ท่ามกลางผลกระทบของวิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก ทั้งในเชิงเศรษฐกิจ และสังคม โดยเฉพาะในเรื่องของเศรษฐกิจที่เรียกได้ว่าทุกประเทศทั่วโลกต้องประสบปัญหาอย่างหนัก ตั้งแต่เริ่มมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 มาจนถึงปัจจุบัน ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทยที่มี 4 เครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ประกอบด้วย การบริโภคภาคเอกชน การใช้จ่ายภาครัฐ การส่งออก และการลงทุน ซึ่งปัจจุบันมีเพียงการส่งออกสินค้า และการใช้จ่ายภาครัฐ ที่ยังทำหน้าที่ประคับประคองเศรษฐกิจไทยต่อไปได้ เนื่องจากเครื่องยนต์อื่นขัดข้อง
ปัจจุบันการส่งออกกลายเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจของไทยตัวเดียวที่ยังเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง สร้างมูลค่าตั้งแต่ต้นปีจนปัจจุบัน โดยการส่งออกกลายมาเป็นขาหลักของผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) ของประเทศไทย ซึ่งในวันนี้ “แนวหน้า” ได้มีโอกาสพูดคุย กับ มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษา จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ ซึ่งเป็นกระทรวงหลักที่ขับเคลื่อนการส่งออกของไทยในภาวะที่ต้องเผชิญหน้ากับวิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด-19
นโยบายของกระทรวงพาณิชย์ ที่ทำให้การส่งออกของประเทศไทยปี 2564ที่มีการขยายตัวดีอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่เป็นสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19
กระทรวงพาณิชย์ โดยรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ ตามที่ได้แถลงข่าวส่งท้ายไปคือตัวเลขการส่งออกขยายตัว 16.4% ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2564 เป็นผลจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ ประกอบด้วย การฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการค้าโลก โดยเฉพาะประเทศคู่ค้าสำคัญ ทำให้มีความต้องการนำเข้าสินค้าจากไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
และด้วยนโยบายของรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ ที่มอบให้กับราชการและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องให้ขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน เพราะส่งออกเป็นขาหลักที่จะต้องช่วยประเทศชาติในภาวะวิกฤต และท่านก็ทำได้จริงๆ ซึ่งเป็นที่ชื่นชมของภาคเอกชนอย่างยิ่ง เราเน้นปรับวิกฤตเป็นโอกาสเพราะทั่วโลกแม้มีโรคระบาด แต่ก็ยังมีการอุปโภค-บริโภค โดยเฉพาะภาคสินค้าเกษตร และเกษตรอุตสาหกรรมไปได้ดีมากแล้ว ด้วยประเทศเราเป็นประเทศเกษตรกรรมเป็นหลัก นโยบายทางด้านการส่งเสริมส่งออกของเราจึงช่วยได้ถูกทิศทาง
โดยการดำเนินการตามแผนผลักดันและแก้ไขปัญหาการส่งออกของกระทรวงพาณิชย์ เป็นปัจจัยหลักผลักดันให้การส่งออกฟื้นตัวสูงต่อเนื่อง ท่ามกลางภาวะวิกฤตโควิด-19 โดยการทำงานอย่างหนัก ร่วมกับภาคเอกชน ในการแก้ปัญหาและส่งเสริมการส่งออก ผ่านกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนด้านการพาณิชย์ (กรอ. พาณิชย์)
ในช่วงโควิด-19ที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ โดยท่านรัฐมนตรีจุรินทร์มีกลยุทธ์ เพื่อขับเคลื่อนการส่งออก เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนสูง ควบคู่กับการส่งเสริมและสนับสนุนศักยภาพผู้ประกอบการ ส่งเสริมการส่งออกสินค้าผ่านรูปแบบผสมผสานระหว่างออนไลน์และออฟไลน์ (ไฮบริด) ให้การทำงานภายใต้สถานการณ์ความไม่แน่นอนต่างๆ สามารถดำเนินต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่องทางออนไลน์จะเข้มข้นเป็นพิเศษ จัดเจรจาการค้าผ่านช่องทางออนไลน์ (OBM) ร่วมมือกับแพลตฟอร์มออนไลน์จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายสินค้าไทย เช่น Tmall Global (จีน) Amazon (สหรัฐฯ) BIG Basket (อินเดีย) จัดงานแสดงสินค้า Mirror-Mirror จัดงานแสดงสินค้ารูปแบบไฮบริด
