่กำหนด เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 มีผลกระทบต่อกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและประชาชน
1.4 การจัดทำหลักเกณฑ์และวิธีการโอนใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ กสทช. ได้มีมติเห็นชอบในหลักการของร่างประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการโอนใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ เพื่อนำไปจัดรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียและประชาชน โดยมีระยะเวลาในการรับฟังความคิดเห็นไม่น้อยกว่า 30 วัน เพื่อนำความคิดเห็นที่ได้รับมาประกอบการพิจารณาก่อนออกประกาศดังกล่าว ตามมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 ทั้งนี้ มีความล่าช้ากว่าแผนการดำเนินงานที่กำหนด เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 มีผลกระทบต่อกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและประชาชน
2. สำนักงาน กสทช. ดำเนินการจัดให้มีการประชุมกลุ่มย่อย (Focus Group) เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้ประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ที่มีการใช้คลื่นความถี่เกี่ยวกับการตราพระราชกฤษฎีกาตามมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ 3) ในวันที่ 26 ตุลาคม 2563 ณ สำนักงาน กสทช. ทั้งนี้ จะเร่งรัดดำเนินการให้มีการตราพระราชกฤษฎีกาให้เป็นตามแผนการดำเนินงานต่อไป
13. เรื่อง ขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2562 เรื่อง โครงการส่งเสริมสินเชื่อเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อยอย่างครบวงจรปี 2562 – 2564 และการพักชำระหนี้ต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยโครงการส่งเสริมสินเชื่อเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อยอย่างครบวงจรปี 2559 – 2561 และปี 2562 – 2564
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) เสนอดังนี้
1. ทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2562 [เห็นชอบโครงการส่งเสริมสินเชื่อเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อยอย่างครบวงจรปี 2562 - 2564 โดยกำหนดระยะเวลาการชำระคืนเงินกู้เสร็จสิ้นตามวัตถุประสงค์การกู้เงิน ดังนี้ (1) เงินกู้เพื่อพัฒนาแหล่งน้ำและการบริหารจัดการน้ำในไร่อ้อย และปรับพื้นที่ปลูกอ้อย กำหนดชำระคืนเงินกู้เสร็จสิ้นไม่เกิน 4 ปี และ (2) เงินกู้เพื่อซื้อเครื่องจักรกลการเกษตร กำหนดชำระคืนเงินกู้เสร็จสิ้นไม่เกิน 6 ปี โดยเห็นชอบในหลักการขยายระยะเวลาชำระคืนหนี้เงินกู้ ดังนี้
1.1 กู้เงินเพื่อพัฒนาแหล่งน้ำและการบริหารจัดการน้ำในไร่อ้อย หรือเพื่อปรับพื้นที่ปลูกอ้อย เดิม กำหนดชำระคืนเสร็จสิ้นไม่เกิน 4 ปี เป็น กำหนดชำระคืนเสร็จสิ้นไม่เกิน 6 ปี แต่ไม่เกินวันที่ 30 กันยายน 2570
1.2 กู้เงินเพื่อจัดซื้อเครื่องจักรกลการเกษตร เดิม กำหนดชำระคืนเสร็จสิ้นไม่เกิน 6 ปี เป็น กำหนดชำระคืนเสร็จสิ้นไม่เกิน 8 ปี แต่ไม่เกินวันที่ 30 กันยายน 2572
2. เห็นชอบการพักชำระหนี้ต้นเงินพร้อมดอกเบี้ย งวดชำระหนี้ที่ถึงกำหนดระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2563 - 31 มีนาคม 2564 ของโครงการส่งเสริมสินเชื่อเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อยอย่างครบวงจรปี 2562 - 2564 เป็นระยะเวลา 1 ปี โดยให้นำต้นเงินงวดชำระดังกล่าวขยายต่อท้ายงวดชำระสุดท้ายตามงวดชำระหนี้เดิม สำหรับดอกเบี้ยให้ชำระหนี้ในงวดชำระหนี้ในบัญชี 2564 (วันที่ 1 เมษายน 2564 - วันที่ 31 มีนาคม 2565) ทั้งนี้ กรณีมีงวดชำระต้นเงินค้างชำระก่อนวันที่ 1 เมษายน 2563 ที่ถูกจัดหนี้เป็นหนี้ต่ำกว่ามาตรฐาน (NPLs) งวดชำระหนี้ดังกล่าวไม่สามารถพักชำระหนี้ได้
3. เห็นชอบการพักชำระหนี้ต้นเงินพร้อมดอกเบี้ย งวดชำระหนี้ที่ถึงกำหนดระหว่าง วันที่ 1 เมษายน 2563 - 31 มีนาคม 2564 ของโครงการส่งเสริมสินเชื่อเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อยอย่างครบวงจร ปี 2559 - 2561 เป็นระยะเวลา 1 ปี โดยให้นำต้นเงินงวดชำระดังกล่าวขยายต่อท้ายงวดชำระสุดท้ายตามงวดชำระหนี้เดิม สำหรับดอกเบี้ยให้ชำระหนี้ในงวดชำระหนี้ในบัญชี 2564 (วันที่ 1 เมษายน 2564 - วันที่ 31 มีนาคม 2565) ซึ่งกรอบวงเงินงบประมาณชดเชยดอกเบี้ยที่เคยได้รับการจัดสรรตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติไว้เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2559 มีเพียงพอ ทั้งนี้ กรณีมีงวดชำระต้นเงินค้างชำระก่อนวันที่ 1 เมษายน 2563 ที่ถูกจัดหนี้เป็นหนี้ต่ำกว่ามาตรฐาน (NPLs) งวดชำระหนี้ดังกล่าวไม่สามารถพักชำระหนี้ได้
สำหรับการขอรับการจัดสรรกรอบวงเงินงบประมาณเพื่อชดเชยดอกเบี้ยตามโครงการฯ ปี 2562 - 2564 เพิ่มเติม เห็นสมควรดำเนินการภายใต้กรอบงบประมาณเดิมตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2562 วงเงิน 599.43 ล้านบาท ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ
สาระสำคัญของเรื่อง
อก. รายงานว่า
1. ผลการดำเนินงาน โครงการฯ ปี 2559 – 2561 (ถึงวันที่ 30 กันยายน 2561 ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดการจ่ายเงินกู้) และปี 2562 – 2564 (ณ วันที่ 30 สิงหาคม 2563) สรุปได้ ดังนี้
|
กิจกรรม |
การอนุมัติเงินกู้ |
|
|
โครงการฯ ปี 2559 - 2561 |
โครงการฯ ปี 2562 - 2564 |
|
|
1. การพัฒนาแหล่งน้ำและการบริหารจัดการน้ำในไร่อ้อย |
สัญญา 592 สัญญา ต้นเงิน 118.00 ล้านบาท |
สัญญา 388 สัญญา ต้นเงิน 64.94 ล้านบาท |
|
2. การปรับพื้นที่ปลูกอ้อย (เฉพาะโครงการฯ ปี 2562 – 2564) |
-
|
สัญญา 11 สัญญา ต้นเงิน 2.48 ล้านบาท |
|
3. การจัดซื้อเครื่องจักรกล การเกษตร ยกเว้นรถ แทรกเตอร์และรถบรรทุกอ้อย |
สัญญา 394 สัญญา ต้นเงิน 2,679.44 ล้านบาท |
สัญญา 404 สัญญา ต้นเงิน 2,156.59 ล้านบาท |
|
4. การจัดซื้อเครื่องจักรกล การเกษตร ประเภทรถ แทรกเตอร์และรถบรรทุกอ้อย |
สัญญา 665 สัญญา ต้นเงิน 818.20 ล้านบาท |
สัญญา 156 สัญญา ต้นเงิน 161.58 ล้านบาท |
|
รวม |
สัญญา 1,651 สัญญา ต้นเงิน 3,615.64 ล้านบาท |
สัญญา 959 สัญญา ต้นเงิน 2,385.59 ล้านบาท |
|
เป้าหมายโครงการ - ปี 2562 และปี 2563 (เฉพาะโครงการฯ ปี 2562 - 2564) - เป้าหมายโครงการรวม 3 ปี |
- ต้นเงิน 9,000.00 ล้านบาท |
ต้นเงิน 4,000.00 ล้านบาท (ปีละ 2,000.00 ล้านบาท) ต้นเงิน 6,000.00 ล้านบาท |
2. สภาวะความแห้งแล้งในฤดูการผลิตปี 2562/2563 ส่งผลให้ปริมาณอ้อยและผลผลิตต่อไร่ลดลง ทำให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยมีต้นทุนการผลิตสูงขึ้นและไม่คุ้มกับต้นทุนการผลิตแต่ยังมีภาระที่ต้องชำระหนี้จากโครงการฯ ปี 2559 -2561 และปี 2562 - 2564 อก. และ ธ.ก.ส.จึงพิจารณาแนวทางการช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยที่ประสบปัญหาดังกล่าว โดยเห็นควรขยายระยะเวลาชำระคืนหนี้เงินกู้ตามโครงการฯ ปี 2562 - 2564 เป็นเวลา 2 ปี และพักชำระหนี้ต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยของโครงการฯ ปี 2559 - 2561 และปี 2562 - 2564 เป็นระยะเวลา 1 ปี ซึ่งคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายในคราวประชุม ครั้งที่ 5/2563 เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2563 มีมติเห็นชอบแนวทางการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยดังกล่าว และนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป
3. ข้อเสนอของ อก. ในครั้งนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย โดยยังคงยึดอัตราดอกเบี้ยตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2559
14. เรื่อง การกำหนดราคาอ้อยขั้นสุดท้ายและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นสุดท้าย ฤดูการผลิตปี 2560/2561 และฤดูการผลิต ปี 2561/2562
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) เสนอดังนี้
1. เห็นชอบการกำหนดราคาอ้อยขั้นสุดท้ายและผลตอบแทนการผลิตและการจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นสุดท้าย ฤดูการผลิตปี 2560/2561 เป็นรายเขต 9 เขต โดยราคาเฉลี่ยทั่วประเทศในอัตรา 790.62 บาทต่อตันอ้อย ณ ระดับความหวานที่ 10 ซี.ซี.เอส. และกำหนดอัตราขึ้น/ลงของราคาอ้อยเท่ากับ 47.44 บาทต่อ 1 หน่วย ซี.ซี.เอส. และผลตอบแทนการผลิตและการจำหน่ายน้ำตาลทรายเท่ากับ 338.84 บาทต่อตันอ้อย
2. เห็นชอบการกำหนดราคาอ้อยขั้นสุดท้ายและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นสุดท้าย ฤดูการผลิตปี 2561/2562 เป็นรายเขต 9 เขต ราคาเฉลี่ยทั่วประเทศในอัตรา ตันอ้อยละ 680.77 บาท ณ ระดับความหวานที่ 10 ซี.ซี.เอส. และกำหนดอัตราขึ้น/ลงของราคาอ้อยเท่ากับ 40.85 บาทต่อ 1 หน่วย ซี.ซี.เอส. และผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายเท่ากับ 291.76 บาทต่อตันอ้อย
สาระสำคัญของเรื่อง
อก. รายงานว่า
1. คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) ในการประชุม ครั้งที่ 12/2561 เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2561 ได้มีมติเห็นชอบให้ดำเนินการคำนวณราคาอ้อยขั้นสุดท้ายและผลตอบแทนการผลิตและ การจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นสุดท้าย ฤดูการผลิตปี 2560/2561 ตามประกาศคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย เรื่อง การจัดทำประมาณการรายได้ การกำหนดและการชำระราคาอ้อยและค่าผลิตน้ำตาลทราย และอัตราส่วนของผลตอบแทนระหว่างชาวไร่อ้อยและโรงงาน พ.ศ. 2561 และประกาศคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย เรื่อง การกำหนดปริมาณมาตรฐานในการผลิตน้ำตาลทรายของโรงงาน พ.ศ. 2560 โดยให้กันเงินชดเชยส่วนต่างมูลค่าปริมาณน้ำตาลทรายส่วนที่ขาดออกไว้ก่อน และไม่นำมาคำนวณราคาอ้อยขั้นสุดท้ายและผลตอบแทนการผลิตและการจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นสุดท้าย ฤดูการผลิตปี 2560/2561 จนกว่าจะมีข้อยุติในประเด็นโต้แย้งเกี่ยวกับการปฏิบัติตามประกาศคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย เรื่อง การกำหนดปริมาณมาตรฐานในการผลิตน้ำตาลทรายของโรงงาน พ.ศ. 2560 ที่จะนำไปหารือกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) และเมื่อ สคก. มีความเห็นประการใดแล้วให้ดำเนินการตามความเห็นของ สคก. ต่อไป ตามที่คณะกรรมการบริหารกองทุน (กบ.) เสนอ
2. สคก. ได้มีบันทึกเรื่องเสร็จที่ 459/2562 เมษายน 2562 โดยคณะกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ 5 ได้มีความเห็นในเรื่องดังกล่าวโดยสรุปว่า ประกาศคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย เรื่อง การกำหนดปริมาณมาตรฐานในการผลิตน้ำตาลทรายของโรงงาน พ.ศ. 2560 ไม่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีผู้รักษาการก่อน (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม) ตามที่พระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527 บัญญัติไว้ จึงมีผลทำให้ประกาศดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นผลทำให้การกำหนดราคาอ้อยขั้นสุดท้าย และผลตอบแทนการผลิตและการจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นสุดท้าย ฤดูการผลิตปี 2560/2561 ไม่ต้องปฏิบัติตามประกาศดังกล่าว ประกอบกับมีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 1/2561 เรื่อง การแก้ไขกฎหมายเพื่อรองรับการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายทั้งระบบ ลงวันที่ 15 มกราคม 2561เพื่อยกเว้นการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการจำหน่ายน้ำตาลทรายเพื่อใช้บริโภคในราชอาณาจักร และกำหนดราคาขายน้ำตาลทราย จนนำมาซึ่งการออกระเบียบคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายเพื่อใช้ในการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2563 ซึ่งนำมาใช้เป็นองค์ประกอบในการกำหนดราคาอ้อยขั้นสุดท้ายและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นสุดท้าย ฤดูการผลิตปี 2560/2561 และปี 2561/2562 ทำให้การกำหนดราคาอ้อยขั้นสุดท้ายและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นสุดท้าย ฤดูการผลิตปี 2560/2561 และปี 2561/2562 เกิดความล่าช้า
3. กอน. ในการประชุม ครั้งที่ 7/2563 เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2563 ได้มีมติตามที่ กบ. เสนอ ดังนี้
3.1 เห็นชอบข้อมูลองค์ประกอบและหลักเกณฑ์การคำนวณราคาอ้อยขั้นสุดท้ายและผลตอบแทนการผลิตและการจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นสุดท้าย ฤดูการผลิตปี 2560/2561
3.2 เห็นชอบการกำหนดราคาอ้อยขั้นสุดท้ายและผลตอบแทนการผลิตและการจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นสุดท้าย ฤดูการผลิตปี 2560/2561 เป็นราย 9 เขต โดยราคาเฉลี่ยทั่วประเทศในอัตราตันอ้อยละ 790.62 บาท ณ ระดับความหวานที่ 10 ซี.ซี.เอส. และกำหนดอัตราขึ้น/ลงของราคาอ้อยเท่ากับ 47.44 บาทต่อ 1 หน่วย ซี.ซี.เอส. และผลตอบแทนการผลิตและการจำหน่ายน้ำตาลทรายเท่ากับ 338.84 บาทต่อตันอ้อย
4. กอน. ในการประชุม ครั้งที่ 10/2563 เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2563 มีมติตามที่ กบ. เสนอ ดังนี้
4.1 เห็นชอบข้อมูลองค์ประกอบการคำนวณราคาอ้อยขั้นสุดท้าย และผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นสุดท้าย ฤดูการผลิตปี 2561/2562 (มีองค์ประกอบการคำนวณเหมือนปีที่ผ่านมา แต่ข้อมูลตัวเลขที่ใช้คำนวณต่างกัน เช่น ปริมาณอ้อยและราคาน้ำตาลทราย)
4.2 เห็นชอบการกำหนดราคาอ้อยขั้นสุดท้ายและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นสุดท้าย ฤดูการผลิตปี 2561/2562 เป็นรายเขต 9 เขต ราคาเฉลี่ยทั่วประเทศในอัตราตันอ้อยละ 680.77 บาท ณ ระดับความหวานที่ 10 ซี.ซี.เอส. และกำหนอัตราขึ้น/ลงของราคาอ้อยเท่ากับ 40.85 บาทต่อ 1 หน่วย ซี.ซี.เอส. และผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายเท่ากับ 291.76 บาทต่อตันอ้อย
5. การกำหนดราคาอ้อยขั้นสุดท้ายและผลตอบแทนการผลิตและการจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นสุดท้าย ฤดูการผลิตปี 2560/2561 และปี 2561/2562 เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณที่กฎหมายกำหนดตามมาตรา 55 แห่งพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527 โดยราคาอ้อยขั้นสุดท้ายและผลตอบแทนการผลิตและการจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นสุดท้าย ฤดูการผลิต ปี 2560/2561 และปี 2561/2562 ทั้ง 2 ปี ต่ำกว่าราคาอ้อยขั้นต้นและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นต้น ซึ่งกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย (กองทุนฯ) ต้องจ่ายเงินชดเชยให้กับโรงงานเท่ากับส่วนต่างระหว่างราคาอ้อยขั้นต้นและราคาอ้อยขั้นสุดท้ายดังกล่าว แต่ชาวไร่อ้อยไม่ต้องส่งคืนค่าอ้อยที่ได้รับเกินตามมาตรา 56 แห่งพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527
6. การจ่ายเงินชดเชยให้แก่โรงงานและโรงงานนำส่งเงินกองทุนฯ
6.1 ฤดูการผลิตปี 2560/2561 กองทุนฯ จะต้องจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างให้กับโรงงานเป็นจำนวน 19,730.74 ล้านบาท โดยกองทุนฯ จะมีรายได้จากโรงงานนำส่งเงินเข้ากองทุนฯ* จำนวน 2030.06 ล้านบาท (คิดจากปริมาณอ้อยฤดูการผลิตปี 2560/2561 ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2561 จนถึงวันปิดหีบ จำนวน 101.503 ล้านตัน)
6.2 ฤดูการผลิตปี 2561/2562 กองทุนฯ จะต้องจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างให้กับโรงงานเป็นจำนวน 3,068.47 ล้านบาท โดยกองทุนฯ จะมีรายได้จากโรงงานนำส่งเงินเข้ากองทุนฯ* จำนวน 2,619.40 ล้านบาท (คิดจากปริมาณอ้อยฤดูการผลิตปี 2561/2562 จำนวน 130.97 ล้านตัน)
7. ประเด็นข้อพิพาท เรื่อง น้ำตาลภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) ระหว่างประเทศไทยกับประเทศบราซิล มิได้มีประเด็นเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และวิธีการในการคำนวณราคาอ้อยทั้งขั้นต้นและขั้นสุดท้าย ดังนั้น การกำหนดราคาอ้อยขั้นสุดท้ายและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นสุดท้าย ฤดูการผลิตปี 2560/2561 และฤดูการผลิตปี 2561/2562 จึงไม่ขัดกับข้อตกลงทางการค้าระหว่างประเทศแต่อย่างใด แต่เป็นการรักษาประโยชน์ให้กับเกษตรกรชาวไร่อ้อย รวมทั้งเป็นการสร้างหลักประกันอย่างพอเพียงและเหมาะสมให้กับอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายของไทย
หมายเหตุ * เป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข การจัดเก็บเงินเข้ากองทุนฯ เพื่อใช้ในการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2563 ข้อ 4 ที่กำหนดให้โรงงานนำส่งเงินเข้ากองทุนฯ โดยคำนวณจากปริมาณอ้อยที่ส่งให้แก่โรงงาน ในแต่ละฤดูการผลิตทุกเมตริกตัน ในอัตรายี่สิบบาทต่อหนึ่งเมตริกตัน
15. เรื่อง ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ครั้งที่ 4/2563 (ร่างประกาศคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เรื่อง แผนผังการใช้ประโยชน์ในที่ดินและแผนผังการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (ฉบับที่ 2) พ.ศ. .... และร่างประกาศคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เรื่อง การเปลี่ยนแปลงเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ : เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (ฉบับที่ 2) พ.ศ. .... รวม 2 ฉบับ)
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและอนุมัติ ดังนี้
1. รับทราบผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ครั้งที่ 4/2563 ตามที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เสนอ
2. อนุมัติร่างประกาศคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เรื่อง แผนผังการใช้ประโยชน์ในที่ดินและแผนผังการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (ฉบับที่ 2) พ.ศ. .... และร่างประกาศคณะกรรมการนโบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เรื่อง การเปลี่ยนแปลงเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ : เขตนวัตกรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (ฉบับที่ 2) พ.ศ. .... รวม 2 ฉบับ ตามที่สำนักงานคณะกรรมการนโบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกเสนอและให้ดำเนินการต่อไปได้
สกพอ. เสนอว่า
1. ประกาศคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) เรื่อง แผนผังการใช้ประโยชน์ในที่ดิน และแผนผังการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2562 ซึ่งมีสาระสำคัญเป็นการกำหนดเกี่ยวกับแผนผังการใช้ประโยชน์ในที่ดิน และแผนผังการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาฉบับประกาศและงานทั่วไป เล่ม 136 ตอนพิเศษ 301 ง วันที่ 9 ธันวาคม 2562 แล้ว
2. กพอ. ในคราวประชุมครั้งที่ 1/2563 เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2563 โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีมติรับทราบความคืบหน้าการพัฒนาโครงการเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ (EECi) และเห็นชอบในหลักการให้ขยายพื้นที่โครงการ EECi ในบริเวณวังจันทร์วัลเลย์ ตำบลป่ายุบใน อำเกอวังจันทร์ จังหวัดระยอง เนื้อที่ประมาณ 152 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่อยู่ติดกันและต่อเนื่องกับพื้นที่เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ : เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) เดิม (พื้นที่โครงการจากเดิม 3,302 ไร่) รวมเป็นพื้นที่รวมประมาณ 3,454 ไร่ เพื่อรองรับการใช้ประโยชน์พื้นที่ในกิจกรรมที่มีนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง รวมทั้งพื้นที่ชุมชน (Community Zone)
3. สกพอ. ได้หารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามมติที่ประชุม กพอ. ในข้อ 2 แล้ว เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษในกรณีที่มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดิน ตามประกาศ กพอ. เรื่อง แผนผังการใช้ประโยชน์ในที่ดิน และแผนผังการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2562 จากเดิม “ที่ดินประเภทชุมชนชนบท” (สีเหลืองอ่อน) เป็น “ที่ดินประเภทเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเพื่อกิจการพิเศษ” (สีน้ำตาล) จะต้องดำเนินการตามข้อ 20 ของประกาศดังกล่าว โดยหากต้องปรับปรุงแผนผังให้สอดคล้องกับการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกตามมติ กพอ. ให้ สกพอ. ร่วมกับกรมโยธาธิการและผังเมืองและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการปรับปรุงแผนผังตามมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561 แล้วเสนอ กพอ. ให้ความเห็นชอบ และมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติฉบับนี้ บัญญัติให้แผนผังที่จัดทำขึ้นตามมาตรา 30 เมื่อได้รับความเห็นชอบจาก กพอ. และคณะรัฐมนตรีอนุมัติแล้ว ให้ผังเมืองตามกฎหมายว่าด้วยการผังเมืองในส่วนที่ใช้บังคับในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกอยู่ก่อนวันที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแผนผังนั้นเป็นอันยกเลิกไป และให้ถือว่าแผนผังที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติเป็นผังเมืองรวมตามกฎหมายว่าด้วยการผังเมืองสำหรับแต่ละจังหวัดที่อยู่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก
4. กพอ. ในคราวประชุมครั้งที่ 4/2563 เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2563 โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้พิจารณาและมีมติเรื่องดังต่อไปนี้
4.1 แนวทางการเชื่อมโยงท่าเรือแหลมฉบังกับนานาชาติ
|
ชื่อเรื่อง |
มติที่ประชุม |
|
1. โครงการท่าเรือบก (Dry Port) |
ให้ คค. โดยการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ร่วมกับ สกพอ. วางแผนเร่งรัดให้โครงการแล้วเสร็จภายในปี 2567 เพื่อให้ทันต่อการก่อสร้างท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ให้กรมศุลกากร การรถไฟแห่งประเทศไทย กรมการขนส่งทางบก และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วางระบบส่งสินค้าให้เป็น Single Window (ตรวจสินค้าที่จุดเดียว กำหนดเส้นทางลงเรือ) โดยมีระบบดิจิทัลด้วย |
|
2. โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน |
ให้ คค. โดย สนข. เร่งดำเนินการศึกษาให้สามารถเชื่อมโยงกับโครงการท่าเรือบก และโครงการสะพานไทย |
|
3. โครงการสะพานไทย |
ให้ คค. โดย สนข. ร่วมกับ สกพอ. ดำเนินการศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้น (Pre-feasibility Study) ของโครงการสะพานไทย ให้ สกพอ. ขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น กรอบวงเงิน 100 ล้านบาท เพื่อร่วมกับ สนข. ดำเนินการศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้นโครงการสะพานไทยและความเชื่อมโยงของท่าเรือแหลมฉบังกับนานาชาติ |
|
4. การมอบหมายให้คณะอนุกรรมการบริหารการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กบอ.) กำกับการบูรณาการโครงการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับแนวทางการเชื่อมโยงแหลมฉบังกับนานาชาติ |
ให้ คค. และ สกพอ. ร่วมกันศึกษาให้ 3 โครงการเชื่อมโยงกัน ได้แก่ โครงการท่าเรือบก โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน และโครงการสะพานไทยโดยให้เน้นการร่วมลงทุนรัฐและเอกชน และการจัดลำดับความสำคัญเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศ |
4.2 โครงการเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi)
|
ชื่อเรื่อง |
มติที่ประชุม |
|
1. ร่างประกาศ กพอ. เรื่อง แผนผังการใช้ประโยชน์ในที่ดิน และแผนผังการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (ฉบับที่ 2) พ.ศ. .... |
เห็นชอบ มอบหมายให้เลขาธิการ สกพอ. ในฐานะกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เป็นผู้ลงนามประกาศดังกล่าว รวม 2 ฉบับ แทนประธานกรรมการ กพอ. เพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป |
|
2. ร่างประกาศ กพอ. เรื่อง การเปลี่ยนแปลงเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ : เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (ฉบับที่ 2) พ.ศ. .... |
|
|
3. ความก้าวหน้าการพิจารณาแนวทางในการอนุญาตให้ประกอบกิจการพลังงานในพื้นที่เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ |
รับทราบ |
5. โดยที่มาตรา 11 (3) (4) และ (7) แห่งพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561 บัญญัติให้ กพอ. มีหน้าที่และอำนาจให้ความเห็นชอบแผนผังการใช้ประโยชน์ในที่ดินและแผนผังการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคประกาศกำหนดพื้นที่เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ อุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ และสิทธิประโยชน์ที่จะให้แก่ผู้ประกอบกิจการในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษแต่ละแห่ง และออกระเบียบ ข้อบังคับและประกาศเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการดำเนินการตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ และวรรคสอง บัญญัติให้การดำเนินการตาม (4) และ (7) เมื่อ กพอ. ได้มีมติอนุมัติหรือให้ความเห็นชอบเรื่องใดแล้ว ให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ หากไม่มีข้อทักท้วงหรือไม่มีความเห็นเป็นอย่างอื่น ให้ถือว่าคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหรือเห็นชอบตามมติ กพอ.
จึงได้เสนอผลการประชุม กพอ. ครั้งที่ 4/2563 เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2563 และร่างประกาศรวม 2 ฉบับ มาเพื่อดำเนินการ
สาระสำคัญของร่างประกาศ
1. ร่างประกาศคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เรื่อง แผนผังการใช้ประโยชน์ในที่ดิน และแผนผังการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (ฉบับที่ 2) พ.ศ. .... เป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดิน ตามประกาศ กพอ. เรื่อง แผนผังการใช้ประโยชน์ในที่ดิน และแผนผังการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2562 โดยวางและจัดทำแผนผังการใช้ประโยชน์ในที่ดิน และแผนผังการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค ในพื้นที่รวมประมาณ 152 ไร่ บริเวณตำบลป่ายุบใน อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง จากเดิม “ที่ดินประเภทชุมชนชนบท” (สีเหลืองอ่อน) เป็น “ที่ดินประเภทเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเพื่อกิจการพิเศษ” (สีน้ำตาล) และให้ใช้รายการประกอบเผนผังการใช้ประโยชน์ในที่ดินท้ายประกาศนี้แทน (ขอบเขตพื้นที่การใช้ประโยชน์ที่ดินแต่ละประเภทและตำแหน่งที่ตั้ง แผนผังระบบสาธารณูปโภค)
2. ร่างประกาศคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เรื่อง การเปลี่ยนแปลงเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ : เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (ฉบับที่ 2) พ.ศ. .... เป็นการเปลี่ยนแปลงเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ : เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) โดยขยายพื้นที่ดังล่าวเพิ่มเติม เนื้อที่ประมาณ 152 ไร่ ในบริเวณวังจันทร์วัลเลย์ ตำบลป่ายุบใน อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง (จากเดิมที่มีพื้นที่รวมประมาณ 3,302 ไร่) รวมเป็นพื้นที่ประมาณ 3,454 ไร่ โดยเป็นพื้นที่อยู่ติดกันและต่อเนื่องกับพื้นที่เดิม เพื่อรองรับการใช้ประโยชน์พื้นที่ในกิจกรรมที่มีนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง รวมทั้งพื้นที่ชุมชน (Community Zone) และให้ใช้แผนที่และแผนผังการใช้ประโยชน์ในที่ดินในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษท้ายประกาศนี้แทน
16. เรื่อง รายงานผลการดำเนินงานขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี กาญจนบุรี และนครปฐม ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ครั้งที่ 2
