วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569
แหล่งข่าวยธ.เผย"ทักษิณ"รักษาตัว รพ.ตำรวจ ครบ 30 วัน นอนต่อหรือส่งกลับเรือนจำฯ ระบุต้องจำคุกไม่น้อยกว่า 6 เดือน จึงเข้าเกณฑ์ยื่นขอเข้าโครงการพักการลงโทษได้ แต่อาจได้พระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไปในวาระโอกาสสำคัญ
จากกรณีที่ นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ตั้งคำถามผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัว มีเนื้อหาเกี่ยวกับระยะเวลาการรักษาตัวนอกเรือนจำของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ตามกฎกระทรวงยุติธรรม เรื่อง การส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำ พ.ศ.2563 ซึ่งลงนามโดย นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในขณะนั้น พร้อมระบุว่า หากมีการรักษาตัวนอกเรือนจำนานกว่า 30 วัน จะต้องมีความเห็นจากทางอธิบดีกรมราชทัณฑ์ และแพทย์โรงพยาบาลตำรวจ หากนานกว่า 60 วัน จะต้องมีความเห็นจากทางปลัดกระทรวงยุติธรรม และหากนานเกิน 120 วัน จะต้องมีความเห็นจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมทั้งขอให้มีการแถลงรายละเอียดต่อสาธารณะชนเพื่อคลายข้อสงสัยว่าได้มีการเลือกปฏิบัติต่อนายทักษิณหรือไม่นั้น (อ่านข่าวประกอบ : ‘ปริญญา’ชี้‘ทักษิณ’นอนรพ.ตำรวจเกิน 30 วัน‘หมอ’ต้องเคลียร์ เตือนเรื่องใหญ่กระทบรัฐบาล)
วันนี้ (5 ก.ย.66) แหล่งข่าวระดับสูงจากกระทรวงยุติธรรม เผยว่า สำหรับอาการเจ็บป่วยของผู้ต้องขังตลอดห้วงระยะเวลาการนอนพักรักษาตัว จะมีความทุเลาดีขึ้นหรืออาการทรงตัวอย่างไร จะเป็นดุลพินิจของนายแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจที่จะต้องรายงานแจ้งมายังอธิบดีกรมราชทัณฑ์เพื่ออธิบดีมีความคิดเห็น พิจารณาอนุมัติว่าจะให้รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจต่อเนื่อง หรือพิจารณาอนุมัติให้ย้ายกลับมารักษาที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ณ เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ดังนั้น ในกรณีที่นายทักษิณจะมีการรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจนานกว่า 30 วันนั้น ทางแพทย์ที่เป็นผู้รักษาจะต้องรายงานอาการความเจ็บป่วยและความคิดเห็นของแพทย์ไปยังอธิบดีกรมราชทัณฑ์เพื่อพิจารณาอนุมัติตามขั้นตอน และถ้าหากจะมีการรักษานานกว่า 60 วัน ก็จะต้องมีหนังสือขอความเห็นชอบจากอธิบดี พร้อมกับความเห็นของแพทย์ผู้ทำการรักษาและหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้องและรายงานปลัดกระทรวงยุติธรรมรับทราบ ส่วนถ้าจะมีการรักษานานกว่า 120 วัน ก็จะต้องมีหนังสือขอความเห็นชอบจากอธิบดี พร้อมกับความเห็นของแพทย์ผู้ทำการรักษาและหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้องและรายงานรัฐมนตรีฯทราบ
แหล่งข่าวฯ ระบุอีกว่า เมื่อใกล้ครบกำหนดระยะเวลาการนอนพักรักษาตัว 30 วัน ตามหลักการแล้วทางอธิบดีกรมราชทัณฑ์ หรือตัวแทนราชทัณฑ์จะต้องมีการประชุมหารือร่วมกับทีมแพทย์ รพ.ตำรวจ ผู้ทำการรักษา เพื่อมีความเห็นร่วมกันว่าจะอนุมัติให้ยังคงรักษาตัวที่เดิมหรือไม่อย่างไร
เมื่อถามว่า หากต้องมีการรักษานานเกินกว่า 30 วัน มีแนวโน้มที่นายทักษิณจะย้ายไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลเอกชน ซึ่งจะมีเครื่องมือทางการแพทย์และแพทย์เฉพาะทางเหมาะสมต่อการรักษาหรือไม่นั้น แหล่งข่าวยธ. เผยว่า หากโรงพยาบาลที่ได้ลงนาม MOU กับราชทัณฑ์ (หรือ รพ.แม่ข่าย) ยังคงมีศักยภาพในการรักษาก็ยังจะต้องเป็นโรงพยาบาลของรัฐต่อไป แต่ถ้าหากโรงพยาบาลของรัฐที่ลงนามอยู่นั้น ไม่มีเครื่องมือพร้อมในส่วนอื่นใดก็อาจจะมีความจำเป็นต้องพิจารณาย้ายไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลเอกชนแทนได้ แต่เท่าที่ตนรับทราบ ยังไม่มีแนวโน้มย้ายนายทักษิณไปรักษาตัวที่โรงบาลแห่งอื่น
แหล่งข่าว ยธ.ระบุถึงโครงการพักการลงโทษกรณีมีเหตุพิเศษเนื่องจากเจ็บป่วยร้ายแรง หรือพิการ หรือมีอายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไป ว่า ปกติแล้วในเวลา 1 ปี ทางราชทัณฑ์จะมีโครงการอยู่แล้ว ซึ่งเรือนจำจะมีการสำรวจรายชื่อของผู้ต้องขังแล้วก็มีการจัดทำบัญชีรายชื่อ เพื่อแจ้งผู้ต้องขังหากเข้าเกณฑ์ก็ให้ดำเนินการยื่นเอกสารมาทางเรือนจำฯ และที่สำคัญจะต้องมีการรับรองเนื้อหาเอกสารการเจ็บป่วยด้วย
อย่างไรก็ตาม ตามเกณฑ์จะต้องมีการรับโทษจำคุกแล้วหนึ่งในสามหรือไม่น้อยกว่า 6 เดือน แต่ในกรณีของนายทักษิณนั้น เข้ามารับโทษจำคุกเพียง 1 ปี หากคำนวนหนึ่งในสามก็เท่ากับ 4 เดือน ซึ่งนายทักษิณก็จะต้องรับโทษจำคุกไม่น้อยกว่า 6 เดือนก่อน จึงจะเข้าเกณฑ์ยื่นขอเข้าโครงการพักการลงโทษได้ แต่ถ้าหากมีการพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไปในวาระโอกาสสำคัญ ก็จะเป็นอีกกรณีหนึ่ง
- 006
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี