533.jpg
ถอยเถิด‘เพื่อไทย’! ‘รสนา’เตือนฝืนแจกเงินดิจิทัลเสี่ยงผิดกฎหมาย ชี้อย่าเอาไปเทียบ 30 บาท

ถอยเถิด‘เพื่อไทย’! ‘รสนา’เตือนฝืนแจกเงินดิจิทัลเสี่ยงผิดกฎหมาย ชี้อย่าเอาไปเทียบ 30 บาท

วันอังคาร ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 21.44 น.

ถอยเถิด‘เพื่อไทย’! ‘รสนา’เตือนฝืนแจกเงินดิจิทัลเสี่ยงผิดกฎหมาย ชี้อย่าเอาไปเทียบ 30 บาท

31 ต.ค. 2566 น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) กรุงเทพฯ กล่าวในรายการ “แนวหน้า Talk”โดยมีนายบุญยอด สุขถิ่นไทย เป็นผู้ดำเนินรายการ ในประเด็นนโยบายแจกเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท ของรัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทย ว่า เรื่องนี้มีปัญหาทั้งด้านกฎหมาย ซึ่งโครงการขนาดใหญ่ต้องใช้เงินงบประมาณแผ่นดิน โดยรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 มาตรา 140 กำหนดให้การนำงบประมาณไปใช้รัฐบาลต้องนำเสนอเข้าสู่กระบวนการงบประมาณเพื่อให้รัฐสภาพิจารณา ซึ่งหากจะแจกภายในปี 2567 ก็ต้องใช้งบประมาณประจำปี 2567 แต่ในเมื่อรัฐบาลไม่เข้ากระบวนการงบประมาณ หมายถึงจะไม่ใช้เงินงบประมาณใช่หรือไม่ หรือการที่มีข่าวว่าจะไปกู้เงินจากธนาคารออมสิน ก็ต้องไปดุว่ามีกฎหมายให้ทำได้หรือไม่


และด้านวินัยการเงิน-การคลัง ซึ่งการใช้เงินงบประมาณต้องไม่เป็นไปเพื่อผลของการหาเสียง โดยเฉพาะมีข้อสังเกตเรื่อง “จ่ายตั้งแต่อายุครบ 16 ปีบริบูรณ์” จึงอยากให้ กกต. ตรวจสอบเพราะเข้าข่าย “นโยบายประชานิยม” ซึ่งโดยปกติการนำเงินออกมาใช้หรือต้องกู้เงิน จำเป็นต้องมีสถานการณ์ฉุกเฉินรองรับ เช่น น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 หรือสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ปัจจุบันนี้ไมได้มีสถานการณ์อะไรที่ฉุกเฉิน

ส่วนที่รัฐบาลบอกว่าทุกวันนี้เศรษฐกิจยังมีปัญหาอยู่จึงต้องการการอัดฉีด ลองดูในภาพรวม เช่น บอกว่าเงินที่แจกต้องใช้ให้หมดภายใน 6 เดือน ซึ่งงบทั้งหมดที่จะนำมาใช้คือ 5.6 แสนล้านบาท ลองสมมติประเทศชาติเป็นครอบครัวที่ไมได้ร่ำรวยนัก พ่อหรือหัวหน้าครอบครัวบอกว่าเดี๋ยวจะไปกู้เงินมาให้ลูกๆ ใช้กันเต็มที่ ถามว่าแบบนี้มีประโยชน์อะไร แล้วหากวันหนึ่งพ่อไม่อยู่บ้าน ลูกๆ ก็จะต้องมาตามใช้หนี้ไปอีกนานหลายปี

ทั้งนี้ การที่รัฐบาลบอกว่าจะดันการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ให้สูงขึ้น โดยในปี 2566 อยู่ที่ร้อยละ 2.8 ตั้งเป้าว่าปีต่อๆ ไปจะต้องสูงขึ้น โดยหวังว่าจะให้ GDP โตถึงร้อยละ 5 แต่ถามว่าเหมาะสมจริงหรือกับการนำงบประมาณมหาศาลมาทุ่มกับเรื่องนี้ และหาก กกต. บอกว่าทำได้ ก็เชื่อว่าต่อไปพรรคอื่นก็จะทำบ้าง อาจมีบางพรรคหาเสียงแจก 1 แสนบ้าง 5 แสนบ้างช่วยใกล้เลือกตั้ง แบบนี้ประเทศคงแย่