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบรายงานผลการประชุมติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี กาญจนบุรี และนครปฐม เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2563 ณ จังหวัดสุพรรณบุรี และมอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) และกระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) รับประเด็นข้อหารือจากการประชุมดังกล่าวและพิจารณาดำเนินการต่อไป ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ประชุมติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน ร่วมกับคณะทำงานขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน ทส. คณะกรรมการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันจังหวัดสุพรรณบุรี ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันจังหวัดกาญจนบุรี และประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันจังหวัดนครปฐม เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2563 โดยมีความก้าวหน้าการดำเนินงานรายจังหวัด สรุปได้ดังนี้
|
เรื่อง |
ความก้าวหน้าการดำเนินงานรายจังหวัด |
||
|
สุพรรณบุรี |
กาญจนบุรี |
นครปฐม |
|
|
1. การจ้างงานเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) |
ช่วยเหลือทั้งหมด 1,241 คน วงเงิน 44.21 ล้านบาท |
ช่วยเหลือทั้งหมด 3,779 คน วงเงิน 41.79 ล้านบาท |
ช่วยเหลือทั้งหมด 266 คน วงเงิน 49.94 ล้านบาท |
|
2. การดำเนินงานขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันจำแนกตามกลุ่มสภาพปัญหา |
|||
|
2.1 กลุ่มผู้ได้รับผลกระทบด้านเศรษฐกิจจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด -19 |
ผู้ประกอบการในพื้นที่ได้รับความช่วยเหลือจากสถาบันการเงินด้วยการสนับสนุนสินเชื่อ รวม 11,088 ราย วงเงิน 8,987.41 ล้านบาท |
- |
- ได้ดำเนินมาตรการพักชำระหนี้ เติมทุนช่วยเหลือลูกหนี้ช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยสินเชื่อ และ Loan Payment Holiday - สำนักงานพาณิชย์จังหวัด อยู่ระหว่างการเสนอของบประมาณโครงการเพิ่มช่องทางการตลาดสินค้าออนไลน์ให้ผู้ประกอบการ |
|
2.2 กลุ่มโครงสร้างการพัฒนาจังหวัดด้านต่าง ๆ 2.2.1 ด้านการเกษตรและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ |
1) แผนงานระยะสั้น เช่น - มีการสำรวจแหล่งน้ำประปาหมู่บ้านในพื้นที่เสี่ยงที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค 5 อำเภอ 26 ตำบล 192 หมู่บ้าน (อ.ด่านช้าง ดอนเจดีย์ เดิมบางนางบวช อู่ทอง และหนองหญ้าไซ) 2) แผนงานระยะยาว - อยู่ระหว่างการเสนอขอรับงบประมาณในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ภายใต้โครงการปลูกป่าและป้องกันไฟป่าเหนือเขื่อนกระเสียว อ.ด่านช้าง จ. สุพรรณบุรี จำนวน 318-1-87 ไร่ - ดำเนินโครงการผันน้ำ เขื่อนศรีนครินทร์-อ่างเก็บน้ำกระเสียว โดยวางท่อเหล็กคาร์บอนรับแรงดันสูง และก่อสร้างสถานีสูบน้ำ (อยู่ระหว่างขอใช้พื้นที่ ว า ง ท่ อ และ รับฟัง ความคิดเห็นของประชาชน) - กำจัดผักตบชวาได้ 452,995 ตัน ตั้งแต่ เดือนตุลาคม 2562- กันยายน 2563) ในแม่น้ำ ท่าจีน ทั้งนี้ องค์การ บริหารส่วนจังหวัดได้เสนอ ให้ออกกฎและระเบียบ รองรับให้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น (อปท.) สามารถจัดเก็บผักตบชวาเพื่อนำมาผลิตเป็นปุ๋ยหรือสารบำรุงดินแจกจ่ายประชาชนในพื้นที่
|
- |
กรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้สำรวจข้อมูลในพื้นที่และเห็นควรมีการเจาะบ่อบาดาลเพื่อการเกษตรเพิ่มเติม จำนวนไม่น้อยกว่า 35 บ่อ |
|
2.2.2 ปัญหาด้านที่ดินทำกิน และด้านทรัพยากรธรรมชาติ |
- คณะอนุกรรมการนโยบายที่ดินจังหวัดได้เห็นชอบพื้นที่ของ กรมป่าไม้ที่ส่งมอบให้จังหวัดจำนวน 5 แปลง เนื้อที่ 15,807-3-60ไร่ แล้ว - พื้นที่ของกระทรวง การพัฒนาสังคมและ ความมั่นคงของมนุษย์ (นิคมสร้างตนเองกระเสียว อ. ด่านช้าง จ. สุพรรณบุรี) จำนวน 1 แปลง เนื้อที่รวม 84-2-54 ไร่ (29 ราย) อยู่ระหว่างการทำสัญญาเช่า 27 ราย
|
- คณะอนุกรรมการแก้ไข ปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ จังหวัด (กบร. จังหวัด) ได้พิสูจน์สิทธิการครอบครองที่ดินของบุคคลในเขตที่ดินของรัฐ (ผ่านการพิจารณาของ กบร. จังหวัด แล้ว) 36,420 แปลง คงเหลือที่ต้องดำเนินการอีก19,907 แปลง ขณะนี้อยู่ระหว่างการสำรวจเพื่อออกเอกสาร - ขณะนี้อยู่ระหว่าง การจัดสรรที่ดินในพื้นที่ ป่าสงวน ในบางพื้นที่ เช่น ป่าเขาพระฤาษี และป่าเขาบ่อแร่ แปลงที่ 1 ต. ท่าขนุน ต.ชะแล อ. ทองผาภูมิ และ ต.ปรังเผล อ. สังขละบุรี เนื้อที่ 6,576-2-85 ไร่ -คณะอนุกรรมการปรับปรุง แผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐ แบบบูรณาการ มาตราส่วน 1:4,000 และแก้ไขปัญหา ที่ดินของรัฐ ได้ดำเนินการ ตรวจสอบพื้นที่ทับซ้อน ในเขตอุทยานแห่งชาติ เขื่อนศรีนครินทร์และอุทยานแห่งชาติเขาแหลม เนื้อที่ 154,754 ไร่ |
|
|
2.2.3 ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม |
- เทศบาลเมืองสุพรรณบุรีมีศูนย์กำจัดขยะพื้นที่ 153 ไร่ โดยในปี 2566 จะดำเนินโครงการจัดตั้ง ศูนย์จัดการขยะมูลฝอย ติดเชื้อ และโรงงานคัดแยก มูลฝอยทั่วไป และก่อสร้าง โรงงานคัดแยกขยะมูลฝอย เพิ่มเติม (ขณะนี้อยู่ระหว่าง เสนอรับการสนับสนุน งบประมาณ 299.51 ล้านบาท) - สำหรับพื้นที่อื่น ๆ ยังไม่มีการกำจัดขยะมูลฝอยแบบถูกหลักวิชาการซึ่งขณะนี้บริษัทเอกชน ได้รับอนุญาตให้ลงทุนก่อสร้างเตาเผาเพื่อรองรับขยะมูลฝอยในพื้นที่แต่ อปท. ยังไม่มีแนวทางปฏิบัติในประเด็นการชำระค่ากำจัดขยะมูลฝอย
|
-ได้จัดทำประกาศ เรื่อง การจัดระเบียบแพในพื้นที่ บริเวณเขื่อนศรีนครินทร์ อ. ศรีสวัสดิ์ และเขื่อน วชิราลงกรณ์ อ. ทองผาภูมิ อ. ไทรโยค และพื้นที่ โดยรอบ ขณะนี้อยู่ระหว่าง การดำเนินการเตรียม สถานที่จอดแพ -ได้มีประกาศจังหวัด เพื่อกำหนดพื้นที่และ มาตรการควบคุมผล กระทบจากฝุ่นละอองขนาดเล็กPM2.5 โดยกำหนดเขตพื้นที่ โซนนิ่งห้ามเผาอ้อย รอบชุมชน 5 กิโลเมตร และรอบโรงงานน้ำตาล 10 และ 20 กิโลเมตร ทั้งนี้ ได้มีการดำเนิน โครงการสินเชื่อเพื่อเพิ่ม ประสิทธิภาพการผลิต อ้อยอย่างครบวงจร |
กรมควบคุมมลพิษ เตรียมดำเนินการตรวจวัด คุณภาพน้ำ ส่งเสริม การจัดการขยะมูลฝอย สำรวจและควบคุม แหล่งกำเนิดมลพิษ ในพื้นที่คลองเจดีย์บูชา และศึกษาความเหมาะสม ในการจัดทำมาตรการ แนวทางการฟื้นฟู คุณภาพน้ำ กรมควบคุมมลพิษได้เสนอให้ท้องถิ่น ติดตั้งเครื่องวัด PM2.5 แบบอัตโนมัติ ตรวจวัดภายนอกอาคาร ณ เทศบาลเมืองสามพราน |
นอกจากนี้ ได้มีประเด็นมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ 1) ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประสานกับหน่วยงานและภาคประชาชนเพื่อพิจรณาความเป็นไปได้ในการดำเนินโครงการผันน้ำเชื่อนศรีนครินทร์ -อ่างก็บน้ำกระสียว 2) ให้กระทรวงมหาดไทยพิจารณา (1) กำหนดระเบียบและแนวทางปฏิบัติให้ อปท. สามารถจัดเก็บผักตบชวาเพื่อนำมาผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์หรือสารบำรุงดินแจกจ่ายให้ประชาชนในเขตพื้นที่ที่รับผิดชอบ (2) กำหนดแนวทางปฏิบัติ ขั้นตอน และกฎระเบียบในการให้ อปท. สามารถชำระค่ากำจัดขยะมูลฝอยแก่เอกชนที่ลงทุนก่อสร้างศูนย์กำจัดขยะมูลฝอยที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ และ 3) ให้กระทรวงอุตสาหกรรมพิจารณากำหนดแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาการเผาอ้อย
17. เรื่อง มาตรการการคลังด้านการใช้จ่ายภาครัฐ
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ดังนี้
1. เห็นชอบมาตรการการคลังด้านการใช้จ่ายภาครัฐ และมอบหมายให้หน่วยรับงบประมาณถือปฏิบัติตามมาตรการดังกล่าว
2. เห็นชอบการแต่งตั้งคณะกรรมการติดตามเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐ
สาระสำคัญ
1. เพื่อเร่งรัดสนับสนุนให้มีเม็ดเงินจากระบบงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ลงสู่ระบบเศรษฐกิจรวดเร็วขึ้น ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยหลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กระทรวงการคลังเห็นควรเสนอมาตรการการคลังด้านการใช้จ่ายภาครัฐ ประกอบด้วย
1.1 การกำหนดเป้าหมายการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและสังคมภายหลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เห็นควรให้หน่วยรับงบประมาณเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน โดยกำหนดให้มีเป้าหมายการใช้จ่ายงบประมาณเป็นรายไตรมาส ที่อ้างอิงจากเป้าหมายการใช้จ่ายงบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 ดัวนี้
ไตรมาสที่ 1 - ภาพรวม ร้อยละ 32 ของงบประมาณรายจ่าย
- รายจ่ายลงทุน ร้อยละ 20 ของงบประมาณรายจ่ายลงทุน - รายจ่ายประจำ ร้อยละ 36 ของงบประมาณรายจ่ายประจำ
ไตรมาสที่ 2 - ภาพรวม ร้อยละ 54 ของงบประมาณรายจ่าย
- รายจ่ายลงทุน ร้อยละ 45 ของงบประมาณรายจ่ายลงทุน - รายจ่ายประจำ ร้อยละ 57 ของงบประมาณรายจ่ายประจำ
ไตรมาสที่ 3 - ภาพรวม ร้อยละ 77 ของงบประมาณรายจ่าย
- รายจ่ายลงทุน ร้อยละ 65 ของงบประมาณรายจ่ายลงทุน - รายจ่ายประจำ ร้อยละ 80 ของงบประมาณรายจ่ายประจำ
ไตรมาสที่ 4 - ภาพรวม ร้อยละ 100 ของงบประมาณรายจ่าย
- รายจ่ายลงทุน ร้อยละ 100 ของงบประมาณรายจ่ายลงทุน - รายจ่ายประจำ ร้อยละ 100 ของงบประมาณรายจ่ายประจำ
ทั้งนี้ หากหน่วยรับงบประมาณสามารถดำเนินการได้ตามแผนการปฏิบัติงาน และแผนการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ที่กำหนดไว้ แต่ต่ำกว่าเป้าหมาย การใช้จ่ายงบประมาณข้างต้น ให้ถือว่าได้ดำเนินการบรรลุตามเป้าหมายในไตรมาสนั้นแล้ว
2. การเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 (Front Load)
1) วัตถุประสงค์
เพื่อให้มีการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ลงสู่ระบบเศรษฐกิจ
2) กลุ่มเป้าหมาย หน่วยรับงบประมาณ
3) ระยะเวลาดำเนินงาน เดือนตุลาคม – ธันวาคม 2563 (3 เดือน)
4) วิธีดำเนินงาน
หน่วยรับงบประมาณเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ให้สามารถเบิกจ่ายงบประมาณดังกล่าวได้ในไตรมาสที่ 1 ของปีงบประมาณ 2564 ให้มากที่สุดหรือไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของวงเงินงบประมาณที่ได้รับจัดสรรโดยให้พิจารณาสนับสนุนโรงแรมขนาดกลางและขนาดเล็กในเมืองท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยเฉพาะเมืองรองเป็นลำดับแรก ทั้งนี้ การจัดการฝึกอบรม ประชุม สัมมนา ต้องอยู่ภายใต้มาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุขในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เป็นสำคัญ
2. เพื่อประโยชน์ในการติดตามและเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุนของหน่วยรับงบประมาณ รวมทั้งติดตามเร่งรัดการใช้จ่ายภาครัฐอื่น เช่น โครงการใช้จ่ายเงินกู้ภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563 (พระราชกำหนดฯ) โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เป็นต้น และสามารถเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาหรืออุปสรรคให้สามารถมีเม็ดเงินจากระบบงบประมาณรายจ่ายและการใช้จ่ายภาครัฐอื่น ๆ ลงสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว จึงเห็นควรแต่งตั้งคณะกรรมการติดตามเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธานกรรมการ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังเป็นรองประธานกรรมการ มีกรรมการประกอบด้วย หน่วยรับงบประมาณที่มีงบลงทุนอยู่ในระดับสูง โดยมีที่ปรึกษาหรือรองอธิบดีที่อธิบดีกรมบัญชีกลางมอบหมาย ที่ปรึกษาหรือรองผู้อำนวยการที่ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโบายรัฐวิสาหกิจมอบหมาย และที่ปรึกษาหรือรองผู้อำนวยการที่ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะมอบหมาย เป็นกรรมการและเลขานุการร่วม และให้มีการติดตามและประชุมหารือเพื่อเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุนของหน่วยรับ งบประมาณรวมทั้งติดตามเร่งรัดการใช้จ่ายภาครัฐอื่น ๆ เช่น โครงการใช้ง่ายเงินกู้ภายใต้พระราชกำหนดฯ โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เป็นต้น
ต่างประเทศ
18. เรื่อง ร่างบันทึกความเข้าใจการดำเนินการด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรมแห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงเศรษฐกิจและการจ้างงานแห่งสาธารณรัฐฟินแลนด์
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบต่อร่างบันทึกความเข้าใจการดำเนินการด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรมแห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงเศรษฐกิจและการจ้างงานแห่งสาธารณรัฐฟินแลนด์ (MOU) ทั้งนี้หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงถ้อยคำของร่าง MOU ดังกล่าวในส่วนที่มิใช่สาระสำคัญ เพื่อให้สอดคล้องกับผลประโยชน์และนโยบายของไทย ให้กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) สามารถพิจารณาดำเนินการได้ โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีกครั้ง และอนุมัติให้ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนาม MOU ดังกล่าวของฝ่ายไทย ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) เสนอ
สาระสำคัญของร่าง MOU มีดังนี้
1. สาขาความร่วมมือ เช่น
1.1) การหารือเกี่ยวกับการออกแบบ การวางแผน และการดำเนินการตามกลยุทธ์การออกกฎหมาย นโยบาย การติดตาม และการวิจัยในสาขาที่มีความสนใจร่วมกัน
1.2) การแลกเปลี่ยนกลยุทธ์เกี่ยวกับระบบการจัดการและเครื่องมือด้านนโยบาย เช่น การเพิ่มความรับผิดชอบของผู้ผลิต การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ การสร้างแรงจูงใจ
1.3) การแลกเปลี่ยนกลยุทธ์ที่เกี่ยวกับแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศของเศรษฐกิจหมุนเวียนในสาขาที่สำคัญ เช่น ผลิตภัณฑ์ชีวภาพ เมืองอัจฉริยะ พลังงาน และการขนส่งที่เกี่ยวข้อง
1.4) การเสริมสร้างศักยภาพในการถ่ายทอดและแบ่งปันความรู้และเทคโนโลยีผ่านวิธีการที่เหมาะสม เช่น การฝึกอบรม สัมมนา
2. การดำเนินงาน ทั้งสองฝ่ายจะแต่งตั้งทีมประสานงานเป็นผู้แทนในสาขาความร่วมมือที่สำคัญเพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินการตาม MOU จัดกิจกรรมและจัดเตรียมแผนปฏิบัติการร่วมกันภายใต้ MOU นี้
3. ความสัมพันธ์ด้านกฎหมาย MOU นี้ไม่มีผลผูกพันตามกฎหมายและไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อจะเข้ามาแทนที่กฎหมายภายในประเทศหรือกฎหมายระหว่างประเทศที่ทั้งสองฝ่ายผูกพัน
4. การสนับสนุนทางด้านการเงิน ทั้งสองฝ่ายจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความร่วมมือดังกล่าวข้างต้นของแต่ละฝ่ายเอง
5. ระยะเวลาบังคับใช้และการยกเลิก MOU จะมีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลา 5 ปี นับตั้งแต่วันที่มีการลงนาม และสามารถต่ออายุได้อีก 5 ปี ทั้งนี้ สามารถถูกยกเลิกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง โดยการแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรแต่จะไม่ส่งผลต่อความสมบูรณ์ของสัญญาร่วมใด ๆ ที่จัดทำขึ้นภายใต้ MOU ฉบับนี้
6. ข้อพิพาทและการระงับคดี ข้อพิพาทใด ๆ เกี่ยวกับการตีความหรือการดำเนินงานภายใต้ MOU จะได้รับการแก้ไขผ่านกระบวนการปรึกษาหารือระหว่างทั้งสองฝ่าย
19. เรื่อง การประชุมระดับผู้นำกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขง – สาธารณรัฐเกาหลี ครั้งที่ 2 และการประชุมระดับผู้นำกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น ครั้งที่ 12
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบต่อร่างถ้อยแถลงร่วมของการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขง – สาธารณรัฐเกาหลี ครั้งที่ 2 (2nd Mekong-ROK Summit Joint Statement) และการประชุมระดับผู้นำกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น ครั้งที่ 12 (Joint Statement of the 12th Mekong-Japan Summit) ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขร่างเอกสารดังกล่าวในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทย ให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีกครั้ง และให้นายกรัฐมนตรีหรือผู้ได้รับมอบหมายร่วมให้การรับรองร่างถ้อยแถลงร่วมฯ ทั้งสองฉบับดังกล่าวตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ
สาระสำคัญของร่างถ้อยแถลงร่วม ฯ ทั้งสองฉบับ
1. ร่างถ้อยแถลงร่วมการประชุมระดับผู้นำกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขง – สาธารณรัฐเกาหลี ครั้ง 2 เป็นเอกสารแสดงเจตนารมณ์ของผู้นำประเทศสมาชิกฯ สรุปสาระสำคัญ ดังนี้
1.1 ยินดีต่อพัฒนาการของกรอบความร่วมมือฯ ตามปฏิญญาแม่น้ำโขง – แม่น้ำฮัน ที่ได้รับการรับรองในการประชุมระดับผู้นำ ครั้งที่ 1 ณ นครปูซาน เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2563 ที่เป็นการวางพื้นฐานที่สำคัญสำหรับกรอบความร่วมมือให้เข้มแข็งขึ้น และการยกระดับความร่วมมือสู่การเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์เพื่อประชาชน ความเจริญรุ่งเรืองและสันติภาพ
1.2 เน้นย้ำความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวของประเทศสมาชิกในการส่งเสริมความร่วมมือเพื่อป้องกันโรคโควิด-19 และลดผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งรวมถึงการสนับสนุนการเข้าถึงวัคซีนโรคโควิด-19 อย่างเท่าเทียมกัน การเปิดตลาด การส่งเสริมบทบาทภาคธุรกิจ ความยั่งยืนของห่วงโซ่อุปทาน และระบบการค้าพหุภาคี
1.3 รับทราบความก้าวหน้าในการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการลุ่มน้ำโขง – สาธารณรัฐเกาหลี ค.ศ. 2017 – 2020 และยินดีต่อการรับรองแผนปฏิบัติการฉบับใหม่ ค.ศ. 2021 – 2025 และการดำเนินบนพื้นฐานของ 3 เสาและ 7 สาขาความร่วมมือ
1.4 รับทราบความคืบหน้าของโครงการภายใต้กองทุนความร่วมมือลุ่มน้ำโขงกับสาธารณรัฐเกาหลี และการสนับสนุนของสาธารณรัฐเกาหลีต่อกองทุนฯ
1.5 ยินดีต่อการกำหนดให้ปี 2564 ให้เป็นปีแห่งการแลกเปลี่ยนความร่วมมือของประเทศ ลุ่มน้ำโขงกับสาธารณรัฐเกาหลีในโอกาสครบรอบ 10 ปีของกรอบความร่วมมือเพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนกับประชาชน
1.6 รับทราบถึงความจำเป็นในการทำงานร่วมกันและสอดคล้องกันระหว่างความร่วมมือ ลุ่มน้ำโขง-สาธารณรัฐเกาหลีและกรอบความร่วมมืออื่น ๆ ในภูมิภาค
1.7 เน้นย้ำความสำคัญของการรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค โดยเฉพาะในทะเลจีนใต้และคาบสมุทรเกาหลี
2. ร่างถ้อยแถลงร่วมการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น ครั้งที่ 12 เป็นเอกสารแสดงเจตนารมณ์ของผู้นำประเทศสมาชิกฯ สรุปสาระสำคัญ ดังนี้
2.1 แสดงความเสียใจต่อความสูญเสียและผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 และแสดงความชื่นชมความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและความร่วมมือของประชาคมระหว่างประเทศในการรับมือกับภัยคุกคาม โดยเน้นย้ำความสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหา ยินดีต่อการรับรองถ้อยแถลงร่วมของการประชุมสุดยอดอาเซียนบวกสามสมัยพิเศษว่าด้วยโรคโควิด-19 สนับสนุนการดำเนินการขององค์การอนามัยโลก พร้อมทั้งชื่นชมบทบาทของญี่ปุ่นในการให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศลุ่มน้ำโขงเพื่อลดผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม
2.2 แสดงความชื่นชมต่อความก้าวหน้าของการดำเนินการภายใต้ยุทธศาสตร์กรุงโตเกียว ค.ศ. 2018 ใน 3 สาขาหลัก ได้แก่
1) การพัฒนาความเชื่อมโยงที่ดีและมีประสิทธิภาพ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพด้านคมนาคม พลังงาน ดิจิทัล กฎระเบียบ และอุตสาหกรรม รวมทั้งการอำนวยความสะดวกด้านการค้า การลงทุนและการเสริมการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน
2) การสร้างสังคมที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ผ่านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การศึกษา การเสริมสร้างความเข้มแข็งแก่ระบบสาธารณสุข การพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า รวมทั้งความร่วมมือทางกฎหมายและอาญา
3) การสร้างอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงสีเขียว โดยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกในทะเล การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การบรรเทาภัยพิบัติและ การบริหารจัดการน้ำ
2.3 สานต่อการดำเนินความร่วมมือในอนาคต 3 แนวทาง ได้แก่ (1) เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยดำเนินการตามข้อริเริ่มลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่นเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 (2) ยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง และ (3) การดำเนินการตามแผนแม่บท ACMECS
2.4 ยินดีต่อความมุ่งมั่นของญี่ปุ่นที่จะเป็นเจ้าภาพจัดมหกรรมกีฬาโตเกียวในปี 2564 ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความร่วมมือด้านกีฬาและพัฒนาความเชื่อมโยงระหว่างประชาชนของประเทศลุ่มน้ำโขงและญี่ปุ่น เพื่อวางรากฐานที่เข้มแข็งของ “สังคมที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง”
2.5 ยืนยันความตั้งใจจะเข้าร่วมการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่นครั้งที่ 13 ในปี 2564 ที่ประเทศญี่ปุ่น
20. เรื่อง ผลการประชุมระดับสูงผ่านระบบการประชุมทางไกลว่าด้วยความร่วมมือระหว่างประเทศภายใต้ข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง : การต่อสู้กับโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ด้วยความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบผลการประชุมระดับสูงผ่านระบบการประชุมทางไกลว่าด้วยความร่วมมือระหว่างประเทศภายใต้ข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง : การต่อสู้กับโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ด้วยความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน (Joint Statement of the High-level Video Conference on Belt and road International Cooperation : Combating COVID-19 with Solidarity) และมอบหมายส่วนราชการดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องตามตารางติดตามผลการประชุม ตามที่ กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ ดังนี้
ภาพรวมของถ้อยแถลงร่วมฯ มีสาระสำคัญ ประกอบด้วย (1) การแลกเปลี่ยนข้อมูล ประสบการณ์ และแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศในการตรวจและรักษาโรคโควิด-19 (2) การเข้าถึงผลิตภัณฑ์ด้านสาธารณสุขอย่างเท่าเทียมกัน (3) การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุข (4) การพัฒนาช่องทางเร่งด่วนสำหรับนักธุรกิจ แรงงานมีฝีมือและผู้เชี่ยวชาญ และช่องทางสำหรับการค้าและขนส่งสินค้าข้ามพรมแดน (5) การสนับสนุนระบบการค้าพหุภาคี (6) การส่งเสริมความร่วมมือในสาขาเศรษฐกิจดิจิทัล (7) การแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านยุทธศาสตร์และนโยบาย (8) การระงับ/พักชำระหนี้ให้แก่ประเทศพัฒนาน้อยที่สุดเพื่อส่งเสริมการฟื้นฟูเศรษฐกิจและการพัฒนาที่ยั่งยืน
ตารางติดตามผลการประชุมระดับสูงผ่านระบบการประชุมทางไกลว่าด้วยความร่วมมือระหว่างประเทศภายใต้ข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง : การต่อสู้กับโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ด้วยความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
|
ประเด็นติดตาม |
หน่วยงานที่รับผิดชอบ |
|
การมุ่งสู่เส้นทางสายไหมด้านสุขภาพ |
|
|
1. ส่งเสริมความร่วมมือในการรับมือกับโรคโควิด-19 2. ส่งเสริมการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะวัคซีน เวชภัณฑ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ 3. ส่งเสริมการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุข 4. สนับสนุนด้านสุขภาพที่จำเป็นต่อประชาชนซึ่งได้รับผลกระทบจากโรคโควิด-19 รวมทั้งบุคลากรด้านสาธารณสุข
|
- กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) - กระทรวงมหาดไทย (มท.) - กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) - สำนักงานสภาพพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) - กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) |
|
การยกระดับการเชื่อมโยง |
|
|
1. ส่งเสริมการเป็นหุ้นส่วนระดับโลกด้านการเชื่อมโยงและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนเพื่อรักษาห่วงโซ่อุปทาน 2. สนับสนุนการเชื่อมโยงด้านโครงสร้างพื้นฐานและการเปิดเส้นทางขนส่งต่าง ๆ 3. จัดตั้งช่องทางพิเศษเพื่ออำนวยความสะดวกการเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนของนักธุรกิจ แรงงานฝีมือ ผู้เชี่ยวชาญ รวมทั้งการค้าสินค้าและขนส่งข้ามพรมแดน 4. สนับสนุนมาตรการต่าง ๆ เช่น การยอมรับร่วมกันของผลการตรวจสุขภาพและมาตรการกักตัวที่ได้รับการเห็นชอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในแต่ละประเทศ |
- กระทรวงคมนาคม (คค.) - มท. - กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) - กระทรวงการคลัง (กค.) - กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.) - สธ. - กต. - สศช. |
|
การส่งเสริมการฟื้นฟูทางเศรษฐกิจ |
|
|
1. สนับสนุนระบบการค้าพหุภาคีที่เป็นสากล 2. รักษาห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานในระดับภูมิภาคและระดับโลก 3. ให้ความช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจของประเทศ ต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบ รวมทั้งส่งเสริมการแข่งขันที่ยุติธรรมและการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา 4. ส่งเสริมความร่วมมือในสาขาต่าง ๆ เช่น เศรษฐกิจดิจิทัล อุตสาหกรรมสุขภาพและความมั่นคงทางอาหาร 5. สนับสนุนการปรึกษาหารือและการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านยุทธศาสตร์ แผนงานและนโยบายการพัฒนาที่สำคัญ 6. สนับสนุนนโยบายที่เป็นมิตรต่อการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และกลุ่มเศรษฐกิจเปราะบาง 7. เสริมสร้างความร่วมมือด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การศึกษา การฝึกอบรมด้านอาชีวศึกษา และการพัฒนาฝีมือแรงงาน |
- พณ. - กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) - สธ. - กค. - กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ - ดศ. - อว. - กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา - กระทรวงแรงงาน - กระทรวงศึกษาธิการ - กต. |
|
การส่งเสริมความร่วมมือที่ปฏิบัติได้จริง |
|
|
1. พัฒนาระเบียงเศรษฐกิจและระเบียงคมนาคมขนส่ง เขตเศรษฐกิจ และความร่วมมือทางการค้าที่เป็นรูปธรรมภายใต้ข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง 2. เน้นย้ำถึงความสำคัญของโครงการที่ต้องมีความยั่งยืนทั้งในมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม การคลัง การเงิน และสิ่งแวดล้อม ตามหลักการในข้อตกลงโลกแห่งสหประชาชาติ (UN Global Compact) 3. สานต่อการนำฉันทามติที่ตกลงกันในการประชุมข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทางเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศ ครั้งที่ 2 ไปปฏิบัติร่วมกับประเทศหุ้นส่วนอื่น ๆ รวมทั้งส่งเสริมความร่วมมือทวิภาคี และพหุภาคีในสาขาต่าง ๆ 4. ดำเนินความร่วมมือตามแนวทางของการมีประชาชนเป็นศูนย์กลางเพื่อบรรลุการเจริญเติบโตที่แข็งแกร่ง ยั่งยืน สมดุล และครอบคลุม |
- พณ. - คค. - อก. - สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน - กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม - สศช. - กต. |
21. เรื่อง รายงานผลการประชุม High-Level Ministerial Conference on Human Resources Development for the Changing World of Work ผ่านระบบการประชุมทางไกลผ่านจอภาพ (Vedio Conference)
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและเห็นชอบตามที่กระทรวงแรงงาน (รว.) เสนอ ดังนี้
1. รับทราบผลการประชุมระดับรัฐมนตรีว่าด้วยการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์สำหรับโลกที่เปลี่ยนแปลงไปของงาน (การประชุมระดับรัฐมนตรีฯ) (High - level Ministerial Conference on Human Resources Development for the Changing World of Work) ผ่านระบบการประชุมทางไกลผ่านจอภาพ (Video Conference) เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2563 ณ กระทรวงแรงงาน (รง.)
2. เห็นชอบต่อร่างแผนสำหรับปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์สำหรับโลกที่เปลี่ยนแปลงไปของงาน (ร่างแผนสำหรับปฏิญญาอาเซียนฯ) และอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายรับรองร่างแผนสำหรับปฏิญญาอาเซียนดังกล่าว
3. หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงร่างแผนสำหรับปฏิญญาอาเซียนฯ ข้างต้นที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสาระสำคัญ หรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ให้ รง. และกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) สามารถดำเนินการได้โดยให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีทราบภายหลัง
4. อนุติให้รัฐมนตรีว่าการกระทวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ในฐานะประธานคณะมนตรีประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายร่วมรับรองร่างแผนสำหรับปฏิญญาอาเซียนฯ ในคราวประชุมคณะมนตรีประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน ครั้งที่ 24 (เดือนพฤศจิกายน 2563)
5. อนุมัติให้นายกรัฐมนตรีหรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายรับทราบ (for notation) ร่างแผนสำหรับปฏิญญาอาเซียนฯ ร่วมกับผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียนในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 37 (ระหว่างวันที่ 11 - 15 พฤศจิกายน 2563)
สาระสำคัญของเรื่อง
รง. รายงานว่า
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานมอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน (นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์) เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรีฯ เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2563 ณ รง. (ประชุมผ่านระบบ Video Conference) โดยสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ในฐานะประธานอาเซียน ปี 2563 เป็นประธานการประชุมดังกล่าว มีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้
|
หัวข้อ |
สาระสำคัญ เช่น |
|
1. การรับรองร่างแผนสำหรับปฏิญญาอาเซียนฯ |
- ไทยให้การรับรองในหลักการของร่างแผนสำหรับปฏิญญาอาเซียนฯ และจะได้ขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเพื่อให้การรับรองอย่างเป็นทางการต่อไป - สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามจะเสนอร่างแผนสำหรับปฏิญญาอาเซียนฯ ต่อผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียนเพื่อรับทราบในห้วงการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 37 (ระหว่างวันที่ 11-15 พฤศจิกายน 2563) |
|
2. การเปิดตัวสภาการเทคนิคอาชีวศึกษา และการฝึกอบรมแห่งอาเซียน |
รับทราบขอบเขตอำนาหน้าที่ (TOR) ในการจัดตั้งสภาการเทคนิคฯ ในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 36 (มิถุนายน 2563) โดยสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ในฐานะ ผู้ยกร่าง TOR จะเป็นประธาน (มีวาระ 2 ปี) และจะจัดให้มีการประชุมฯ อย่างเป็นทางการในโอกาสต่อไป โดยมีประเด็นเร่งด่วน คือ การส่งเสริมให้การอาชีวศึกษาเป็นไปอย่างมีนวัตกรรม
|
|
3. การกล่าวถ้อยแถลงของรัฐมนตรีแรงงานอาเซียนและรัฐมนตรีศึกษาอาเซียนในประเด็นการส่งเสริมความร่วมมือกับหุ้นส่วนทางสังคมและการเตรียมความพร้อมการศึกษาเพื่อรองรับทักษะสำหรับศตวรรษที่ 21 |
ที่ประชุมเห็นพ้องว่า ประเด็นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เป็นประเด็นเร่งด่วนที่ทุกภาคส่วนควรให้ความสำคัญ ซึ่งสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด – 19 เป็นปัจจัยเร่งให้โลกของงานเปลี่ยนแปลงไป จึงควรเน้นการดำเนินการ เช่น 1)ส่งเสริมการเข้าถึงการเรียนรู้ตลอดช่วงวัยอย่างเท่าเทียมและทั่วถึงของแรงงานทุกกลุ่ม 2) การเพิ่มบทบาทร่วมของภาคเอกชนในการส่งเสริมการปรับปรุงทักษะและเพิ่มทักษะ 3) การปฏิรูประบบการศึกษาโดยเพิ่มทักษะสำหรับศตวรรษที่ 21 และ 4) นโยบายการส่งเสริมนวัตกรรมอย่างบูรณาการโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
|
|
4. การกล่าวถ้อยแถลง หัวข้อการส่งเสริมบทบาทนำของภาคเอกชนในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ |
- ไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์โดยปรากฏตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี พ.ศ. 2561-2580 ทั้งนี้ รง. มีพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงาน พ.ศ. 2554 เพื่อสนับสนุนภาคเอกชนในการจัดหลักสูตรฝึกอบรมสำหรับลูกจ้าง โดยสถานประกอบการจะได้สิทธิประโยชน์ เช่น การลดหย่อนภาษีและการเข้าถึงกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน เป็นต้น - รง. จะได้นำร่างแผนสำหรับปฏิญญาอาเซียนฯ มาประยุกต์ใช้ตามบริบทของไทยผ่านการส่งเสริมความร่วมมือกับหุ้นส่วนไตรภาคีต่อไป
|
ร่างแผนสำหรับปฏิญญาอาเซียนดังกล่าวมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้
วิสัยทัศน์ : การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของอาเซียนที่มีความพร้อมในอนาคตและมีสมรรถนะที่จะทำให้บุคลากรสามารถมีส่วนช่วยในการพัฒนาที่ยั่งยืน มีความสามารถในการแข่งขันและมีความสามารถในการปรับตัวในอาเซียน
ผลลัพธ์ที่ 1 : เพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ตลอดช่วงวัยในด้านการศึกษา ฝึกอบรมทักษะฝีมือ และการจ้างงาน
การลงทุนสำหรับการพัฒนาฝีมือแรงานให้สามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับโลกของงานที่กำลังเปลี่ยนไปโดยจัดหาและทบทวนนโยบายเพื่อสร้างการลงทุนที่มีแรงจูงใจโดยสถานประกอบการที่มีการฝึกอบรมทักษะฝีมือให้แก่ลูกจ้าง
นโยบายที่มีประสิทธิภาพและข้อริเริ่มตลอดทุกขั้นการศึกษาและการฝึกอบรม และการพัฒนาทักษะฝีมือในองค์กรเพื่อให้ตรงกับทักษะฝีมือที่จำเป็นทั้งในปัจจุบันและอนาคตและยินยอมให้มีการเคลื่อนย้ายแรงงานและการพัฒนาเส้นทางอาชีพ
ผลลัพธ์ที่ 2 : พัฒนาการศึกษาอย่างมีส่วนร่วม และการจ้างงานสำหรับทุกคน
ปรับปรุงการเข้าถึงและการฝึกอบรมทักษะฝีมือที่มีคุณภาพรวมถึงโอกาสในการจ้างานสำหรับทุกคน โดยเฉพาะสตรี คนพิการ ผู้สูงอายุ ผู้คนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ชุมชนชนบท และคนที่ได้รับการจ้างานในวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม โดยสนับสนุน สตรี เด็กหญิง และกลุ่มเปราะบางให้เข้าถึงการอาชีวศึกษา และส่งเสริมโอกาสในการเข้าถึงการเรียนรู้ผ่านสื่อออนไลน์ สื่อการเรียนรู้สาธารณะ การเรียนรู้ทางไกลแบบทางเลือก
ผลลัพธ์ที่ 3 อุปสงค์ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยสมรรถนะและคุณสมบัติที่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน
ระบบการศึกษาที่ได้รับการปรับปรุงให้สอดคล้องกับทักษะในศตวรรษที่ 21 โดยส่งเสริมนวัตกรรม และการใช้เทคโนโลยีในการเรียนการสอน การศึกษาวิจัยที่ทันสมัยเกี่ยวกับเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน
ส่งเสริมการมีบทบาทนำของภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรมและสถาบันการศึกษาในเรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
ระบบฐานข้อมูลตลาดแรงงานที่มีสามารถใช้ได้จริง
ผลลัพธ์ที่ 4 : การเข้าถึงโอกาสในการจ้างงาน การจ้างงาน งานที่มีคุณภาพ และความสามารถในการแข่งขันของสถานประกอบกิจการ
นโยบายด้านแรงงาน การศึกษา และเศรษฐกิจที่สอดคล้องกันและตอบสนองต่อตลาดแรงงาน รวมถึงกรอบแผนงานเชิงสถาบัน
ผลลัพธ์ 5 : นโยบายด้านทรัพยากรมนุษย์และการเงินที่ดี
นโยบายระดับชาติที่สอดคล้องกันด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ แผนปฏิบัติ และกรอบแผนงานเชิงสถาบันโดยเสริมสร้างความเข้มแข็ง/จัดตั้งองค์กรร่วมในประเด็นคาบเกี่ยวการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งรวมถึงภาคการศึกษา การฝึกอบรม การพัฒนาอุตสาหกรรม และธรรมาภิบาลด้านแรงงาน
การเงินสำหรับการเรียนรู้ตลอดช่วงวัย โดยแสวงหาแนวทางการจัดตั้งกองทุนการเงินที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรระหว่างประเทศ และหุ้นส่วนอื่น ๆ เพื่อสนับสนุนประเด็นเร่งด่วน และการศึกษาเกี่ยวกับทักษะที่ต้องการในอนาคต และแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีเกี่ยวกับการจัดการการเงินสำหรับการเรียนรู้ตลอดช่วงวัย
22. เรื่อง การรับรอง (ร่าง) ปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยการสร้างความเข้มแข็งในการปรับตัวรับภัยแล้ง
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ (ร่าง) ปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยการสร้างความเข้มแข็งในการปรับตัวรับ ภัยแล้ง และเห็นชอบให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหรือผู้แทน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยหรือผู้แทน รับรอง (ร่าง) ปฏิญญาฯ ดังกล่าว ทั้งนี้ หากมีการแก้ไขโดยไม่กระทบสาระสำคัญหรือขัดต่อผลประโยชน์ของอาเซียนให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงมหาดไทยสามารถดำเนินการต่อไปได้ โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก ตามที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) เสนอ
สาระสำคัญของ (ร่าง) ปฏิญญาฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้มแข็งของภูมิภาคในการจัดการภัยแล้ง โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับแผนงานประชาคมอาเซียนเพื่อปรับตัวเข้ากับภัยแล้ง การตั้งเครือข่ายและชุมชนเพื่อช่วยกันเตรียมพร้อม และปรับตัวภัยแล้งในภูมิภาคต่าง ๆ โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
(1) สนับสนุนแนวทางการพัฒนาระยะยาวแบบองค์รวมทั้งแนวทางกลยุทธ์รวมถึงกรอบการทำงานในระดับภูมิภาคเพื่อเสริมสร้างการปรับตัวต่อภัยแล้งทั้งในระยะสั้นและระยะยาวบนพื้นฐานของการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในอนาคต ซึ่งรวมถึงการเตรียมตัว การตอบสนอง การบรรเทาภัยพิบัติ มาตรการฟื้นฟู นโยบายจัดการภัยแล้งแบบองค์รวม ยุทธศาสตร์ และการวางแผน
(2) ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างองค์กรสาขาต่าง ๆ ของอาเซียนเพื่อจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นและประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การเกษตร พลังงาน และน้ำ
(3) เพิ่มการส่งเสริมความร่วมมือและการทำงานร่วมกันในเรื่องการพัฒนางานวิจัยและสิ่งประดิษฐ์ (R&D) และการถ่ายโอนเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับภัยแล้ง เช่น การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ การจัดการทรัพยากรน้ำ ความเสี่ยงที่จะเกิดสภาวะแห้งแล้ง การเก็บรักษา การอนุรักษ์ และการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ (ซึ่งรวมถึงแหล่งน้ำ) และการบริหารจัดการทางเลือกอื่น ๆ
(4) เพิ่มพูนศักยภาพบุคลากรของประเทศสมาชิกและภูมิภาคในการจัดการภัยแล้งซึ่งรวมถึงการนำระบบบริการความเสี่ยงและการปรับปรุงระบบการเตือนภัยแล้งล่วงหน้าและการบริหารจัดการภัยแล้ง เพื่อช่วยป้องกันและช่วยเหลือให้กับทุกคน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางและสิ่งแวดล้อม
(5) ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกในการจัดการภัยแล้งข้ามพรมแดนผ่านกลไกที่มีอยู่ของอาเซียน
(6) ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนข้อมูลและสารสนเทศทางเทคโนโลยี บนพื้นฐานของการเคารพในกฎหมายและข้อบังคับ แนวทางการปฏิบัติของรัฐสมาชิกแต่ละประเทศ และศึกษาบทเรียนที่เกี่ยวกับการจัดการภัยแล้งที่ต่างกันตามที่ตั้ง และส่วนต่าง ๆ ของภูมิภาค และเอกสารเกี่ยวกับการบริหารจัดการภัยแล้งและความสามารถในการฟื้นฟูในท้องถิ่น
(7) สนับสนุนเหล่าประเทศสมาชิกทุกประเทศให้มีนโยบายปรับตัวสู้ภัยแล้งบนพื้นฐานของกฎหมาย ความต้องการ ตามแนวทางของประเทศนั้น ๆ โดยพิจารณาดังต่อไปนี้
(7.1) การยกระดับการปรับตัวในระบบสำคัญเพื่อผลิตอาหารอย่างยั่งยืน การบริหารจัดการน้ำ การผลิตพลังงานสะอาด การป้องกันพื้นดิน การทำลายระบบนิเวศวิทยา และการรักษาสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ
(7.2) พยามยามนำเอาแนวทางปฏิบัติ ASEAN 2018 ในการส่งเสริมการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับอาหารเกษตร และป่าไม้ (ASEAN-RAI) เพื่อบรรเทาสาธารณภัย ช่วยเหลือและปรับตัวต่อภัยพิบัติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และภัยอื่น ๆ
(7.3) พัฒนากฎหมายและกรอบนโยนบายที่เอื้อต่อเอกชนในการหาและประดิษฐ์สินค้าเพื่อการให้บริการที่มีความหลากหลายอย่างสร้างสรรค์บนพื้นฐานของการพิจารณาความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการเพิ่มขึ้นของภัยแล้ง อุทกภัย และสภาพอากาศแปรปรวนที่เกี่ยวข้อง โดยให้ความสำคัญกับบทบาทของข้อมูลสื่อสารและเทคโนโลยี
(7.4) ใช้ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีการประดิษฐ์เพื่อพัฒนาการเตรียมรับมือและตอบสนองต่อภัยแล้งผ่านทางการประเมินความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ มีการติดตาม การแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า การเสริมสร้าง และการฟื้นฟูการอุบัติซ้ำของภัยแล้งในอนาคต ผ่านการสนับสนุนทางการเงินเพื่อลดความเสี่ยง
(7.5) ส่งเสริมการช่วยเหลือระหว่างกันในภูมิภาคและสากลเพื่อสร้างความสามารถให้แก่ประชาคมและประเทศสมาชิกในการแก้ไขและปรับตัวกับปัญหาภัยแล้ง
(8) ให้ความสำคัญกับการปรับตัวต่อภัยแล้งในระบบอาหาร น้ำ พลังงาน แผ่นดิน สิ่งแวดล้อม และปรับปรุงระบบการติดตามภัยแล้ง รวมทั้งการแจ้งเตือนล่วงหน้าเพื่อเตรียมตัวรับภัยแล้งในระยะสั้นและระยะยาว และเพื่อให้เกิดการปกป้องทางสังคม การคุ้มครองทางเศรษฐกิจและการวางแผนการลงทุน
(9) สร้างความร่วมมือที่เข้มแข็งและใช้ประโยชน์จากกระบวนการเก็บรักษาอาหารกรณีฉุกเฉินที่มีอยู่เพื่อลดผลกระทบจากภัยแล้งต่อความมั่นคงทางอาหารในภูมิภาค
23. เรื่อง แนวทางการดำเนินการเพื่อให้คนต่างด้าวซึ่งเข้ามาทำงานตามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน (MoU) ภายใต้บันทึกข้อตกลงว่าด้วยการจ้างแรงงาน (Agreement) ที่วาระการจ้างงาน
ครบ 4 ปี อยู่ในราชอาณาจักรและทำงานได้ต่อไป
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ แนวทางการดำเนินการเพื่อให้คนต่างด้าวซึ่งเข้ามาทำงานตามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน (MoU) ภายใต้บันทึกข้อตกลงว่าด้วยการจ้างแรงงาน (Agreement) ที่วาระการจ้างงานครบ 4 ปี อยู่ในราชอาณาจักรและทำงานได้ต่อไป โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังนี้
1. กระทรวงมหาดไทยดำเนินการออกประกาศกระทรวงมหาดไทย โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ให้คนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ลาว และเมียนมา ซึ่งได้รับอนุญาตให้เข้ามาทำงานในราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองภายใต้บันทึกความเข้าใจ
ว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงานระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา รัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ที่วาระการจ้างงานครบ 4 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2563 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564 มีสิทธิขออยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเพื่อทำงานได้อีกไม่เกิน 2 ปี โดยให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองตรวจอนุญาตให้คนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรเพื่อการทำงานต่อไปได้ไม่เกิน 1 ปี เมื่อคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรครบกำหนดระยะเวลาที่อนุญาตแล้ว หากประสงค์จะอยู่ในราชอาณาจักรต่อไปอีกเพื่อการทำงานให้ขออนุญาตอยู่ในราชอาณาจักรได้อีกเป็นระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี และมิให้นำมาตรา 54 และมาตรา 81 แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาใช้บังคับแก่คนต่างด้าวซึ่งระยะเวลาการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรสิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่ 1 – 30 พฤศจิกายน 2563 ที่ได้ดำเนินการตามแนวทางดังกล่าว
ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทยได้ยกร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การยกเว้น
ข้อห้ามมิให้คนต่างด้าวเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นการเฉพาะเพื่อการทำงานสำหรับคนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ลาว และเมียนมา ซึ่งได้รับอนุญาตให้เข้ามาทำงานในราชอาณาจักรตามบันทึกความเข้าใจว่าด้วย
ความร่วมมือด้านแรงงานภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019
2. กระทรวงแรงงานโดยกรมการจัดหางาน ดำเนินการรับคำขอต่ออายุใบอนุญาตทำงานหรือขอรับใบอนุญาตทำงานและออกใบอนุญาตทำงาน ตามแต่ละกรณีให้กับคนต่างด้าวซึ่งเข้ามาทำงานตามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน (MoU) ภายใต้บันทึกข้อตกลงว่าด้วยการจ้างแรงงาน (Agreement) ที่วาระการจ้างงานครบ 4 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2563 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564 โดยนายทะเบียนพิจารณาอนุญาตการทำงานตามระยะเวลาที่คนต่างด้าวร้องขอแต่ไม่เกิน 2 ปี ซึ่งเป็นการดำเนินการตามกฎหมายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวปกติ โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2563 – 31 ธันวาคม 2564
3. สำนักงานตำรวจแห่งชาติโดยสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ดำเนินการตรวจอนุญาตให้คนต่างด้าวที่ถือหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางที่มีอายุใช้ได้อยู่ต่อในราชอาณาจักรตามแนวทางการดำเนินการเพื่อให้คนต่างด้าวซึ่งเข้ามาทำงานตามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน (MoU) ภายใต้บันทึกข้อตกลงว่าด้วยการจ้างแรงงาน (Agreement) ที่วาระการจ้างงานครบ 4 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2563 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564 อยู่ในราชอาณาจักรต่อไปเพื่อทำงานได้อีกไม่เกิน 2 ครั้ง เป็นเวลาครั้งละไม่เกิน 1 ปี โดยยกเว้นการเปรียบเทียบปรับการอยู่ในราชอาณาจักรเกินกำหนดแก่คนต่างด้าวที่ระยะเวลาการอนุญาตสิ้นสุดตั้งแต่วันที่ 1 – 30 พฤศจิกายน 2563
กรณีเอกสารประจำตัวของคนต่างด้าวมีอายุน้อยกว่าหนึ่งปี ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองตรวจอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรชั่วคราวต่อไปเท่ากับอายุเอกสารประจำตัว
หากคนต่างด้าวประสงค์อยู่ในราชอาณาจักรและทำงานต่อไป ต้องไปดำเนินการขอมีเอกสารประจำตัวฉบับใหม่กับหน่วยงานของประเทศต้นทาง เมื่อคนต่างด้าวได้รับเอกสารประจำตัวฉบับใหม่ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองย้ายรอยตราประทับอนุญาตไปยังเอกสารประจำตัวฉบับใหม่และขยายระยะเวลาการอนุญาตให้ตามสิทธิ
4. ให้กระทรวงแรงงานโดยกรมการจัดหางาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้แนวทางการดำเนินการเพื่อให้คนต่างด้าวซึ่งเข้ามาทำงานตามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน (MoU) ภายใต้บันทึกข้อตกลงว่าด้วยการจ้างแรงงาน (Agreement) ที่วาระการจ้างงานครบ 4 ปี อยู่ในราชอาณาจักรและทำงานได้ต่อไป ให้นายจ้าง ผู้ประกอบการแรงงานต่างด้าว และผู้ที่เกี่ยวข้อง ได้รับทราบข้อมูลอย่างทั่วถึง
สาระสำคัญ
แนวทางการดำเนินการให้คนต่างด้าวซึ่งเข้ามาทำงานตามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน (MoU) ภายใต้บันทึกข้อตกลงว่าด้วยการจ้างแรงงาน (Agreement) ที่วาระการจ้างงานครบ 4 ปี ให้อยู่ในราชอาณาจักรและทำงานต่อไป มีสาระสำคัญ ดังนี้
คนต่างด้าว 3 สัญชาติ (กัมพูชา ลาว และเมียนมา) ซึ่งเข้ามาทำงานตามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน (MoU) ภายใต้บันทึกข้อตกลงว่าด้วยการจ้างแรงงาน (Agreement)ที่วาระการจ้างงานครบ 4 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2563 – 31 ธันวาคม 2564
2. สถานที่ดำเนินการ
ดำเนินการ ณ สถานที่ตั้งของแต่ละหน่วยงาน
3. ระยะเวลาดำเนินการ
ดำเนินการได้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2563 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564
4. การอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรต่อไป และการอนุญาตทำงาน
วิธีดำเนินการ ค่าใช้จ่าย เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในกฎหมาย ระเบียบ หลักเกณฑ์
และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง
5. แนวทางการดำเนินการ
คนต่างด้าวดำเนินการขออนุญาตทำงานตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว และดำเนินการตามกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยสังเขป ดังนี้
5.1 ตรวจสุขภาพ เพื่อนำใบรับรองแพทย์ไปยื่นขออนุญาตทำงานและขออนุญาตอยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวต่อไป
5.2 ยื่นขออนุญาตทำงานต่อนายทะเบียน โดยให้กรมการจัดหางานออกใบอนุญาตทำงานให้ตามระยะเวลาที่ผู้ขออนุญาตร้องขอแต่ไม่เกินสองปี
5.3 ขอรับการตรวจอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรต่อไป โดยสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองดำเนินการตรวจอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว ครั้งละไม่เกินหนึ่งปี ค่าธรรมเนียมคำขออยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว จำนวนเงิน ๑,๙๐๐ บาท
กรณีหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางของคนต่างด้าวมีอายุน้อยกว่าหนึ่งปี ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองตรวจอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรชั่วคราวต่อไป ได้เท่ากับระยะเวลาของหนังสือเดินทาง (Passport) หรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางที่เหลืออยู่ ทั้งนี้ หากคนต่างด้าวประสงค์จะอยู่ในราชอาณาจักรและทำงานต่อไป ต้องไปดำเนินการขอหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางฉบับใหม่กับหน่วยงานของประเทศต้นทาง และเมื่อคนต่างด้าวได้หนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางฉบับใหม่ ให้ไปดำเนินการย้ายรอยตราประทับ (Visa) ซึ่งจะได้รับการขยายระยะเวลาการอนุญาตให้ครบตามสิทธิ
5.4 จัดทำทะเบียนประวัติคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย ซึ่งเป็นไปตามกฎกระทรวงมหาดไทย
ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานโดยกรมการจัดหางานได้ดำเนินการ และประชาสัมพันธ์ให้นายจ้าง สถานประกอบการ และแรงงานต่างด้าวได้รับทราบการดำเนินการตามแนวทางดังกล่าวแล้ว
ผลกระทบ
1. แนวทางการดำเนินการเพื่อให้คนต่างด้าวซึ่งเข้ามาทำงานตามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน (MoU) ภายใต้บันทึกข้อตกลงว่าด้วยการจ้างแรงงาน (Agreement) ที่วาระการจ้างงานครบ 4 ปี อยู่ในราชอาณาจักรและทำงานได้ต่อไป จะเป็นการทำให้คนต่างด้าว 3 สัญชาติ (กัมพูชา ลาว และเมียนมา) กลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเข้ามาทำงานตามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน (MoU) ภายใต้บันทึกข้อตกลงว่าด้วยการจ้างแรงงาน (Agreement) ที่วาระการจ้างงานครบ 4 ปี สามารถอยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเพื่อทำงานต่อไปได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย เป็นการลดการนำคนต่างด้าวรายใหม่จากต่างประเทศเข้ามาในประเทศ ลดความเสี่ยงจากการแพร่ระบาดของโรคที่มาจากคนต่างด้าวที่เดินทางมาจากต่างประเทศหรือจากคนต่างด้าวที่เดินทางกลับไปประเทศของตนและเดินทางกลับเข้ามาใหม่ เสริมสร้างความมั่นคงทางด้านสาธารณสุขของประเทศ ตลอดจนเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดระลอกใหม่ที่อาจเกิดขึ้นได้
2. แนวทางการดำเนินการเพื่อให้คนต่างด้าวซึ่งเข้ามาทำงานตามบันทึกความเข้าใจ
ว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน (MoU) ภายใต้บันทึกข้อตกลงว่าด้วยการจ้างแรงงาน (Agreement) ที่วาระการจ้างงานครบ 4 ปี อยู่ในราชอาณาจักรและทำงานได้ต่อไป จะเป็นการทำให้นายจ้างได้จ้างงานคนต่างด้าวถูกต้องตามกฎหมาย คนต่างด้าวได้รับความคุ้มครองและมีสิทธิประโยชน์ สวัสดิการ การคุ้มครองตามสิทธิ
ที่พึงได้รับ รวมถึงเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบเศรษฐกิจเพื่อประโยชน์ในการฟื้นฟูประเทศ
และการเติบโตอย่างต่อเนื่องให้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งในสถานการณ์ที่เป็นอยู่และภายหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 คลี่คลาย
24. เรื่อง การขอความเห็นชอบต่อร่างเอกสารที่จะมีการลงนามหรือรับรองในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 37 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบต่อร่างเอกสารจะมีการลงนามหรือรับรองในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 37 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขร่างเอกสารในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทย ให้กระทรวงการต่างประเทศหรือส่วนราชการเจ้าของเรื่องดำเนินการได้โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก และให้นายกรัฐมนตรีหรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายร่วมรับรองเอกสารตามข้อ1 (19ฉบับ) และให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศหรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายร่วมลงนามในร่างตราสารฯ ตามข้อ 2 ทั้งนี้ หากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมิได้เป็นผู้ลงนามในร่างตราสารฯ อนุมัติให้กระทรวงการต่างประเทศมีหนังสือมอบอำนาจเต็ม (full powers) ให้แก่ผู้แทนเพื่อลงนามในร่างตราสารฯ ตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ
1. สาระสำคัญของร่างเอกสารที่จะรับรอง จำนวน 19 ฉบับ ได้แก่
1. ร่างปฏิญญากรุงฮานอยว่าด้วยวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียนภายหลังปี ค.ศ. 2025 (Draft Ha Noi Declaration on the ASEAN Community’s Post-2025 Vision) เป็นเอกสารประกาศการเริ่มต้นกระบวนการหารือเพื่อจัดทำวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียนภายหลังปี ค.ศ. 2025 และเอกสารที่เกี่ยวข้อง โดยผู้นำอาเซียนจะสั่งการให้คณะมนตรีประสานงานอาเซียนกำกับดูแลกระบวนการจัดทำวิสัยทัศน์ฯ และพิจารณาจัดตั้งคณะทำงานระดับสูง ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากประชาคมอาเซียนทั้งสามเสา เพื่อจัดทำวิสัยทัศน์
2. ร่างกรอบการฟื้นฟูที่ครอบคลุมของอาเซียน (Draft ASEAN Comprehensive Recovery Framework) และแผนการดำเนินการตามกรอบการฟื้นฟูที่ครอบคลุมของอาเซียน (Implementation Plan of ASEAN Comprehensive Recovery Framework) เป็นเอกสารวางแนวทางสำหรับการฟื้นตัวและสร้างความแข็งแกร่งในระยะยาวให้แก่อาเซียนภายหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยคำนึงถึงความสมดุลระหว่างมาตรการด้านสาธารณสุข การฟื้นฟูทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเน้นความร่วมมือใน 5 ด้าน ได้แก่ สาธารณสุข ความมั่นคงของมนุษย์ การส่งเสริมการค้าและตลาดอาเซียน ดิจิทัล และการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนและแข็งแกร่ง
3. ร่างปฏิญญากรุงฮานอยว่าด้วยการรับรองแผนงานข้อริเริ่มเพื่อการรวมตัวของอาเซียน ฉบับที่ 4 (ค.ศ. 2021 – 2025) (Draft Ha Noi Declaration on the Adoption of the Initiative for ASEAN Integration Work Plan IV (2021 – 2025)) เป็นเอกสารแสดงเจตนารมณ์ในการรับรองแผนงานข้อริเริ่มเพื่อการรวมตัวของอาเซียน ฉบับที่ 4 (ค.ศ. 2021 – 2025)
4. ร่างแผนงานข้อริเริ่มเพื่อการรวมตัวของอาเซียน ฉบับที่ 4 (ค.ศ. 2021 – 2025) (Draft Initiative for ASEAN Integration (IAI) Work Plan IV (2021 – 2025)) เป็นเอกสารระบุแนวทางและมาตรการต่าง ๆ ในการลดช่องว่างด้านการพัฒนาระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน รวมทั้งส่งเสริมการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาระดับภูมิภาคของกัมพูชา สปป. ลาว เมียนมา และเวียดนาม โดยคำนึงถึงผลกระทบจากประเด็นท้าทายใหม่ ๆ เช่น การแพร่ระบาดของโควิด-19 และการปฏิวัติอุตสาหกรรม ครั้งที่ 4 ที่จะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปในอีกหลายปีข้างหน้า โดยแผนงานนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียน ค.ศ. 2025
5. ร่างปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยการพัฒนากรอบข้อตกลงระเบียงการเดินทางของอาเซียน (Draft ASEAN Declaration on the Development of a Framework ASEAN Travel Corridor Arrangement) เป็นเอกสารแสดงเจตนารมณ์ของอาเซียนในการพัฒนากรอบข้อตกลงระเบียงการเดินทางของอาเซียนเพื่อเป็นกลไกในการอำนวยความสะดวกให้แก่การเดินทางด้านธุรกิจที่จำเป็นในภูมิภาค
6. ร่างปฏิญญากรุงฮานอยว่าด้วยการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับงานสังคมสงเคราะห์เพื่อมุ่งสู่การเป็นประชาคมอาเซียนที่แน่นแฟ้นและตอบสนอง (Draft Ha Noi Declaration on Strengthening Social Work towards Cohesive and Responsive ASEAN Community) มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมงานสังคมสงเคราะห์ และเสริมสร้างบทบาทของงานสังคมสงเคราะห์ในการส่งเสริมและยกระดับการเข้าถึงที่เท่าเทียมของประชาชนทุกกลุ่มในสังคม โดยจะดำเนินการในประเด็นสำคัญต่าง ๆ อาทิ การพัฒนาและสร้างความเข้มแข็งด้านกฎหมายและนโยบายเกี่ยวกับงานสังคมสงเคราะห์ การสร้างมาตรฐานการรับรองวิชาชีพและการออกใบอนุญาต การสนับสนุนการทำงานร่วมกันของวิชาชีพ การพัฒนา และยกระดับเครือข่ายนักสังคมสงเคราะห์และเวทีการประชุมวิชาชีพในระดับภูมิภาค เพื่อเพิ่มทัศนคติเชิงบวกของงานสังคมสงเคราะห์และนักสังคมสงเคราะห์ในระดับประเทศและระดับภูมิภาค
7. ร่างเอกสารว่าด้วยอัตลักษณ์อาเซียน (Draft Narrative of ASEAN Identity) มีสาระสำคัญในการให้คำจำกัดความของ “อัตลักษณ์อาเซียน” อันปรากฏตามเอกสารผลลัพธ์และกิจกรรมโครงการต่าง ๆ ของอาเซียน โดยเน้นความร่วมมือบนพื้นฐานของค่านิยมและเป้าหมายร่วมกันของประเทศสมาชิกอาเซียน โดยอัตลักษณ์อาเซียนจะทำให้ความเป็นสังคมของอาเซียน (ASEAN Society) พัฒนาไปสู่ประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) ซึ่งร่างเอกสารฯ ได้กำหนดอัตลักษณ์อาเซียนประกอบด้วย 2 ส่วน ได้แก่ (1) ค่านิยมที่สืบทอดกันมา (inherited values) ได้แก่ ความเป็นเอกภาพ ความเป็นเครือญาติ ความอดทน อดกลั้น ระบบการจัดการองค์กร และเอกภาพบนความหลากหลาย และ (2) คุณค่าที่สร้างขึ้น (constructed values) อาทิ เพลงประจำอาเซียน กฎบัตรอาเซียน และวิสัยทัศน์อาเซียน
8. ร่างปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยการท่องเที่ยวเชิงดิจิทัล (Draft ASEAN Declaration on Digital Tourism) มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และการเพิ่มคุณค่าให้การท่องเที่ยวด้วยการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงดิจิทัล (Digital Tourism) รวมทั้งเสริมสร้างทักษะด้านเทคโนโลยีดิจิทัลให้แก่บุคลากรด้านการท่องเที่ยวอย่างครอบคลุม และนำเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวผ่านความร่วมมือต่าง ๆ เช่น การแบ่งปันแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ การดึงดูดให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ สร้างความปลอดภัย และความมั่นคงด้านการท่องเที่ยว ตลอดจนนำวิธีการเชิงดิจิทัลมาใช้สำหรับแก้ไขปัญหาในระหว่างและหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19
9. ร่างแผนปฏิบัติการเพื่อดำเนินความร่วมมือหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์อาเซียน - จีน เพื่อสันติภาพและความเจริญรุ่งเรือง (ค.ศ. 2021 – 2025) (Draft Plan of Action to Implement the ASEAN-Chiba Strategic Partnership for Peace and Prosperity (2021 – 2025) เป็นเอกสารกำหนดแนวทางและมาตรการต่าง ๆ ที่อาเซียนและจีนจะดำเนินการร่วมกันในระยะ 5 ปีข้างหน้า เพื่อปฏิบัติตามวิสัยทัศน์หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์อาเซียน – จีน ค.ศ. 2030 ซี่งผู้นำอาเซียนและจีนได้รับรองในการประชุมสุดยอดอาเซียน – จีน ครั้งที่ 21 เมื่อปี 2561 และมีสาระครอบคลุมความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ซึ่งรวมถึงความเชื่อมโยง เมืองอัจฉริยะ การพัฒนาที่ยั่งยืน ข้อริเริ่มเพื่อการรวมตัวของอาเซียนและการลดช่องว่างด้านการพัฒนา ความร่วมมือระดับอนุภูมิภาค ภูมิภาค และระหว่างประเทศ และการติดตามและการนำแผนปฏิบัติการฯ ไปปฏิบัติ
10. ร่างแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยการพัฒนาทุนมนุษย์ ณ การประชุมสุดยอดอาเซียน – สหรัฐฯ ครั้งที่ 8 (Draft Joint Statement on Human Capital Development at the 8th ASEAN – U.S. Summit) เป็นเอกสารแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันระหว่างผู้นำอาเซียนกับผู้นำสหรัฐฯ ในการส่งเสริมความร่วมมือด้านการพัฒนาทุนมนุษย์ โดยเน้นเรื่อง การศึกษา สาธารณสุข เศรษฐกิจ และศักยภาพในภาครัฐและสิทธิของกลุ่มต่าง ๆ ในสังคม
11. ร่างแถลงการณ์ร่วมของการประชุมสุดยอดอาเซียน – ญี่ปุ่น ครั้งที่ 23
ว่าด้วยความร่วมมือต่อเอกสารมุมมองอาเซียนต่ออินโด – แปซิฟิก (Draft Joint Statement of the 23rd ASEAN – Japan Summit on Cooperation on ASEAN Outlook on the Indo-Pacific) เป็นเอกสารยืนยันวัตถุประสงค์และหลักการของเอกสารมุมมองของอาเซียนต่ออินโด – แปซิฟิก (AOIP) โดยตระหนักถึงความคล้ายคลึงของวัตถุประสงค์และหลักการของเอกสาร AOIP กับแนวคิด Free and Open Indo – Pacific (FOIP) ของญี่ปุ่น และมุ่งส่งเสริมความร่วมมือผ่านกลไกอาเซียน – ญี่ปุ่นที่มีอยู่ เพื่อสนับสนุนความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมภายใต้สาขาหลักที่กำหนดไว้ในเอกสาร AOIP ซึ่งประกอบด้วยความร่วมมือทางทะเล ความเชื่อมโยงระหว่างกัน เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ ค.ศ. 2030 และความร่วมมือทางเศรษฐกิจและสาขาอื่นที่เป็นไปได้
12. ร่างแถลงการณ์ร่วมของการประชุมสุดยอดอาเซียน – ออสเตรเลียรอบสองปี ครั้งที่ 2 (Draft Joint Statement of the Second ASEAN – Australia Biennial Summit) เป็นเอกสารยืนยันการเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่เข้มแข็งของทั้งสองฝ่าย และแสดงความมุ่งมั่นที่จะร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดเพื่อตอบสนองต่อความ ท้าทายต่าง ๆ ในภูมิภาค โดยเฉพาะการรับมือและฟื้นฟูจากโควิด-19 อีกทั้งเป็นการแสดงความยินดีที่ทั้งสองฝ่าย เห็นพ้องให้มีการประชุมสุดยอดอาเซียน – ออสเตรเลีย เป็นประจำทุกปี นับตั้งแต่ปี 2564
13. ร่างแถลงการณ์วิสัยทัศน์ร่วมระดับผู้นำอาเซียน – นิวซีแลนด์ในโอกาสครบรอบ 45 ปี ความสัมพันธ์คู่เจรจาอาเซียน – นิวซีแลนด์: สืบทอดความเป็นหุ้นส่วน ก้าวร่วมสู่อนาคต (Draft Joint ASEAN – New Zealand Leader’s Vision Statement on the 45th Anniversary of ASEAN – New Zealand Dialogue Relations: A Legacy of Partnership, A Future Together) เป็นเอกสารแสดงความมุ่งมั่นร่วมกันในการเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างอาเซียนกับนิวซีแลนด์ โดยมีเนื้อหามุ่งขยายความเป็นหุ้นส่วนที่เน้นความร่วมมือใน 4 หัวข้อหลัก ได้แก่ สันติภาพ ความมั่งคั่ง ประชาชน และโลก รวมถึงความร่วมมือด้านการฟื้นฟูเศรษฐภิจภายหลังโควิด-19
14. ร่างแถลงการณ์ผู้นำอาเซียนบวกสามว่าด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือของอาเซียนบวกสามเพื่อความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและการเงินต่อความท้าทายที่เกิดขึ้นใหม่ (Draft ASEAN Plus Three Leader’s Statement on Strengthening ASEAN Plus Three Cooperation for Economic and Financial Resilience in Face of Emerging Challenges) เป็นเอกสารแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันของผู้นำอาเซียนบวกสามในการส่งเสริมความร่วมมือในกรอบอาเซียนบวกสามในด้านเศรษฐกิจและการเงิน บนพื้นฐานของความเข้มแข็งและต่อยอดความสำเร็จในอดีต และย้ำความมุ่งมั่นของประเทศอาเซียนบวกสามที่จะเสริมสร้างขีดความสามารถและตอบสนองต่อวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจและการเงินในเอเชียตะวันออก รวมทั้งรักษาพลวัตของความร่วมมือเพื่อการรวมตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาคผ่านกลไกต่าง ๆ ของอาเซียนบวกสาม อาทิ มาตรการริเริ่มเชียงใหม่ไปสู่การเป็นพหุภาคี (Chiang Mai Initiative Multilateralisation: CMIM)
15. ร่างปฏิญญากรุงฮานอยในโอกาสครบรอบ 15 ปี ของการประชุมสุดยอดอาเซียนตะวันออก (Draft Ha Noi Declaration on the Fifteenth Anniversary of the East Asia Summit) เป็นเอกสารแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันในการส่งเสริมความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก ในโครงสร้างสถาปัตยกรรมในภูมิภาค และเสริมสร้างความเข้มแข็งของการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออกที่มีอาเซียนเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ตลอดจนรักษาบทบาทสำคัญของการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออกในการรับมือกับพัฒนาการของภูมิภาคที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยต่อยอดความสำเร็จในช่วง 15 ปีที่ผ่านมาและกำหนดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์สำหรับอนาคตต่อไป
16. ร่างแถลงการณ์ผู้นำการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออกว่าด้วยความยั่งยืนทางทะเล (Draft East Asia Summit Leader’s Statement on Marine Sustainability) เป็นเอกสารแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันในการส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนทางทะเลอย่างครอบคลุมและเป็นองค์รวมในภูมิภาค โดยสอดคล้องกับวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 ของสหประชาชาติ วิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียน ค.ศ. 2025 และเอกสารสำคัญต่าง ๆ ในกรอบการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก โดยใช้กลไกที่มีอาเซียนเป็นแกนกลางที่มีอยู่แล้ว รวมถึงมุ่งหวังที่จะสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืนทางทะเลและส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือในสาขาหลักที่ทุกประเทศให้ความสนใจและมีผลประโยชน์ร่วมกัน เพื่อส่งเสริมความยั่งยืนทางทะเล
17. ร่างแถลงการณ์ผู้นำการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออกว่าด้วยความร่วมมือเพื่อส่งเสริมการเติบโตที่มั่นคงของเศรษฐกิจภูมิภาค (Draft East Asia Summit Leader’s Statement on Cooperation to Promote Steady Growth of Regional Economy) เป็นเอกสารแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันในการส่งเสริมความร่วมมืออย่างเป็นเอกภาพระหว่างประเทศที่เข้าร่วมการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออกในการรับมือกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และเสริมสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาคให้มั่นคงและยั่งยืน ตลอดจนสร้างสภาวะที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาค
18. ร่างแถลงการณ์ผู้นำการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออกว่าด้วยการเสริมสร้างขีดความสามารถร่วมกันในการป้องกันและรับมือกับโรคระบาด (Draft East Asia Summit Leader’s Statement on Strengthening Collective Capacity in Epidemics Prevention and Response) เป็นเอกสารแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันในการส่งเสริมความร่วมมืออย่างมีประสิทธิภาพเพื่อรับมือโรคติดต่อและโรคระบาดในภูมิภาค รวมทั้งเสริมสร้างความร่วมมือในด้านการพัฒนาศักยภาพในการจัดทำงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์และการเพิ่มขีดความสามารถของบุคลากรและห้องปฏิบัติการวิจัยในภูมิภาค
19. ร่างแถลงการณ์ผู้นำการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออกว่าด้วยสตรี สันติภาพ และความมั่นคง (Draft East Asia Summit Leader’s Statement on Women Peace and Security) เป็นเอกสารแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันในการส่งเสริมบทบาทนำและการมีส่วนร่วมของสตรีในด้านสันติภาพและความมั่นคงในระดับประเทศและภูมิภาค โดยสนับสนุนข้อมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ 1325 ว่าด้วยสตรี สันติภาพ และความมั่นคง และต่อยอดถ้อยแถลงด้านการเสริมสร้างความเข้มแข็งของสตรีภายใต้กรอบการประชุมอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย – แปซิฟิก (ASEAN Regional Forum: ARF)
2. สาระสำคัญของร่างเอกสารที่จะลงนามโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่
2.1 ร่างตราสารขยายจำนวนอัครภาคีในสนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Draft Instrument of Extension of the Treaty of Amity and Cooperation in Southeast Asia) กับสาธารณรัฐโคลอมเบีย
2.2 ร่างตราสารขยายจำนวนอัครภาคีในสนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Draft Instrument of Extension of the Treaty of Amity and Cooperation in Southeast Asia) กับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
ร่างตราสารทั้งสองฉบับเป็นตราสารที่จัดทำขึ้นเพื่อรับรองการเข้าร่วมเป็นอัครภาคีอย่างเป็นทางการในสนธิสัญญาดังกล่าวของสาธารณรัฐโคลอมเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยเวียดนามในฐานะประธานอาเซียนประจำปี 2563 ประสงค์จะจัดพิธีลงนามตราสารขยายอัครภาคีฯ โดยรัฐมนตรีต่างประเทศของประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ
25. เรื่อง การลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการดำเนินการมาตรการที่มิใช่ภาษีสำหรับสินค้าจำเป็นภายใต้แผนปฏิบัติการฮานอยว่าด้วยการส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและความเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานของอาเซียนให้เข้มแข็งในการตอบสนองต่อการระบาดใหญ่ของโควิด-19
คณะรัฐมนตรีมีมติให้ความเห็นชอบต่อร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการดำเนินการมาตรการที่มิใช่ภาษีสำหรับสินค้าจำเป็นภายใต้แผนปฏิบัติการฮานอยว่าด้วยการส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและความเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานของอาเซียนให้เข้มแข็งในการตอบสนองต่อการระบาดใหญ่ของโควิด-19 (Memorandum of Understanding on the Implementation of Non-Tariff Measures on Essential Goods under the Hanoi Plan of Action on Strengthening ASEAN Economic Cooperation and Supply Chain Connectivity in Response to the COVID-19 Pandemic) ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขร่างบันทึกความเข้าใจฯ ในส่วนที่มิใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ให้กระทรวงพาณิชย์ดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก และอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ
สาระสำคัญ
ร่างบันทึกความเข้าใจฯ จะมีการลงนามในช่วงการประชุมเตรียมการของรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน ก่อนการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 37 มีสาระสำคัญ ดังนี้
1. ครอบคลุมมาตรการการจำกัดทางการค้า หรือมาตรการที่มิใช่ภาษีที่บิดเบือนการค้าที่ใช้กับรายการสินค้าจำเป็นในภาคผนวกของบันทึกความเข้าใจฯ
2. ประเทศสมาชิกอาเซียนจะไม่ริเริ่ม หรือคงมาตรการที่มิใช่ภาษีที่จำกัดการค้าต่อสินค้าจำเป็น เท่าที่จะทำได้ ยกเว้นกรณีภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขโดยสอดคล้องกับพันธกรณีภายใต้ความตกลงของ WTO และ ATIGA
3. กำหนดให้ประเทศสมาชิกอาเซียนต้องมีการแจ้งเตือน (notification) มาตรการที่ประกาศใช้ต่อสำนักเลขาธิการอาเซียน
4. สมาชิกสามารถใช้สิทธิและพันธกรณีภายใต้ WTO และความตกลงระหว่างประเทศอื่น
5. ไม่มีข้อผูกพันทางกฎหมายภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ และไม่มีผลให้เกิดข้อพิพาททางการค้า
6. มีระยะเวลาการมีผลบังคับใช้ 2 ปี นอกจากประเทศสมาชิกอาเซียนจะตกลงเป็นอย่างอื่นภายหลังจากที่มีการทบทวนระยะ 1 ปีแรก
26. เรื่อง การรับรอง (ร่าง) ปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยการสร้างความเข้มแข็งในการปรับตัวรับภัยแล้ง
คณะรัฐมนตรีมีมติให้ความเห็นชอบ (ร่าง) ปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยการสร้างความเข้มแข็งในการปรับตัวรับภัยแล้ง และเห็นชอบให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหรือผู้แทน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยหรือผู้แทน รับรอง (ร่าง) ปฏิญญาฯ ดังกล่าว ทั้งนี้ หากมีการแก้ไขโดยไม่กระทบสาระสำคัญหรือขัดต่อผลประโยชน์ของอาเซียนให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงมหาดไทยสามารถดำเนินการต่อไปได้ โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
(ร่าง) ปฏิญญา มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้มแข็งของภูมิภาคในการจัดการภัยแล้ง โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับแผนงานประชาคมอาเซียนเพื่อปรับตัวเข้ากับภัยแล้ง การตั้งเครือข่ายและชุมชนเพื่อช่วยกันเตรียมพร้อม และปรับตัวภัยแล้งในภูมิภาคต่าง ๆ โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
(1) สนับสนุนแนวทางการพัฒนาระยะยาวแบบองค์รวมทั้งแนวทางกลยุทธ์รวมถึงกรอบการทำงานในระดับภูมิภาคเพื่อเสริมสร้างการปรับตัวต่อภัยแล้งทั้งในระยะสั้นและระยะยาวบนพื้นฐานของการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในอนาคต ซึ่งรวมถึงการเตรียมตัว การตอบสนอง การบรรเทาภัยพิบัติ มาตรการฟื้นฟู นโยบายจัดการภัยแล้งแบบองค์รวม ยุทธศาสตร์ และการวางแผน
(2) ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างองค์กรสาขาต่าง ๆ ของอาเซียนเพื่อจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นและประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การเกษตร พลังงาน และน้ำ
(3) เพิ่มการส่งเสริมความร่วมมือและการทำงานร่วมกันในเรื่องการพัฒนางานวิจัยและสิ่งประดิษฐ์ (R&D) และการถ่ายโอนเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับภัยแล้ง เช่น การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ การจัดการทรัพยากรน้ำ ความเสี่ยงที่จะเกิดสภาวะแห้งแล้ง การเก็บรักษา การอนุรักษ์ และการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ (ซึ่งรวมถึงแหล่งน้ำ) และการบริหารจัดการทางเลือกอื่น ๆ
(4) เพิ่มพูนศักยภาพบุคลากรของประเทศสมาชิกและภูมิภาคในการจัดการภัยแล้งซึ่งรวมถึงการนำระบบบริหารความเสี่ยงและการปรับปรุงระบบการเตือนภัยแล้งล่วงหน้าและการบริหารจัดการภัยแล้ง เพื่อช่วยป้องกันและช่วยเหลือให้กับทุกคน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางและสิ่งแวดล้อม
(5) ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกในการจัดการภัยแล้งข้ามพรมแดนผ่านกลไกที่มีอยู่ของอาเซียน
(6) ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนข้อมูลและสารสนเทศทางเทคโนโลยี บนพื้นฐานของการเคารพในกฎหมายและข้อบังคับ แนวทางการปฏิบัติของรัฐสมาชิกแต่ละประเทศ และศึกษาบทเรียนที่เกี่ยวกับการจัดการภัยแล้งที่ต่างกันตามที่ตั้ง และส่วนต่าง ๆ ของภูมิภาค และเอกสารเกี่ยวกับการบริหารจัดการภัยแล้งและความสามารถในการฟื้นฟูในท้องถิ่น
(7) สนับสนุนเหล่าประเทศสมาชิกทุกประเทศให้มีนโยบายปรับตัวสู้ภัยแล้งบนพื้นฐานของกฎหมาย ความต้องการ ตามแนวทางของประเทศนั้น ๆ โดยพิจารณาดังต่อไปนี้
(7.1) การยกระดับการปรับตัวในระบบสำคัญเพื่อผลิตอาหารอย่างยั่งยืน การบริหารจัดการน้ำ การผลิตพลังงานสะอาด การป้องกันพื้นดิน การทำลายระบบนิเวศวิทยา และการรักษาสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ
(7.2) พยามยามนำเอาแนวทางปฏิบัติ ASEAN 2018 ในการส่งเสริมการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับอาหารเกษตร และป่าไม้ (ASEAN-RAI) เพื่อบรรเทาสาธารณภัย ช่วยเหลือและปรับตัวต่อภัยพิบัติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และภัยอื่น ๆ
(7.3) พัฒนากฎหมายและกรอบนโยบายที่เอื้อต่อเอกชนในการหาและประดิษฐ์สินค้าเพื่อการให้บริการที่มีความหลากหลายอย่างสร้างสรรค์บนพื้นฐานของการพิจารณาความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการเพิ่มขึ้นของภัยแล้ง อุทกภัย และสภาพอากาศแปรปรวนที่เกี่ยวข้อง โดยให้ความสำคัญกับบทบาทของข้อมูลสื่อสารและเทคโนโลยี
(7.4) ใช้ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีการประดิษฐ์เพื่อพัฒนาการเตรียมรับมือและตอบสนองต่อภัยแล้งผ่านทางการประเมินความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ มีการติดตาม การแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า การเสริมสร้าง และการฟื้นฟูการอุบัติซ้ำของภัยแล้งในอนาคต ผ่านการสนับสนุนทางการเงินเพื่อลดความเสี่ยง
(7.5) ส่งเสริมการช่วยเหลือระหว่างกันในภูมิภาคและสากลเพื่อสร้างความสามารถให้แก่ประชาคมและประเทศสมาชิกในการแก้ไขและปรับตัวกับปัญหาภัยแล้ง
(8) ให้ความสำคัญกับการปรับตัวต่อภัยแล้งในระบบอาหาร น้ำ พลังงาน แผ่นดิน สิ่งแวดล้อม และปรับปรุงระบบการติดตามภัยแล้ง รวมทั้งการแจ้งเตือนล่วงหน้าเพื่อเตรียมตัวรับภัยแล้งในระยะสั้นและระยะยาว และเพื่อให้เกิดการปกป้องทางสังคม การคุ้มครองทางเศรษฐกิจและการวางแผนการลงทุน
(9) สร้างความร่วมมือที่เข้มแข็งและใช้ประโยชน์จากกระบวนการเก็บรักษาอาหารกรณีฉุกเฉินที่มีอยู่เพื่อลดผลกระทบจากภัยแล้งต่อความมั่นคงทางอาหารในภูมิภาค
27. เรื่อง ร่างเอกสารผลลัพธ์ที่จะมีการรับรองในการประชุมรัฐมนตรีเอเปค ครั้งที่ 31 และการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 27
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบต่อร่างถ้อยแถลงร่วมรัฐมนตรีเอเปค ครั้งที่ 31 และอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายร่วมรับรองเอกสารดังกล่าว และเห็นชอบต่อร่างปฏิญญาผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 27 และร่างปฏิญญาผู้นำว่าด้วยวิสัยทัศน์เอเปคภายหลังปี ค.ศ. 2020 และอนุมัติให้นายกรัฐมนตรีหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายร่วมรับรองเอกสารดังกล่าว ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขร่างเอกสารผลลัพธ์ข้างต้นในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทย ให้กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงพาณิชย์ดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารนาอีกครั้ง ตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
1. ร่างปฏิญญาผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 27 (ปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ ค.ศ. 2020) เป็นเอกสารแสดงเจตนารมณ์ของผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคในการรับมือและฟื้นฟูเศรษฐกิจภายหลังโควิด-19 โดยมีประเด็นสำคัญ ได้แก่ (1) การบรรเทาผลกระทบของโควิด-19 โดยเฉพาะการตอบสนองต่อการแพร่ระบาดและดำเนินมาตรการเพื่ออำนวยความสะดวกต่อการฟื้นฟูและการเติบโตทางเศรษฐกิจ (2) การบรรลุการสร้างประชาคมเอเปคที่มีความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน โดยเปิดตัวปฏิญญาผู้นำว่าด้วยวิสัยทัศน์เอเปคภายหลังปี ค.ศ. 2020 เพื่อกำหนดกรอบการดำเนินการในช่วง 20 ปีข้างหน้า (3) การพัฒนาบริบทว่าด้วยประเด็นการค้าและการลงทุนโดยย้ำความสำคัญของสภาพแวดล้อมทางการค้าและการลงทุนที่เสรีและเปิดกว้าง สนับสนุนการค้าพหุภาคีที่ยึดกฎระเบียบ รวมถึงการส่งเสริมการรวมตัวทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของสังคมผ่านแนวคิดการทำธุรกิจที่ครอบคลุม มีความรับผิดชอบและมีจริยธรรม (4) การมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจอย่างครอบคลุมผ่านเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยี และ (5) การขับเคลื่อนความยั่งยืนรูปแบบใหม่และครอบคลุม โดยเอเปคสนับสนุนวาระการพัฒนาที่ยั่งยืนปี ค.ศ. 2030 การปฏิรูปทางเศรษฐกิจและการค้าที่มุ่งก่อให้เกิดความยั่งยืนทางด้านสิ่งแวดล้อม
2. ร่างปฏิญญาผู้นำว่าด้วยวิสัยทัศน์เอเปคภายหลังปี ค.ศ. 2020 เป็นเอกสารกำหนดวิสัยทัศน์และแนวทางการดำเนินงานของเอเปคใน 20 ปีข้างหน้า โดยให้ความสำคัญกับประเด็นด้านการค้าและการลงทุนเสรี นวัตกรรมและกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล การเติบโตที่สมดุล เข้มแข็ง ยั่งยืนและครอบคลุม รวมถึงการรักษาสถานะของเอเปคให้เป็นเวทีหลักของความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคและเป็นแหล่งบ่มเพาะแนวคิดที่สำคัญ ทั้งนี้ ประเด็นที่ไทยผลักดันและได้รับการบรรจุอยู่ในร่างเอกสารฯ ได้แก่ การส่งเสริมและสนับสนุนวิสาหกิจขนาดย่อม ขนาดเล็ก และขนาดกลาง (เอ็มเอสเอ็มอี) และแนวทางการทำธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานไปสู่ประเด็นที่ไทยจะผลักดันในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอเปคปี 2565
3. ร่างถ้อยแถลงร่วมรัฐมนตรีเอเปค ครั้งที่ 31 สรุปความร่วมมือในประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะการรับมือและการฟื้นฟูเศรษฐกิจภายหลังโควิด-19 ได้แก่ การมุ่งส่งเสริมการค้าและการลงทุนเสรีเปิดกว้าง และยึดหลักกฎระเบียบเพื่อมุ่งสู่การเจริญเติบโตที่ยั่งยืนและครอบคลุม ฟื้นฟูเศรษฐกิจและผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ โควิด-19 รักษาการเคลื่อนย้ายสินค้าที่จำเป็น ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนวิสาหกิจขนาดย่อม ขนาดเล็ก และขนาดกลาง ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยี การปฏิรูปโครงสร้าง ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการที่มุ่งเน้นความร่วมมือที่ส่งเสริมการค้าและการลงทุนควบคู่ไปกับการพัฒนาที่ยั่งยืนและสนับสนุนการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม
28. เรื่อง ปฏิญญาร่วมว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างราชอาณาจักรไทยกับออสเตรเลีย
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างปฏิญญาร่วมว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างไทย-ออสเตรเลีย และอนุมัติให้นายกรัฐมนตรีประกาศยกระดับความสัมพันธ์ทวิภาคีไทย-ออสเตรเลียสู่ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ โดยลงนามในปฏิญญาร่วมฯ ร่วมกับนายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ในห้วงการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 37 และการประชุมสุดยอดอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงร่างปฏิญญาร่วมฯ ในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญและไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทย ให้กระทรวงการต่างประเทศสามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้งตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ
สาระสำคัญของร่างปฏิญญาร่วมฯ เป็นเอกสารวิสัยทัศน์ที่กำหนดทิศทางความสัมพันธ์และความร่วมมือของประเทศไทยและออสเตรเลียให้มีพลวัตมากขึ้น ทั้งในด้านการเมืองความมั่นคง ด้านเศรษฐกิจ และความร่วมมือรายสาขา (อาทิ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม การศึกษา สาธารณสุข เกษตร สิ่งแวดล้อม ฯลฯ) ตลอดจนการส่งเสริมการเชื่อมโยงประชาชน ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการฟื้นฟูทางเศรษฐกิจจากผลกระทบของโควิด-19 และเสริมสร้างการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว
29. เรื่อง ขอความเห็นชอบการรับรองเอกสารผลลัพธ์ด้านแรงงานภายใต้กรอบความร่วมมืออาเซียน
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบต่อเอกสารผลลัพธ์ด้านแรงงาน จำนวน 4 ฉบับ ได้แก่
1. ร่างแนวทางอาเซียนว่าด้วยการเดินทางกลับประเทศมาตุภูมิและการคืนสู่สังคมของแรงงานต่างด้าวอย่างมีประสิทธิภาพ
2. ร่างแผนงานอาเซียนว่าด้วยการขจัดรูปแบบที่เลวร้ายที่สุดของการใช้แรงงานเด็กภายในปี ค.ศ. 2025
3. ร่างแนวทางอาเซียนว่าด้วยการบูรณาการเพศภาวะให้เป็นกระแสหลักในนโยบายด้านแรงงานและการจ้างงานเพื่อมุ่งสู่งานที่มีคุณค่าสำหรับทุกคน
4. ร่างแนวทางอาเซียนว่าด้วยการประเมินความเสี่ยงอาชีวอนามัยและความปลอดภัยสำหรับวิสาหกิจระดับกลางและขนาดย่อมของประเทศสมาชิกอาเซียน และอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานหรือ ผู้แทนที่ได้รับมอบหมาย รับรองเอกสารดังกล่าว
ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงเอกสารทั้ง 4 ฉบับข้างต้น ที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสาระสำคัญ หรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ให้กระทรวงแรงงานสามารถดำเนินการได้โดยนำเสนอคณะรัฐมนตรีทราบภายหลัง และอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ในฐานะประธานคณะมนตรีประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมาย ร่วมรับรองเอกสารผลลัพธ์ด้านแรงงานทั้ง 4 ฉบับ ในการประชุมคณะมนตรีประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน ครั้งที่ 24 และอนุมัติให้นายกรัฐมนตรีหรือ ผู้แทนที่ได้รับมอบหมาย รับทราบ (for notation) เอกสารผลลัพธ์ด้านแรงงานทั้ง 4 ฉบับ ร่วมกับผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียนในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 37 ตามที่กระทรวงแรงงาน (รง.) เสนอ
สาระสำคัญของเอกสารผลลัพธ์ด้านแรงงานทั้งสี่ฉบับ สรุปดังนี้
1. ร่างแนวทางอาเซียนว่าด้วยการเดินทางกลับประเทศมาตุภูมิและการคืนสู่สังคมของแรงงาน ต่างด้าวอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการคณะกรรมการอาเซียนว่าด้วยการปฏิบัติให้เป็นไปตามปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิของแรงงานต่างด้าว (ASEAN Committee on the Implementation of the ASEAN Declaration on the Protection and Promotion of the Rights of Migrant Workers : ACMW) ค.ศ. 2018 - 2025 มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประเทศสมาชิกอาเซียนมีแนวปฏิบัติเกี่ยวกับกระบวนการเดินทางกลับประเทศมาตุภูมิและการคืนสู่สังคมของแรงงานต่างด้าว ที่เป็นไปตามมาตรฐานแรงงานสากล รวมถึงการเสริมสร้างความเข้มแข็งการบูรณาการการดำเนินงานระหว่างภาครัฐและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อทำให้มั่นใจว่ากระบวนการเดินทางกลับและการคืนสู่สังคมจะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพประกอบด้วยหัวข้อสำคัญ 5 หัวข้อ คือ 1) หลักการทั่วไป อาทิ หลักการด้านสิทธิ หลักการการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม การส่งเสริมสิทธิแรงงานต่างด้าว การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เป็นต้น 2) แนวทางปฏิบัติ ประกอบด้วย แนวทางปฏิบัติในการพัฒนากลไกเชิงสถาบันและกฎหมายเพื่อรองรับการเคลื่อนย้ายแรงงาน กระบวนการส่งกลับแรงงานอย่างมีประสิทธิภาพ การคุ้มครองทางสังคม และการคืนสู่สังคมทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม 3) กลไกสนับสนุนกระบวนการคืนสู่สังคม 4) กลยุทธ์การเสริมสร้างศักยภาพให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และ 5) การบริหารจัดการทรัพยากรเพื่อรองรับการคืนสู่สังคม
2. ร่างแผนงานอาเซียนว่าด้วยการขจัดรูปแบบที่เลวร้ายที่สุดของการใช้แรงงานเด็กภายในปี ค.ศ. 2025 มีจุดมุ่งหมายเพื่อมุ่งสู่การขจัดรูปแบบที่เลวร้ายที่สุดของแรงงานเด็ก (Worst Form of Child Labour : WFCL) ในภูมิภาคอาเซียน โดยเป็นการพัฒนาจากแผนอาเซียนสำหรับการขจัดรูปแบบที่เลวร้ายที่สุดของแรงงานเด็ก ค.ศ. 2016 สาระสำคัญของร่างแผนอาเซียนฯ ค.ศ. 2025 ประกอบด้วยประเด็นหลัก 3 ด้าน คือ 1) การห้ามการใช้แรงงานเด็กและการส่งเสริมธรรมาภิบาลเพื่อขจัดการใช้แรงงานเด็ก 2) การป้องกันการใช้แรงงานเด็ก อาทิ การส่งเสริมการเข้าถึงการศึกษาของเด็กและเยาวชน การขจัดความยากจน เป็นต้น และ 3) การคุ้มครองเด็ก ผ่านกระบวนการพัฒนาระบบฐานข้อมูลเด็ก โดยมุ่งเน้นการขยายและเพิ่มบทบาทความร่วมมือกับองค์กรอาเซียนเฉพาะสาขา (sectoral body) ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนหุ้นส่วนทางสังคม เพื่อร่วมขับเคลื่อนร่างแผนอาเซียนฯ ค.ศ. 2025 โดยมีการกำหนดตัวชี้วัดและกรอบระยะเวลาเพื่อติดตามและประเมินผล
3. ร่างแนวทางอาเซียนว่าด้วยการบูรณาการเพศภาวะให้เป็นกระแสหลักในนโยบายด้านแรงงานและการจ้างงานเพื่อมุ่งสู่งานที่มีคุณค่าสำหรับทุกคน มีจุดมุ่งหมายเพื่อกำหนดแนวทางในการบูรณาการความเสมอภาคทางเพศในนโยบายด้านแรงงานและการจ้างงานของประเทศสมาชิกอาเซียน ประกอบด้วยหัวข้อหลัก คือ 1) คำนิยามความเสมอภาคทางเพศ 2) มาตรฐานแรงงานสากลและกรอบแนวทางการจ้างงานที่มีคุณค่าบนพื้นฐานของความเสมอภาคทางเพศ 3) กลไกการติดตามและประเมินผลการบูรณาการความเสมอภาคทางเพศ อาทิ การส่งเสริมการจ้างงาน เงื่อนไขการทำงานเพื่อส่งเสริมการเข้าถึงงานที่มีคุณค่า การคุ้มครองทางสังคมและสิทธิของลูกจ้างที่ตั้งครรภ์ ทั้งนี้ มุ่งเน้นการดำเนินการตามอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ (Convention on the Elimination of All Forms of Discrimination Against Women : CEDAW) อนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 100 ว่าด้วยค่าตอบแทนที่เท่าเทียมกัน ค.ศ. 1951 และอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 111 ว่าด้วยการเลือกปฏิบัติในการจ้างงานและอาชีพ ค.ศ. 1958 เป็นต้น
4. ร่างแนวทางอาเซียนว่าด้วยการประเมินความเสี่ยงอาชีวอนามัยและความปลอดภัยสำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของประเทศสมาชิกอาเซียน เป็นแนวทางปฏิบัติเพื่อให้สถานประกอบกิจการขนาดกลางและขนาดย่อมสามารถประเมินความเสี่ยงหรืออันตรายได้อย่างเป็นระบบและมีเหตุผลรองรับในการบ่งชี้อันตราย ประเมินความเสี่ยง ควบคุมความเสี่ยง ตรวจสอบและทบทวนกระบวนการจัดการความเสี่ยงประกอบด้วยขั้นตอนการประเมินความเสี่ยง 5 ขั้นตอน คือ 1) ระบุขั้นตอนหรือกระบวนการทำงาน 2) ระบุอันตรายที่เกิดขึ้นในแต่ละขั้น 3) ประเมินความเสี่ยงที่เกิดจากอันตราย 4) กำหนดมาตรการป้องกันและขั้นตอนการทำงานอย่างปลอดภัย และ 5) ประเมินและทบทวนผลการดำเนินการตามมาตรการป้องกัน
แต่งตั้ง |
30. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงคมนาคม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงคมนาคม ให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 ราย ตั้งแต่วันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ดังนี้
1. นายชัยณรงค์ องอาจวาณิชย์ ผู้อำนวยการสำนักก่อสร้างสะพาน กรมทางหลวงชนบท ดำรงตำแหน่ง วิศวกรใหญ่ที่ปรึกษาวิชาชีพเฉพาะด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านสำรวจและออกแบบ) (วิศวกรโยธาทรงคุณวุฒิ) กรมทางหลวงชนบท ตั้งแต่วันที่ 29 เมษายน 2563
2. นายธงชัย พงษ์วิชัย ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ 2 กรมเจ้าท่า ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการขนส่งทางน้ำ (นักวิชาการขนส่งทรงคุณวุฒิ) สำนักงานปลัดกระทรวง ตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2563
3. นายสถาพร อังคณาวรกุล ผู้อำนวยการกองกฎหมาย สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการขนส่งทางอากาศ (นักวิชาการขนส่งทรงคุณวุฒิ) สำนักงานปลัดกระทรวง ตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2563
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
31. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงสาธารณสุข)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเสนอแต่งตั้ง นางสาววรวรรณ อัศวกุล ทันตแพทย์เชี่ยวชาญ (ด้านทันตสาธารณสุข) กรมอนามัย ให้ดำรงตำแหน่ง ทันตแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านทันตสาธารณสุข) กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2563 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
32. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอแต่งตั้ง นางสาวธนพร ศรีวิราช เป็นข้าราชการการเมือง ตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2563 เป็นต้นไป
33. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการต่างประเทศ)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเสนอแต่งตั้งข้าราชการ พลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงการต่างประเทศ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 2 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง และสับเปลี่ยนหมุนเวียน ดังนี้
1. นายศศิวัฒน์ ว่องสินสวัสดิ์ อธิบดีกรมยุโรป ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมอสโก สหพันธรัฐรัสเซีย
2. นางจุฬามณี ชาติสุวรรณ เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโคลัมโบ สาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรัลังกา ให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมยุโรป
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป ซึ่งการแต่งตั้งข้าราชการให้ไปดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำต่างประเทศตามข้อ 1. ได้รับความเห็นชอบจากประเทศผู้รับ
34. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงคมนาคม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเสนอแต่งตั้ง นายปริญญา แสงสุวรรณ วิศวกรใหญ่ที่ปรึกษาวิชาชีพเฉพาะด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านควบคุมการก่อสร้าง) (วิศวกรโยธาทรงคุณวุฒิ) กรมทางหลวง ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงคมนาคม เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
35. เรื่อง แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเสนอแต่งตั้ง นายเชวง ไทยยิ่ง เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล แทน นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากมีอายุครบเจ็ดสิบปีบริบูรณ์ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2563 เป็นต้นไป และให้ผู้ได้รับแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้ว
36. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 2 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ดังนี้
1. นายประพิศ จันทร์มา รองอธิบดีกรมชลประทาน ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมชลประทาน
2. นายอาชว์ชัยชาญ เลี้ยงประยูร รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมการข้าว
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี