3 ฉากทัศน์ ไทย-กัมพูชา 'ปณิธาน'แนะสร้างกลไกบังคับโทษ

3 ฉากทัศน์ ไทย-กัมพูชา 'ปณิธาน'แนะสร้างกลไกบังคับโทษ

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.27 น.
Tag :

14 พ.ย. 68 รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า "เราอยู่ในสภาวะสงคราม“ - We are at war* เมื่อปฏิญญาร่วมไทย-กัมพูชาถูกนายกรัฐมนตรีไทยสั่งระงับและพูดว่า "สันติภาพจบแล้ว" โดยสั่งให้เหล่าทัพเตรียมพร้อมเต็มที่ผ่านสภาความมั่นคงแห่งชาติ สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปนี้ ก็น่าจะเป็นไปได้ใน 3 รูปแบบ คือ:

1. รูปแบบแรก - "สงครามเต็มรูปแบบ" หรือ Total War โดยไทยและกัมพูชาเข้าสู่สงครามใหญ่ (Conventional war) อย่างเป็นทางการ ซึ่งไทยมีเป้าหมายที่จะกำจัดความเป็นปฏิปักษ์ของกัมพูชาให้หมดไป โดยเฉพาะทางการทหารและการเมือง ส่วนกัมพูชาต้องการให้นานาชาติ รวมทั้งจีน สหรัฐฯ สหประชาชาติ และนานาชาติ เข้ามาแทรกแซง ช่วยจัดแนวชายแดนและเส้นเขตแดนให้ได้ดินแดนมากขึ้น รวมทั้งต้องการเปิดด่าน ยุติการถูกกดดันทุกรูปแบบ รวมทั้งการปราบปรามแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์ และต้องการสอนบทเรียนให้กับไทยอย่างที่เคยทำกับหลายชาติว่ากัมพูชามีพวกพ้องในเวทีโลกที่คอยช่วยเหลืออยู่เสมอ

หากสงครามใหญ่เกิดขึ้นจริง ก็จะสอดคล้องกับความต้องการของชาวไทยจำนวนมากที่ต้องการให้เรื่องความขัดแย้งไทย-กัมพูชานั้น "จบ ๆ ไป" แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพราะคิดว่าไทยได้เปรียบทุกประตู แต่จะจบได้จริงหรือไม่นั้น ไทยก็จะต้องระดมสรรพกำลังของทุกภาคส่วนเข้ามาประกอบกันในการทำสงคราม โดยเฉพาะกองทัพไทยก็ต้องระดมกำลังรบทั้งหมดที่มีอยู่เคลื่อนเข้ายึดพื้นที่สำคัญทั้งทางการทหารและทางการเมืองของกัมพูชาไว้ให้ได้ทั้งหมด แล้วสถาปนาหรือกำหนดเงื่อนไข "ความเป็นมิตร" ให้กับกัมพูชาที่พ่ายแพ้สงคราม


ซึ่งก็จะคล้าย ๆ กับที่เวียดนามเคยทำอย่างเต็มรูปแบบในปีพ.ศ. 2521 ที่ได้ส่งกองกำลังทหารประมาณ 150,000 - 200,000 นาย (ที่มีประสบการณ์รบสูงมากจากการเอาชนะสหรัฐอเมริกาในสงครามเวียดนาม) เข้าไปโค่นล้มรัฐบาลเขมรแดงพอลพตที่สนับสนุนโดยจีน จัดตั้งรัฐบาลหุ่นเชิด ขีดเส้นปักหมุดเขตแดนใหม่ให้เวียดนามได้ดินแดนเพิ่ม และยึดครองกัมพูชาไว้ถึงกว่า 10 ปี แต่ก็ถูกต่อต้านว่าเป็นผู้รุกรานหรือไม่ได้เป็นมิตร และในที่สุดก็จำต้องถอนกำลังกลับเหตุเพราะแรงกดดันและคว่ำบาตรของสหประชาชาติ นานาชาติ รวมทั้งไทยและอาเซียน และเวียดนามก็ยังต้องปฏิบัติตามข้อตกลงสันติภาพปารีสในปี 2534 ที่มีชาติมหาอำนาจกำกับและหลังจากนั้น ก็มีกองกำลังรักษาสันติภาพของสหประชาชาติ (UNTAC) อีกกว่า 20,000 คนเข้าไปควบคุมดูแลแทนอีกด้วย

สงครามเวียดนาม-กัมพูชาในครั้งนั้น เวียดนามสูญเสียกำลังทหารไปกว่า 30,000 นาย กัมพูชาสูญเสียไปกว่า 100,000 คน และมีหลายสิบประเทศ ทั้งมหาอำนาจรวมทั้งไทยและเพื่อนบ้านเข้าไปเกี่ยวข้องและสู้รบด้วย สุดท้ายแล้ว เวียดนามกับกัมพูชาก็ต้องเข้าสู่การเจรจาสันติภาพและทั้งสองประเทศก็ต้องกลับไปฟื้นฟูความสัมพันธ์กันใหม่ซึ่งก็ใช้เวลานับสิบปีจนกว่าจะกลับมาเป็นปกติได้