“อยากให้ กกต. ทบทวน ไม่ใช่แค่กฎหมายเลือกตั้ง คุณด้องดูกฎหมายอื่นๆ ด้วย กฎหมายพรรคการเมือง กฎหมายอะไรทั้งหลาย สามารถทำอย่างนี้ได้ไหม? ยังมีประเด็นเรื่อง พ.ร.บ.เงินตรา พ.ศ.2501 ก็ต้องถามว่าเงินที่รัฐบาลจะแจกมันไม่ใช่แจกแบบเงินบาท มันจะเป็นสกุลใหม่หรือเปล่า? ซึ่งจะมาแจกแบบนี้น่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมายไหม? อันนี้มันอยู่ในประเด็นที่ร้องเรียนไป รัฐบาลเขาเลยส่งคำถามไปขอให้กฤษฎีกาตอบ 3 เรื่อง 1.เรื่องวินัยการเงินการคลัง 2.เรื่องกู้ออมสิน 3.เรื่องของ พ.ร.บ.เงินตรา” รสนา กล่าว

น.ส.รสนา กล่าวต่อไปว่า ในส่วนของกฎหมาย พ.ร.บ.เงินตรา ที่กฤษฎีกาตีความนั้น หากการแจกเงินดิจิทัลแล้วรัฐบาลไม่สามารถเก็บเงินทั้งหมดกลับมาแลกเป็นเงินสดให้ได้ครบภายใน 6 เดือน อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายเพราะกลายเป็นเงินสกุลใหม่ แต่ในมุมของนักกฎหมายระดับอดีตผู้พิพากษาศาลฎีกาท่านหนึ่ง บอกให้ไปดู พ.ร.บ.เงินตรา พ.ศ.2501 ซึ่งนิยามของเงินตราต้องเป็นวัตถุจับต้องได้อย่างธนบัตรหรือเหรียญกษาปณ์ ดังนั้นเงินดิจิทัลที่อยู่ในอากาศจึงไม่น่าจะอยู่ในนิยามของกฎหมายฉบับนี้ หากรัฐบาลต้องการแจกเงินดิจิทัลก็ต้องแก้กฎหมายนี้ก่อนด้วย

จึงกลายเป็นคำถามว่า กฤษฎีกาตีความเรื่องหากเก็บเงินกลับมาให้ครบภายใน 6 เดือนถือว่าไม่ผิดนั้นขอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ขณะที่เมื่อเปรียบเทียบกับคู่ปอง อดีตผู้พิพากษาท่านนี้ก็อธิบายว่า คูปองนั้นใช้ในวงแคบ เช่น ศูนย์อาหารของห้างสรรพสินค้า ต่างจากเงินดิจิทัลที่ทุกคนใช้กันทั่วประเทศ ไม่ว่าจะไปใช้ที่จังหวัดใดก็ตาม และกำหนดว่าจะร้านค้าที่ขายสินค้าโดยรับเงินดิจิทัลจะแลกกลับเป็นเงินสดสกุลเงินบาทต้องรอให้ครบ 6 เดือน

คำถามคือจะไม่เกิดปัญหาใดๆ เลยหรือ ลองนึกถึงร้านค้าเล็กๆ รายย่อยที่สายป่วนไม่ยาว แต่จะเอาไปแลกเป็นสินค้าคนจะเชื่อหรือไม่ว่าเงินดิจิทัลนี้คือเงิน ในขณะที่คูปองรับมาและแลกคืนแบบทางเดียว แต่เงินดิจิทัลนั้นทั้งรับมาและแลกเปลี่ยนออกไปแบบเดียวกับเงินตรา เรื่องนี้ต้องให้นักกฎหมายเป็นผู้ตัดสิน และการที่กฤษฎีกาตีความมาแบบนี้ไม่น่าจะถูกต้อง รัฐมนตรีอาจอนุญาตได้ แต่ก็ไม่สามารถดำเนินการได้เพราะกฎหมายไม่ได้เปิดช่องให้ทำ และหากฝืนจะทำให้ได้ก็อาจมีความผิดถึงขั้นติดคุก

“คุณถอยดีกว่าไหม? อย่าไปคิดเรื่องเสียหน้า คือเรามองประโยชน์ว่าเราใช้เงินของแผ่นดินซึ่งเป็นเงินของประชาชนทุกคน เราควรทำให้มันมีประโยชน์ ซึ่งที่จริงรัฐมนตรีหลายคนในรัฐบาลนี้ออกมาโต้ว่า ไปเปรียบเทียบกับ 30 บาทรักษาทุกโรค ว่า 30 บาทสมัยก่อนก็มีคนทักท้วง ซึ่งอันที่จริงคนละเรื่อง เพราะต้องบอกว่า 30 บาทรักษาทุกโรคมันเป็นสวัสดิการ แต่อันนี้มันเป็นประชานิยม มันแจกเงิน มันคนละเรื่องอย่าเอามาอ้าง อยากเตือนด้วยความหวังดีว่าทำอะไรให้รอบคอบ อย่าไปคิดเพียงว่าเรามีความคิดบรรเจิด ทำแล้วให้มันปังไปเลย กลัวว่าจะไม่ปัง มันจะพังเอา” อดีต สว. กรุงเทพฯ กล่าว

สามารถรับชมคลิปเต็มได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=nfFEX_0DG_w

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

494.gif

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top