533.jpg
สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2564

สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2564

วันจันทร์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 17.17 น.

วันนี้ (15 กุมภาพันธ์  2564) เวลา 09.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ผ่านระบบ Video Conference ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งสรุปสาระสำคัญดังนี้

กฎหมาย


1. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดจำนวนคนพิการที่นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการ และหน่วยงานของรัฐจะต้องรับเข้าทำงาน และจำนวนเงินที่นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการจะต้องนำส่งเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. 

                คณะรัฐมนตรีมีติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดจำนวนคนพิการที่นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการ และหน่วยงานของรัฐจะต้องรับเข้าทำงาน และจำนวนเงินที่นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการจะต้องนำส่งเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงแรงงาน (รง.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วน แล้วดำเนินการต่อไปได้ และให้ รง. รับความเห็นของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย 

                สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง 

                เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมฎกระทรวงกำหนดจำนวนคนพิการที่นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการและหน่วยงานของรัฐจะต้องรับเข้าทำงาน และจำนวนเงินที่นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการจะต้องนำส่งเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2554 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ในกรณีนายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการที่รับคนพิการเข้าทำงานหรือดำเนินการอย่างอื่นแทนการรับคนพิการเข้าทำงานปฏิบัติไม่ครบตามเงื่อนไขที่กำหนดในมาตรา 33 และมาตรา 35 แห่งพระราชบัญญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ให้ส่งเงินเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการฯ โดยขอขยายระยะเวลาการดำเนินการจาก ภายในสี่สิบห้าวัน เป็น ภายในเก้าสิบวัน โดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2564 เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของนายจ้างและเจ้าของสถานประกอบการ ที่ได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ซึ่งคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติได้เห็นชอบด้วยแล้ว 

                ทั้งนี้ รง. เสนอว่า 

                1. โดยที่มาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 และ  ที่แก้ไขเพิ่มเติม บัญญัติให้เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ให้นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการ และหน่วยงานของรัฐรับคนพิการเข้าทำงานตามลักษณะของงานในอัตราส่วนที่เหมาะสมกับผู้ปฏิบัติงานในสถานประกอบการหรือหน่วยงานของรัฐ ทั้งนี้ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานออกกฎกระทรวงกำหนดจำนวนที่นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการ และหน่วยงานของรัฐจะต้องรับคนพิการเข้าทำงาน มาตรา 34 บัญญัติให้นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการที่มิได้รับคนพิการเข้าทำงานตามมาตรา 33 ส่งเงินเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ และมาตรา 35 บัญญัติให้ในกรณีที่นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการ และหน่วยงานของรัฐไม่ประสงค์จะรับคนพิการเข้าทำงาน และไม่ประสงค์จะส่งเงินเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการตามมาตราดังกล่าว นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการ และหน่วยงานของรัฐนั้นอาจให้สัมปทาน  จัดสถานที่จำหน่ายสินค้าหรือบริการ จัดจ้างเหมาช่วงงานหรือจ้างเหมาบริการโดยวิธีกรณีพิเศษ ฝึกงานหรือจัดให้มีอุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวก ล่ามภาษามือ หรือให้ความช่วยเหลืออื่นใดแก่คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการก็ได้ 

                2. ต่อมาได้มีการออกกฎกระทรวงกำหนดจำนวนคนพิการที่นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการและหน่วยงานของรัฐจะต้องรับเข้าทำงาน และจำนวนเงินที่นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการจะต้องนำส่งเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2554 ซึ่งข้อ 3 ของกฎกระทรวงดังกล่าวกำหนดให้นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการซึ่งมีลูกจ้างตั้งแต่หนึ่งร้อยคนขึ้นไปรับคนพิการที่สามารถทำงานได้ ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใดในอัตราส่วนลูกจ้างที่มิใช่คนพิการทุกหนึ่งร้อยคนต่อคนพิการหนึ่งคน และข้อ 6 กำหนดให้ในกรณีที่นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการผู้ใดได้รับคนพิการเข้าทำงานตามที่กำหนดในข้อ 3 หรือได้ดำเนินการตามมาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม แต่ปฏิบัติไม่ครบตามเงื่อนไขที่กำหนดตามมาตรา 33 หรือมาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ให้ส่งเงินเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการตามจำนวนวันที่ไม่ได้ปฏิบัติให้ครบตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ เว้นแต่ได้มีการดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนดภายในสี่สิบห้าวันนับแต่วันที่ไม่ได้ปฏิบัติให้ครบตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด

                3. โดยที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ได้ส่งผลกระทบต่อสภาวะเศรษฐกิจ และส่งผลกระทบต่อนายจ้างและเจ้าของสถานประกอบการที่รับคนพิการเข้าทำงานหรือดำเนินการอย่างอื่นแทนการรับคนพิการเข้าทำงาน แต่ปฏิบัติไม่ครบตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดที่ต้องส่งเงินเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ เว้นแต่ได้ดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนดภายในสี่สิบห้าวันตามข้อ 2. ดังนั้น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของนายจ้างและเจ้าของสถานประกอบการที่รับคนพิการเข้าทำงานฯ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ให้มีระยะเวลาในการดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนด รง. จึงเห็นควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงในข้อ 2. ในส่วนที่เป็นข้อยกเว้นเกี่ยวกับระยะเวลาที่นายจ้างและเจ้าของสถานประกอบการต้องดำเนินการ จาก ภายในสี่สิบห้าวัน เป็น ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ดำเนินการไม่ครบถ้วนตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ โดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2564 

                4. ในคราวประชุมคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2563 เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2563 เห็นชอบตามหลักการในร่างกฎกระทรวงตามข้อ 3.

จึงได้เสนอร่างกฎกระทรวงกำหนดจำนวนคนพิการที่นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการ และหน่วยงานของรัฐจะต้องรับเข้าทำงาน และจำนวนเงินที่นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการจะต้องนำส่งเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. มาเพื่อดำเนินการ

 

2. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติและรับทราบ ดังนี้

                1. อนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้นำไปรวมพิจารณากับร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติ (4 เมษายน 2560) ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาในคราวเดียวกัน โดยให้รับความเห็นของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรต่อไป 

                2. รับทราบแผนในการจัดทำกฎหมายลำดับรอง กรอบระยะเวลา และกรอบสาระสำคัญของกฎหมายลำดับรองที่ออกตามร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว ตามที่ สธ. เสนอ   

                ทั้งนี้ ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ที่ สธ. เสนอ เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 เพื่อให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และสอดคล้องกับพระราชบัญญัติผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. 2562

                สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ  

                1. แก้ไขความหมายของคำนิยาม “ผู้อนุญาต” จากเดิม หมายความว่า ปลัดกระทรวงสาธารณสุขหรือผู้ซึ่งปลัดกระทรวงมอบหมาย เป็น “ผู้อนุญาต หมายความว่า อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก หรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย”  

                2. กำหนดให้เพิ่มคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามทั่วไป และคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามเฉพาะของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ รวมถึงเพิ่ม “คณะกรรมการสรรหากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ” และกำหนดหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสรรหา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และวิธีการสรรหากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขแต่งตั้ง  

                3. กำหนดให้เพิ่มกรณีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยพ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ ให้องค์ประกอบของคณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยมีองค์ประกอบเท่าที่เหลืออยู่ กรณียังไม่มีการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนคนเดิมที่พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ 

                4. แก้ไขเพิ่มเติมหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยในการกำหนดระเบียบเกี่ยวกับการคัดค้านการจดทะเบียนสิทธิในภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยส่วนบุคคล หรือของชุมชน  

                5. แก้ไขเพิ่มเติมการนำตำรับยาแผนไทยของชาติ หรือตำรับยาแผนไทยของชุมชนไปขออนุญาตตามกฎหมายอื่น เช่น การนำไปขอจดแจ้ง การแจ้งรายละเอียด หรือการขอขึ้นทะเบียนและขออนุญาตผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพรตามกฎหมายว่าด้วยผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพิ่มเติม จากเดิมที่กำหนดไว้เฉพาะการขอขึ้นทะเบียนและขออนุญาตผลิตยาตามกฎหมายว่าด้วยยา จะต้องยื่นคำขอรับอนุญาตการใช้ประโยชน์ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ.2542 

                6. กำหนดบทเฉพาะกาล เนื่องจากมีการแก้ไขเพิ่มเติมหลักการบางประการตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 ให้สามารถใช้บังคับต่อไปได้เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายที่แก้ไขเพิ่มเติมนี้

 

3. เรื่อง ร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง ขยายระยะเวลาการใช้บังคับประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในท้องที่อำเภออ่าวลึก อำเภอเมืองกระบี่ อำเภอเหนือคลอง อำเภอคลองท่อม และอำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ พ.ศ. 2559

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง ขยายระยะเวลาการใช้บังคับประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในท้องที่อำเภออ่าวลึก อำเภอเมืองกระบี่ อำเภอเหนือคลอง อำเภอคลองท่อม และอำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ พ.ศ. 2559 ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วน แล้วดำเนินการต่อไปได้ 

                ทั้งนี้  ทส. เสนอว่า  

                1. ได้ดำเนินการประกาศเขตพื้นที่ให้ใช้มาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 44 และมาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 เพื่อกำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม โดยออกเป็นประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในท้องที่อำเภออ่าวลึก อำเภอเมืองกระบี่ อำเภอเหนือคลอง อำเภอคลองท่อม และอำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ พ.ศ. 2559 ซึ่งมีผลใช้บังคับ 5 ปี นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2559 และจะสิ้นสุดอายุการใช้บังคับในวันที่ 31 มีนาคม 2564  

                2. เนื่องจากการจัดทำร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมฉบับใหม่ อยู่ระหว่างการดำเนินการแก้ไขปรับปรุงการกำหนดเขตพื้นที่มาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ซึ่ง ทส. จำเป็นต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินการอีกระยะหนึ่ง ทำให้ไม่สามารถดำเนินการให้มีผลใช้บังคับได้ทันภายในวันที่ 31 มีนาคม 2564 ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องขอขยายระยะเวลาการใช้บังคับประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตามข้อ 1. ออกไปอีก 2 ปี นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2564 จึงได้ยกร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง ขยายระยะเวลาการใช้บังคับประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในท้องที่อำเภออ่าวลึก อำเภอเมืองกระบี่ อำเภอเหนือคลอง อำเภอคลองท่อม และอำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ พ.ศ. 2559 ทั้งนี้ หากไม่สามารถดำเนินการขยายระยะเวลาการใช้บังคับได้ทัน จะทำให้การใช้มาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมตามประกาศกระทรวงฯ เกิดช่องว่างของการใช้บังคับกฎหมาย ซึ่งจะส่งผลเสียหายต่อการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมดังกล่าว  

                3. ในการประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ครั้งที่ 7/2563 เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2563 ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ขยายระยะเวลาการใช้บังคับประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดังกล่าว ออกไปอีก 2 ปี นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2564 และให้ ทส. นำร่างประกาศฯ ตามข้อ 2. เสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

จึงได้เสนอร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง ขยายระยะเวลาการใช้บังคับประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในท้องที่อำเภออ่าวลึก อำเภอเมืองกระบี่ อำเภอเหนือคลอง อำเภอคลองท่อม และอำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่               พ.ศ. 2559 มาเพื่อดำเนินการ 

                สาระสำคัญของร่างประกาศ

                ขอขยายระยะเวลาการใช้บังคับประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในท้องที่อำเภออ่าวลึก อำเภอเมืองกระบี่ อำเภอเหนือคลอง อำเภอคลองท่อม และอำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ พ.ศ. 2559 ออกไปอีก 2 ปีนับแต่วันที่ 1 เมษายน 2564 เป็นต้นไป เพื่อกำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมต่อไป

 

4. เรื่อง ร่างประกาศกระทรวงพาณิชย์ ยกเลิกประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดให้พัดลม หม้อหุงข้าว และหลอดไฟ เป็นสินค้าที่ต้องมีหนังสือรับรองและต้องปฏิบัติตามมาตรการจัดระเบียบในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. 2555 พ.ศ. ….

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างประกาศกระทรวงพาณิชย์ ยกเลิกประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดให้พัดลม หม้อหุงข้าว และหลอดไฟ เป็นสินค้าที่ต้องมีหนังสือรับรองและต้องปฏิบัติตามมาตรการจัดระเบียบในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. 2555 พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

                สาระสำคัญของร่างประกาศ  

                เป็นการออกประกาศเพื่อให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ. 2522 มาตรา 5 โดยยกเลิกประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดให้พัดลม หม้อหุงข้าว และหลอดไฟ เป็นสินค้าที่ต้องมีหนังสือรับรองและต้องปฏิบัติตามมาตการจัดระเบียบในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. 2555 เนื่องจากการควบคุมมาตรฐานของพัดลม หม้อหุงข้าว และหลอดไฟ ที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร มีการกำหนดไว้เป็นการเฉพาะตามพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 แล้ว ทั้งนี้ เพื่อเป็นการลดความซ้ำซ้อนของกฎหมาย รวมทั้งเป็นการลดภาระและอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจของประชาชนด้วย

 

เศรษฐกิจ - สังคม

5. เรื่อง โครงการวิทยาศาสตร์พลังสิบ

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เสนอ ดังนี้

                1. ให้ ศธ. ดำเนินโครงการวิทยาศาสตร์พลังสิบ ระยะเวลา 10 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 - 2573) และอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายของโครงการดังกล่าว จำนวน 9,619.88 ล้านบาท เพื่อพัฒนาและส่งเสริมศักยภาพผู้เรียน ตลอดจนเป็นการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับผู้เรียนที่มีความสนใจพิเศษด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีในทุกพื้นที่ นำไปสู่การสร้างและพัฒนาบุคคลให้เป็นกำลังสำคัญในด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย และนวัตกรรม ซึ่งจะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถของประเทศไทยในการแข่งขันกับนานาประเทศในอนาคต ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

                2. ให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ศธ. ปรับแผนค่าใช้จ่ายงบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ของ สพฐ. สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการเตรียมการด้านบุคลากรและการพัฒนาโรงเรียนที่จะเข้าร่วมโครงการเพื่อให้สอดคล้องกับแผนการดำเนินงานของโครงการวิทยาศาสตร์พลังสิบ

                สาระสำคัญของเรื่อง

                ศธ. รายงานว่า

                1. ปัจจุบันประเทศไทยขาดแคลนกำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี ซึ่งเป็นบุคลากรที่สำคัญในการพัฒนาประเทศและเพิ่มขีดความสามารถของประเทศไทยในการแข่งขันกับนานาประเทศ ประกอบกับนักเรียนที่ต้องการทำงานเกี่ยวกับด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรมมีน้อย* ดังนั้น ครูและบุคลากรทางการศึกษามีส่วนสำคัญในการยกระดับคุณภาพทางด้านวิทยาศาสตร์ศึกษาและมีบทบาทสำคัญในการพัฒนากระบวนการจัดการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพนักเรียนให้มีความรู้ ความสามารถ และเต็มศักยภาพ อย่างไรก็ตาม การศึกษาของไทยยังมีข้อจำกัดเกี่ยวกับกระบวนการสอนของครู เช่น ความเข้าใจในเนื้อหาอย่างลึกซึ้ง ทักษะกระบวนการจัดการเรียนรู้และวิธีการสอนที่เน้นเนื้อหาคำตอบมากกว่ากระบวนการเรียนรู้ที่นำไปสู่คำตอบ เป็นต้น รวมถึงหลักสูตรที่ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้เรียนได้อย่างเต็มศักยภาพ นักเรียน จึงไม่ได้รับการพัฒนาสมรรถนะเท่าที่ควร ส่งผลให้นักเรียนขาดทักษะการคิดขั้นสูง เช่น ทักษะการคิดวิเคราะห์ และไม่สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ นอกจากนี้ หลายโรงเรียนยังขาดความพร้อมทางด้านห้องเรียน วัสดุ อุปกรณ์ และครุภัณฑ์ ปัจจัยเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญที่จำเป็นต้องเร่งพัฒนาต่อคุณภาพการศึกษาของไทยให้มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพอย่างเร่งด่วน

______________________

* ข้อมูล  “วิทยาศาสตร์ของนักเรียนกับนักเรียนในภูมิภาคเอเชีย” เดือนตุลาคม 2560 ของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

                2. ศธ. โดยความร่วมมือระหว่าง สพฐ. สถาบันส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์และเครือข่ายมหาวิทยาลัยในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดทำโครงการวิทยาศาสตร์พลังสิบ (โครงการฯ) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสมรรถนะนักเรียนทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี [ระดับประถมศึกษา (ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 - 6) และระดับมัธยมศึกษา (ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 - 6)] ผ่านกระบวนการของหลักสูตรและเครือข่ายการพัฒนาศักยภาพ มหาวิทยาลัย โรงเรียน ครูผู้สอน และนักเรียน ระยะเวลาดำเนินงาน 10 ปี (ปีการศึกษา 2564 – 2573) โดยมีเป้าหมาย แผนการดำเนินงาน และงบประมาณสรุปได้ ดังนี้

                        2.1 เป้าหมาย

                                (1) หลักสูตรวิทยาศาสตร์พลังสิบมีมาตรฐานและคุณภาพสามารถเป็นต้นแบบในการจัดการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี โดยปรับรายวิชาเพิ่มเติมเน้นสมรรถนะผู้เรียนเป็นฐาน เพื่อเน้นบูรณาการความรู้ ลดความซ้ำซ้อนในการจัดรายวิชา เน้นทักษะกระบวนการแสวงหาความรู้และ              สร้างกระบวนการคิดได้ด้วยตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านกิจกรรมส่งเสริมทักษะการคิดแก้ปัญหาและการคิดอย่างสร้างสรรค์

                                (2) พัฒนาโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการฯ ให้มีคุณภาพ และมีศักยภาพเป็นโรงเรียนศูนย์ฝึกอบรมด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี (โรงเรียนศูนย์ฝึกอบรมฯ) จำนวน 200 โรงเรียน (แบ่งเป็นโรงเรียนระดับประถมศึกษา จำนวน 100 โรงเรียน และโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา จำนวน 100 โรงเรียน) เพื่อให้บริการทางวิชาการแก่โรงเรียนเครือข่าย อีกจำนวน 2,000 โรงเรียน (แบ่งเป็นโรงเรียนระดับประถมศึกษา จำนวน 1,000 โรงเรียน และโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา จำนวน 1,000 โรงเรียน) (อัตราส่วนโรงเรียนศูนย์ฝึกอบรมฯ : โรงเรียนเครือข่าย คือ 1 : 10) รวมจำนวนโรงเรียนในโครงการทั้งสิ้น 2,200 โรงเรียน

                                (3) พัฒนาครูในโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการฯ โดยการฝึกอบรมและพัฒนาตนเองทางความรู้ ทักษะ และประสบการณ์อย่างต่อเนื่อง มากกว่า 10,000 คน/ปี รวมถึงพัฒนาศักยภาพบุคลากรโครงการฯ ด้วย

                                (4) พัฒนานักเรียนที่มีความสนใจทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีอย่างเต็มศักยภาพ มากกว่า 100,000 คน/ปี/ระดับชั้น

                                (5) ให้นิสิต/นักศึกษา ครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ ฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูในโรงเรียนที่ร่วมโครงการฯ ให้มีความรู้ความสามารถในการจัดการเรียนรู้ตามแนวโครงการฯ

                        2.2 แผนการดำเนินงาน

ปีการศึกษา

การดำเนินการที่สำคัญ เช่น

1. การเตรียมความพร้อมของโครงการ (ปีการศึกษา 2563 - 2564)

2563 - 2564

- การเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรและหลักสูตร เช่น จัดทำมาตรฐานและหลักสูตร จัดทำเกณฑ์การคัดเลือกโรงเรียนศูนย์ฯ

2. การดำเนินการระยะที่ 1 (ปีการศึกษา 2564 - 2567)

2564

- รับสมัครและคัดเลือกโรงเรียนศูนย์ฯ ระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ระดับชั้นละ 100 โรงเรียน

- รับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 4 ระดับชั้นละ 3,000 คน (เฉลี่ย 30 คน/ระดับชั้น/โรงเรียน)

- นำหลักสูตรไปปรับใช้/อบรมครูวิทยากรศูนย์ฯ/พัฒนาศักยภาพบุคลากรโครงการฯ*

- เตรียมเกณฑ์การคัดเลือกโรงเรียนเครือข่าย

2565

- รับสมัครและคัดเลือกโรงเรียนเครือข่าย ระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ระดับชั้นละ 1,000 โรงเรียน

- รับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 4 ระดับชั้นละ 30,000 คน (เฉลี่ย 300 คน/ระดับชั้น/โรงเรียน)

- นำหลักสูตรไปปรับใช้/อบรมครูเครือข่ายฯ/พัฒนาศักยภาพบุคลากรโครงการฯ*

2566

- รับนักเรียน/นำหลักสูตรไปปรับใช้/อบรมครูวิทยากรโรงเรียนศูนย์ฯ และครูเครือข่าย/พัฒนาศักยภาพบุคลากรโครงการฯ*

2567

- ประเมินผลโครงการครั้งที่ 1 เพื่อคัดเลือกโรงเรียนศูนย์ฯ ที่ไม่ผ่านมาตรฐานออก และคัดเลือกโรงเรียนศูนย์ฯ ใหม่ให้ครบ 100 โรงเรียน

3. การดำเนินการระยะที่ 2 (ปีการศึกษา 2568 - 2573)

2568 - 2569

- รับนักเรียน/นำหลักสูตรไปปรับใช้/อบรมครูวิทยากรโรงเรียนศูนย์ฯ และครูเครือข่าย/พัฒนาศักยภาพบุคลากรโครงการฯ*

2570

- ประเมินผลโครงการครั้งที่ 2 เพื่อคัดเลือกโรงเรียนศูนย์ฯ ที่ไม่ผ่านมาตรฐานออก และคัดเลือกโรงเรียนศูนย์ฯ ใหม่ให้ครบ 100 โรงเรียน

2571 - 2573

- รับนักเรียน/นำหลักสูตรไปปรับใช้/อบรมครูวิทยากรโรงเรียนศูนย์ฯ และครูเครือข่าย/พัฒนาศักยภาพบุคลากรโครงการฯ*

* หมายเหตุ : การดำเนินการตาม (*) เป็นการดำเนินการทุกปี (ปีละ 1 ครั้ง)

                        2.3 งบประมาณโครงการฯ ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 – 2573 (ระยะเวลา 10 ปี) รวมทั้งสิ้นจำนวน 9,619.88 ล้านบาท

 

6. เรื่อง (ร่าง) แผนปฏิบัติการด้านการจัดการขยะพลาสติก ระยะที่ 1 (พ.ศ. 2563 - 2565)

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอดังนี้

                1. เห็นชอบ (ร่าง) แผนปฏิบัติการด้านการจัดการขยะพลาสติก ระยะที่ 1 พ.ศ. 2563 - 2565) [(ร่าง) แผนปฏิบัติการฯ] เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานในการป้องกันและแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่ต้องเร่งดำเนินการ ภายใต้ Roadmap การจัดการขยะพลาสติก พ.ศ. 2561 - 2573

                2. มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินงานตาม (ร่าง) แผนปฏิบัติการฯ

                สาระสำคัญของ (ร่าง) แผนปฏิบัติการฯ

หัวข้อ

รายละเอียด

วัตถุประสงค์

เพื่อเป็นกรอบและแนวทางการดำเนินงานร่วมกันจากทุกภาคส่วนในการป้องกันและแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกที่สำคัญและต้องเร่งดำเนินการให้เกิดผลเป็นรูปธรรมในช่วง  3 ปีแรก (ปี พ.ศ. 2563 - 2565)

วิสัยทัศน์

ก้าวสู่การจัดการพลาสติกที่ยั่งยืน ด้วยเศรษฐกิจหมุนเวียน (Moving Towards Sustainable Plastic Management by Circular Economy)

กรอบแนวคิด

1. หลักการจัดการพลาสติกตลอดวงจรชีวิต (Life Cycle) ตั้งแต่การจัดการพลาสติกในขั้นตอนการออกแบบและการผลิต โดยการออกแบบเชิงนิเวศเศรษฐกิจ                    (Eco-Design) การจัดการพลาสติกในขั้นตอนการบริโภค และการจัดการพลาสติกหลังการบริโภค

2. หลักการ 3R ประกอบด้วย การลดการใช้ (Reduce) ที่แหล่งกำเนิดในขั้นตอน             การออกแบบ การผลิต และการบริโภค โดยการลดปริมาณการใช้ลงโดยใช้เท่าที่จำเป็น       การใช้ซ้ำ (Reuse) โดยการนำของเสียบรรจุภัณฑ์หรือวัสดุเหลือใช้กลับมาใช้อีกโดยไม่แปรรูปหรือแปรสภาพ และการนำมาแปรรูปใช้ใหม่ (Recycle) เป็นการนำขยะรีไซเคิล ของเสีย บรรจุภัณฑ์ หรือวัสดุเหลือใช้มาแปรรูปเป็นวัตถุดิบในกระบวนการผลิต หรือเพื่อผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่

3. หลักการมีส่วนร่วมจากภาครัฐ ภาคเอกชน (Public Private Partnership) โดยทุกภาคส่วนต้องเข้ามารับรู้และมีส่วนร่วมในการจัดการขยะพลาสติก

4. หลักการว่าด้วยระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) การจัดการขยะพลาสติกให้เกิดความยั่งยืน มุ่งเน้นให้มีการสร้างของเสียที่ต่ำที่สุดหรือไม่มีเลย ด้วยการนำพลาสติกกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตเพื่อใช้ประโยชน์ในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน

5. หลักการผู้ผลิตมีส่วนร่วม (Responsible Consumption and Production) โดยผู้ผลิตมีส่วนร่วมในการจัดการขยะพลาสติก เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ใช้หลักการที่ถือว่าต้นทุนทางด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจากการผลิตเป็นต้นทุนของสินค้าด้วย ผู้ประกอบการจึงต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดการของเสียที่เกิดจากสินค้า

เป้าหมาย

1. เป้าหมายที่ 1 : การลด เลิกใช้พลาสติกเป้าหมาย ด้วยการใช้วัสดุทดแทนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ร้อยละ 100 ภายในปี พ.ศ. 2565 ได้แก่ (1) ถุงพลาสติกหูหิ้ว ความหนาน้อยกว่า 36 ไมครอน (2) กล่องโฟมบรรจุอาหาร ไม่รวมถึงโฟมที่ใช้กันกระแทกในภาคอุตสาหกรรม (3) แก้วพลาสติก ความหนาน้อยกว่า 100 ไมครอน และ (4) หลอดพลาสติก ยกเว้นการใช้กรณีจำเป็น ได้แก่ การใช้ในเด็ก คนชรา ผู้ป่วย เป็นต้น

     (ในปีฐาน พ.ศ. 2562 รวมการใช้พลาสติก 3 ประเภทอยู่ที่ 384,024 ตัน ส่วนใหญ่เป็นถุงพลาสติกหูหิ้ว)

2. เป้าหมายที่ 2 : การนำพลาสติกเป้าหมายกลับไปใช้ประโยชน์เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของพลาสติกเป้าหมายภายในปี พ.ศ. 2565 ได้แก่ (1) ถุงพลาสติกหูหิ้ว (HDPE LLDPE LDPE และ PP) (2) บรรจุภัณฑ์ฟิล์มพลาสติกชั้นเดียว (HDPE และ LL/LDPE) (3) ขวดพลาสติก (ทุกชนิด) (4) ฝาขวด (5) แก้วพลาสติก (6) ถาด/กล่องอาหาร และ (7) ช้อน/ส้อม/มีด

     (ในปีฐาน พ.ศ. 2562 รวมการใช้พลาสติก 7 ประเภทอยู่ที่ 1,341,668 ตัน เป้าหมายนำกลับไปใช้ประโยชน์ร้อยละ 50 หรืออยู่ที่ 670,834 ตัน)

มาตรการ

1. มาตรการลดการเกิดขยะพลาสติก ณ แหล่งกำเนิด โดยมุ่งเน้นให้ความสำคัญในการป้องกันและควบคุมการเกิดของเสียตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต โดยการออกแบบ/ผลิตสินค้าและบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Eco-design) ลดปริมาณสารพิษในผลิตภัณฑ์ เลือกใช้วัตถุดิบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการ รับผิดชอบของเสียที่เกิดจากสินค้าของตนเอง ผลักดันให้มีการปรับปรุงพัฒนามาตรฐานการออกแบบเชิงนิเวศเศรษฐกิจ การพัฒนาระบบฉลากสิ่งแวดล้อม การพัฒนามาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมพลาสติก และมีการพัฒนาระบบฐานข้อมูลพลาสติกให้เป็นมาตรฐานเดียวกันที่สามารถเชื่อมโยงทั้งประเทศ

2. มาตรการลด เลิกใช้พลาสติก ณ ขั้นตอนการบริโภค โดยมุ่งเน้นให้ความสำคัญในการส่งเสริมการบริโภคที่ยั่งยืน โดยเสริมสร้างจิตสำนึกของประชาชนในการบริโภคที่เหมาะสม โดยเฉพาะการลด เลิกใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว (SUP) ที่มีผลกระทบ             ต่อสิ่งแวดล้อม และไม่สามารถนำกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

3. มาตรการจัดการขยะพลาสติกหลังการบริโภค โดยมุ่งเน้นให้ความสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการนำขยะพลาสติกกลับมาใช้ประโยชน์เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ส่งเสริมให้ประชาชนลด และคัดแยกขยะ ส่งเสริมให้มีการนำขยะพลาสติกมาผลิตเชื้อเพลิงขยะ (Refuse Derived Fuel : RDF) การส่งเสริมให้อุตสาหกรรมบางประเภทต้องใช้ซ้ำหรือรีไซเคิลพลาสติก และจัดหาเทคโนโลยีการใช้ประโยชน์จากขยะพลาสติกอย่างมีประสิทธิภาพ

กลไกการขับเคลื่อน

1. สร้างความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับสาระสำคัญของแผนปฏิบัติการด้านการจัดการขยะพลาสติก กับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง การรณรงค์ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) หรือการประชาสัมพันธ์ผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์                   (Social Network) เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ข้อมูลข่าวสารขององค์กรทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน

2. การสร้างความเป็นหุ้นส่วนในการดำเนินงานในทุกระดับทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ได้แก่ หน่วยงานราชการทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และท้องถิ่น ผู้ผลิต ผู้จำหน่าย และผู้บริโภค

3. การใช้เครื่องมือและกลไกต่าง ๆ ที่เป็นรูปธรรมและเหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย ได้แก่ (1) มาตรการทางการเงินการคลัง โดยอาจเป็นเงินงบประมาณจากภาครัฐและเอกชน ได้แก่ เงินลงทุนจากภาคเอกชน เงินกองทุนสิ่งแวดล้อมทั้งในและต่างประเทศ และงบประมาณแผ่นดิน (2) การสร้างแรงจูงใจ ด้วยการให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้ประกอบการ และการใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์รวมทั้งเครื่องมือทางสังคมเพื่อสนับสนุนการเลิกใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว (3) การสนับสนุนการวิจัย นวัตกรรมและเทคโนโลยีเกี่ยวกับระบบการจัดการ ระบบฐานข้อมูล นวัตกรรมในการจัดการขยะพลาสติกทั้งบนบกและทะเล (4) การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการขยะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อพัฒนาระบบการจัดการขยะให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อันจะส่งผลต่อการป้องกันขยะบกลงสู่ทะเล และ (5) การปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง หรือเร่งออกกฎระเบียบข้อบังคับ

หน่วยงานขับเคลื่อน

1. หน่วยงานกลาง ประกอบด้วย ทส. กค. พณ. กระทรวงอุตสาหกรรม มท. กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงคมนาคม (คค.) กระทรวงพลังงาน (พน.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) และสำนักนายกรัฐมนตรี (กรมประชาสัมพันธ์)               เป็นหน่วยงานหลัก

2. หน่วยงานระดับพื้นที่ ประกอบด้วย จังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งเป็นหน่วยงานสำคัญในการดำเนินงานขับเคลื่อนและประสานการดำเนินงานในการจัดการขยะพลาสติกในระดับจังหวัด และรวบรวมข้อมูลและรายงานผลการดำเนินงานของจังหวัดมายังหน่วยงานกลาง

3. ผู้ผลิต ผู้จำหน่าย ผู้ประกอบการธุรกิจ

4. องค์กรพัฒนาเอกชน (Non-Governmental Organizations: NGOs) ได้แก่ สมาคมสร้างสรรค์ไทย (ตาวิเศษ)

5. ผู้บริโภค

ผลที่คาดว่าจะได้รับ

ลดปริมาณขยะพลาสติกที่ต้องนำไปกำจัดได้ประมาณ 0.78 ล้านตันต่อปี และประหยัดงบประมาณในการจัดการขยะมูลฝอยได้ประมาณ 3,900 ล้านบาทต่อปี ประหยัดพื้นที่รองรับพื้นที่ฝังกลบและกำจัดขยะมูลฝอยพลาสติก ได้ประมาณ 2,500 ไร่ โดยการคัดแยกและนำขยะพลาสติกกลับมาใช้ใหม่จะสามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเทียบเท่าคาร์บอนไดออกไซด์ 1.2 ล้านตัน

 

7. เรื่อง  สรุปผลการดำเนินการเรื่องร้องทุกข์/เสนอความคิดเห็นจากประชาชนไตรมาสที่ 3 ของปีงบประมาณ พ.ศ. 2563  และในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563

               คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและเห็นชอบทั้ง 3 ข้อ ตามที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) เสนอ ดังนี้

                1. รับทราบสรุปผลการดำเนินการเรื่องร้องทุกข์/เสนอความคิดเห็นจากประชาชน ไตรมาสที่ 3 ของปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 และในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 พร้อมผลการวิเคราะห์เรื่องร้องทุกข์/เสนอความคิดเห็น

                2. ขอความร่วมมือให้ทุกส่วนราชการพิจารณาดำเนินการ ดังนี้

                        2.1 แจ้งความคืบหน้าการดำเนินการเรื่องร้องทุกข์และเร่งรัดการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนให้มีผลเป็นที่ยุติด้วยความเป็นธรรมภายในระยะเวลาที่เหมาะสม

                        2.2 รวบรวมสถิติระยะเวลาที่ใช้ในการแก้ไขปัญหาเรื่องร้องทุกข์ในแต่ละประเภทเรื่องที่ประชาชนร้องทุกข์ไปยังหน่วยงาน เพื่อใช้เป็นข้อมูลสำหรับการกำหนดเป็นข้อตกลงระยะเวลาแล้วเสร็จของงานการแก้ไขปัญหาเรื่องร้องทุกข์ต่อไป

                        2.3 เชื่อมโยงข้อมูลกับระบบการจัดการเรื่องราวร้องทุกข์ของหน่วยงานเข้ากับ สปน. เพื่อให้เกิดผลป็นรูปธรรมโดยเร็ว และให้หน่วยงานที่ไม่มีระบบฐานข้อมูลเรื่องร้องทุกข์ของตนเองเข้าร่วมใช้งานระบบการจัดการเรื่องราวร้องทุกข์ของ สปน. เพื่อเป็นการรวบรวมเรื่องร้องทุกข์ให้เป็นภาพรวมของประเทศ

                        2.4 ขอให้หน่วยงานที่มีการให้บริการผ่านทางโทรศัพท์สายด่วนสำหรับให้ข้อมูล/ตอบข้อคำถามของประชาชน ควรจัดให้มีการพัฒนา/อบรมบุคลากรด้านจิตบริการอย่างน้อย ปีละ 1 ครั้ง

                3. มอบหมายให้ สปน. ขยายผลการดำเนินโครงการศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล โดยพัฒนาให้มีระบบการติดตามผลและสถานะเรื่องร้องทุกข์ (Tracking System) เพื่อให้ประชาชนสามารถติดตามเรื่องร้องทุกข์ด้วยตนเองได้ทุกที่ทุกเวลา รวมทั้ง จัดให้มีระบบรายงานผล (Dashboard) สำหรับผู้บริหารใช้ในการกำกับติดตามการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน

              สาระสำคัญของเรื่อง

              สปน. ได้มีการจัดทำสรุปผลการดำเนินการเรื่องร้องทุกข์/เสนอความคิดเห็นจากประชาชนที่มีมาถึงนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในไตรมาสที่ 3 ของปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 และในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 พร้อมผลวิเคราะห์เรื่องร้องทุกข์/เสนอความคิดเห็น สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้ 

                1.สรุปผลการดำเนินการเรื่องร้องทุกข์/เสนอความคิดเห็นจากประชาชนไตรมาสที่ 3 ของปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 และปีงบประมาณ พ.ศ. 2563

ไตรมาสที่ 3 ของปีงบประมาณ พ.ศ. 2563

ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563

1) สถิติการแจ้งเรื่องร้องทุกข์/เสนอความคิดเห็นจากประชาชน

- ยื่นเรื่องผ่านช่องทางต่าง ๆ รวม 45,472 ครั้ง จำนวน 32,879 เรื่อง ซึ่งได้ข้อยุติ จำนวน 25,921 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 78.84 โดยยื่นเรื่องผ่านช่องทางสายด่วนของรัฐบาล 1111 มากที่สุด

- ประเภทเรื่องที่ประชาชนร้องทุกข์/เสนอความเห็นมากที่สุด คือ ค่าครองชีพ จำนวน 8,188 เรื่อง ซึ่งได้ข้อยุติ 4,374 เรื่อง (คิดเป็นร้อยละ 53.42)

- ยื่นเรื่องผ่านช่องทางต่าง ๆ รวม 140,238 ครั้ง จำนวน 99,591 เรื่อง ซึ่งได้ข้อยุติ จำนวน 82,146 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 82.48 โดยยื่นเรื่องผ่านช่องทางสายด่วนของรัฐบาล 1111 มากที่สุด

- ประเภทเรื่องที่ประชาชนร้องทุกข์/เสนอความเห็นมากที่สุด คือ ค่าครองชีพ จำนวน 9,637 เรื่อง ซึ่งได้ข้อยุติ 5,044 เรื่อง (คิดเป็นร้อยละ 52.34)

2) หน่วยงานที่ได้รับการประสานงานเรื่องร้องทุกข์ /เสนอความคิดเห็นมากที่สุด 5 ลำดับแรก โดยเรียงลำดับได้  ดังนี้

-ส่วนราชการ ได้แก่ กระทรวงการคลัง (กค.)

กระทรวงแรงงาน (รง.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตช.) กระทรวมหาดไทย (มท.) และกระทรวงสาธารณสุข (สธ.)

-รัฐวิสาหกิจ ได้แก่ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ตามลำดับ

- องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และจังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (กทม.) จังหวัดนนทบุรี สมุทรปราการ ปทุมธานี และชลบุรี

- ส่วนราชการ ได้แก่ กค. ตช. รง. สธ. และมท.

- รัฐวิสาหกิจ ได้แก่ กฟภ. กฟน. ธนาคารออมสิน ขสมก. และการประปาส่วนภูมิภาค

- อปท. และจังหวัด ได้แก่ กทม. จังหวัดนนทบุรี สมุทรปราการ ปทุมธานี  และชลบุรี

 

              2. การประมวลผลและวิเคราะห์เรื่องร้องทุกข์/เสนอความคิดเห็น ไตรมาสที่ 3 ของปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 และปีงบประมาณ พ.ศ. 2563

หน่วย : ครั้ง

ช่องทางการติดต่อ

การเปรียบเทียบจำนวนการติดต่อในช่วงเวลาเดียวกันกับปีที่ผ่านมา

ไตรมาสที่ 3 ของปีงบประมาณ

ในปีงบประมาณ

2562

2563

เพิ่ม/ลด (ร้อยละ)

2562

2563

เพิ่ม/ลด (ร้อยละ)

สายด่วนของรัฐบาล 1111

28,481

39,432

38.45

123,653

125,766,

1.71

ตู้ ปณ. 1111/ไปรษณีย์/โทรสาร

1,298

3,205

146.92

8,626

7,542

-12.57

เว็บไซต์ (www.1111.go.th)

1,002

1,450

44.71

5,223

3,384

-35.21

โมบายแอพพลิเคชัน PSC 1111

399

693

73.68

3,081

1,369

-55.57

จุดบริการประชาชน 1111

521

507

-2.69

1,418

1,831

29.12

ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19

-

100

N/A

0

117

N/A

สายตรงไทยนิยม

48

85

77.08

337

229

-32.05

คณะรักษาความสงบแห่งชาติ

1

0

-

176

0

-

ตู้ ปณ. 444

1

0

-

1

0

-

รวมทั้งสิ้น

31,751

45,472

43.21

142,515

140,238

-1.60

สรุปรายละเอียดของข้อมูลตามตารางข้างต้นได้ ดังนี้

                        2.1 สถิติการใช้บริการจำแนกตามช่องทางการร้องทุกข์เปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา

                               2.1.1 ไตรมาสที่ 3 ของปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 พบว่า

ประชาชนยื่นเรื่องร้องทุกข์เพิ่มขึ้นในเกือบทุกช่องทาง คิดเป็นร้อยละ 43.21  ยกเว้นช่องทางจุดบริการประชาชน 1111 ที่มีจำนวนเรื่องลดลง (จากเดิม 521 ครั้ง เป็น 507 ครั้ง) คิดเป็นร้อยละ 2.69 ช่องทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และตู้ ปณ. 444 ที่ไม่มีผู้ยื่นเรื่องร้องทุกข์แต่อย่างใด

                                2.1.2 ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 พบว่า ประชาชนยื่นเรื่องร้องทุกข์ลดลงในเกือบทุกช่องทาง คิดเป็นร้อยละ -1.60 ยกเว้นช่องทางจุดบริการประชาชน 1111 ที่มีจำนวนเรื่องเพิ่มขึ้น (จากเดิม 1,418 ครั้ง เป็น 1,831 ครั้ง) คิดเป็นร้อยละ 29.12 และช่องทางสายด่วนของรัฐบาล 1111 ที่มีจำนวนเรื่องเพิ่มขึ้น (เดิม 123,653 ครั้ง เป็น 125,766 ครั้ง) คิดเป็นร้อยละ 1.71 เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)

                        2.2 ประเด็นเรื่องร้องทุกข์ที่ประชาชนยื่นเรื่องมากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันกับปีงบประมาณที่ผ่านมา

                                2.2.1 ไตรมาสที่ 3 ของปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 คือ ค่าครองชีพ โดยมีประชาชนร้องทุกข์  จำนวน 8,188 เรื่อง ซึ่งเพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกัน  จำนวน 8,180 เรื่อง  (ที่มีการยื่นเรื่อง 8 เรื่อง)

                                2.2.2 ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 มีประเด็นที่ประชาชนยื่นเรื่องร้องทุกข์มากที่สุด คือ ค่าครองชีพ จำนวน 9,637 เรื่อง ซึ่งเพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีงบประมาณที่ผ่านมา จำนวน 9,581 เรื่อง ที่มีการยื่นเรื่อง 56 เรื่อง) ทั้งนี้ โดยส่วนใหญ่เป็นการขอความช่วยเหลือของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 และขอให้พิจารณาทบทวนสิทธิและเร่งรัดการจ่ายเงินตามมาตรการดูแลและเยียวยา “แรงงานลูกจ้าง ลูกจ้างชั่วคราว อาชีพอิสระที่ไม่อยู่ในระบบประกันสังคม” (มาตรการเยียวยา 5,000 บาท) ของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 เนื่องจากเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับชีวิตความป็นอยู่ของประชาชน ทั้ง สปน.  ได้จัดลำดับเรื่องร้องทุกข์ 10 ลำดับแรก ในไตรมาสที่ 3 ของปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 และปีงบประมาณ พ.ศ. 2563

                        2.3 การวิเคราะห์ข้อมูลเรื่องร้องทุกข์ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคม-30 กันยายน 2563 โดย สปน. ได้ประมวลผลการรับเรื่องร้องทุกข์ที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ผ่านสายด่วน 1111 รวม 518,216 เรื่อง (ได้ข้อยุติแล้ว จำนวน 511,159 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 98.64) โดยเป็นเรื่องที่ประชาชนสอบถามข้อมูลและแสดงความคิดเห็น จำนวน 503,147  เรื่อง (คิดเป็นร้อยละ 97.09) ซึ่งการสอบถามข้อมูลมาตรการในการช่วยเหลือด้านต่าง ๆ เช่น การช่วยเหลือด้านการเงิน และสิทธิในการตรวจรักษาเป็นประเด็นที่สอบถามข้อมูลและแสดงความคิดเห็นมากที่สุด และเป็นเรื่องที่ประชาชนร้องขอความช่วยเหลือและแจ้งเหตุ จำนวน 15,069 เรื่อง (คิดเป็นร้อยละ 2.91)

                3. ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินการเรื่องร้องทุกข์ เช่น ไม่สามารถประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รวดเร็ว เนื่องจากมีช่องทางการแจ้งเรื่องร้องทุกข์หลากหลายช่องทาง ส่งผลให้ขาดการรวมศูนย์ข้อมูลและขาดการเชื่อมโยงฐานข้อมูลเรื่องร้องทุกข์ หรือบางหน่วยงานไม่มีระบบสารสนเทศรองรับข้อมูล/ข้อร้องเรียนจากประชาชน

 

8. เรื่อง  รายงานสรุปผลการดำเนินการตามยุทธศาตร์ชาติ ประจำปี 2563 และรายงานสรุปผลการดำเนินการตามแผนการปฏิรูปประเทศ ประจำปี 2563

                คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในฐานะสำนักงานเลขานุการของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ และคณะกรรมการปฏิรูปประเทศรายงานสรุปผลการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ ประจำปี 2563 และรายงานสรุปผลการดำเนินการตามแผนการปฏิรูปประเทศ ประจำปี 2563 (เป็นการดำเนินการตามพระราชบัญญัติการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2560 มาตรา 24 และพระราชบัญญัติแผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. 2560 มาตรา 25 ที่บัญญัติให้ สศช. จัดทำรายงานสรุปผลการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศเสนอ ครม. เพื่อทราบ) สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

              1. รายงานสรุปผลการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ ประจำปี 2563

                        1.1 ผลการประเมินผลความก้าวหน้าตามเป้าหมายของแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประกอบด้วย 6 ยุทธศาสตร์ 23 ประเด็น 37 เป้าหมาย และเป้าหมายระดับแผนแม่บทย่อย 140 เป้าหมาย พบว่า สถานการณ์ในการบรรลุเป้าหมายมีการพัฒนาในทิศทางที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2562 

                                1.1.1 เป้าหมายระดับประเด็นที่บรรลุตามค่าเป้าหมายที่กำหนดในปี 2565 แล้ว 7 เป้าหมาย (เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ซึ่งมีจำนวน 4 เป้าหมาย) ประกอบด้วย (1) ประเด็นโครงสร้างพื้นฐานระบบโลจิสติกส์และดิจิทัล (เป้าหมาย : ความสามารถในการแข่งขันด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศดีขึ้น) (2) เขตเศรษฐกิจพิเศษ (เป้าหมาย : การลงทุนในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษทั้งหมดได้รับการยกระดับ) (3) การเสริมสร้างให้คนไทยมีสุขภาวะที่ดี (เป้าหมาย : คนไทยมีสุขภาวะที่ดีขึ้นและมีความอยู่ดีเพิ่มขึ้น) (4) ศักยภาพการกีฬา) (เป้าหมาย : คนไทยมีสุขภาพดีขึ้น มีน้ำใจนักกีฬา และมีวินัยเคารพกฎกติกามากขึ้น ด้วยกีฬา) (5) พลังทางสังคม (เป้าหมาย : ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมเพิ่มขึ้น) (6) การเติบโตอย่างยั่งยืน (เป้าหมาย : สภาพแวดล้อมของประเทศไทย มีคุณภาพดีขึ้นอย่างยั่งยืน) และ (7) การบริการประชาชนและประสิทธิภาพภาครัฐ (เป้าหมาย : ภาครัฐการดำเนินการที่มีประสิทธิภาพด้วยการนำนวัตกรรมเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้)

                             1.1.2 ประเด็นที่ต่ำกว่าค่าเป้าหมาย 15 ประเด็น (เท่ากับปี 2562) และประเด็นที่ต่ำกว่าค่าเป้าหมายระดับเสี่ยง 9 ประเด็น (ลดลงจากปี 2562 ซึ่งมีจำนวน 12 ประเด็น) โดยมีประเด็นที่มีสถานการณ์ดำเนินการในทิศทางที่ดีขึ้น เช่น ประเด็นการท่องเที่ยว (เป้าหมาย : เมืองและชุมชนที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรมเพิ่มขึ้น) การเสริมสร้างให้คนไทยมีสุขภาวะที่ดี (เป้าหมาย : ประชาชนมีความรอบรู้สุขภาพ เรื่อง โรคอุบัติใหม่และอุบัติซ้ำที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศมากขึ้น)และการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ (เป้าหมาย : ระดับการรับมือกับภัยพิบัติด้านน้ำเพิ่มขึ้น)

                                1.1.3 ประเด็นที่ต่ำกว่าค่าเป้าหมายระดับวิกฤต 6 ประเด็น (เท่ากับปี 2562) เช่น การเกษตร (เป้าหมาย : สินค้าที่ได้จากเทคโนโลยีสมัยใหม่/อัจฉริยะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น) ผู้ประกอบการและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมยุคใหม่ (เป้าหมาย : การขยายตัวของวิสาหกิจเริ่มต้น และเศรษฐกิจฐานราก (เป้าหมาย : ศักยภาพและขีดความสามารถของเศรษฐกิจฐานรากเพิ่มขึ้น)

                        1.2 ประเด็นท้าทายและการดำเนินการในระยะต่อไป เช่น

ลำดับ

มิติ

ประเด็นท้าทายที่สำคัญ

1.

ความอยู่ดีมีสุขของคนไทยและสังคมไทย

Ÿ การเพิ่มศักยภาพในการควบคุมการทุจริตและประพฤติมิชอบในหน่วยงานราชการและพัฒนาสร้างความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรมทุกขั้นตอน

Ÿ การส่งเสริมให้ประชาชนมีรายได้ ได้รับสวัสดิการและการสนับสนุนจากภาครัฐ โดยเฉพาะบริการ                ด้านสาธารณสุข

2.

ขีดความสามารถในการแข่งขันการพัฒนาเศรษฐกิจและการกระจายรายได้

Ÿ โรคอุบัติใหม่และภัยพิบัติทางธรรมชาติ

Ÿ การส่งเสริมการตลาดเชิงรุก เพิ่มช่องทางในการจัดจำหน่ายและต่อยอดสินค้าและบริการให้รองรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)

3.

การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

Ÿ การสร้างความเข้มแข็งของสถาบันครอบครัว และปลูกฝังค่านิยม คุณธรรม และจริยธรรมที่ดี

Ÿ การยกระดับสถาบันการศึกษาทุกระดับ

Ÿ ผู้สูงอายุมีงานทำและมีรายได้ที่เหมาะสม

4.

ความเท่าเทียมและความเสมอภาคทางสังคม

Ÿ การพัฒนาศักยภาพของทุกภาคส่วนให้มีทักษะในการใช้ข้อมูลความรู้ นวัตกรรม และเทคโนโลยีดิจิทัล

Ÿ การพัฒนาศักยภาพและขีดความสามารถของเศรษฐกิจฐานราก

Ÿ การสร้างหลักประกันทางสังคมเพื่อความมั่นคงในการดำรงชีวิต

Ÿ การพัฒนารูปแบบความคุ้มครองและสิทธิปรโยชน์ภายใต้ระบบประกันสังคมที่เหมาะสม

Ÿ การขยายความเชื่อมโยงของฐานข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาคนเพื่อเพิ่มความครอบคลุมของประชากร กลุ่มเป้าหมายและแก้ปัญหาภาวะตกหล่น

5.

ความหลากหลายทางชีวภาพคุณภาพสิ่งแวดล้อม และความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ

Ÿ ความรุนแรงของภัยพิบัติทางธรรมชาติ

Ÿ การควบคุมมลพิษที่เกิดจากการผลิตและบริโภค

Ÿ ความสามารถของภาครัฐในการบริหารสถานการณ์วิกฤตต่าง ๆ

Ÿ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศให้เป็นเอกภาพ

Ÿ การจัดการด้านสิ่งแวดล้อม เช่น น้ำเสีย ขยะมูลฝอย และฝุ่นควัน

Ÿ การเสริมสร้างความตระหนักรู้และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้านสิ่งแวดล้อมของคนไทยต่อทรัพยากร

ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

6.

ประสิทธิภาพการบริหารจัดการและการเข้าถึงการให้บริการภาครัฐ

Ÿ การบริการของภาครัฐประสิทธิภาพและมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับ

Ÿ การพัฒนาบุคลากรภาครัฐให้พร้อมเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล

Ÿ การส่งเสริมค่านิยมให้สามารถแยกระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวและผลประโยชน์ส่วนรวม ซื่อสัตย์และสุจริต

Ÿ การพัฒนาระบบฐานข้อมูลกลางด้านกฎหมายให้มีความเชื่อมโยงและนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม

                        1.3 ข้อเสนอแนะในการดำเนินการในระยะต่อไป

                                1.3.1 บุคลากรของหน่วยงานของรัฐจะต้องศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการของแผน 3 ระดับ และถ่ายทอดไปสู่การปฏิบัติตามหลักการความสัมพันธ์เชิงเหตุและผล (XYZ) และการบูรณาการกับกระบวนการงบประมาณอย่างเป็นระบบ

                                1.3.2 ควรใช้ระบบติดตามและประเมินผลแห่งชาติ (eMENSCR) เป็นระบบในการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการดำเนินการในทุกระดับอย่างแท้จริง

               2. รายงานสรุปผลการดำเนินการตามแผนการปฏิรูปประเทศ ประจำปี 2563

                     2.1 ผลสัมฤทธิ์การบรรลุเป้าหมายของการปฏิรูปประเทศ ซึ่งประกอบด้วย แผนการปฏิรูปประเทศ 12 ด้าน เรื่องและประเด็นปฏิรูป  173 เรื่อง

                                2.1.1 บรรลุเป้าหมาย จำนวน 16 เรื่องและประเด็นการปฏิรูป (เพิ่มขึ้นจาก ปี 2562 ซึ่งมีจำนวน 10 เรื่องและประเด็นปฏิรูป) ประกอบด้วย

ด้าน

เรื่องและประเด็นปฏิรูป

กฎหมาย

(1) มีกลไกการออกกฎหมายที่ดีและเท่าที่จำเป็น รวมทั้งมีกลไกในการทบทวนกฎหมายที่มีผลใช้บังคับแล้วเพื่อให้สอดคล้องกับหลักการของมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และ (2) พัฒนากระบวนการจัดทำและตรวจพิจารณาร่างกฎหมายให้รวดเร็ว รอบคอบ และสอดคล้องกับเงื่อนเวลาในการตรากฎหมายตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

เศรษฐกิจ

(1) หน่วยงานดูแลควบคุมด้านกฎหมาย ด้านการแข่งขันทางการค้าและตลาดเสรี (2) วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (3) ความยากง่ายในการทำธุรกิจ            (4) การจัดตั้งศูนย์กลางการวิจัยและพัฒนา (5) การตั้งศูนย์กลางเพื่อส่งเสริมธุรกิจสตาร์ทอัพและสเกลอัพ (6) การจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศสำหรับภาคเกษตร

(7) การสร้างความมีส่วนร่วมจากภาคเอกชนในการลดความเหลื่อมล้ำ และ                (8) การปฏิรูปหน่วยงานขับเคลื่อน ติดตามและประเมินผล

ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

การปรับสมดุลโครงสร้างองค์กรในการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล

พลังงาน

(1) การพัฒนาอุตสาหกรรมก๊าชธรรมชาติ (2) การปฏิรูประบบบริหารจัดการเชื้อเพลิงชีวมวลไม้โตเร็วสำหรับโรงไฟฟ้าชีวมวล (3) การปฏิรูปโครงสร้างการใช้พลังงานภาคขนส่ง ระยะ 20 ปี (4) การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าในกลุ่มอุตสาหกรม และ (5) การใช้ข้อบัญญัติเกณฑ์มาตรฐานอาคารด้านพลังงาน

                                2.1.2 อยู่ระหว่างดำเนินการ โดยใกล้เคียงการบรรลุเป้าหมาย 78 เรื่องและประเด็นปฏิรูป (เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ซึ่งมีจำนวน 60 เรื่องและประเด็นปฏิรูป) และยังคงมีความเสี่ยงในการบรรลุเป้าหมาย 65 เรื่องและประเด็นปฏิรูป (ลดลงจากปี 2562  ซึ่งมีจำนวน 77 เรื่องและประเด็นปฏิรูป) โดยมีเรื่องและประเด็นปฏิรูปที่ดำเนินการในทิศทางที่ดีขึ้น เช่น ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ระบบเส้นทางน้ำ)  ด้านสาธารณสุข (ระบบเทคโนโลยีและสารสนเทศสุขภาพ และการเสริมสร้างสุขภาพและการป้องกันโรค) และ ด้านสื่อสารมวลชนเทคโนโลยีสารสนเทศ (แนวทางการส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อ)

                                2.1.3 อยู่ในขั้นวิกฤตในการบรรลุเป้าหมาย จำนวน 14 เรื่องและประเด็นการปฏิรูป (ลดลงจากปี 2562 ซึ่งมีจำนวน 26 เรื่องและประเด็นปฏิรูป) เช่น ด้านการเมือง (กลไกการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธีและการรู้รักสามัคคีของสังคมไทย) ด้านเศรษฐกิจ (พัฒนาเมืองหลัก/เมืองศูนย์กลางของภูมิภาค) และด้านพลังงาน (การส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟอย่างเสรี)

                2.2 ประเด็นท้าทายที่สำคัญ ประกอบด้วย (1) การสร้างความรับรู้และความเข้าใจของหน่วยงานผู้รับผิดชอบถึงเจตนารมณ์ในขั้นตอนและวิธีการของกิจกรรมปฏิรูป (2) ความชัดเจนของเป้าหมายและตัวชี้วัดของแผนการปฏิรูปประทศ (3) ความซ้ำซ้อนของแผนการปฏิรูปประเทศและภารกิจปกติของหน่วยงาน และ (4) ประเด็นการบูรณาการการดำเนินงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

                2.3 การดำเนินการในระยะต่อไป เพื่อให้การปฏิรูปประเทศบรรลุผลสัมฤทธิ์ได้ตามเป้าประสงค์ภายในกรอบระยะเวลาของกฎหมายที่กำหนดไว้ในปี 2565 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องให้ความสำคัญกับการดำเนินงานตามกิจกรรมปฏิรูปที่จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ (Big Rock) ที่กำหนดไว้ในแผนการปฏิรูปประเทศ (ฉบับปรับปรุง)

 

9. เรื่อง การกำหนดราคาอ้อยขั้นสุดท้ายและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นสุดท้าย ฤดูการผลิตปี 2562/2563

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) เสนอการกำหนดราคาอ้อยขั้นสุดท้ายและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นสุดท้าย ฤดูการผลิตปี 2562/2563 เป็นรายงานเขต 9 เขต โดยมีอัตราเฉลี่ยทั่วประเทศ ดังนี้ 

                1. ราคาอ้อยขั้นสุดท้าย ณ ระดับความหวานที่ 10 ซี.ซี.เอส.* อัตราตันอ้อยละ 833.22 บาท 

                2. กำหนดอัตราขึ้น/ลง ของราคาอ้อย ต่อ 1 หน่วย ซี.ซี.เอส. เท่ากับ 49.99 บาท ต่อ 1 หน่วย ซี.ซี.เอส. 

                3. ผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นสุดท้าย 357.09 บาทต่อตันอ้อย

-------------------------------------------    

* ซี.ซี.เอส. (Commercial Cane Sugar : CCS) เป็นระบบการคิดคุณภาพของอ้อย ซึ่งได้นำแบบอย่างมาจากระบบการซื้อขายอ้อยของประเทศออสเตรเลีย และได้เริ่มใช้ในประเทศไทยตั้งแต่ฤดูการผลิต ปี 2536/2537 เป็นต้นมา โดยคำว่า ซี.ซี.เอส. หมายถึง ปริมาณของน้ำตาลที่มีอยู่ในอ้อยซึ่งสามารถหีบสกัดออกมาได้เป็นน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ ส่วนอ้อย ณ ระดับความหวานที่ 10 ซี.ซี.เอส. หมายถึง เมื่อน้ำอ้อยมาผ่านกระบวนการผลิต จะได้น้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ร้อยละ 10 ดังนั้น อ้อย 1 ตัน หรือ 1,000 กิโลกรัม จะได้น้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ 100 กิโลกรัม 

                สาระสำคัญของเรื่อง 

                อก. รายงานว่า 

                1. เรื่องที่เสนอมานี้เป็นการดำเนินการตามมาตรา 55 แห่งพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527 ที่บัญญัติให้ภายในเดือนตุลาคมของทุกปี ให้คณะกรรมการบริหารกำหนดราคาอ้อยขั้นสุดท้ายและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นสุดท้าย และเมื่อราคาอ้อยขั้นสุดท้ายและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นสุดท้ายดังกล่าว ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายแล้ว ให้เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ โดยเมื่อคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบแล้ว ให้สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายประกาศในราชกิจจานุเบกษา  

                2. คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายในคราวประชุมครั้งที่ 15/2563 เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2563 ได้พิจารณาการกำหนดราคาอ้อยขั้นสุดท้ายและผลตอบแทนการผลิต และจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นสุดท้าย ฤดูการผลิตปี 2562/2563 ตามที่คณะกรรมการบริหารเสนอ แล้วมีมติ ดังนี้  

                        2.1 เห็นชอบข้อมูลองค์ประกอบและหลักเกณฑ์การคำนวณราคาอ้อยขั้นสุดท้ายและผลตอบแทนการผลิตและการจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นสุดท้าย ฤดูการผลิตปี 2562/2563  

                        2.2 เห็นชอบการกำหนดราคาอ้อยขั้นสุดท้ายและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นสุดท้าย ฤดูการผลิตปี 2562/2563 เป็นรายเขต 9 เขต ดังนี้

เขตคำนวณราคา

ราคาอ้อยขั้นสุดท้าย

ผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นสุดท้าย ที่ 10 ซี.ซี.เอส.

(บาทต่อตันอ้อย)

ที่ 10 ซี.ซี.เอส.

(บาทต่อตันอ้อย)

อัตราขึ้น/ลง ของราคาอ้อย

(บาทต่อ 1 หน่วย ซี.ซี.เอส.)

เขต 1

871.13

52.27

373.34

เขต 2

825.08

49.50

353.60

เขต 3

823.73

49.42

353.03

เขต 4

826.42

49.59

354.18

เขต 5

799.69

47.98

342.73

เขต 6

861.57

51.69

369.24

เขต 7

819.46

49.17

351.20

เขต 9

839.69

50.38

359.87

เฉลี่ยทั่วประเทศ

833.22

49.99

357.09

หมายเหตุ : เขต 8 จำนวน 1 โรงงาน ประกอบด้วย โรงงานอุตสาหกรรมน้ำตาลชลบุรี ไม่เปิดหีบอ้อย

                3. นอกจากการกำหนดราคาอ้อยขั้นสุดท้ายและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทราย ขั้นสุดท้าย ฤดูการผลิตปี 2562/2563 แล้ว คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายยังได้มีมติเห็นชอบให้โรงงานน้ำตาลทรายนำส่งเงินส่วนต่างระหว่างรายได้สุทธิจากการจำหน่ายน้ำตาลทรายและราคาอ้อยขั้นสุดท้ายและผลตอบแทน การผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นสุดท้าย ฤดูการผลิตปี 2562/2563 ในอัตราตันอ้อยละ 7 บาท ทั้งนี้ เพื่อเป็นการบรรเทาภาระทางการเงินของกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย (การดำเนินการดังกล่าวไม่ต้องเสนอขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี)

                4. ประเด็นข้อพิพาท เรื่อง น้ำตาลภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) ระหว่างประเทศไทยกับบราซิลมิได้มีประเด็นเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และวิธีการในการคำนวณราคาอ้อยทั้งขั้นต้นและขั้นสุดท้าย ดังนั้น การกำหนดราคาอ้อยขั้นสุดท้ายและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นสุดท้าย ฤดูการผลิตปี 2562/2563 จึงไม่ขัดกับข้อตกลงทางการค้าระหว่างประเทศแต่อย่างใด แต่เป็นการรักษาประโยชน์ให้กับเกษตรกรชาวไร่อ้อย รวมทั้งเป็นการสร้างหลักประกันอย่างพอเพียงและเหมาะสมให้กับอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายของไทย

 

10. เรื่อง (ร่าง) นโยบายและแผนการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2560 – 2580 

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ(ร่าง) นโยบายและแผนการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2560 – 2580   [(ร่าง) นโยบายและแผนฯ] ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ

                สาระสำคัญของเรื่อง 

                ทส. รายงานว่า  ภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรีมีมติ (12 มีนาคม 2562) ทส. พิจารณาแล้วเห็นว่า นโยบายและแผนฯ พ.ศ. 2560 – 2579 ที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแล้วเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2560 จัดเป็นแผนระดับที่ 3 ที่เข้าข่ายต้องดำเนินการปรับปรุงให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ดังนั้น ทส. จึงปรับปรุงนโยบายและแผนฉบับดังกล่าว โดยขยายระยะเวลาสิ้นสุดออกไปอีก 1 ปี (จากเดิมสิ้นสุดในปี 2579 เป็นสิ้นสุดในปี 2580) ซึ่งคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) ในการประชุมฯ ครั้งที่ 6/2562 เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2562 มีมติรับทราบ (ร่าง) นโยบายและแผนฯ แล้ว โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้ 

                1. วัตถุประสงค์ : เพื่อเป็นกรอบนโยบายและทิศทางการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศอย่างบูรณาการในระยะ 20 ปีข้างหน้า และให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องใช้เป็นกรอบแนวทางในการจัดทำแผนปฏิบัติการระยะกลาง (5 ปี) สามารถนำไปขับเคลื่อนให้การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศเป็นไปอย่างเหมาะสม เป็นเชิงรุก และมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเพิ่มขีดสมรรถนะในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเสริมสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สามารถสร้างความสมดุลและยั่งยืนในการพัฒนาประเทศ และรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกและภูมิภาค  

                2. กรอบแนวคิดที่สำคัญในการกำหนดนโยบาย : น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการวางแนวทางการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล มุ่งเน้นการวางรากฐานของสังคมให้พึ่งตนเองได้และเกิดความมั่นคง มีการปรับกระบวนทัศน์ใหม่เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมทั้งให้มีการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมบนฐานการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย ซึ่งมุ่งเน้นให้เกิดการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจบนพื้นฐานการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมั่งคงและยั่งยืน  

                3. วิสัยทัศน์ : ประเทศไทยมีฐานทรัพยากรธรรมชาติที่สมดุลและยั่งยืน และเป็นสังคมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม  

                4. เป้าหมายรวม 

                        4.1 ประเทศไทยมีการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างบูรณาการบนพื้นฐานของการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมสามารถส่งเสริมและสนับสนุนซึ่งกันและกัน และประเทศไทยมีภูมิคุ้มกันต่อความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยธรรมชาติ  

                        4.2 หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน มีขีดความสามารถและมีการร่วมมือกันในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม  

                        4.3 ประเทศไทยมีบทบาทร่วมสร้างสรรค์เศรษฐกิจและสังคมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมกับประชาคมโลก  

                5. (ร่าง) นโยบายและแผนฯ ประกอบด้วย 4 นโยบายหลักคงเดิม 12 นโยบายย่อย และ 38 ตัวชี้วัด โดยมีการแก้ไขปรับปรุงรายละเอียดเล็กน้อย ได้แก่ (1) แก้ไขตัวชี้วัดเกี่ยวกับพื้นที่ป่าไม้จากเดิมสัดส่วนพื้นที่ป่าไม้ร้อยละ 40 ของพื้นที่ประเทศ เป็นสัดส่วนพื้นที่สีเขียวทุกประเภทร้อยละ 55 ของพื้นที่ประเทศ (2) เพิ่มแนวนโยบายเกี่ยวกับการรักษาและเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมืองและชนบท (3) เพิ่มประเด็นเกี่ยวกับการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน (Disruptive  Technology) และ (4) ปรับแก้ถ้อยคำบางส่วนให้เหมาะสม 

                6. แนวทางการขับเคลื่อน : ผลักดันให้ (ร่าง) นโยบายและแผนฯ เป็นส่วนขยายภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ และแผนการปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยถ่ายทอดเป้าหมายและแนวนโยบายสู่แผนปฏิบัติการระยะกลาง พร้อมกำหนดหน่วยงานรับผิดชอบที่ชัดเจน และถ่ายทอดเป้าหมายและตัวชี้วัดไปสู่การกำหนดค่าเป้าหมายในแต่ละช่วงเวลา รวมทั้งสร้างความเข้าใจในบทบาทของแต่ละภาคส่วน ได้แก่ หน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน องค์กรพัฒนาเอกชน สถาบันการศึกษา ประชาชน สื่อมวลชน และองค์การระหว่างประเทศ และสร้างระบบการกำกับและการตรวจสอบการดำเนินงานตาม (ร่าง) นโยบายและแผนฯ ให้มีประสิทธิภาพ 

                7. การติดตามความก้าวหน้าของ (ร่าง) นโยบายและแผนฯ : แบ่งการติดตามและประเมินความก้าวหน้าออกเป็น 4 ระยะ ได้แก่ ระยะ 5 ปี ระยะ 10 ปี ระยะ 15 ปี และเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาของ (ร่าง) นโยบายและแผนฯ 

                ทั้งนี้ (ร่าง) นโยบายและแผนฯ ได้รับความเห็นชอบจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติแล้ว  

 

11. เรื่อง ผลการพิจารณารายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง แนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาการข่มขืนกระทำชำเราและการล่วงละเมิดทางเพศ ของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาการข่มขืนกระทำชำเราและการล่วงละเมิดทางเพศ สภาผู้แทนราษฎร

                คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการพิจารณารายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง แนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาการข่มขืนกระทำชำเราและการล่วงละเมิดทางเพศ ของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาการข่มขืนกระทำชำเราและการล่วงละเมิดทางเพศ สภาผู้แทนราษฎร ตามที่กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) เสนอ และแจ้งให้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรทราบต่อไป

                เรื่องเดิม 

                1. สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร (สผ.) ได้เสนอรายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง แนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาการข่มขืนกระทำชำเราและการล่วงละเมิดทางเพศ ของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาการข่มขืนกระทำชำเราและการล่วงละเมิดทางเพศ สภาผู้แทนราษฎร มาเพื่อดำเนินการ โดยคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ได้มีข้อสังเกตให้รัฐบาลจัดตั้งคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาการข่มขืนกระทำชำเราและการล่วงละเมิดทางเพศระดับชาติและดำเนินการ ดังนี้ (1) แนวทางการป้องกันก่อนการเกิดเหตุ (2) แนวทางการดำเนินการของภาครัฐเมื่อเกิดเหตุ (3) แนวทางการแก้ไข ฟื้นฟู และเยียวยาหลังการเกิดเหตุ (4) ควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาการข่มขืนกระทำชำเราและการล่วงละเมิดทางเพศเกี่ยวกับบทนิยาม “กระทำชำเรา” “คุกคามทางเพศ” (5) ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาการข่มขืนกระทำชำเราและการล่วงละเมิดทางเพศ 

                2. รองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) สั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี พิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ ยธ. เป็นหน่วยงานหลักรับรายงานพร้อมทั้งข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.) กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) สำนักงานอัยการสูงสุด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางและความเหมาะสมของรายงานพร้อมทั้งข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ดังกล่าว และสรุปผลการพิจารณาหรือผลการดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวในภาพรวม แล้วส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป 

                ข้อเท็จจริง 

                ยธ. ได้ประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานตามข้อ 2. และได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุมด้วย ได้แก่ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงการคลัง สำนักงานศาลยุติธรรม สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สภาทนายความ กรมประชาสัมพันธ์ กรมคุมประพฤติ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาชน กรมราชทัณฑ์ กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานกิจการยุติธรรม และสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งที่ประชุมได้มอบหมายให้ พม. โดยคณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาสถานภาพสตรีแห่งชาติ ดำเนินการขับเคลื่อนแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาการข่มขืนกระทำชำเราและการล่วงละเมิดทางเพศ โดยยกระดับให้เป็นวาระแห่งชาติ มีการบูรณาการในการทำงานร่วมกัน และติดตามและวางแผนปฏิบัติงานในระยะยาว พร้อมทั้งรับประเด็นที่คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ เสนอ ไปพิจารณาศึกษาเพิ่มเติม และมอบหมายให้ ยธ. โดยคณะกรรมการพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ พิจารณายกระดับการดำเนินการขับเคลื่อนแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาการข่มขืนกระทำชำเรา และการล่วงละเมิดทางเพศในส่วนที่เกี่ยวข้องกับงานด้านกระบวนการยุติธรรม และที่ประชุมได้มีข้อสังเกต ดังนี้ (1) แนวทางการป้องกันก่อนการเกิดเหตุ เห็นควรมีการสร้างเจตคติและ การระมัดระวังตนเองเพื่อป้องกันการกระทำความผิดจากพฤติกรรมที่ต้องลักษณะของการล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศ (2) แนวทางการดำเนินการของภาครัฐเมื่อเกิดเหตุ เห็นควรให้คณะกรรมการพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติดำเนินการประสานงานเพื่อให้เกิดแนวทางปฏิบัติในเรื่องการสอบถามข้อเท็จจริงต่อผู้เสียหายให้เป็นแนวทางเดียวกัน (3) แนวทางการแก้ไข ฟื้นฟู และเยียวยาหลังการเกิดเหตุ เห็นชอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติม (4) ควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาการข่มขืนกระทำชำเราและการล่วงละเมิดทางเพศเกี่ยวกับบทนิยาม “กระทำชำเรา” “คุกคามทางเพศ” เพื่อให้เป็นไปตามแนวทางเดียวกัน อาจให้หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมที่รับผิดชอบไปดำเนินการปรับปรุงแนวทางและจัดทำคู่มือให้กับเจ้าหน้าที่ในทางปฏิบัติ (5) ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาการข่มขืนกระทำชำเราและการล่วงละเมิดทางเพศ เห็นควรให้มีการดำเนินการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นการนำเสนอสื่อข่าวหรือสื่อบันเทิงในรูปแบบต่าง ๆ มาตรการเกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัยแก่ข้าราชการครู กรณีการล่วงละเมิดทางเพศต่อนักเรียนและผู้อยู่ในความดูแล

 

12. เรื่อง แนวทางปฏิบัติเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการเข้าสำรวจและจัดเก็บข้อมูลภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่หน่วยงานของรัฐและรัฐวิสาหกิจ 

                คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบแนวทางปฏิบัติเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการเข้าสำรวจและจัดเก็บข้อมูลภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่หน่วยงานของรัฐและรัฐวิสาหกิจ ตามมติคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ครั้งที่ 3/2563 เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2563 ตามที่คณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ก.ก.ถ.) เสนอ และให้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจถือปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดังกล่าว เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีในการเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นการทั่วไป 

                สาระสำคัญของเรื่อง 

                ก.ก.ถ. ในคราวการประชุม ครั้งที่ 3/2563 เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2563 ได้มีมติเห็นชอบให้เสนอคณะรัฐมนตรีรับทราบสรุปแนวทางปฏิบัติเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในการเข้าสำรวจและจัดเก็บข้อมูลภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่หน่วยงานของรัฐและรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ และสมาคม อปท. ถือปฏิบัติต่อไป และกำชับให้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจถือปฏิบัติตามแนวทางดังกล่าว เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีในการเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นการทั่วไป สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้  

                1. หน่วยงานของรัฐและรัฐวิสาหกิจต้องทำการสำรวจว่าเป็นเจ้าของที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง หรือครอบครองที่ราชพัสดุที่ใดบ้าง ณ บริเวณใด ซึ่งการเป็นเจ้าของหรือครอบครองดังกล่าว หน่วยงานของรัฐและรัฐวิสาหกิจจะเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีตามกฎหมาย โดยผู้เป็นเจ้าของหรือครอบครองที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างอยู่                   ณ วันที่ 1 มกราคม ของปีใด เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีสำหรับปีนั้น  

                2. เจ้าพนักงานสำรวจ พนักงานประเมิน พนักงานเก็บภาษีของ อปท. ที่ได้รับการแต่งตั้งจากผู้บริหารท้องถิ่นจะจัดทำรายการที่ดินและสิ่งปลูกสร้างซึ่งใช้ประโยชน์ในพื้นที่ต่าง ๆ ทุกประเภท ทั้งพื้นที่ของเอกชน พื้นที่ที่มีโฉนด และพื้นที่หน่วยงานของรัฐ โดยในกรณีพื้นที่ของรัฐหากมีการใช้ประโยชน์เพื่อการสาธารณะตามกฎหมายของหน่วยงานนั้นจะได้รับการยกเว้นภาษี แต่หากมีการใช้ประโยชน์ในลักษณะการหารายได้จะอยู่ในข่ายที่ต้องถูกประเมินภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ดังนั้น หน่วยงานต้องเตรียมเอกสารข้อมูลที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพื่อแสดงแก่ท้องถิ่น เพื่อให้การสำรวจและจัดทำข้อมูลเป็นไปอย่างรวดเร็วและถูกต้อง 

                3. กรณี อปท. ประเมินภาษีแล้ว หากหน่วยงานของรัฐและรัฐวิสาหกิจเห็นว่าการประเมินดังกล่าวไม่ถูกต้อง สามารถอุทธรณ์ได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมินภาษี โดยการอุทธรณ์มี 3 ลำดับ คือ 1) อุทธรณ์ไปที่ผู้บริหารท้องถิ่น 2) หากหน่วยงานของรัฐและรัฐวิสาหกิจไม่เห็นชอบตามผลการพิจารณาของผู้บริหารท้องถิ่นมีสิทธิอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์การประเมินภาษีประจำจังหวัด ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน โดยยื่นคำร้องผ่านท้องถิ่น และ 3) ฟ้องต่อศาล โดยคำพิพากษาของศาลจะถือเป็นที่สิ้นสุด

                4. กรณีทรัพย์สินของรัฐหรือของหน่วยงานของรัฐซึ่งใช้ในกิจการของรัฐ หรือของหน่วยงานของรัฐ หรือในกิจการสาธารณะ โดยมิได้ใช้หาผลประโยชน์จะได้รับการยกเว้นภาษีตามมาตรา 8 (1) แห่งพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562

 

13. เรื่อง การกำหนดอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ 3 กลุ่มสาขาอาชีพ 13 สาขาอาชีพ

                คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง เรื่อง อัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ (ฉบับที่ 10) ลงวันที่ 5 มกราคม 2564 ตามที่กระทรวงแรงงาน (รง.) เสนอ เพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป [เป็นการดำเนินการ                         ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และที่แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 88 ที่บัญญัติให้คณะกรรมการค่าจ้างประกาศกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ หรืออัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือโดยเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษา] ซึ่งสรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้ 

                1. เดิม รง. โดยคณะกรรมการค่าจ้างชุดที่ 20 ได้ออกประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง เรื่อง อัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ (ฉบับที่ 9) ลงวันที่ 4 มีนาคม 2563 โดยมีการกำหนดอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือไปแล้ว รวม 83 สาขาอาชีพ เพื่อให้ลูกจ้างที่ผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติในแต่ละสาขาอาชีพและแต่ละระดับได้รับค่าจ้างที่เหมาะสม เป็นธรรม สอดคล้องกับทักษะฝีมือ ความรู้ ความสามารถ และการจ้างงานในตลาดแรงงาน ทั้งนี้ ประกาศดังกล่าวยังมีผลใช้บังคับในปัจจุบัน (ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2563 เรื่อง การกำหนดอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ) 

                2. คณะกรรมการค่าจ้างชุดที่ 21 ในการประชุมครั้งที่ 2/2563 เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2563 ได้พิจารณา (ร่าง) อัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ 3 กลุ่มสาขาอาชีพ (กลุ่มสาขาอาชีพช่างอุตสาหการ กลุ่มสาขาอาชีพช่างไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ และกลุ่มสาขาอาชีพช่างเครื่องกล) 14 สาขาอาชีพ ตามที่คณะอนุกรรมการอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือทั้ง 3 คณะ เสนอ (คณะอนุกรรมการอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ กลุ่มสาขาอาชีพช่างอุตสาหการ กลุ่มสาขาอาชีพช่างไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ และกลุ่มสาขาอาชีพช่างเครื่องกล) โดยมีมติ ดังนี้  

                        2.1 เห็นชอบต่ออัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ 3 กลุ่มสาขาอาชีพ 13 สาขาอาชีพ ตาม (ร่าง) อัตราค่าจ้างฯ ที่คณะอนุกรรมการฯ ทั้ง 3 คณะ เสนอ โดยสาขาอาชีพพนักงานขับรถบรรทุกให้ชะลอการออกประกาศฯ และให้มีการจัดทำมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ สาขาอาชีพพนักงานขับรถบรรทุก ให้ครอบคลุมรถบรรทุกทุกประเภทก่อน แล้วจึงนำมาพิจารณากำหนดอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ (เนื่องจากมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ สาขาอาชีพพนักงานขับรถบรรทุก ที่เสนอมามีเพียงรถบรรทุก 4 ล้อ 6 ล้อ และ 10 ล้อ ซึ่งยังไม่ครอบคลุมรถบรรทุกทุกประเภท) ดังนี้

หน่วย : บาท/วัน

กลุ่มสาขาอาชีพ/สาขาอาชีพ

ระดับ 1

ช่วงห่าง

ระดับ 2

ช่วงห่าง

ระดับ 3

กลุ่มสาขาอาชีพช่างอุตสาหการ

1. ช่างกลึง

460

80

540

90

630

2. ช่างควบคุมเครื่องกลึง CNC

470

85

555

120

675

3. ช่างควบคุมเครื่อง Wire Cut

480

-

-

-

-

4. ช่างเชื่อมอาร์กโลหะด้วยมือ

465

85

550

80

630

กลุ่มสาขาอาชีพช่างไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์

1. ช่างไฟฟ้าภายนอกอาคาร

450

-

-

-

-

2. ช่างโทรคมนาคม (ไมโครเวฟและการสื่อสารดาวเทียม)

450

-

-

-

-

3. ช่างควบคุมด้วยระบบโปรแกรมเมเบิ้ลลอจิกคอนโทรลเลอร์ (Programmable Logic Controller: PLC)

450

90

540

-

-

4. ช่างไฟฟ้าสำหรับอุตสาหกรรมการจัดประชุม การเดินทางเพื่อเป็นรางวัล และการแสดงสินค้า (MICE : Meetings Incentives Conventions Exhibitions)

440

-

-

-

-

5. ช่างติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์

450

-

-

-

-

กลุ่มสาขาอาชีพช่างเครื่องกล

1. พนักงานควบคุมเครื่องจักรรถยกไฟฟ้า

430

-

-

-

-

2. พนักงานควบคุมเครื่องจักรรถยกใช้เครื่องยนต์

430

-

-

-

-

3. ช่างตั้งศูนย์และถ่วงล้อรถยนต์

415

-

-

-

-

4. ช่างซ่อมรถจักรยานยนต์

415

-

-

-

-

                2. เห็นชอบวันที่ประกาศอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือมีผลใช้บังคับคือ เก้าสิบวันหลังจากวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

 

14. เรื่อง ภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่สี่ของปี 2563 ทั้งปี 2563 และแนวโน้มปี 2564

              คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่สี่ของปี 2563 ทั้งปี 2563 และแนวโน้มปี 2564 ตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  ดังนี้

1. ภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่สี่ของปี 2563

เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่สี่ของปี 2563 ลดลงร้อยละ 4.2 ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับการลดลงร้อยละ 6.4 ในไตรมาสที่สาม (%YoY) และเมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่สี่ของปี 2563 ขยายตัวจากไตรมาสที่สามของปี 2563 ร้อยละ 1.3 (QoQ_SA) รวมทั้งปี 2563 เศรษฐกิจไทยปรับตัวลดลงร้อยละ 6.1 เทียบกับการขยายตัวร้อยละ 2.3 ในปี 2562

  1.   ด้านการใช้จ่าย การอุปโภคบริโภคภาคเอกชนกลับมาขยายตัว การลงทุนภาคเอกชนและการส่งออกสินค้าลดลงในอัตราที่ชะลอลง ขณะที่การใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐขยายตัว ส่วนการส่งออกบริการลดลงต่อเนื่อง การอุปโภคบริโภคภาคเอกชน ขยายตัวร้อยละ 0.9 ปรับตัวดีขึ้นจากการลดลงร้อยละ 6.7 และร้อยละ 0.6 ในไตรมาสที่สองและที่สาม ตามลำดับ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยการใช้จ่ายในหมวดบริการเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.5 ตามการเพิ่มขึ้นของการใช้จ่ายในกลุ่มบริการสุขภาพ และกลุ่มบริการด้านการศึกษา ร้อยละ 4.9 และร้อยละ 1.7 ตามลำดับ ขณะที่กลุ่มการเช่าที่อยู่อาศัย กลุ่มการใช้น้ำประปา ไฟฟ้าและพลังงาน ขยายตัวร้อยละ 1.5 ส่วนการใช้จ่ายกลุ่มโรงแรมและภัตตาคารลดลงต่อเนื่องร้อยละ 58.7 การใช้จ่ายในหมวดสินค้าไม่คงทนขยายตัวร้อยละ 1.1 สอดคล้องกับการขยายตัวของการใช้จ่ายเพื่อซื้ออาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ร้อยละ 1.8
    ขณะที่การใช้จ่ายในหมวดสินค้าคงทนลดลงร้อยละ 9.2 น้อยกว่าการลดลงร้อยละ 19.6 ในไตรมาสก่อนหน้า สอดคล้องกับการลดลงของการซื้อยานพาหนะร้อยละ 0.1 เทียบกับการลดลงร้อยละ 17.5 ในไตรมาสก่อนหน้า และการใช้จ่ายในหมวดสินค้ากึ่งคงทนลดลงต่อเนื่องร้อยละ 12.4 การปรับตัวดีขึ้นของการบริโภคภาคเอกชนในไตรมาสนี้สอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งอยู่ที่ระดับ 44.3 เทียบกับ 43.0 ในไตรมาสก่อนหน้า การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคของรัฐบาลขยายตัวร้อยละ 1.9 ต่อเนื่องจากการขยายตัวร้อยละ 2.5 ในไตรมาสก่อนหน้า ตามรายจ่ายค่าซื้อสินค้าและบริการ และค่าตอบแทนแรงงาน (ค่าจ้าง เงินเดือน) ที่ขยายตัวต่อเนื่องร้อยละ 4.4 และร้อยละ 3.0 ตามลำดับ โดยอัตราการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายรวมในไตรมาสนี้อยู่ที่ร้อยละ 28.6 (สูงกว่าร้อยละ 22.8 ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน) การลงทุนรวม ลดลงร้อยละ 2.5 ต่อเนื่องจากการลดลงร้อยละ 2.6 ในไตรมาสที่สาม โดยการลงทุนภาคเอกชนลดลงร้อยละ 3.3 ปรับตัวดีขึ้นจากการลดลงร้อยละ 10.6 ในไตรมาสก่อนหน้า ประกอบด้วยการลงทุนในเครื่องมือเครื่องจักรลดลงร้อยละ 3.2 และการลงทุนในสิ่งก่อสร้างลดลงร้อยละ 3.8 ส่วนการลงทุนภาครัฐขยายตัวร้อยละ 0.6 ชะลอลงจากการขยายตัวร้อยละ 17.6 ในไตรมาสก่อนหน้า โดยการลงทุนรัฐบาลขยายตัวร้อยละ 20.0 ขณะที่การลงทุนรัฐวิสาหกิจลดลงร้อยละ 21.8 สำหรับอัตราการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายลงทุนในไตรมาสนี้อยู่ที่ร้อยละ 11.2 เทียบกับร้อยละ 4.7 ในไตรมาสเดียวกันของปีงบประมาณก่อน
  2. .2 ด้านภาคต่างประเทศ

1.2.1 การส่งออกสินค้า มีมูลค่า 58,095 ล้านดอลลาร์ สรอ. ลดลงร้อยละ 1.5 ปรับตัวดีขึ้นจากการลดลงร้อยละ 8.2 ในไตรมาสก่อนหน้า โดยปริมาณการส่งออกลดลงร้อยละ 1.6 ขณะที่ราคาส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.1 กลุ่มสินค้าที่มีมูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยางพารา (ขยายตัวร้อยละ 25.4) (ขยายตัวร้อยละ 2.6) รถยนต์นั่ง (ขยายตัวร้อยละ 0.5) และชิ้นส่วนและอุปกรณ์ยานยนต์ (ขยายตัวร้อยละ 6.1) กลุ่มสินค้าที่มีมูลค่าส่งออกลดลง ได้แก่ น้ำตาล (ลดลงร้อยละ 67.4) รถกระบะและรถบรรทุก (ลดลงร้อยละ 10.9) และเคมีภัณฑ์ (ลดลงร้อยละ 0.6) การส่งออกสินค้าไปยังตลาดสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และออสเตรเลียขยายตัว ขณะที่การส่งออกไปยังตลาดจีน อาเซียน (9) สหภาพยุโรป (27) ไม่รวมสหราชอาณาจักร และตะวันออกกลาง (15) ลดลง เมื่อหักการส่งออกทองคำที่ยังไม่ขึ้นรูปออกแล้ว มูลค่าการส่งออกสินค้าลดลงร้อยละ 0.9 และเมื่อคิดในรูปของเงินบาท มูลค่าการส่งออกสินค้าลดลงร้อยละ 0.4

การขยายตัวของเศรษฐกิจและมูลค่าการส่งออกของประเทศสำคัญ

%YoY

 

GDP

มูลค่าการส่งออกสินค้า

2561

2562

2563

2561

2562

2563

ทั้งปี

ทั้งปี

Q3

Q4

ทั้งปี

ทั้งปี

ทั้งปี

Q3

Q4

ต.ค.

พ.ย.

ธ.ค.

ทั้งปี

สหรัฐฯ

3.0

2.2

-2.8

-2.5

-3.5

7.9

-1.5

-13.5

-5.7

-7.2

-7.6

-2.3

-13.2

ยูโรโซน

1.9

1.3

-4.3

-5.1

-6.8

8.7

-2.5

-4.0

1.2*

-3.2

6.0

-

-8.9*

สหราชอาณาจักร

1.3

1.4

-8.7

-7.8

-9.9

10.2

-3.4

-12.6

-7.6*

-14.7

0.5

-

-14.7*

ออสเตรเลีย

2.9

1.9

-4.1

-

-

11.3

5.3

-13.1

4.3

0.4

0.4

11.4

-7.7

ญี่ปุ่น

0.6

0.3

-5.7

-

-

5.7

-4.4

-12.0

3.3

2.6

-0.1

7.2

-9.1

จีน

6.7

6.0

4.9

6.5

2.3

9.7

-0.1

8.9

17.0

11.4

21.1

18.3

4.0

อินเดีย

6.8

4.9

-7.5

-

-

8.8

-0.1

-5.3

-4.3

-4.7

-8.6

0.1

-14.8

เกาหลีใต้

2.9

2.0

-1.1

-1.4

-1.0

5.4

-10.4

-3.4

4.2

-3.8

4.1

12.6

-5.4

ไต้หวัน

2.8

3.0

3.9

4.9

3.0

5.9

-1.5

6.0

11.7

11.2

12.0

12.0

4.9

ฮ่องกง

2.8

-1.2

-3.6

-3.0

-6.1

6.8

-4.1

2.3

6.4

0.1

6.7

12.4

-0.5

สิงคโปร์

3.4

0.7

-5.6

-3.8

-5.8

10.3

-5.2

-2.1

-1.7

-5.1

-4.4

4.5

-4.1

อินโดนีเซีย

5.2

5.0

-3.5

-2.2

-2.1

6.6

-6.8

-6.5

6.7

-3.5

9.4

14.6

-2.6

มาเลเซีย

4.8

4.3

-2.6

-3.4

-5.6

14.2

-3.4

3.5

6.6

1.1

5.7

13.3

-2.6

ฟิลิปปินส์

6.3

6.0

-11.4

-8.3

-9.5

0.9

2.3

-6.5

0.8

-1.2

4.0

-0.2

-10.1

เวียดนาม

7.1

7.0

2.7

4.5

2.9

13.3

8.4

10.6

15.1

12.2

10.7

22.7

7.0

 
  • : CEIC รวบรวมโดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  หมายเหตุ *

    ข้อมูลถึงเดือนพฤศจิกายน 2563

    1.3 ด้านการผลิต การผลิตสาขาเกษตรกรรมกลับมาขยายตัว การผลิตสาขา

    อุตสาหกรรม สาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหาร สาขาการขนส่งและสถานที่เก็บสินค้า และสาขาการขายส่งการขายปลีกและการซ่อมแซมฯ ลดลงในอัตราที่ชะลอลง ขณะที่การผลิตสาขาไฟฟ้าและก๊าซฯ ลดลงต่อเนื่อง สาขาเกษตรกรรม การป่าไม้ และการประมง กลับมาขยายตัวครั้งแรกในรอบ 5 ไตรมาสร้อยละ 0.9 ปรับตัวดีขึ้นจากการลดลงร้อยละ 1.1 ในไตรมาสก่อนหน้า สอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของผลผลิตหมวดพืชผลสำคัญที่ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย และปริมาณน้ำที่เพียงพอต่อการเพาะปลูก เช่น ข้าวเปลือก (ร้อยละ 5.9) ไก่เนื้อ (ร้อยละ 6.7) และไข่ไก่ (ร้อยละ 13.6) เป็นต้น ส่วนผลผลิตพืชเกษตรสำคัญที่ลดลง เช่น กลุ่มไม้ผล (ร้อยละ 22.0) อ้อย (ร้อยละ 10.8) และยางพารา (ร้อยละ 0.8) เป็นต้น ในขณะที่หมวดปศุสัตว์ขยายตัวต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 12 ร้อยละ 4.5 และหมวดประมงลดลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 4 ร้อยละ 5.6 ส่วนดัชนีราคาสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้นร้อยละ 11.0 เร่งขึ้นจากการขยายตัว

ร้อยละ 6.3 ในไตรมาสก่อนหน้า โดยสินค้าสำคัญที่ราคาเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยางพารา (ร้อยละ 50.2) ปาล์มน้ำมัน (ร้อยละ 71.4) และสุกร (ร้อยละ 22.9) เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ดัชนีราคาสินค้าเกษตรสำคัญบางรายการลดลง ได้แก่ ข้าวเปลือก (ร้อยละ 10.8) และ ไก่เนื้อ (ร้อยละ 9.4) เป็นต้น การเพิ่มขึ้นของทั้งดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร และดัชนีราคาสินค้าเกษตร ส่งผลให้ดัชนีรายได้เกษตรกรโดยรวมเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 2 ร้อยละ 12.1 สาขาการผลิตอุตสาหกรรม ลดลงร้อยละ 0.7 น้อยกว่าการลดลงร้อยละ 5.3 ในไตรมาสก่อนหน้า สอดคล้องกับการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมที่เริ่มปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า โดยดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมกลุ่มการผลิตเพื่อส่งออก (สัดส่วนส่งออกมากกว่าร้อยละ 60) ลดลงร้อยละ 3.0 ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับการลดลงร้อยละ 5.7 ในไตรมาสก่อนหน้า และดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมกลุ่มการผลิตเพื่อบริโภคภายในประเทศ (สัดส่วนส่งออกน้อยกว่าร้อยละ 30) ลดลงร้อยละ 0.5 น้อยกว่าการลดลง ร้อยละ 1.6 ในไตรมาสก่อนหน้า ในขณะที่ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมที่มีสัดส่วนการส่งออกในช่วงร้อยละ 30 – 60 ขยายตัวร้อยละ 0.4 ปรับตัวดีขึ้นมากจากการลดลงร้อยละ 23.3 ในไตรมาสก่อนหน้า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมสำคัญ ๆ ที่ลดลง เช่น การผลิตน้ำตาล (ร้อยละ 43.9) การผลิตเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย (ร้อยละ 17.2) และการผลิตผลิตภัณฑ์ยางอื่นๆ (ร้อยละ 7.7) เป็นต้น

ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมสำคัญ ๆ ที่เพิ่มขึ้น เช่น การผลิตยานยนต์ (ร้อยละ 3.7) การผลิตชิ้นส่วนและแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (ร้อยละ 6.8) และการผลิตมอเตอร์ไฟฟ้า เครื่องกำเนิดไฟฟ้า (ร้อยละ 32.5) เป็นต้น สำหรับอัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 64.22 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 60.63 ในไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 63.33 ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน สาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหาร ลดลงร้อยละ 35.2 ตามการลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศ แต่ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับการลดลงร้อยละ 39.3 ในไตรมาสก่อนหน้า สอดคล้องกับการปรับตัวดีขึ้นของการท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยในไตรมาสนี้มีรายรับจากนักท่องเที่ยวชาวไทยอยู่ที่ 0.159 ล้านล้านบาท ลดลงร้อยละ 45.1 ปรับตัวดีขึ้นจากการลดลงร้อยละ 57.1 ในไตรมาสก่อนหน้า นอกจากนั้น การดำเนินมาตรการเปิดประเทศสำหรับนักท่องเที่ยวประเภทพิเศษ (Special Tourist VISA : STV) ส่งผลให้ในไตรมาสนี้มีนักท่องเที่ยวต่างประเทศเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ไตรมาส 10,822 คน (รวมนักท่องเที่ยวกลุ่ม Thailand Privilege Card) อัตราการเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 32.49 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 26.69 ในไตรมาสก่อนหน้า แต่ต่ำกว่าร้อยละ 70.71 ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และสาขาการขนส่งและสถานที่เก็บสินค้า ลดลงร้อยละ 21.1 ต่อเนื่องจากการลดลงร้อยละ 22.2 ในไตรมาสก่อนหน้า โดยบริการขนส่งทางอากาศลดลงร้อยละ 68.1 บริการขนส่งทางบกและท่อลำเลียงลดลงร้อยละ 12.7 และบริการขนส่งทางน้ำลดลงร้อยละ 4.3 ส่วนบริการสนับสนุนการขนส่งลดลง ร้อยละ 22.1 และบริการไปรษณีย์ขยายตัวร้อยละ 27.2

อัตราการว่างงานอยู่ที่ร้อยละ 1.86 ลดลงเล็กน้อยจากร้อยละ 1.90 ในไตรมาสก่อนหน้า แต่สูงกว่าอัตราการว่างงานร้อยละ 1.0 ในช่วงเดียวกันของปีก่อน อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ -0.4 ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล 1.2 พันล้านดอลลาร์ สรอ. (3.45 หมื่นล้านบาท) หรือคิดเป็นร้อยละ 0.8 ของ GDP เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2563 อยู่ที่ 2.56 แสนล้านดอลลาร์ สรอ. และหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2563 มีมูลค่าทั้งสิ้น 8,136,114.6 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 52.1 ของ GDP

              2. เศรษฐกิจไทยโดยรวมทั้งปี 2563

2.1 เศรษฐกิจไทยโดยรวมทั้งปี 2563 ลดลงร้อยละ 6.1 เทียบกับการขยายตัวร้อยละ 2.3 ในปี

2562 โดยในด้านการใช้จ่าย มูลค่าการส่งออกสินค้า การบริโภคภาคเอกชน และการลงทุนรวมลดลงร้อยละ 6.6 ร้อยละ 1.0 และร้อยละ 4.8 ตามลำดับ ส่วนการใช้จ่ายของรัฐบาล และการลงทุนภาครัฐ ขยายตัวร้อยละ 0.8 และร้อยละ 5.7 ตามลำดับ ในด้านการผลิต การผลิตสาขาเกษตรกรรม การป่าไม้ และการประมง สาขาอุตสาหกรรม สาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหาร และสาขาการขนส่งและสถานที่เก็บสินค้าลดลงร้อยละ 3.4 ร้อยละ 5.7 ร้อยละ 36.6 และร้อยละ 21.0 ตามลำดับ รวมทั้งปี 2563 ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) อยู่ที่ 15,703.0 พันล้านบาท (501.8 พันล้านดอลลาร์ สรอ.) ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศต่อหัวเฉลี่ยของคนไทยอยู่ที่ 225,913.8 บาทต่อคนต่อปี (7,219.2 ดอลลาร์ สรอ. ต่อคนต่อปี)

                   2.2 เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ -0.8 และ
ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลร้อยละ 3.3 ของ GDP

              3. แนวโน้มเศรษฐกิจไทย ปี 2564

เศรษฐกิจไทยปี 2564 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 2.5 – 3.5 โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญ ประกอบด้วย (1) แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลก (2) แรงขับเคลื่อนจากการใช้จ่ายภาครัฐ (3) การกลับมาขยายตัวของอุปสงค์ภาคเอกชนในประเทศ และ (4) การปรับตัว
ตามฐานการขยายตัวที่ต่ำผิดปกติในปี 2563 ทั้งนี้ คาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินดอลลาร์ สรอ.
จะขยายตัวร้อยละ 5.8 การอุปโภคบริโภคภาคเอกชน และการลงทุนรวมขยายตัวร้อยละ 2.0 และร้อยละ 5.7 ตามลำดับ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยอยู่ในช่วงร้อยละ 1.0 – 2.0 และบัญชีเดินสะพัดเกินดุลร้อยละ 2.3 ของ GDP

3.1 การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภค (1) การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคภาคเอกชน คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 2.0 ปรับตัวดีขึ้นจากการลดลงร้อยละ 1.0 ในปี 2563 ซึ่งเป็นการปรับลดจากการขยายตัวร้อยละ 2.4 ในการประมาณการครั้งก่อน เนื่องจากผลกระทบของการแพร่ระบาดระลอกใหม่ที่เริ่มตั้งแต่ช่วงเดือนธันวาคม 2563 ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและทำให้ต้องมีการดำเนินมาตรการควบคุมในบางพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ในกรณีฐานคาดว่าจะสามารถควบคุมการระบาดให้อยู่ในวงจำกัดได้ภายในไตรมาสแรก และการอุปโภคบริโภคภาคเอกชนในช่วงที่เหลือของปีจะได้รับปัจจัยสนับสนุนจากแนวโน้มการฟื้นตัวของฐานรายได้จากภาคการส่งออกรายได้เกษตรกร และมาตรการเยียวยาผลกระทบและกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศของภาครัฐ และ (2) การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคภาครัฐบาล คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 5.1 เร่งขึ้นจากการขยายตัวร้อยละ 0.8 ในปี 2563 ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มจากการขยายตัวร้อยละ 4.7 ในการประมาณการครั้งที่ผ่านมาตามการปรับเพิ่มสมมติฐานการเบิกจ่ายสะสมภายใต้พระราชกำหนดเงินกู้ฯ 1 ล้านล้านบาท ณ สิ้นปีงบประมาณ 2564 จากร้อยละ 70 ของวงเงินกู้ในการประมาณการครั้งก่อนเป็นร้อยละ 80 ในการประมาณการครั้งนี้ และสอดคล้องกับสมมติฐานอัตราการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 ร้อยละ 98.0 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 97.4 ในปี 2563

3.2 การลงทุนรวม คาดว่าจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.7 เทียบกับการลดลงร้อยละ 4.8 ในปี 2563 โดยการลงทุนภาครัฐ คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 10.7 เร่งขึ้นจากร้อยละ 5.7 ในปี 2563 แต่เป็นการปรับลดจากการขยายตัวร้อยละ 12.4 ในการประมาณการครั้งก่อนตามการปรับลดสมมติฐานอัตราการเบิกจ่ายรายจ่ายลงทุนภายใต้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 ซึ่งคาดว่าจะอยู่ที่ร้อยละ 75 ของวงเงินงบประมาณ ต่ำกว่าร้อยละ 80 ในสมมติฐานการประมาณครั้งที่ผ่านมา ส่วนการลงทุนภาคเอกชน คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 3.8 เทียบกับการลดลงร้อยละ 8.4 ในปี 2563 และเป็นการปรับลดจากการขยายตัวร้อยละ 4.2 ในการประมาณการครั้งก่อน เนื่องจากผลกระทบจากการระบาดระลอกใหม่ภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม การลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นจากจากปีก่อน สอดคล้องกับแนวโน้มการปรับตัวดีขึ้นของการผลิตภาคอุตสาหกรรมและการส่งออกในช่วงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการค้าโลก

3.3 มูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินดอลลาร์ สรอ. คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 5.8 เทียบกับการลดลงร้อยละ 6.6 ในปี 2563 และเป็นการปรับเพิ่มจากการขยายตัวร้อยละ 4.2 ในการประมาณการครั้งที่ผ่านมา โดยคาดว่าปริมาณการส่งออกสินค้าจะขยายตัวร้อยละ 3.8 สูงกว่าการขยายตัวร้อยละ 3.2 ในการประมาณการครั้งก่อน สอดคล้องกับการปรับเพิ่มสมมติฐานการขยายตัวของเศรษฐกิจและการค้าโลกจากร้อยละ 4.9 และร้อยละ 5.0 ในการประมาณการครั้งที่ผ่านมา เป็นร้อยละ 5.2 และร้อยละ 6.7 ตามลำดับ รวมทั้งการปรับเพิ่มสมมติฐานราคาสินค้าส่งออกจากการเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.0 เป็นการเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.0 อย่างไรก็ตาม การปรับลดสมมติฐานรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติให้สอดคล้องกับแนวโน้มการฟื้นตัวของจำนวนนักท่องเที่ยวที่ยังมีความล่าช้า ทำให้การส่งออกบริการอยู่ในระดับต่ำกว่าประมาณการครั้งที่ผ่านมา เมื่อรวมกับการส่งออกสินค้าทำให้ปริมาณการส่งออกสินค้าและบริการรวมลดลงร้อยละ 0.2 เทียบกับการขยายตัวร้อยละ 0.1 ในการประมาณการครั้งก่อน และการลดลงร้อยละ 19.4
ในปี 2563

              4. ประเด็นการบริหารเศรษฐกิจในปี 2564

การบริหารนโยบายเศรษฐกิจในปี 2564 ควรให้ความสำคัญกับ

(1) การควบคุมการแพร่ระบาดและการป้องกันการกลับมาระบาดรุนแรงภายในประเทศ โดย (i) การดำเนินการตามมาตรการควบคุมและป้องกันการระบาดของภาครัฐอย่างต่อเนื่อง และ (ii) การจัดหาและบริหารจัดการวัคซีนให้ครอบคลุมทั่วถึงและเพียงพอต่อการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ย่างรวดเร็วและจัดลำดับความสำคัญ โดยคำนึงถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการฟื้นฟูกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญและการรักษาความต่อเนื่องของการผลิตในพื้นที่อุตสาหกรรมสำคัญของประเทศ ควบคู่ไปกับการจัดลำดับความสำคัญตามหลักการทางสาธารณสุข (2) การรักษาบรรยากาศทางการเมืองภายในประเทศ (3) การดูแลภาคเศรษฐกิจที่ยังมีข้อจำกัดในการฟื้นตัว โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวเนื่องซึ่งการฟื้นตัวยังมีข้อจำกัดจากมาตรการควบคุมการเดินทางระหว่างประเทศ รวมทั้งการพิจารณามาตรการช่วยเหลือภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเพิ่มเติม (4) การรักษาแรงขับเคลื่อนการขยายตัวทางเศรษฐกิจจากการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐ (5) การขับเคลื่อนการส่งออกสินค้าเพื่อสร้างรายได้เงินตราต่างประเทศ โดย (i) การขับเคลื่อนการส่งออกสินค้าที่ได้รับประโยชน์จากการระบาดของโรค (ii) การสร้างความเชื่อมั่นในความปลอดภัยของสินค้าไทยควบคู่ไปกับการดำเนินมาตรการป้องกันการระบาดของโรคในพื้นที่ฐานการผลิตสำคัญอย่างเข้มงวด (iii) การขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าภายใต้กรอบความร่วมมือที่สำคัญ (iv) การให้ความสำคัญกับข้อตกลงระหว่างประเทศที่สำคัญ ๆ ที่อาจถูกหยิบยกเป็นเครื่องมือสำหรับการดำเนินมาตรการกีดกันทางการค้า (v) การพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานสินค้า (vi) การลดต้นทุนการผลิตสินค้าที่สำคัญ ๆ เพื่อลดแรงกดดันจากการแข็งค่าของเงินบาท และ (vii) การป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงิน (6) การส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชน โดยให้ความสำคัญกับ (i) การเร่งรัดให้ผู้ประกอบการที่ได้รับอนุมัติและออกบัตรส่งเสริมการลงทุนในช่วงปี 2561 – 2563 ให้เกิดการลงทุนจริง (ii) การแก้ไขปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนและการประกอบธุรกิจ (iii) การดำเนินมาตรการส่งเสริมการลงทุนเชิงรุกและอำนวยความสะดวกสำหรับนักลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (iv) การขับเคลื่อนการลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ และ (v) การขับเคลื่อนมาตรการสร้างศักยภาพการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาวอย่างต่อเนื่อง (7) การเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ (8) การเตรียมมาตรการรองรับความเสี่ยงจากสถานการณ์ภัยแล้งและการดูแลรายได้เกษตรกร และ (9) การติดตามและเตรียมการรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนในระบบเศรษฐกิจและการเงินโลกที่ยังมีแนวโน้มอยู่ในเกณฑ์สูงและอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยเพิ่มเติมควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญกับการดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

 

15. เรื่อง มาตรการด้านการเงินเพื่อดูแลและเยียวยาผลกระทบจากเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) เพิ่มเติม

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการการปรับปรุงการดำเนินโครงการสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับผู้มีอาชีพอิสระที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโคโรนา (COVID-19)  ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ

                   และเห็นชอบโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ SMEs มีที่ มีเงิน สำหรับธุรกิจการท่องเที่ยวเพื่อเสริมสภาพคล่องให้กิจการ และเพื่อไถ่ถอนจากการขายฝากเอกชนที่ทำสัญญาขายฝาก โดยธนาคารออมสินสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ วงเงินรวม 10,000 ล้านบาท และรัฐบาลชดเชยต้นทุนเงินให้กับธนาคารออมสิน ในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี เป็นระยะเวลา 2 ปี รวมทั้งสิ้นไม่เกิน 600 ล้านบาท โดยค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้น และเป็นภาระต่องบประมาณนั้น ให้ธนาคารออมสินจัดทำแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ เพื่อเสนอขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี ตามภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง ตามขั้นตอนต่อไป ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ

                   สาระสำคัญ

                   กระทรวงการคลังเสนอมาตรการด้านการเงินเพื่อดูแลและเยียวยาผลกระทบจากเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) เพิ่มเติม โดยมีรายละเอียด ดังนี้

                   1. การปรับปรุงการดำเนินโครงการสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับผู้มีอาชีพอิสระ ที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโคโรนา (COVID-19)

                             1.1 มติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง

                                      1) คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2563 เห็นชอบโครงการสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับผู้มีอาชีพอิสระที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโคโรนา (COVID-19) ภายใต้มาตรการดูแลและเยียวยาผลกระทบจากไวรัสโคโรนา (COVID-19) ต่อเศรษฐกิจไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม ระยะที่ 2 โดยธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สนับสนุนสินเชื่อวงเงินรวม 40,000 ล้านบาท (ธนาคารออมสิน 20,000 ล้านบาท และ ธ.ก.ส. 20,000 ล้านบาท) ให้แก่ประชาชนที่มีอาชีพอิสระไม่มีรายได้ประจำหรือเกษตรกรรายย่อยคิดอัตราดอกเบี้ยคงที่ (Flat Rate) ไม่เกินร้อยละ 0.10 ต่อเดือน ระยะเวลากู้ไม่เกิน 2 ปี 6 เดือน (ระยะเวลาปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 6 เดือน) และอนุมัติงบประมาณชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นจากหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Non - Performing Loans : NPLs) ร้อยละ 100 สำหรับ NPLs ที่ไม่เกินร้อยละ 50 ของสินเชื่อที่อนุมัติทั้งหมด รวมทั้งสิ้นไม่เกิน 20,000 ล้านบาท (ร้อยละ 100 * ร้อยละ 50 * วงเงิน 40,000 ล้านบาท) โดยแบ่งเป็นของธนาคารออมสินไม่เกิน 10,000 ล้านบาท และ ธ.ก.ส. ไม่เกิน 10,000 ล้านบาท

                                      2) คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2563 อนุมัติงบประมาณเพื่อชดเชยต้นทุนการดำเนินงานในอัตราร้อยละ 2 ของวงเงินสินเชื่ออนุมัติเป็นระยะเวลา 2 ปี สำหรับการดำเนินโครงการสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับผู้มีอาชีพอิสระที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโคโรนา (COVID-19) รวมทั้งสิ้นไม่เกิน 1,600 ล้านบาท (วงเงิน 40,000 ล้านบาท * ร้อยละ 2 * ระยะเวลา 2 ปี) โดยแบ่งเป็นของธนาคารออมสินไม่เกิน 800 ล้านบาท และธ.ก.ส. ไม่เกิน 800 ล้านบาท

                                      3) คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2564 เห็นชอบให้ขยายระยะเวลาดำเนินโครงการสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับผู้มีอาชีพอิสระที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโคโรนา (COVID-19) จากเดิมสิ้นสุดรับขอสินเชื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2563 เป็นสิ้นสุดรับขอสินเชื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2564

                             1.2 การปรับปรุงแนวทางการให้ความช่วยเหลือ

                                      ณ วันที่ 18 มกราคม 2564 ธนาคารออมสินอนุมัติสินเชื่อไปแล้วจำนวน 1,732,846 ราย จำนวนเงิน 17,328.46 ล้านบาท และ ธ.ก.ส. อนุมัติสินเชื่อไปแล้วจำนวน 883,067 ราย จำนวนเงิน 8,797 ล้านบาท อย่างไรก็ดี จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ระลอกใหม่ทำให้มีผู้ได้รับสินเชื่อตามโครงการแจ้งความประสงค์ขอผ่อนปรนเงื่อนไขการผ่อนชำระหนี้หรือขยายระยะเวลาปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นจำนวนมาก เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการสั่งปิดสถานประกอบการ ถูกเลิกจ้าง และตกงาน ทำให้ขาดสภาพคล่องและไม่มีรายได้เพียงพอที่จะชำระหนี้ ซึ่งหากไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด อาจส่งผลต่อประวัติการชำระสินเชื่อในระบบเครดิตบูโร ทำให้ขาดโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนในระบบสถาบันการเงิน และอาจก่อให้เกิดปัญหาการพึ่งพาหนี้นอกระบบในอนาคต ดังนั้น เพื่อบรรเทาภาระหนี้สินให้กับประชาชน จึงเห็นควรทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2563 เพื่อปรับปรุงหลักเกณฑ์การดำเนินโครงการสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จำยสำหรับผู้มีอาชีพอิสระที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโคโรนา (COVID-19) ดังนี้

                                      1) ขยายระยะเวลาปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเพิ่มเติม จากเดิม 6 เดือน เป็นไม่เกิน 12 เดือน โดยให้ธนาคารออมสินและ ธ.ก.ส. สามารถกำหนดระยะเวลาปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ยได้ตามความเหมาะสมเป็นรายกรณีสูงสุดไม่เกิน 12 เดือน โดยหลักเกณฑ์และเงื่อนไขให้เป็นไปตามที่ธนาคารออมสินและ ธ.ก.ส. กำหนด

                                      2) ขยายระยะเวลากู้ จากเดิมไม่เกิน 2 ปี 6 เดือน เป็นไม่เกิน 3 ปี

                                      ทั้งนี้ การปรับปรุงหลักเกณฑ์โครงการดังกล่าวไม่ก่อให้เกิดภาระงบประมาณเพิ่มขึ้น เนื่องจากยังอยู่ภายใต้กรอบงบประมาณชดเชยเดิมตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2563 และวันที่ 31 มีนาคม 2563 รวมถึงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขอื่น ๆ ยังคงเป็นไปตามหลักเกณฑ์โครงการเดิมตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2563 และวันที่ 12มกราคม 2564

                   2. โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ SMEs มีที่ มีเงิน สำหรับธุรกิจการท่องเที่ยว

                             2.1 วัตถุประสงค์ : เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กิจการ และเพื่อไถ่ถอนจากการขายฝากเอกชนที่ทำสัญญาขายฝาก

                             2.2 กลุ่มเป้าหมาย : ผู้ประกอบการ SMEs ในภาคธุรกิจการท่องเที่ยวและสาขาธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง (Supply Chain) ที่มีที่ดินว่างเปล่า และ/หรือที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่มีเอกสารสิทธิเป็นโฉนดที่ดิน

                             2.3 วิธีดำเนินงาน : ธนาคารออมสินสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำวงเงินรวม 10,000 ล้านบาท ให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs ในภาคธุรกิจการท่องเที่ยวและ Supply Chain โดยใช้ที่ดินว่างเปล่า และ/หรือที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่มีเอกสารสิทธิเป็นโฉนดที่ดินเป็นหลักประกัน และไม่ต้องผ่านการตรวจสอบข้อมูลเครดิตบูโร วงเงินสินเชื่อต่อรายไม่เกินร้อยละ 70 ของราคาประเมินที่ดินของทางราชการ สูงสุดไม่เกิน 10 ล้านบาทกรณีผู้กู้เป็นบุคคลธรรมดา และสูงสุดไม่เกิน 50 ล้านบาทกรณีผู้กู้เป็นนิติบุคคล ระยะเวลากู้ 3 ปี คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.10 ต่อปีในปีแรก ร้อยละ 0.99 ต่อปีในปีที่ 2 และร้อยละ 5.99 ต่อปีในปีที่ 3

                             2.4 ระยะเวลาดำเนินงาน : ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถยื่นขอสินเชื่อกับธนาคารออมสินได้ตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2564 หรือจนกว่าวงเงินโครงการจะหมด แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน และให้ธนาคารออมสินเบิกจ่ายสินเชื่อให้เสร็จสิ้นภายใน 6 เดือนนับตั้งแต่วันสิ้นสุดรับคำขอกู้

 

16. เรื่อง ผลการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ในคราวประชุมครั้งที่ 6/2564

              คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบผลการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ในคราวประชุมครั้งที่ 6/2564 เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2564 ที่ได้พิจารณาจัดทำข้อเสนอแนวทางการดำเนินการตามมาตรา 6 วรรคสาม พิจารณากลั่นกรองข้อเสนอแผนงาน/โครงการ เพื่อขอใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไข ปัญหา เยียวยา  และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563 (พระราชกำหนดฯ) พิจารณาความเหมาะสมของการขอเปลี่ยนแปลงรายละเอียดที่เป็นสาระสำคัญของโครงการ เสนอคณะรัฐมนตรีตามขั้นตอนของพระราชกำหนดฯ ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการดำเนินการตามแผนงานหรือโครงการภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563 พ.ศ. 2563 (ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฯ) ตามที่ คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ ดังนี้

                1. อนุมัติให้นำกรอบวงเงินกู้เพื่อการตามมาตรา 5 (3) มาใช้เพื่อการตามมาตรา 5 (2) (ครั้งที่ 2) จำนวน 35,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการให้ความช่วยเหลือ เยียวยา ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ระลอกใหม่ในประเทศของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

                2. อนุมัติโครงการ ม 33 เรารักกัน ของสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน กรอบวงเงิน 37,100.0000 ล้านบาท โดยใช้จ่ายจากเงินกู้ภายใต้แผนงานที่ 2.1 ตามบัญชีท้ายพระราชกำหนดฯ พร้อมทั้งให้สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน รับความเห็นและข้อสังเกตของคณะกรรมการฯ ไปพิจารณาประกอบการดำเนินโครงการฯ ตามขั้นตอน

                3. มอบหมายให้สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน เป็นหน่วยงานรับผิดชอบโครงการฯ และดำเนินการ ดังนี้

                        3.1 จัดทำความต้องการใช้จ่ายเป็นรายสัปดาห์ เพื่อให้สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะสามารถจัดหาเงินกู้เพื่อใช้จ่ายโครงการตามแผนการใช้จ่ายเงินที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายทางการเงินของภาครัฐ

                        3.2 รายงานความก้าวหน้าในการดำเนินโครงการ และการใช้จ่ายเงินกู้ รวมถึงปัญหา อุปสรรค โดยจัดส่งให้สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กระทรวงการคลังกำหนดภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป

                        3.3 ประสานกับกระทรวงการคลังในการรายงานขีดความสามารถในการชำระคืนหนี้เงินกู้ประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีตามมาตรา 6 แห่งพระราชกำหนดฯ ด้วย            

                4. อนุมัติให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ปรับปรุงรายละเอียดโครงการเราชนะ ในส่วนการเปิดรับลงทะเบียนให้แก่กลุ่มผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ และกำหนดแนวทางการช่วยเหลือผู้ที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ สำเร็จ แต่ไม่สามารถใช้วงเงินสนับสนุนผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ได้ รวมทั้งเห็นชอบแนวทางพิจารณาผู้ปฏิบัติงานอื่นใดในหน่วยงานของรัฐที่ได้รับค่าตอบแทนจากหน่วยงานของรัฐโดยตรง โดยให้กลุ่มลูกจ้างตามสัญญาจ้างเหมาบริการของส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ (จ้างผ่านบริษัท) ลูกจ้างรายวันของส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ และอาสาสมัครต่าง ๆ หากผ่านเกณฑ์การคัดกรองคุณสมบัติของโครงการฯ ที่กำหนดไว้จะสามารถเข้าร่วมโครงการฯ ได้ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ พร้อมทั้งมอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง รับความเห็นและข้อสังเกตของคณะกรรมการฯ ไปพิจารณาประกอบการดำเนินโครงการฯ ตามขั้นตอน และเร่งปรับปรุงสาระสำคัญของโครงการฯ ในระบบ eMENSCR ให้สอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรีโดยเร็ว

                สาระสำคัญ

                โครงการ ม 33 เรารักกัน ของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) สรุปสาระสำคัญ ดังนี้

                1) หน่วยงานรับผิดชอบ สำนักงานประกันสังคม

                2) วัตถุประสงค์ เพื่อช่วยเหลือ เยียวยา และแบ่งเบาภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชน เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดระลอกใหม่ของ COVID-19 โดยจะสนับสนุนเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ประกันตนมาตรา 33 ด้วยวิธีการโอนเงินผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เป็นรายสัปดาห์ในเดือนมีนาคม - เมษายน 2564 จำนวนไม่เกิน 4,000 บาทต่อคน เพื่อใช้จ่ายซื้อสินค้าและบริการกับร้านค้าเดียวกันกับโครงการเราชนะในช่วงเดือนมีนาคม - พฤษภาคม 2564

                3) ระยะเวลาดำเนินโครงการ ประมาณ 8 เดือน (กุมภาพันธ์ - กันยายน 2564)

                4) กลุ่มเป้าหมาย กลุ่มผู้ประกันตนมาตรา 33 จำนวน 9.27 ล้านคน ที่มีคุณสมบัติ ดังนี้

                        4.1) เป็นผู้มีสัญชาติไทย

                     4.2) เป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 แห่งกฎหมายว่าด้วยประกันสังคมโดยมีข้อมูลในระบบประกันสังคม ณ วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการฯ หรือเคยเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2564 (วันที่ถูกตัดสิทธิจากโครงการ “เราชนะ”)

                        4.3) ไม่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและไม่ได้รับสิทธิโครงการเราชนะ

                     4.4) ไม่มีเงินฝากในสถาบันการเงินรวมกันทุกบัญชีเกิน 500,000 บาท ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2563

                5) วงเงิน 37,100 ล้านบาท โดยใช้จ่ายจากเงินกู้ตามพระราชกำหนดฯ ภายใต้แผนงานที่ 2.1

                6) รูปแบบการดำเนินงาน ประกอบไปด้วย 6 ขั้นตอน ดังนี้

                        6.1) การจัดทำระบบฐานข้อมูลและการลงทะเบียน สปส. กระทรวงการคลัง (กค.) และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ดำเนินการจัดทำระบบฐานข้อมูลเว็บไซต์ระบบการลงทะเบียน และคัดกรองผู้ได้รับสิทธิจากฐานข้อมูลของภาครัฐต่าง ๆ เช่น ฐานข้อมูลผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ฐานข้อมูลโครงการเราชนะ ฐานข้อมูลเงินฝากจากสถาบันคุ้มครองเงินฝาก เป็นต้น เพื่อประกอบการดำเนินการตามโครงการฯ

                        6.2) การตรวจสอบข้อมูลและคัดกรอง ธนาคารฯ เป็นผู้ส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อมูล และประมวลผลและคัดกรองข้อมูลที่ได้รับจากการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว

                        6.3) การจ่ายเงินสนับสนุน กค. อนุมัติเบิกจ่ายเงินช่วยเหลือเพื่อลดภาระค่าครองชีพ จำนวนไม่เกิน 4,000 บาทต่อคน ผ่านระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์โดยภาครัฐ (g-Wallet) แอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ของผู้ประกันตนที่ได้รับสิทธิ จำนวน 1,000 บาทต่อสัปดาห์

                        6.4) การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา วงเงินที่ผู้ประกันตนที่ได้รับสิทธิตามโครงการ    ม 33 เรารักกัน เพื่อลดภาระค่าครองชีพตามโครงการฯ จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

                        6.5) การรับเรื่องร้องเรียน การขอทบทวนสิทธิ ผู้ประกันตนที่มีคุณสมบัติไม่ผ่านตามเกณฑ์การตรวจสอบข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สามารถดำเนินการยื่นขอทบทวนสิทธิ์ตามแนวทาง หลักเกณฑ์ และวิธีการอื่นๆ ที่กระทรวงแรงงาน (รง.) กำหนด โดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

