วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569
นายกฯนั่งหัวโต๊ะถกเงินดิจิทัล อารมณ์ดีทักนักข่าวยันฟังความเห็นรอบด้านนำมาพิจารณาให้รอบคอบ ยันจำเป็นต้องใช้งบ 5 แสนล้าน เพื่อให้โครงการเงินดิจิทัลสำเร็จ ย้ำดำเนินการตามกฎหมาย รักษาวินัยการเงินการคลังเคร่งครัด หลังใช้เวลา
1 ชม. ยังไม่สรุป มติบอร์ดใหญ่ให้ตั้งกก.ศึกษาความเห็นของ “กฤษฎีกา-ป.ป.ช.” วางกรอบ 30 วัน ปัดยืดไทม์ไลน์แจก 1 หมื่น ด้าน “ภูมิธรรม-จุลพันธ์”ประสานเสียงเศรษฐกิจถอดถอย ต้องการการกระตุ้น ลั่นมีแค่คำว่าทำต่อเท่านั้น ชี้อย่ากลัวว่าช้าทุกวันนี้ก็ช้าอยู่แล้ว เพราะมีอุปสรรค
เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 15 กุมภาพันธ์ ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานประชุมคณะกรรมการนโยบายโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet ครั้งที่ 1/2567 โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง รวมทั้งนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้าร่วมประชุมด้วย เมื่อพบผู้สื่อข่าวถามว่าวันนี้ ธปท.จะเสนออะไรต่อที่ประชุมครั้งนี้หรือไม่ ผู้ว่าฯธปท.ไม่ตอบคำถาม เพียงแต่หัวเราะในลำคอ
รบ.ย้ำต้องใช้งบ5แสนล.กระตุ้นศก.
ขณะที่นายกฯกล่าวกับสื่อมวลชนก่อนเข้าประชุมว่า หลังประชุมต้องมีผลประชุมอยู่แล้ว ส่วนผลดีหรือผลร้าย ไม่รู้ ต้องฟังความคิดเห็นทั้งหมด ให้ครบถ้วนก่อน และไตร่ตรองให้ดี และย้ำว่าโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต เป็นหนึ่งในนโยบายหลักที่รัฐบาลแถลงต่อรัฐสภาจุดประสงค์หลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจและวางรากฐานทางเศรษฐกิจดิจิทัล ให้ประเทศไทยในอนาคต ซึ่งรัฐบาลจำเป็นต้องใช้เงินงบประมาณรวม 500,000 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการนี้ให้สำเร็จไปด้วยดี ทั้งนี้ รัฐบาลจะดำเนินโครงการให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และปฎิบัติหน้าที่ใช้อำนาจด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เปิดเผย รอบคอบ และระมัดระวังในการดำเนินกิจการ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชน โดยส่วนรวมและรักษาวินัยการเงินการคลังของรัฐอย่างเคร่งครัด
มติตั้งกก.ศึกษาความเห็นกฤษฎีกา-ปปช.
ต่อมาเวลา 17.05 น. หลังใช้เวลาประชุมประมาณ 1 ชั่วโมง นายกฯให้สัมภาษณ์ว่า ที่ประชุมบอร์ดดิจิทัลมีมติตั้งคณะกรรมการศึกษาข้อเสนอแนะและความเห็นจากคณะกรรมการฎีกาและข้อเสนอแนะของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยให้กรอบเวลาภายใน 30 วัน ก่อนนำกลับมาเสนอคณะกรรมการชุดใหญ่อีกครั้ง
นายกฯกล่าวว่า ตนไม่ได้พูดว่าจะเกิดความล่าช้า เพราะ 30 วันยังอยู่ในกรอบ และยังไม่ชัดเจนว่าจะใช้งบประมาณจากส่วนไหน จะใช้จากงบประมาณประจำปีหรือจะใช้เป็น พ.ร.บ.กู้เงิน รอให้คณะอนุกรรมการได้ไปศึกษาและพิจารณา ก่อนนำมาเสนอที่ประชุม ก่อนเราจะพิจารณาให้เกิดความรอบคอบ
“ผมยังไม่ได้บอกว่าระยะเวลาหรือไทม์ไลน์จะช้าออกไปหรือไม่ เพราะขณะนี้ยังอยู่ในกรอบเวลาของการศึกษา ทุกอย่างขึ้นอยู่กับคณะกรรมการศึกษา” นายกฯ กล่าว
ภูมิธรรมอ้างคนส่วนใหญ่ต้องการ
