'ก้าวไกล'ยังปากแจ๋ว!! ตั้งคำถามต่อคำวินิจฉัยศาล รธน. เตรียมฉากทัศน์รับมือ'ยุบพรรค'

'ก้าวไกล'ยังปากแจ๋ว!! ตั้งคำถามต่อคำวินิจฉัยศาล รธน. เตรียมฉากทัศน์รับมือ'ยุบพรรค'

วันพุธ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2567, 18.29 น.

“ก้าวไกล”ขอตั้งหลักรอเช็กคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญละเอียด เตรียมฉากทัศน์พร้อมทุกสถานการณ์ รับกังวลปมศาลชี้ลูกพรรคเอี่ยวประกันตัวคดี 112 ย้อนแสบผู้พิพากษาตัดสินคดีเอี่ยวล้มล้างการปกครองหรือไม่ ดักคอปม 44 สส.ยื่นแก้ม.112 ส่อโดนเชือดไม่ควรเกิดขึ้น  รอดูนักร้อง ‘เรืองไกร’ ซ้ำดาบสอง ‘ด้านพิธา’ย้ำบริสุทธิ์ใจไม่คิดแยกสถาบันฯ ออกจากความมั่นคงของชาติ ขณะที่ 150 สส.ฉีกยิ้มสู้ยังไม่สละเรือ

เมื่อวันที่ 31 ม.ค.67 ที่รัฐสภา นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล และนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกล  ให้สัมภาษณ์ภายหลังแถลงกรณีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกรณีนโยบายหาเสียงมาตรา 112 เข้าข่ายล้มล้างการปกครอง ถึงกรณีพรรคก้าวไกลเตรียมแนวทางการต่อสู้อย่างไรนั้น ว่า ขณะนี้พรรคคงต้องรอคำวินิจฉัยโดยละเอียดอีกครั้ง แต่ยังไม่สามารถประมาทได้ในทางกฎหมาย แต่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นที่สุดแล้วไม่สามารถโต้แย้งได้ แต่ก็ต้องเตรียมฉากทัศน์ไว้ ไม่ได้กังวลอะไร แต่ก็ไม่ประมาท


เมื่อถามว่าหากมีการร้องให้มีการยุบพรรคก้าวไกล นายชัยธวัช กล่าวว่า ยังไม่ถึงขั้นนั้น ตอนนี้ขั้นตอนต่อไปคือรอเอกสารจากศาลรัฐธรรมนูญที่สมบูรณ์ฉบับเต็มเพื่อเตรียมรับมือในทางกฎหมายที่อาจจะเกิดขึ้นได้

เมื่อถามว่าจากคำวินิจฉัยของศาลมีการระบุพฤติกรรมของคนในพรรค 3 ข้อ เช่น การลงชื่อเสนอแก้ไขมาตรา 112 การประกันตัวกลุ่มผู้ชุมนุม เรายอมรับว่ามีพฤติกรรมเช่นนี้จริงหรือไม่ นายชัยธวัช กล่าวว่า ตรงนี้เป็นปัญหาที่เรามีความกังวลต่อคำวินิจฉัยที่ระบุว่าทำให้เกิดความไม่ชัดเจนแน่นอนในหลักเกณฑ์ทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในเจตนา ยกตัวอย่างเช่น การบอกว่ามี สส.ของพรรคก้าวไกลไปประกันตัวให้กับผู้ถูกกล่าวหาคดี 112 ถือเอามาเป็นประกอบว่าเรามีเจตนาในการล้มล้างการปกครอง มันก็มีปัญหาใช่หรือไม่ ซึ่งกฎเกณฑ์ตามรัฐธรรมนูญที่ระบุว่าหลักที่ต้องสันนิษฐานไว้ก่อน ไม่ว่าจะถูกกล่าวหาข้อหาอะไรต้องมองไว้ก่อนว่าบุคคลนั้นเป็นผู้บริสุทธิ์ หากเป็นเช่นนี้มันทำให้ขัดกัน เอาเข้าจริงๆ  การประกันตัวผู้ต้องหา หรือผู้ถูกกล่าวหา ไม่ว่าจะข้อหาใดๆ เป็นการใช้สิทธิ์ในกระบวนการยุติธรรมของบุคคลทุกคน กระบวนการยุติธรรมไม่ได้ยกเว้นว่าถ้าถูกแจ้งข้อหาด้วยข้อหานี้ จะต้องถือว่าเป็นผู้ไม่บริสุทธิ์หรือห้ามประกันตัว หรือใครเข้ามาเกี่ยวข้องจะถือว่ามีความผิดไปด้วย

“คำถามคือถ้าอย่างนั้นผู้พิพากษาที่วินิจฉัยให้ผู้ที่ถูกกล่าวหาในการกระทำผิดมาตรา 112 ถือว่าเป็นผู้ร่วมขบวนการล้มล้างการปกครองไปด้วยหรือไม่ แต่เมื่อคำวินิจฉัยออกมาแล้ว ก็ต้องเป็นไปตามนั้น แต่อาจจะส่งผลกระทบในหลักเกณฑ์ในการตีความ ความชัดเจนและความไม่ชัดเจนแน่นอนในการใช้กฎหมาย ซึ่งเราก็ไม่รู้ข้อจริงเหล่านี้ นำมาร้อยรัดกันโดยนำมาใช้ตีความโดยเจตนาแล้วแต่ใครจะตีความได้เลย แบบนี้ก็จะเป็นปัญหาในการตีความในอนาคต แล้วแบบนี้ขอบเขตชัดเจนแน่นอนในการบอกว่าอะไรทำได้หรือไม่ได้ อะไรคือการล้มล้างหรือไม่ล้มล้าง จะเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคตแน่นอน”นายชัยธวัช กล่าว

นายชัยธวัช กล่าวต่อว่า ตอนนี้ก็เป็นปัญหาในคำสั่งของตุลาการในวันนี้ มี 2 เรือง คือ หนึ่งสั่งให้ผู้ถูกร้องทั้ง 2 เลิกการแสดงความคิดเห็น การพูด เขียน พิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีการอื่น เพื่อให้มีการยกเลิกกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งประเด็นว่าหลังจากนี้พรรคก้าวไกลจะต้องห้ามพูดเรื่องมาตรา 112 อย่างสิ้นเชิงหรือไม่ พูดได้อย่างเดียวถ้าหากมีการสนับสนุนให้มีการเพิ่มโทษ 112 เท่านั้นหรือไม่ นี่ยังไม่รวมถึงสื่อมวลชน นักวิชาการ ที่จะแสดงความคิดเห็นต่อมาตรา 112 ไม่ได้ด้วยหรือไม่ หรือแสดงแบบไหนถือว่าผิด หรือสมมติว่าบทบัญญัติมาตรา 112 ควรจะปรับปรุงก็อาจจะถูกตีความว่ามีเจตนาเพื่อนำไปสู่การล้มล้าง เป็นปัญหาของความชัดเจนแน่นอน

ส่วนอีกข้อที่ระบุว่าไม่ให้แก้มาตรา 112 ด้วยวิธีการที่ไม่ใช่กระบวนการทางนิติบัญญัติโดยชอบ ซึ่งตรงนี้ไม่ทราบว่าหมายความว่าอย่างไร จึงต้องดูคำวินิจฉัยโดยละเอียด อาจจะทำให้เกิดปัญหา ไม่นับว่าหากมีการเสนอกฎหมาย ศาลรัฐธรรมนูญสามารถเข้ามาวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญเมื่อไรก็ได้ ไม่ต้องรอให้ผ่านวาระที่ 3 ก่อนใช่หรือไม่

เมื่อถามถึงกรณีมีการประเมินว่า สส. 44 คนที่เข้าชื่อเสนอร่างแก้กฎหมาย 112  อาจจะถูกลงโทษร้ายแรงถึงขั้นตัดสิทธิ์ทางการเมือง ถือเป็นเรื่องใหญ่กว่าการถูกยุบพรรคหรือไม่  นายชัยธวัช กล่าวว่า ตนคิดว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น แน่นอนว่าการเมืองใดๆ หลังจากนี้ ที่เกินสมควร ยืนยันว่าจะทำให้ประเด็นสถาบันฯ กลายเป็นปมปัญหาความขัดแย้งของการเมืองไทยมากยิ่งขึ้น ซึ่งพรรคก้าวไกลมีเจตนาที่จะยุติ และลดการนำประเด็นสถาบันฯ มาเป็นความขัดแย้งในสังคมไทย เพื่อให้เกิดเสถียรภาพและความมั่นคงของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

นายชัยธวัช กล่าวต่อว่า ข้อเสนอของ สส.พรรคก้าวไกล ก็เสนอด้วยเจตนาเช่นนี้ เจตนาที่ไม่ทำให้มาตรา 112 กลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองในการทำร้ายซึ่งกันและกัน ไม่เปิดช่องให้ใครผูกขาดความจงรักภักดีไว้กับตัวเอง และอาศัยความจงรักภักดีนั้น เสาะหาผลประโยชน์ส่วนตัว ซึ่งส่งผลให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองอย่างปฏิเสธไม่ได้ ว่าเป็นส่วนสำคัญในวันนี้ เรายืนยันว่า เราไม่ได้มีเจตนาอย่างที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

ส่วนความคิดเห็นในกรณีที่พรรคการเมืองอื่น ก็มีการเสนอแก้ไขมาตรา 112 ด้วยเช่นกันนั้น นายชัยธวัช กล่าวว่า ตนต้องถามว่า ถ้าศาลบอกว่าการมีนโยบายการหาเสียงเรื่องแก้มาตรา 112 เป็นการลดสถานะของพระมหากษัตริย์เข้ามาอยู่ในความขัดแย้งทางการเมือง ให้มาเป็นคู่ขัดแย้งกับประชาชนผ่านการเลือกตั้ง คำถามคือพรรคการเมืองที่รณรงค์หาเสียง ว่าตัวเองเป็นผู้จงรักภักดี หรือโจมตีพรรคอื่น ว่ามีเจตนาที่เป็นลบต่อสถาบันฯ  หรือมีการขึ้นรูปพระราชวงศ์ในเวทีหาเสียง ถือว่าเป็นการลดทอน และเซาะกร่อนบ่อนทำลาย ทำให้พระมหากษัตริย์ไม่อยู่ในสถานะที่เป็นกลางทางการเมืองหรือไม่

เมื่อถามว่าคำวินิจฉัยในวันนี้ จะส่งผลกระทบต่อการเสนอกฎหมายฉบับอื่นด้วยหรือไม่ นายชัยธวัช กล่าวยอมรับว่า สิ่งนี้เป็นความน่ากังวล เนื่องจากการตีความที่ดูเหมือนไม่มีขอบเขตในหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนแน่นอน อาจจะถูกตีความ ว่าแม้กระทั่งกรณีนิรโทษกรรมให้กับผู้ที่ถูกดำเนินคดี หรือผู้ต้องขังคดี มาตรา 112 มีนัยยะซ่อนเร้นล้มล้างการปกครองก็ได้ ทั้งที่เป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นในอดีต และไม่ได้กระทบต่อการปกครองหรือล้มล้างการปกครองแต่อย่างใด

นายชัยธวัช กล่าวต่อว่า ตามบทบัญญัติกฎหมาย มีการละเว้นในส่วนความผิดต่อพระมหากษัตริย์ ตั้งแต่สมัย ร.5 จนถึง พ.ศ. 2499 มีบทยกเว้นความผิดในบทนี้ ซึ่งไม่ได้มีปัญหาใด แต่ปัจจุบันถูกวินิจฉัย ว่าเป็นการล้มล้างการปกครอง อนาคตก็ไม่รู้จะมีคำวินิจฉัยแบบไหนอีก เป็นตัวอย่างของปัญหาที่ทำให้ความเข้าใจในการให้ความหมายร่วมกันนั้น ไม่มีความชัดเจนแน่นอน และอาจทำให้เกิดปัญหา

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะมีโอกาสถอย มาตรา 112 ในร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมของพรรคก้าวไกลหรือไม่นั้น นายชัยธวัช กล่าวว่า ขณะนี้ร่างกฎหมายส่งไปแล้ว เป็นเรื่องของสภา คิดว่าสุดท้ายเสียงส่วนใหญ่ในสภาจะเป็นข้อยุติที่พวกเรายอมรับร่วมกันได้

เมื่อถามถึงการเตรียมการในกรณีที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ จะเดินทางไปคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อยื่นยุบพรรคนั้น นายชัยธวัช และนายพิธา ประสานเสียงพร้อมกันว่า เดี๋ยวดูคำร้อง

ขณะที่นายพิธา กล่าวย้ำว่า ยืนยันเจตนา ว่ามีความบริสุทธิ์ใจไม่มีวาระซ่อนเร้นแต่อย่างใด และไม่มีความตั้งใจที่จะแยกสถาบันฯ ออกจากความมั่นคงของชาติในลักษณะแบบนั้น  ส่วนความกังวล 2-3 เรื่องนั้น คือความกังวลในนิยามของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ความกังวลในเรื่องขอบเขตระหว่างนิติบัญญัติกับศาลรัฐธรรมนูญว่า อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ และความกังวลเรื่องเกี่ยวกับการวินิจฉัยด้วยอะไรที่ไม่ได้เป็นข้อเท็จจริงเยอะ ที่อาจจะมีเรื่องเจตนา การจินตนาการต่างๆ นาๆ ถ้าลงรายละเอียดไป ก็จะเป็นเรื่องสำคัญๆ ทางนิติรัฐ นิติธรรม เช่น การสันนิษฐานเป็นผู้บริสุทธิ์ไว้ก่อน สิทธิในการเข้าถึงการประกันตัว สิทธิรวมตัว เพื่อเรียกร้องความเปลี่ยนแปลงในสังคม ถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตย

“เรื่องแบบนี้ไม่ได้เป็นเรื่องของตนเองคนเดียว ไม่ใช่เรื่องชะตากรรมของพรรคก้าวไกลอย่างเดียว เป็นเรื่องสุขภาพ เป็นเรื่องอนาคตของระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทย เป็นสิ่งที่รู้สึกว่าเสียดาย เรามีโอกาสที่จะออกจากความขัดแย้ง ที่อาจมีคนนำเอาสถาบันฯ มาอยู่ในความขัดแย้ง แล้วใช้รัฐสภานี้ที่ไม่มีใครสามารถผูกขาดความคิดได้ ว่าควรจะเป็นลักษณะไหน แล้วหานิยามร่วมกัน ตอนนี้ก็เป็นนิยามที่ออกมาจากคำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้น เป็นสิ่งที่จะต้องดูรายละเอียด แล้วกลับมาหาด้วยกันอีกที เพื่อเดินหน้ากันต่อ”นายพิธา กล่าว

เมื่อถามว่าวันนี้ได้มีการคุยกับ สส.ของพรรค 150 คน เห็นคำวินิจฉัยของศาลแล้ว มีใครที่จะสละเรือหรือไม่ นายพิธายิ้ม และกล่าวว่า ดูจากรอยยิ้มทุกคน ทุกคนยิ้มหมด แสดงว่ายังอยู่ต่อ

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้มีมวลชนผู้สนับสนุนพรรคก้าวไกล จำนวนหนึ่งเข้ามาปักหลักรอให้กำลังใจนายพิธา ที่บริเวณห้องโถง อาคารรัฐสภา  โดยนายพิธา พร้อมคณะได้ลงมาพบกลุ่มมวลชนในช่วงเย็นหลังการแถลงข่าวแล้วเสร็จ.
 

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top