                        6.6) การเบิกจ่ายเงิน สปส. ดำเนินการเบิกจ่ายเงินกู้ตามหลักเกณฑ์ตามพระราชกำหนดฯ ทั้งนี้ กรณีที่ สปส. โอนเงินให้ร้านค้าและผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการฯ ไม่สำเร็จจะดำเนินการติดตามเพื่อโอนเงินให้แก่ร้านค้าและผู้ประกอบการภายในกันยายน 2564

                7. ผลที่คาดว่าจะได้รับ กลุ่มเป้าหมายได้รับการสนับสนุนวงเงินช่วยเหลือเพื่อลดภาระค่าครองชีพ โดยการนำไปใช้เพื่อการอุปโภคบริโภค ซึ่งก่อให้เกิดการจ่ายเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ และกระจายรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อย

 

ต่างประเทศ

17. เรื่อง การจัดทำประกาศ (Declaration) เกี่ยวกับสถานะอาวุธนิวเคลียร์สำหรับสนธิสัญญาห้ามอาวุธนิวเคลียร์ (Treaty on the Prohibition of Nuclear Weapons – TPNW)

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างประกาศสำหรับสนธิสัญญาห้ามอาวุธนิวเคลียร์ (ร่างประกาศฯ) และให้กระทรวงการต่างประเทศ โดยคณะผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก จัดทำและนำส่งประกาศดังกล่าวต่อเลขาธิการสหประชาชาติ หากมีการแก้ไขร่างประกาศดังกล่าวในส่วนที่มิใช่สาระสำคัญหรือขัดต่อผลประโยชน์ของไทย อนุมัติให้กระทรวงการต่างประเทศพิจารณาดำเนินการโดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีอีก ตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ

                ร่างประกาศฯ มีสาระสำคัญ ดังนี้

                1. ราชอาณาจักรไทยไม่เคยเป็นเจ้าของ ครอบครอง หรือควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ หรือ ระเบิดนิวเคลียร์อื่น ๆ รวมถึงไม่เคยมีโครงการด้านอาวุธนิวเคลียร์ก่อนที่สนธิสัญญาฯ จะมีผลใช้บังคับ

                2. ราชอาณาจักรไทยไม่เคยเป็นเจ้าของ ครอบครอง หรือควบคุม อาวุธนิวเคลียร์ หรือ ระเบิดนิวเคลียร์อื่น ๆ

                3. ไม่มีอาวุธนิวเคลียร์หรือระเบิดนิวเคลียร์อื่น ๆ ในอาณาเขตของราชอาณาจักรไทย หรือ ณ ที่ใดภายใต้เขตอำนาจการควบคุมของราชอาณาจักรไทยที่รัฐอื่นเป็นเจ้าของ ครอบครอง หรือควบคุม

                ไทยได้ลงนามและให้สัตยาบันสนธิสัญญาฯ เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2560 ซึ่งเป็นหนึ่งในสามประเทศแรกที่ได้ลงนามและให้สัตยาบัน และฮอนดูรัสเป็นรัฐผู้ให้สัตยาบันสารลำดับที่ 50 เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2563 ส่งผลให้สนธิสัญญาฯ มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2564 ดังนั้น ไทยจึงต้องเร่งเสนอร่างประกาศฯ ไปยังเลขาธิการสหประชาชาติ เพื่อให้เป็นไปตามกรอบระยะเวลาที่กำหนดไว้ในสนธิสัญญาฯ (ตรงกับวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2564) ทั้งนี้ กระทรวงการต่างโดยคณะผู้แทนถาวรไทย ประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก จะได้จัดทำและนำส่งประกาศต่อเลขาธิการสหประชาชาติต่อไป

 

18. เรื่อง ขอความเห็นชอบร่างบันทึกความร่วมมือระหว่างกระทรวงคมนาคมแห่งราชอาณาจักรไทยและกระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง และการท่องเที่ยวแห่งญี่ปุ่น ด้านแผนงานนโยบายและเทคโนโลยีการจราจร

              คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างบันทึกความร่วมมือระหว่างกระทรวงคมนาคมและกระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง และการท่องเที่ยวแห่งญี่ปุ่น (Ministry of Land, Infrastructure, Transport and Tourism : MLIT) ด้านแผนงานนโยบายและเทคโนโลยีการจราจร (ร่างบันทึกความร่วมมือฯ) ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขร่างบันทึกความร่วมมือฯ ในส่วนที่มิใช่สาระสำคัญก่อนการลงนาม และเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย ให้อยู่ในดุลยพินิจของกระทรวงคมนาคม โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีกครั้ง และอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามฝ่ายไทยสำหรับการลงนามดังกล่าว ตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ

              สาระสำคัญของเรื่อง

              1. กระทรวงคมนาคมได้ดำเนินการความร่วมมือกับ MLIT ภายใต้บันทึกความร่วมมือด้านความปลอดภัยทางถนน (Memorandum of Cooperation on Road Safety) ระหว่างปี พ.ศ. 2560 – 2562 ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย (นายชิโร ซะโดมิชะ) ในขณะนั้น (เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2562) เห็นพ้องให้ต่ออายุบันทึกความร่วมมือดังกล่าว MLIT จึงได้นำส่งร่างบันทึกความร่วมมือฯ ฉบับใหม่ (Memorandum of Cooperation on Policy Planning and Technologies of Road Traffic) แทนการต่ออายุความร่วมมือฯ ฉบับเดิม โดยมีการปรับเนื้อหาการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านความปลอดภัยทางถนนให้ครอบคลุมการพัฒนาแผนงานนโยบายและเทคโนโลยีการจราจร เพื่อไม่ให้ทับซ้อนโครงการ “Capacity Improvement for Road Traffic Safety Institutions and Implementation in Thailand” ระหว่างกระทรวงคมนาคมและองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JICA) ที่ดำเนินการต่อจากบันทึกความร่วมมือด้านความปลอดภัยทางถนนฉบับเดิม ซึ่งจะดำเนินการระหว่างปี พ.ศ. 2563 - 2564

                2. ร่างบันทึกความร่วมมือฯ ฉบับใหม่ จะขยายขอบเขตการดำเนินการระหว่างฝ่ายไทยและฝ่ายญี่ปุ่น ได้แก่ การพัฒนาแผนงานนโยบายและเทคโนโลยีการจราจร แนวทางการส่งเสริมโครงการในรูปแบบเอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (PPP) และการศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาโครงการก่อสร้างอุโมงค์เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรของประเทศไทยและครอบคลุมถึงโครงการศึกษาความเหมาะสมการก่อสร้างอุโมงค์ทางลอด (นราธิวาส – สำโรง) ซึ่งสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) และ MLIT ได้ดำเนินการร่วมกัน ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2562 ด้วย โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้

                วัตถุประสงค์ : พัฒนาขีดความสามารถด้านการวางแผนงานนโยบายและเทคโนโลยีการจราจรประเทศไทย โดยการแลกเปลี่ยนนโยบาย เทคโนโลยี และประสบการณ์ด้านการจราจร

               กำหนดความร่วมมือ : จัดตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนเพื่อพิจารณาและกำกับดูแล (ผู้บริหารระดับอธิบดีของกระทรวงคมนาคม เป็นประธานโดยมีผู้แทนของ MLIT เข้าร่วมและให้คำแนะนำ) และให้มีผู้เชี่ยวชาญจากส่วนต่าง ๆ ที่มีความรู้/ประสบการณ์หรือเทคโนโลยี/ผลิตภัณฑ์ในด้านการจราจรเข้ามามีส่วนร่วม

                กรอบความร่วมมือ : การแลกเปลี่ยนนโยบาย เทคโนโลยี และประสบการณ์ด้านการจราจร ศึกษาอุโมงค์ทางลอดถนน เพื่อบรรเทาปัญหาการจราจรในกรุงเทพมหานคร แลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศของญี่ปุ่นในด้านการดำเนินการและเทคโนโลยีการบำรุงรักษา ถนนลอดอุโมงค์ ทางหลวงพิเศษ และทางพิเศษ และแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ PPP

               ระยะเวลา : มีผลนับจากวันที่ลงนามและจะดำเนินต่อไป 5 ปี หลังจากนั้นให้ขึ้นอยู่กับการหารือของคู่ภาคี

                อื่น ๆ : การดำเนินการ เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบของทั้งสองประเทศ และขึ้นอยู่กับงบประมาณปกติที่มีอยู่ของทั้งสองประเทศ

 

19. เรื่อง เอกสารถ้อยแถลงเพื่อดำเนินงาน (Statement of Undertaking : SoU) ของกลุ่มดำเนินงานด้านกรดไนตริกเพื่อสภาพภูมิอากาศ (Nitric Acid Climate Action Group : NACAG)

              คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบต่อเอกสารถ้อยแถลงเพื่อการดำเนินงาน (Statement of Undertaking : SoU) ของกลุ่มดำเนินงานด้านกรดไนตริกเพื่อสภาพภูมิอากาศ (Nitric Acid Climate Action Group : NACAG) โดยเห็นชอบให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้แทนประเทศไทยลงนามในเอกสารดังกล่าว มอบหมายให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนร่วมกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขับเคลื่อนการดำเนินงานภายใต้กลุ่ม NACAG ของประเทศไทยให้สอดคล้องกับเอกสาร SoU และมอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นำผลการลดก๊าซไนสตรัสออกไซด์จากสถานประกอบการที่ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่ม NACAG ไปใช้เพื่อบรรลุตามเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (Nationally Determined Contribution : NDC) ของประเทศไทย และไม่นำไปใช้ในแนวทางความร่วมมือที่อ้างถึงในวรรค 2 หรือกลไกที่อ้างถึงในวรรค 4 ของข้อ 6 ของความตกลงปารีส  ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ

                เอกสาร SoU ของกลุ่ม NACAG มีรายละเอียด ดังนี้

              1. ยืนยันต่อวัตถุประสงค์ของกลุ่ม NACAG ที่มุ่งยุติการปล่อยก๊าซไนตรัสออกไซด์โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และประเทศไทยตกลงที่จะดำเนินการภายใต้พันธกรณีหลังปี พ.ศ. 2566 (ค.ศ. 2023) ที่จะออกแบบและดำเนินมาตรการที่เหมาะสมเพื่อสร้างความมั่นใจว่า สถานประกอบการผลิตกรดไนตริกทั้งหมดในประเทศไทย ณ วันที่ 1 มกราคม 2567 (ค.ศ. 2024) จะคงติดตั้งเทคโนโลยีเพื่อลดการปล่อยก๊าซไนตรัสออกไซด์จากวงจรการผลิตที่มีประสิทธิผลอย่างต่อเนื่อง รวมถึงจะจัดให้มีกระบวนการที่เหมาะสมเพื่อติดตามและรายงานการปล่อยก๊าซไนตรัสออกไซด์ในสถานประกอบการดังกล่าวทั้งหมด (สำนักเลขาธิการ NACAG เป็นผู้สนับสนุนค่าใช้จ่ายการติดตั้งเทคโนโลยี) และสถานประกอบการผลิตกรดไนตริกที่ก่อตั้งภายหลังวันที่ 1 มกราคม 2567 จะมีการดำเนินมาตรการที่เหมาะสม เช่น กฎหมายกรอบแรงจูงใจ ข้อตกลงโดยสมัครใจ เป็นต้น เพื่อให้มีการติดตั้งเทคโนโลยีเพื่อลดการปล่อยก๊าซไนตรัสออกไซด์จากวงจรการผลิตที่มีประสิทธิผล รวมถึงจะจัดให้มีกระบวนการที่เหมาะสมเพื่อติดตามและรายงานการปล่อยก๊าซไนตรัสออกไซด์ในสถานประกอบการดังกล่าว (สถานประกอบการจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการติดตั้งเทคโนโลยีเอง)

                2. ให้คำมั่นว่าภายหลังวันที่ 31 ธันวาคม 2566 (ค.ศ. 2023) ผลการลดก๊าซไนตรัสออกไซด์ในประเทศไทยที่ดำเนินการภายใต้สถานประกอบการที่ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่ม NACAG ต้องไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในการชดเชยคาร์บอนระหว่างประเทศหรือการซื้อขายคาร์บอนระหว่างประเทศในรูปแบบอื่น ไม่ว่าจะเป็นตลาดที่มีกฎระเบียบบังคับหรือโดยสมัครใจ แต่สามารถใช้สำหรับการชดเชยคาร์บอนภายในประเทศหรือการซื้อขายคาร์บอนภายในประเทศได้

                3. ให้คำมั่นว่าการปล่อยก๊าซไนตรัสออกไซด์จะยังคงอยู่ในขอบเขตของ NDC ต่อไป และผลการลดก๊าซไนตรัสออกไซด์ในประเทศไทยที่ดำเนินการภายใต้สถานประกอบการที่ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่ม NACAG จะถูกนำไปใช้เฉพาะส่วนของเป้าหมาย NDC ของประเทศไทยเท่านั้น

                4. ให้คำมั่นว่าผลการลดก๊าซไนตรัสออกไซด์ในประเทศไทยที่ดำเนินการภายใต้สถานประกอบการที่ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่ม NACAG ต้องไม่ถูกใช้ภายใต้แนวทางความร่วมมือที่อ้างถึงในวรรค 2 หรือในกลไกที่อ้างถึงในวรรค 4 ของข้อ 6 ของความตกลงปารีส

                ประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับ เสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีแก่ประเทศไทยในการแสดงเจตนารมณ์ที่แน่วแน่ในการขับเคลื่อนการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อเข้าร่วมกลุ่ม NACAG และเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมโลกในการลดก๊าซเรือนกระจก

 

20. เรื่อง  ข้อความสาร (message) สำหรับการประชุมสมัชชาสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ สมัยที่ 5 ผ่านระบบออนไลน์

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างเอกสาร Looking ahead to the resumed UN Environment Assembly in 2022 – Message from online UNEA 5, Nairobi 22 – 23 February 2021 และอนุมัติให้หัวหน้าคณะผู้แทนไทย หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายให้การรับรองร่างเอกสาร Looking ahead to the resumed UN Environment Assembly in 2022 – Message from online UNEA 5, Nairobi 22 – 23 February 2021 ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขร่างเอกสารดังกล่าวที่มิใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทยให้เป็นดุลยพินิจของหัวหน้าคณะผู้แทนไทย หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้พิจารณา โดยไม่ต้องนำกลับไปเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ

                สาระสำคัญ

                ร่างเอกสาร Looking ahead to the resumed UN Environment Assembly in 2022 – Message from online UNEA 5, แสดงถึงความกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับผลกระทบที่ร้ายแรงจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 และมุ่งมั่นให้มีการฟื้นฟูจากสถานการณ์ดังกล่าวอย่างยั่งยืน เพื่อดำเนินการตามวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 การยอมรับถึงความเร่งด่วนที่จะปกป้องโลกในช่วงวิกฤตและภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มลพิษ ของเสีย และสารเคมี รวมทั้งการเน้นย้ำในการดำเนินงานตามความร่วมมือพหุภาคีด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ รวมทั้งการกลับมารวมตัวกันอีกครั้งสำหรับการประชุม UNEA 5 ณ กรุงไนโรบี ในต้นปี ค.ศ. 2022 เพื่อสานต่อความพยายามในการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมร่วมกันให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นต้น

 

แต่งตั้ง

21. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงสาธารณสุข)

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเสนอแต่งตั้ง นางสาวสุภัทรา บุญเสริม รองเลขาธิการ (นักบริหารระดับต้น) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ทรงคุณวุฒิด้านมาตรฐานผลิตภัณฑ์ด้านสาธารณสุข (นักวิชาการอาหารและยาทรงคุณวุฒิ) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2563 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

 

22. เรื่อง การเปลี่ยนโฆษกประจำกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม       

                คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบการเปลี่ยนโฆษกประจำกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้ 

                1. เดิม นายพุฒิพงศ์ สุรพฤกษ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้รับการแต่งตั้งเป็นโฆษกประจำกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (คำสั่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ 41/2563 ลงวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2563 เรื่อง แต่งตั้งโฆษกประจำกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม) ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติ (18 กุมภาพันธ์ 2563) รับทราบเรื่องดังกล่าว แต่โดยที่นายพุฒิพงศ์ สุรพฤกษ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ครบเกษียณอายุราชการในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ดังนั้น ทส. จึงได้ยกเลิกคำสั่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดังกล่าว

                2. ทส. ได้แต่งตั้ง นายปิ่นสักก์ สุรัสวดี ผู้ตรวจราชการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นโฆษกประจำกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อประชาสัมพันธ์เผยแพร่ผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล นโยบาย ทส. และนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการชี้แจงข้อเท็จจริงและข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชนให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดย ทส. อาศัยอำนาจตามมาตรา 20 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (คำสั่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ 7/2564 ลงวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2564 เรื่อง แต่งตั้งโฆษกประจำกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม)

 

23. เรื่อง การแต่งตั้งโฆษกกระทรวงพลังงาน

                คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ การแต่งตั้งโฆษกกระทรวงพลังงาน (พน.) เนื่องจาก นายวัชระ กรรณิการ์ ข้าราชการการเมือง ตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้ลาออกจากตำแหน่งโฆษก พน. ดังนั้น เพื่อให้การสร้างความรับรู้ความเข้าใจและการบริหารข้อมูลข่าวสารของ พน. เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงได้แต่งตั้ง นายสมภพ พัฒนอริยางกูล ผู้ช่วยปลัด พน. เป็น โฆษก พน. ซึ่ง พน. ได้มีคำสั่ง พน. ที่ 32/2563 เรื่อง แต่งตั้งโฆษกกระทรวงพลังงาน ลงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2563 ด้วยแล้ว

 

24. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับสูง (สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน)

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเสนอแต่งตั้ง พลตำรวจตรี ปิยะพันธ์ ปิงเมือง รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับสูง) ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับสูง) แทนตำแหน่งที่ว่าง และส่งให้วุฒิสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนคณะรัฐมนตรีนำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งตามมาตรา 57 (1) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 และมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top