นอกจากนี้ ยังมีการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ประเทศไทย (Trust Thailand) สร้างความเชื่อมั่นสินค้าไทย เน้นกลุ่มสินค้าที่มีโอกาสสูงในช่วงโควิด-19 โดยเฉพาะสินค้าอาหาร ผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางสินค้าเกษตรและอาหารคุณภาพของโลก สร้างความมั่นใจในการบริโภคอาหารไทย
นโยบายท่านรองนายกฯ จุรินทร์ ทำให้เราเจาะตลาดเมืองรอง ขยายความสัมพันธ์ทางการค้า มีการลงนาม MOU หรือ Mini FTA กับเมืองและมณฑลของประเทศเป้าหมายได้แก่ จีน (ไห่หนาน) และญี่ปุ่น (โคฟุ) ปรับแนวทางการทำงานของทูตพาณิชย์และพาณิชย์จังหวัดให้เป็นนักการตลาด (เซลส์แมน) เชื่อมโยงการทำงานของเซลส์แมนประเทศกับเซลส์แมนจังหวัด ส่งเสริมสินค้าจากท้องถิ่นสู่ตลาดโลก (Local to Global) ผ่านโครงการ “Young Exporter from Local to Global” เพื่อเชื่อมโยงโอกาสความต้องการสินค้าของตลาดโลกให้แก่ผู้ผลิต/ผู้ส่งออกจากทั่วทุกจังหวัดของประเทศ การแก้ไขปัญหาและอุปสรรคในการส่งออก ร่วมมือกับภาคเอกชนผ่านกลไก กรอ. พาณิชย์ ติดตามแก้ไขปัญหาการค้าช่วงวิกฤตโควิด-19 ทั้งในการค้าระหว่างประเทศ การค้าชายแดน อาทิ ปัญหาการขนส่งระหว่างประเทศ เช่น การขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ เร่งรัดเปิดด่านชายแดน อำนวยความสะดวกการให้บริการของภาครัฐ
ปี 2565 กระทรวงพาณิชย์ มีแผนจะผลักดันผู้ประกอบการ กระตุ้นเศรษฐกิจ และส่งออกอย่างไร
ปี 2565 กระทรวงพาณิชย์วางแผนจะดำเนินการตาม 14 แผนงานเดิมที่กำหนดไว้ในปี 2564 ให้ต่อเนื่อง และเพิ่มแผนงานใหม่ๆ จะครอบคลุมการทำงานทุกด้าน ช่วยดูแลประชาชน สนับสนุนภาคธุรกิจ รวมถึงภาคการส่งออกจะยังคงเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ คือตามแนวทาง “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” มีแผนงานใหม่ๆ ที่จะเน้นเพิ่มเติม เช่น การลดความเหลื่อมล้ำโดยการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากส่งเสริม SMEs วิสาหกิจชุมชน วิสาหกิจเพื่อสังคม และเกษตรกรการส่งเสริมการบริโภคผลิตภัณฑ์ไทย สร้างความเชื่อมั่น ส่งเสริมจูงใจให้ใช้ผลิตภัณฑ์ไทย สร้างมูลค่าเพิ่มแก่ผลิตภัณฑ์ไทย
ส่งเสริมเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม เช่น ส่งเสริมและพัฒนาแพลตฟอร์มตลาดออนไลน์ พัฒนาผู้ประกอบการให้ใช้ประโยชน์จากเศรษฐกิจแพลตฟอร์มและการค้าออนไลน์ การส่งเสริมสินค้า BCG ส่งเสริมการพัฒนาและส่งออกสินค้า BCG และการปรับตัวของผู้ประกอบการไทยเพื่อนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจการค้าอย่างยั่งยืน การยกระดับบริการของกระทรวงพาณิชย์ เพิ่มประเภทปรับปรุงบริการ MOC Online One Stop Service ลดหรือยกเลิกกฎระเบียบ มาตรการ ขั้นตอนที่ไม่จำเป็น เพื่ออำนวยความสะดวกประชาชนและผู้ประกอบการ และบริการด้านข้อมูลสำหรับประชาชนและภาคธุรกิจ เช่น สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า ได้พัฒนาระบบ Trade Intelligent System และพัฒนาต่อยอดระบบ DBD Data Warehouse ส่วนการเจรจา FTA มุ่งการเจรจา FTA ที่เกิดประโยชน์สูง และทำสำเร็จได้เร็ว การพัฒนาธุรกิจการค้าด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันให้ธุรกิจ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์
คาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2565
เศรษฐกิจไทยปี 2565 อยู่ในทิศทางฟื้นตัวที่ชัดเจนขึ้น สอดคล้องกับทิศทางของเศรษฐกิจการค้าโลกที่มีแนวโน้มปรับดีขึ้นสถานการณ์โควิด-19 ทั่วโลกคลี่คลาย จากการฉีดวัคซีนที่ครอบคลุมมากขึ้นต่อเนื่อง หลายประเทศทยอยคลายมาตรการล็อกดาวน์ ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมมีแนวโน้มฟื้นตัวและกลับภาวะปกติ หน่วยงานต่างๆ ทั้งในประเทศ/ต่างประเทศ ประเมินการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระดับใกล้เคียงกัน ในช่วงร้อยละ 3.5-4.5ด้วยปัจจัยสนับสนุนหลักจากการเปิดประเทศ ที่จะทำให้ภาคการท่องเที่ยวฟื้นตัว เป็นแรงเสริมภาคการส่งออกสินค้าที่เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยตลอดปีที่ผ่านมา ทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจมีแนวโน้มปรับดีขึ้นตามลำดับ ทั้งการบริโภคภายในประเทศที่ฟื้นตัวหลังการผ่อนคลายมาตรการควบคุมกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และการกระจายวัคซีนที่ครอบคลุมมากขึ้น ส่งผลให้การจับจ่าย ใช้สอยของประชาชนมีแนวโน้มที่จะกลับมาสู่ภาวะปกติมากขึ้น
ประกอบกับแรงส่งที่สำคัญจากแนวโน้มการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว หลังการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ตั้งแต่ปลายปี 2564 ซึ่งสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในภาพรวม ขณะที่การส่งออก การผลิตภาคอุตสาหกรรม ก็ยังมีแนวโน้มขยายตัวตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการค้าโลก โดยเฉพาะเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าสำคัญ อาทิ สหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป และอาเซียน รวมทั้งปัจจัยสนับสนุนจากการเข้าร่วมยื่นสัตยาบันความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ซึ่งจะมีผลวันที่ 1 ม.ค. 2565 จะสร้างโอกาสทางการค้าในการส่งออกสินค้ามากขึ้น เช่นเดียวกับการลงทุนภาคเอกชน ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากบรรยากาศการลงทุน และความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจที่ปรับดีขึ้น ด้วยแรงหนุนสำคัญจากการผ่อนคลายมาตรการจำกัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และการเปิดประเทศ นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยยังมีสนับสนุนต่อเนื่องจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนของภาครัฐ
เป้าหมายของผู้นำกระทรวงพาณิชย์ “ท่านจุรินทร์” ต้องการให้ทุกภาคส่วนมีความเข้มแข็ง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ SMEs/Micro SMEs เกษตรกร และประชาชน เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายระยะยาว
คือ เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืนและทั่วถึง การเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน ต้องครอบคลุม 3 เรื่อง คือ เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม โดยในส่วนของภาคธุรกิจ ต้องมีธรรมาภิบาล ดูแลสังคม และสิ่งแวดล้อมด้วย
อย่างไรก็ตามท่ามกลางสถานการณ์วิกฤตเราต้องนำเศรษฐกิจฝ่าไปให้ได้ และสังคมได้ประโยชน์ร่วมกัน ไม่ใช่ได้ประโยชน์เพียงคนบางกลุ่ม ต้องลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม และมีกระจายรายได้ทั่วถึงความเหลื่อมล้ำลดลง มีการค้าที่เป็นธรรมนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาสนับสนุน เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าและรายได้ให้ประเทศ สร้างเศรษฐกิจท้องถิ่น และเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง เช่น วิสาหกิจเพื่อสังคม ส่งเสริมธุรกิจที่สร้างรายได้และกำไรที่ยั่งยืน ให้ท้องถิ่นพึ่งพาตนเองได้ และเกิดการแบ่งปันผลประโยชน์ให้สังคม
นอกจากนี้ ที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยพึ่งพาภาคต่างประเทศสูง คือภาคการส่งออก การท่องเที่ยว ทำให้มีความเสี่ยงสูงเมื่อเกิดความผันผวนจากภายนอก ดังนั้น ต้องทำให้เศรษฐกิจไทยให้เข้มแข็ง มีภูมิคุ้มกัน ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ให้กระจายความเจริญอย่างทั่วถึง และกระจายความเจริญสู่ชนบท คือ ภาคเกษตร ส่งเสริมคนรุ่นใหม่ทำอาชีพเกษตรกรรม ภาครัฐช่วยเหลือนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ เพื่อเพิ่มผลผลิต และขายได้ในราคาสูงขึ้น ภาคอุตสาหกรรม ก็ปรับตัวมุ่งสู่อุตสาหกรรมสมัยใหม่ ส่วนภาคบริการ สามารถเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ที่ผ่านมาไทยส่งออกบริการดั้งเดิมที่บริการท่องเที่ยวเป็นหลัก ต้องผลักดันการส่งออกบริการสมัยใหม่ที่ไทยมีศักยภาพ อาทิ บริการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์ บริการดิจิทัลคอนเทนต์ รวมทั้งแฟรนไชส์ เป็นต้น
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี