อาจารย์ มธ.เปิด 8 ข้อสังเกต! ทางนิติศาสตร์ ต่อคดีแพทองธาร

อาจารย์ มธ.เปิด 8 ข้อสังเกต! ทางนิติศาสตร์ ต่อคดีแพทองธาร

วันเสาร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 21.51 น.

วันที่ 30 สิงหาคม 2568 ศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  โพสต์เฟซบุ๊ก "Munin Pongsapan" ได้ตั้งข้อสังเกตทางนิติศาสตร์ที่มีต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อกรณีดังกล่าวทั้งสิ้น 8 ข้อ ดังนี้

โดยระบุว่า  ข้อสังเกตทางนิติศาสตร์ที่มีต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญคดีแพทองธาร


1. คลิปเสียงเป็นพยานหลักฐานที่เป็นรูปธรรมชิ้นเดียวที่ถูกอ้างถึงเพื่อพิสูจน์ถึงการกระทำที่เป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรม ในขณะที่พยานหลักฐานส่วนใหญ่ที่ถูกอ้างอิงเพื่อพิสูจน์ความร้ายแรงและความเสียหายของการฝ่าฝืนจริยธรรม คือ ความรู้สึกนึกคิดของ “วิญญูชน” และ “สาธารณชน” โดยไม่ปรากฏว่าศาลได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการพิสูจน์ความรู้สึกนึกคิดเหล่านั้นอย่างไร (ส่วนหนึ่งของคำวินิจฉัยระบุว่า “แต่เมื่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของนายกรัฐมนตรี ทำให้สาธารณชนเกิดความเคลือบแคลงสงสัยว่าผู้ถูกร้องจะกระทำการใดๆ อันเป็นประโยชน์ต่อกัมพูชามากกว่าการคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติ เป็นเหตุให้สาธารณชนขาดความเชื่อถือศรัทธาต่อความเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย”)

2. ความเชื่อศรัทธาของสาธารณชนที่มีต่อนักการเมืองไม่อาจทดสอบได้โดยกระบวนการทางกฎหมายและไม่อาจเป็นองค์ประกอบความรับผิดในทางกฎหมาย เนื่องจากความเป็นอัตวิสัยและเจือปนด้วยอคติ แต่ต้องถูกทดสอบโดยกระบวนการทางการเมือง คือ การเลือกตั้งและการอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภา และต้องรับผิดชอบในทางการเมืองเพราะเหตุที่ทำให้สาธารณชนขาดความเชื่อมั่นศรัทธานั้น

3. มาตรฐานจริยธรรมมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 ถูกกำหนดให้บังคับใช้กับนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งด้วย กลับไม่เคยได้รับการพิจารณาและเห็นชอบโดยรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้ง และเป็นมาตรฐานทางจริยธรรมของผู้ทำหน้าที่ตุลาการและกึ่งตุลาการซึ่งมีลักษณะการทำงานที่แตกต่างจากฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ มาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการจึงไม่ควรเป็นมาตรฐานทางจริยธรรมของนักการเมือง เช่นเดียวกับผู้ประกอบวิชาชีพและเจ้าหน้าที่รัฐต่างก็มีมาตรฐานทางจริยธรรมที่แตกต่างหลากหลายตามลักษณะการทำงานของตน

4. แม้ถ้อยคำ “ซื่อสัตย์สุจริต” และ “มาตรฐานจริยธรรม” ตามมาตรา 160 (4) (5) จะถูกบัญญัติไว้อย่างคลุมเครือเพื่อให้ศาลมีดุลยพินิจอย่างกว้างขวาง แต่ศาลสามารถสามารถใช้และตีความเพื่อให้เกิดความชัดเจนได้เพื่อให้การบังคับใช้เกิดความเป็นธรรม การสร้างความชัดเจนไม่ใช่แค่การกำหนดคำนิยาม แต่ต้องกำหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณาที่สามารถพิสูจน์ด้วยข้อเท็จจริงที่เป็นภววิสัย ในคดีนี้ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดคำนิยามของถ้อยคำ และอ้างอิงพยานหลักฐานที่เป็นนามธรรม คือ ความรู้สึกนึกคิดและความเชื่อมั่นศรัทธาของสาธารณชน โดยไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณาที่เป็นภววิสัย

5. ศาลรัฐธรรมนูญให้เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยขัดแย้งกันเองในการพิจารณา “ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์” ตามมาตรา 160(4) และ “การฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง” ตาม (5) โดยศาลวินิจฉัยว่านายกรัฐมนตรีไม่กระทำการฝ่าฝืน (4) เพราะ “การเจรจาของผู้ถูกร้องดังกล่าวเป็นการแสดงออกถึงความไม่นิ่งเฉยถึงปัญหา และเป็นการพยายามดำเนินการเพื่อช่วยธำรงรักษาผลประโยชน์ของชาติ และมีเจตนาที่จะรักษาความสงบสุขของประชาชนในประเทศ ซึ่งเป็นหน้าที่ประการหนึ่งของผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีพึงกระทำ การกระทำของผู้ถูกร้องยังไม่มีลักษณะเป็นผู้ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์” แต่ในขณะเดียวกันกลับให้เหตุผลในการวินิจฉัยการฝ่าฝืน (5) ว่า “แต่เมื่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของนายกรัฐมนตรี ทำให้สาธารณชนเกิดความเคลือบแคลงสงสัยว่าผู้ถูกร้องจะกระทำการใดๆ อันเป็นประโยชน์ต่อกัมพูชามากกว่าการคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติ เป็นเหตุให้สาธารณชนขาดความเชื่อถือศรัทธาต่อความเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อความเชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกร้อง อันมีลักษณะเป็นการเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และยังเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยไม่ยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรม และไม่ปฏิบัติตามกฎหมายโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติ กรณีไม่จำต้องรอให้เกิดการปะทะระหว่างไทยกับกัมพูชา จึงจะถือว่าได้รับความเสียหายอันจะมีลักษณะร้ายแรงแต่อย่างใด” เหตุผลสำหรับ (4) บอกว่า “พยายามดำเนินการเพื่อช่วยธำรงรักษาผลประโยชน์ของชาติ และมีเจตนาที่จะรักษาความสงบสุขของประชาชนในประเทศ” แต่ เหตุผลสำหรับ (5) กลับบอกว่า “กระทำการใดๆ อันเป็นประโยชน์ต่อกัมพูชามากกว่าการคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติ” และ “ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายโดยคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติ” การให้เหตุผลทั้งสองส่วนนี้ขัดแย้งกันเองอย่างชัดเจน

6. ศาลยืนยันเขตอำนาจว่ามีอำนาจพิจารณาในคดีนี้เพราะศาลไม่ได้ตรวจสอบการใช้ดุลยพินิจ การกำหนดนโยบายระหว่างประเทศ ซึ่งศาลเห็นว่าจะไม่ถูกตรวจสอบการใช้อำนาจโดยองค์กรศาล และตกอยู่ในความควบคุมทางการเมืองโดยองค์กรและขบวนการทางการเมือง (ทั้งนี้เป็นไปตามหลักการกฎหมายสากลที่ศาลจะไม่เข้าไปตรวจสอบการกระทำทางรัฐบาล (การกระทำทางการเมือง)) อย่างไรก็ตามในเหตุผลที่วินิจฉัยการกระทำที่ฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรงตาม (5) ศาลกลับวินิจฉัยว่าการกระทำของผู้ถูกร้องเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับฝ่ายกัมพูชามากกว่าฝ่ายไทย และ “เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยขาดความรอบคอบและระมัดระวัง ซึ่งตามวิสัยและพฤติการณ์ของผู้ถูกร้องซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ควรจะต้องมีวิจารณญาณในการเลือกกระทำการ” เหตุผลดังกล่าวนี้แสดงให้เห็นว่าศาลเข้าไปตรวจสอบการกระทำทางรัฐบาลและผลสัมฤทธิ์ของการดำเนินการดังกล่าว ซึ่งย่อมขัดแย้งกับเหตุผลที่ศาลได้ระบุไว้ในตอนต้นว่าไม่ได้เข้าไปตรวจสอบการกระทำทางการเมือง 

7. การที่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เหตุผลประกอบคำวินิจฉัยที่สับสนและขัดแย้งกันเองในสาระสำคัญ เนื่องจากระบบวิธีพิจารณาแบบ “ไต่สวน” ที่ศาลอ้างถึงอยู่เสมอทำให้กระบวนพิจารณาขาดความแน่นอนและชัดเจน การตัดสินชี้ขาดในแต่ละประเด็นเกิดจากการโหวตอย่างฉับพลันทันทีในวันที่อ่านคำวินิจฉัยและการเรียบเรียงคำวินิจฉัยกลางเพื่ออ่านต่อสาธารณชนเกิดจากการปะติดปะต่อข้อความจากร่างคำวินิจฉัยส่วนตนภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้การเรียบเรียงคำวินิจฉัยเกิดข้อผิดพลาดโดยเฉพาะอย่างยิ่งความไม่สอดคล้องต้องกันของเหตุผลแห่งคำวินิจฉัย 

8. ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 การที่ศาลรัฐธรรมนูญมีเขตอำนาจอย่างไม่มีขอบเขตจำกัดทั้งเพราะช่องทางในการนำคดีเข้าสู่ศาลที่เปิดกว้างอย่างไม่จำกัดและถ้อยคำของกฎหมายสารบัญญัติที่คลุมเคลือทำให้ศาลมีดุลยพินิจอย่างกว้างขวาง การมีระบบวิธีพิจารณาแบบไต่สวนที่ทำให้ศาลมีอำนาจในการกำหนดกระบวนพิจารณาและการรับฟังพยานหลักฐานอย่างกว้างขวางโดยไม่ถูกจำกัดโดยหลักเกณฑ์และมาตรฐานใดๆ และการกำหนดบทลงโทษทางการเมืองที่รุนแรงและไม่ได้สัดส่วนกับการกระทำ ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ทำหน้าที่รักษาความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ แต่กลับทำหน้าที่เป็นองค์กรสูงสุดในทางรัฐธรรมนูญ ซึ่งขัดแย้งต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจอันเป็นหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย

อ้างอิง: ดูถอดเสียงคำต่อคำจาก https://www.thansettakij.com/politics/637454

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top