สงครามในรูปแบบที่หนึ่งนี้ ในขณะนี้ระหว่างไทย-กัมพูชายังเป็นไปได้ไม่มาก บริบทในปัจจุบันก็ต่างกันมาก แม้ว่าทั้งสองประเทศจะเข้มแข็งทางการทหารมากขึ้น แต่ก็มีข้อจำกัดเพิ่มมากขึ้นหลายอย่างด้วย ในส่วนของไทย ก็ยังไม่มีการเปิด "ห้องบัญชาการรบ" (War Room) ในระดับนโยบายสูงสุดที่สภาความมั่นคง (สภาสงครามเดิม) หรือจัดตั้ง "คณะรัฐมนตรีสงคราม" (War Cabinet) เพื่อควบคุมทิศทางของสงครามสมัยใหม่ที่จะต้องรบกันในทุกทุกมิติทุกสมรภูมิ แต่ก็ต้องถือว่าในขณะนี้ แนวโน้มที่จะเกิดสงครามใหญ่มีมากขึ้นกว่าเดิม เพราะด้วยกระแสชาตินิยมที่เข้มข้นขึ้น ด้วยการเตรียมพร้อมและความตั้งใจของกองทัพที่มีมากขึ้น และด้วยการสั่งการหรือการขู่ของฝ่ายการเมืองที่เกิดขึ้น ซึ่งหากมีการตัดสินใจในขั้นสุดท้ายของฝ่ายผู้นำของทั้งสองประเทศให้เข้าสู่สมรภูมิแล้ว สงครามใหญ่ก็จะเกิดขึ้นได้ไม่ยาก

หากเกิดขึ้นจริง ความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นต่อทั้งสองฝ่ายก็คงไม่น้อย การยุติความเป็นศัตรูของกันและกันและสร้างความเป็นมิตรต่อกัน ก็คงจะยุ่งยากมากขึ้น เพราะมีแนวโน้มว่าจะไม่มีใครชนะแพ้แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดได้จริง และหนทางสู่สันติภาพที่ทุกฝ่ายต้องการจากปากกระบอกปืนนั้น ก็คงจะอีกยาวไกล

2. รูปแบบที่สอง - "ความขัดแย้งแบบจำกัดและต่อเนื่อง" (Continumm of Limited Conflict) หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหรือทางการทหาร ไทยและกัมพูชาก็ยังคงขัดแย้งกันต่อไปและอย่างต่อเนื่อง ทางการเมืองคงจะมีการกล่าวหาและโต้ตอบกันรายวันเช่นเดิม ทางการทหารก็จะมีการกระทบกระทั่งหรือปะทะกันตามจุดต่าง ๆ เป็นระยะ ๆ ตลอดแนวชายแดน โดยมีมหาอำนาจและชาติต่าง ๆ เข้ามาแทรกแซงหรือกดดันให้ทั้งสองฝ่ายกลับเข้าสู่ข้อตกลงสันติภาพอย่างชัดเจน

แต่ความขัดแย้งอาจจะไม่บานปลาย เหตุเพราะฝ่ายผู้นำทางการเมืองยังไม่พร้อมหรือยังไม่เห็นว่าการเข้าสู่สงครามใหญ่นั้นจะได้ประโยชน์สูงสุด เพราะอาจจะเห็นแล้วว่าสงครามนั้นจะไม่ยุติลงด้วยชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ที่สำคัญ ความสูญเสียจริง ๆ ที่จะเกิดขึ้นนั้น จะเกินกว่าที่ประชาชนทั่วไปจะรับได้ และยังอาจจะเกิดกระแสตีกลับความนิยม ทำให้อำนาจทางการเมืองของตนลดน้อยถอยลง หรือถึงขั้นต้องเปลี่ยนผู้นำเพราะตัดสินใจผิดพลาดทำให้เกิดความสูญเสียหรือเพลี่ยงพล้ำ

สถานการณ์ในรูปแบบที่สองนี้ ขณะนี้ถือว่าเกิดขึ้นอยู่แล้วในปัจจุบัน เป็นแต่เป็นรูปแบบที่น่าอึดอัดขัดใจประชาชนหลายกลุ่มเป็นที่สุด เพราะทำให้ต้องอยู่ในสภาพที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก หลายคนไม่สามารถดำรงชีวิตเป็นปกติได้ โดยเฉพาะตามแนวชายแดน และทำให้เกิดบรรยากาศโดยรวมของความหวาดกลัววิตกกังวล ต้องตั้งรับต่อเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น หรือมีความรู้สึกว่าถูกกระทำ ถูกบิดเบือน ถูกให้ร้ายจากฝ่ายตรงข้ามอย่างไม่เป็นธรรมอยู่ตลอดเวลา

คนไทยจำนวนมากจึงมีความต้องการให้มีการป้องกันและแก้ไขสถานการณ์ดังกล่างอย่างรวดเร็ว ชัดเจน เข้มแข็ง และเข้มข้นขึ้นอย่างเป็นเอกภาพ เพื่อรักษาเอกราช อธิปไตย ความปลอดภัย ความได้เปรียบหรือไม่เสียเปรียบเอาไว้ อย่างเป็นระบบและตามระบบที่ดีและที่มีอยู่แล้ว โดยไม่ได้หมายความว่าจะต้องเข้าสู่สงครามใหญ่กับกัมพูชาโดยไม่จำเป็น

3. รูปแบบที่สาม - "กลับสู่ข้อตกลงสันติภาพ" ปัจจุบันความขัดแย้งไทย-กัมพูชานั้น ไม่ได้จำกัดอยู่แต่เพียงสองประเทศหรือในระดับทวิภาคีตามที่ไทยต้องการและยืนยันตั้งแต่แรกอีกต่อไป สหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น สมาชิกอาเซียน หลายประเทศ และอื่น ๆ รวมทั้งสหประชาชาติ ก็ได้เข้ามาเกี่ยวข้อง แทรกแซง และชี้นำไทยและกัมพูชาให้เดินตามแนวทางของตนเอง เพราะต่างก็มีผลประโยชน์ของตนที่ต้องการรักษาไว้อย่างที่ทราบกัน

สถานการณ์ในรูปแบบที่สามนี้กำลังเกิดขึ้น และอาจจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วตามความเชื่อมโยงของโลกสมัยใหม่ เราจึงได้เห็นการกดดันจากชาติต่าง ๆ นับตั้งแต่แรกที่เกิดความขัดแย้งจนถึงปัจจุบัน และในขณะนี้ก็มีความชัดเจนพอสมควรในรอบไม่กี่วันที่ผ่านมาแล้วว่า สหรัฐฯ จีน และบางประเทศ จะใช้เงื่อนไขทั้งทางเศรษฐกิจ การทหาร และการเมืองกดดันให้ไทยกลับไปเข้าสู่ข้อตกลงสันติภาพหรือปฎิญาณร่วมกับกัมพูชาอีก

ดังนั้น ไทยควรจะต้องตั้งหลักให้ดีในครั้งนี้ หา "สมดุลใหม่" ทางยุทธศาสตร์ของตนเองให้พบ (Strategic New Equilibrium) และพึงระวังให้มากว่าไม่ควรจะไปเผชิญหน้าหรือขัดแย้งกับประเทศต่าง ๆ เหล่านั้นโดยไม่จำเป็น ซึ่งบ้างก็เป็นพันธมิตรทางการทหารของเรา บ้างก็เป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ และส่วนใหญ่ก็เป็นมิตรประเทศและเป็นคู่ค้าที่สำคัญลำดับต้น ๆ ของเรา

ในขณะเดียวกัน ไทยก็ควรทำ "ความเข้าใจ" กับประเทศเหล่านั้นให้ชัดเจนว่ากัมพูชาเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงสันติภาพในรอบล่าสุดนี้ตั้งแต่แรก (เช่น การถอนกำลังเองฝ่ายเดียวโดยไม่มีการสังเกตการณ์อย่างเป็นทางการ การลอบเข้ามาวางทุ่นระเบิด การใช้อาวุธคุกคามและรุกล้ำอธิปไตยและดินแดน ฯลฯ)

ที่สำคัญ ไทยควรเสนอแนะให้มีกลไกและมาตรการเพิ่มเติมเพื่อบังคับและลงโทษกัมพูชาหากทำเช่นเดิมอีก โดยให้ชาติเหล่านั้น ช่วยนำไปกดดันและบังคับให้กัมพูชากลับเข้ามาสร้างสันติภาพอย่างจริงจัง ก่อนที่ไทยจะยอมรับหรือตกลงในเงื่อนไขต่าง ๆ ของชาติเหล่านั้นอีกครั้ง

โดยสรุป ถึงแม้ว่าไม่มีใครจะหยั่งรู้อนาคตได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นระหว่างไทยและกัมพูชา แต่มีความจำเป็นที่จะต้องเตรียมรับสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขี้นอย่างรวดเร็วให้ครบถ้วนและรอบด้านในทุกสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น ทั้งนี้เพื่อความมั่นคงและปลอดภัยของประเทศและของทุกคน

* ขอบคุณสถาบันวิชาการป้องกันประเทศและการอบรมการปฐมนิเทศนายทหารชั้นนายพลของกองทัพไทย รุ่นที่ 50 ที่เชิญผมไปบรรยายเรื่อง “ระเบียบโลกใหม่ : การประเมินภัยคุกคามและโอกาสสำหรับประเทศไทย” อีกปีอย่างต่อเนื่องครับ เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายนนี้ ขอบคุณเป็นอย่างยิ่งสำหรับความสนใจและคำถามที่น่าสนใจมากหลายคำถามครับ และขอแสดงความยินดีกับนายทหารชั้นนายพลใหม่ทุกท่านทั้ง 391 นายที่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศชั้นนายพลด้วยครับ

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top