ก่อนหน้านั้น นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ กล่าวย้ำจุดยืนรัฐบาลในการดำเนิน นโยบายดิจิทัลวอลเล็ตว่า เป็นนโยบายที่รัฐบาลแถลงต่อรัฐสภา และเป็นความต้องการของคนส่วนใหญ่ ส่วนข้อถกเถียงว่าวิกฤต หรือไม่ ถ้าเถียงในทางทฤษฎีก็เถียงกันได้บนความเห็นที่แตกต่าง แต่แนะนำให้ทุกคนที่ยังไม่สบายใจ เพราะกลัวว่าจะไม่วิกฤตจริง ให้ไปอยู่กับความเป็นจริง ไปเจอผู้ประกอบการ ไปคุยกับนักธุรกิจ ไปเดินตลาดพบประชาชนว่าเขารู้สึกอย่างไร เพราะตนไปเดินตลาดมาทั่วประเทศแล้ว เสียงสะท้อนว่ามีปัญหามากและเดือดร้อนคือ ค้าขายไม่ได้ คนซื้อน้อยลง เป็นไปเกือบทุกที่ เอสเอ็มอีก็ยื่นข้อเรียกร้องให้รัฐบาล เพราะตอนนี้กำลังซื้อไม่มี และดอกเบี้ยแพง ขณะที่นักธุรกิจรายใหญ่ เช่น ยานยนต์ รู้สึกเหมือนกันว่า บรรยากาศ ภายใต้รัฐบาลประชาธิปไตย น่าจะทำอะไรได้หลายอย่าง จึงอยากให้รัฐบาลทำอะไรที่กระตุ้นเศรษฐกิจ
เหน็บอย่ายึดแต่ทฤษฎีให้ดูความจริง
“ดังนั้น นโยบายดิจิทัลวอลเล็ต จะเป็นประเด็นนำไปสู่การกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อเพิ่มกำลังซื้อ เพราะเวลานี้ประชาชนไม่มีกำลังซื้อ ไม่มีเงินออกมาใช้สอย ต้องถามผู้สื่อข่าวว่าเวลาทานข้าวแพงขึ้นหรือไม่ เงินเดือนที่ได้รับเพียงพอหรือไม่กับค่าครองชีพที่สูงขึ้น ถ้าคิดว่าไม่พอก็เป็นความจริงที่สะท้อนได้ บางอย่างไม่สามารถใช้เงินได้เหมือนเดิม ทั้งค่ากิน หรือค่าเที่ยว เพราะไม่มีการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ขอย้ำว่าให้ไปดูความเป็นจริง และมาดูว่าจะกระตุ้นอย่างไร ให้ช่วยกันคิดมากกว่าจะบอกว่าตามทฤษฎีที่เรียนมา หรือทฤษฎี ที่เชื่อ หรือประสบการณ์ที่ทำมาไม่เป็นแบบนั้น”นายภูมิธรรมกล่าว
ชี้เงินดิจิทัลมาช้าดีกว่าไม่มา
และว่า ส่วนที่กังวลว่าการดำเนินโครงการดังกล่าวล่าช้า ต้องบอกว่า มาช้าดีกว่าไม่มา เรื่องไหนที่จำเป็นแต่ยังถกเถียงกันไม่จบ ทำไปก็จะเกิดปัญหา จึงต้องทำให้ดีที่สุด ด้วยการมาพูดคุยกัน เพียงแค่เริ่มต้นทำก็เป็นการแก้ปัญหาไปแล้วครึ่งหนึ่ง อย่าไปกลัวว่าจะช้า เพราะวันนี้ก็ช้าอยู่แล้ว เนื่องจากมีอุปสรรค วันนี้รัฐบาลจะฝ่าความช้าและความไม่เข้าใจ ทำความเข้าใจกับคนที่คัดค้านให้มากที่สุด เมื่อถึงจุดหนึ่งก็ต้องตัดสินใจในเรื่องนี้
ย้ำศก.ไทยเปราะบางต้องกระตุ้น
สอดคล้องกับนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัล วอลเล็ต มีวาระสำคัญคือ การนำหนังสือของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เข้ามารับทราบในที่ประชุม ถึงแม้หนังสือดังกล่าวยังเป็นเอกสารไม่ทางการ เนื่องจากนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาไม่ทัน ฉะนั้นกระบวนการที่หนังสือ ป.ป.ช. เข้ามาในคณะกรรมการดิจิทัล วอลเล็ต จึงเป็นแบบไม่เป็นทางการ แต่ที่ประชุมรวบรวมข้อมูลเบื้องต้นที่ป.ป.ช.แถลงมาพิจารณาก่อน
ส่วนประเด็นถกเถียงเศรษฐกิจวิกฤติหรือยังนั้น นายจุลพันธ์กล่าวว่า ยังเป็นปัจจัยที่คณะกรรมการฯ นำมาพิจารณาสนับสนุนทำโครงการดิจิทัล วอลเล็ต แต่ยืนยันการนิยามคำว่าวิกฤตหรือไม่ แม้แต่ธนาคารโลก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ)ก็ไม่มีนิยามที่ชัดเจน ขณะนี้รัฐบาลก็ยังมองว่า เศรษฐกิจไทยเปราะบางและก็วิกฤตจริง ดูจากตัวเลขที่หน่วยงานแถลงออกมา 1-2 เดือนที่ผ่านมา ไม่อยู่ระดับทรงตัวแล้ว มีแต่ทรุดลง ประกอบกับสภาวะหนี้ครัวเรือนสูง เรื่องอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ทำให้ผู้คนไม่ค่อยจับจ่ายใช้สอยเท่าที่ควร ยืนยันโครงการดิจิทัลนั้น รัฐบาลมีแต่คำว่าทำเท่านั้น ส่วนจะเริ่มใช้จ่ายได้เมื่อไหร่ ยังให้คำตอบไม่ได้ เพราะยังมีความแตกต่างกันทางความคิด จึงต้องทำความเข้าใจร่วมกัน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี