สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำวันที่ 6 มกราคม 2569

สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำวันที่ 6 มกราคม 2569

วันอังคาร ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.45 น.

 

วันที่ 6 มกราคม 2569 เวลา 10.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1  ทำเนียบรัฐบาลซึ่งสรุปสาระสำคัญดังนี้


กฎหมาย    

1. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ สำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. ....

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนา
ระบบราชการ สำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. .... ซึ่งแก้ไขจากร่างกฎกระทรวงที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว และให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีส่งร่างกฎกระทรวงดังกล่าวไปยังสำนักงาน ก.พ.ร. เพื่อนำเสนอนายกรัฐมนตรีพิจารณาลงนาม และประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป

                สาระสำคัญของเรื่อง

                1. คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2549 และวันที่ 25 สิงหาคม 2554 กำหนดแนวทางปฏิบัติในการเสนอร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการภายในกรมตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ให้เสนอคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) พิจารณา และเมื่อ ก.พ.ร. พิจารณาให้ความเห็นชอบแล้ว
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ส่งร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการดังกล่าวให้ สคก. ตรวจพิจารณา

                2. ในคราวประชุมคณะกรรมการพัฒนาโครงสร้างระบบราชการของสำนักงาน ก.พ.ร. ครั้งที่ 1/2568 เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2568 มีมติเห็นชอบข้อเสนอการปรับปรุงโครงสร้างการแบ่งส่วนราชการภายในกรมของสำนักงาน ก.พ.ร. ดังนี้

                        2.1 จัดตั้งส่วนราชการใหม่ จำนวน 1 ส่วนราชการ คือ กองส่งเสริมการอำนวยความสะดวกบริการภาครัฐ

                        2.2 ยุบรวมกองพัฒนาระบบราชการ 1 และกองพัฒนาระบบราชการ 2 โดยเปลี่ยนชื่อเป็น กองพัฒนาระบบราชการ

                        2.3 ปรับปรุงหน้าที่และอำนาจ จำนวน 6 ส่วนราชการ ได้แก่ (1) กองกฎหมายและระเบียบราชการ (2) กองขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัล (3) กองติดตามตรวจสอบและประเมินผลการพัฒนาระบบราชการ (4) กองนวัตกรรมบริการภาครัฐ (5) กองพัฒนาระบบบริหารงานส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น และ

(6) กองยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการ

                     2.4 คงเดิม จำนวน 2 ส่วนราชการ ได้แก่ (1) สำนักเลขาธิการ และ (2) กองกิจการองค์การมหาชนและหน่วยงานของรัฐรูปแบบอื่น

ทั้งนี้ สำนักงาน ก.พ.ร. ได้จัดส่งร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ สำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. .... ให้ สคก. ตรวจพิจารณาแล้ว

              3. ร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ
สำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. ....
ที่สำนักงาน ก.พ.ร. เสนอ มีสาระสำคัญเป็นการยกเลิกกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ สำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2564 และที่แก้ไขเพิ่ม เพื่อให้สอดคล้องกับการขับเคลื่อนการพัฒนาระบบราชการด้านนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ที่สำคัญของประเทศ ในการยกระดับมาตรฐานการทำงานของภาครัฐให้สามารถรองรับบริบทการเปลี่ยนแปลงและแนวโน้มที่สำคัญในอนาคต รวมทั้งการดำเนินการขับเคลื่อนกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)
ของประเทศไทย โดยจัดตั้งส่วนราชการใหม่และปรับปรุงหน้าที่และอำนาจ รวมทั้งมีการแก้ไขเพิ่มเติมถ้อยคำ
ในร่างข้อ 15 ของร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการฯ เพื่อให้ครอบคลุมและชัดเจนยิ่งขึ้นโดยไม่กระทบสาระสำคัญตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว สรุปได้ ดังนี้

การแบ่งส่วนราชการในปัจจุบัน

การแบ่งส่วนราชการที่ปรับปรุงใหม่

หมายเหตุ

1. สำนักงานเลขาธิการ

 

 

 

คงเดิม

 

 

 

ปรับถ้อยคำให้มีความยืดหยุ่นและกระชับขึ้น

 

2. กองกฎหมายและระเบียบราชการ

3. กองกิจการองค์การมหาชนและหน่วยงานของรัฐรูปแบบอื่น

4. กองขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัล

5. กองติดตาม ตรวจสอบ
และประเมินผลการพัฒนา

ระบบราชการ

6. กองนวัตกรรมบริการภาครัฐ

7. กองพัฒนาระบบบริหารงาน ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น

8. กองพัฒนาระบบราชการ 1

9. กองพัฒนาระบบราชการ 2

กองพัฒนาระบบราชการ

- ยุบรวมกองพัฒนาระบบราชการ 1 และกองพัฒนาระบบราชการ 2 และเปลี่ยนชื่อ เป็น “กองพัฒนาระบบราชการ”

10. กองยุทธศาสตร์การพัฒนา

ระบบราชการ

 

คงเดิม

- มีการแก้ไขหน้าที่ และอำนาจเพื่อให้สอดคล้องกับการดำเนินการขับเคลื่อนกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)

 

กองส่งเสริมการอำนวยความสะดวกบริการภาครัฐ

- จัดตั้งส่วนราชการใหม่ โดยให้มีหน้าที่และอำนาจในการเสนอแนะนโยบาย การปรับปรุง ทบทวนกฎหมายและดำเนินการเกี่ยวกับงานเลขานุการ เพื่อให้มีความครอบคลุมกับภารกิจในปัจจุบัน

     ข้อ 16 กองยุทธศาสตร์

การพัฒนาระบบราชการ มีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้

     (2) ศึกษา วิเคราะห์ประเด็น

สำคัญหรือนโยบายเฉพาะด้าน

เกี่ยวกับการพัฒนาระบบราชการและการพัฒนาระบบการบริหาร

จัดการภาครัฐ

 

    ข้อ 15 กองยุทธศาสตร์ การพัฒนาระบบราชการ มีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้

 (2) ประสาน สนับสนุน และพัฒนาความร่วมมือหน่วยงานและองค์กรระหว่างประเทศเพื่อยกระดับการพัฒนาระบบราชการและระบบการบริหารจัดการภาครัฐให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยเฉพาะการดำเนินการขับเคลื่อนกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา(OECD)

- แก้ไขเพิ่มเติมจากร่างที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจแล้ว
ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายบวรศักดิ์

อุวรรณโณ) เห็นควรให้เพิ่มถ้อยคำดังกล่าว เพื่อให้ครอบคลุมและ

ชัดเจนยิ่งขึ้น

 

 

 

ทั้งนี้ ในการปรับปรุงโครงสร้างการแบ่งส่วนราชการดังกล่าว ไม่มีการเพิ่มจำนวนกองและอัตรากำลังในภาพรวม โดยสำนักงาน ก.พ.ร. ได้ดำเนินการตามขั้นตอนและแนวทางปฏิบัติในการเสนอร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการภายในกรมตามมติ (คณะรัฐมนตรี 19 ธันวาคม 2549 และ 25 สิงหาคม 2554) แล้ว ประกอบกับกระทรวงการคลัง สำนักงาน ก.พ. และสำนักงบประมาณ ไม่ขัดข้องหรือเห็นชอบด้วยแล้ว ส่วนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่าการขอเพิ่มข้อความ “โดยเฉพาะการดำเนินการขับเคลื่อนกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)” นั้น จะทำให้ภารกิจถูกจำกัดกรอบการดำเนินการ ที่แคบกว่าภารกิจที่เขียนไว้ตามร่างที่ผ่านการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาและหากสำนักงาน ก.พ.ร. ยืนยันว่า การดำเนินการตามร่างกฎกระทรวงนี้ ไม่มีผลเป็นการเพิ่มภาระงบประมาณหรืองบประมาณรายจ่ายเพียงพอรองรับการดำเนินการในเรื่องนี้แล้ว กรณีจึงเป็นการปฏิบัติราชการตามปกติเพื่อให้เป็นไปตามที่กฎหมายแม่บทให้อำนาจไว้ และมิได้เป็นกรณีที่คณะรัฐมนตรีกระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพัน ต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป ตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ทั้งนี้สำนักงาน ก.พ.ร. ได้ยืนยันว่า การปรับปรุงการแบ่งส่วนราชการในเรื่องนี้ สอดคล้องกับกฎหมาย ที่มีอยู่ในความรับผิดชอบ
ซึ่งไม่มีการเพิ่มจำนวนกอง จึงไม่ก่อให้เกิดภาระด้านโครงสร้างและงบประมาณภาครัฐ

 

2. เรื่อง ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการ พ.ศ. ....

              คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการ พ.ศ. .... ตามที่คณะกรรมการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการ เสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณา โดยให้รับข้อสังเกตของกระทรวงการคลังไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วดำเนินการต่อไปได้

                สาระสำคัญของเรื่อง

                ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการ พ.ศ. ....
ที่คณะกรรมการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการเสนอ เป็นการปรับปรุงระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการ พ.ศ. 2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ให้มีความทันสมัยและสอดคล้องกับบริบทของกฎหมายในปัจจุบันเพื่อให้การปฏิบัติภารกิจของหน่วยงานของรัฐบรรลุเป้าหมายตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้

ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการ พ.ศ. 2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการ พ.ศ. .....

1. ขอบเขตของการตรวจสอบและประเมินผล

      การตรวจสอบและประเมินผลที่กำหนดตามระเบียบเดิมมีความซ้ำซ้อนกับเรื่องที่มีหน่วยงานอื่นดำเนินการอยู่แล้ว จึงตัดประเด็นการตรวจสอบที่ซ้ำซ้อน ได้แก่ การประเมินรายงานการเงิน การประเมินความเพียงพอและเชื่อถือได้ของการกำกับดูแลและควบคุมตนเองที่ดี รวมถึงแก้ไขเพิ่มเติมคำนิยามให้เน้นหลักการบริหารกิจการบ้านเมือง
ที่ดี
ตรวจสอบและประเมินผลตามประเด็นนโยบายที่สำคัญ และการตรวจสอบและประเมินผลเชิงรุก

ข้อ 3 ในระเบียบนี้

  “การตรวจสอบและประเมินผล” หมายความว่า
การตรวจสอบและประเมินผลการบริหารและผล
การดำเนินงาน การตรวจสอบบัญชีและการเงิน
ความถูกต้องตามกฎระเบียบ รวมถึงการประเมินความเสี่ยง การประเมินความเพียงพอและเชื่อถือได้ของการกำกับดูแลและควบคุมตนเองที่ดี ตลอดจนการให้คำปรึกษา ในการสร้างคุณค่า

ข้อ 4 ในระเบียบนี้

  “การตรวจสอบและประเมินผล” หมายความว่าการตรวจสอบและประเมินผลการบริหารและการปฏิบัติภารกิจของหน่วยงานของรัฐ เพื่อบรรลุเป้าหมายของประเด็นนโยบายสำคัญ ให้เป็นไปตามหลักการบริหาร กิจการบ้านเมืองที่ดีในด้านต่าง ๆ โดยอย่างน้อย ต้องคำนึงถึงประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการดำเนินงาน ความถูกต้องตามกฎระเบียบ
การบูรณาการการทำงานร่วมกัน การประเมินความเสี่ยง และด้านอื่น ๆ ตามที่คณะกรรมการเห็นสมควร โดยมีการตรวจสอบและประเมินผลเชิงรุก เพื่อค้นหาความเสี่ยงจากการดำเนินการ และส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้าเพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้น ตลอดจนให้คำปรึกษา เพื่อพัฒนาและปรับปรุงการดำเนินงาน

2. หน้าที่และอำนาจของ ค.ต.ป.

     เนื่องจากมีการปรับขอบเขตของการตรวจสอบและประเมินผลจึงต้องปรับหน้าที่และอำนาจของ
ค.ต.ป.
ให้สอดคล้องกัน รวมถึงลดภาระในการจัดทำรายงานผลการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการ
จากปีละ 2 ครั้งเป็นปีละ 1 ครั้ง
แต่สามารถให้ข้อเสนอแนะหรือแนวทางการแก้ไขได้ทันทีหากพบความเสี่ยงจากการดำเนินการ ที่จำเป็นต้องแก้ไขเร่งด่วน

    ข้อ 13 คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้ 

     (1) วางนโยบาย แนวทางการตรวจสอบและประเมินผลในภาคราชการ รวมถึงกำหนดประเด็นหัวข้อการตรวจสอบและประเมินผล

 

 

 

    

 

      (2) ให้ความเห็นชอบแนวทางการตรวจสอบและประเมินผลตาม (1) ของคณะอนุกรรมการตาม (7) และหน่วยงานกลาง ที่มีภารกิจด้านการตรวจสอบและประเมินผล

    

      (3) ส่งเสริม ผลักดัน สอบทาน และเสนอแนะมาตรการเพื่อให้แต่ละส่วนราชการดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการ ตามข้อ 4 และหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี

 

 

 

 

     (4) จัดทำรายงานผลการปฏิบัติงานตามหน้าที่ความรับผิดชอบ รวมทั้งให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการตรวจสอบและประเมินผลต่อนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีอย่างน้อย ปีละ 2 ครั้ง และส่งสำเนารายงานดังกล่าวให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องด้วย

   ข้อ 13 คณะกรรมการมีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้

     (1) วางนโยบาย แนวทางการตรวจสอบและประเมินผลในภาคราชการ รวมถึงกำหนดหัวข้อ
การติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลตามประเด็นนโยบายสำคัญ หรือประเด็น ที่ต้องใช้การบูรณาการการทำงานร่วมกันของหน่วยงานของรัฐหลายหน่วยงาน

 

 

      (2) ให้ความเห็นชอบแนวทางการตรวจสอบและประเมินผลตาม (1) ของคณะอนุกรรมการตาม (6)

 

     

    

      (3) ส่งเสริม ตรวจสอบ และให้ข้อเสนอแนะ เพื่อให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการและหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี รวมถึงมีการบูรณาการการทำงานร่วมกัน กรณีที่พบความเสี่ยงจากการดำเนินการที่จำเป็นต้องแก้ไขเร่งด่วน สามารถให้ข้อเสนอแนะหรือแนวทางการแก้ไขได้ทันที

      (4) จัดทำรายงานผลการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการ รวมทั้งให้ข้อเสนอแนะต่อนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีอย่างน้อยปีละ
1 ครั้ง
และส่งสำเนารายงานดังกล่าวให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องด้วย

3. ประเภทของกรรมการใน ค.ต.ป.

    ปรับลดจำนวนกรรมการโดยตำแหน่งและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิให้สอดคล้องกัน โดยตัดปลัดกระทรวงการคลังและอธิบดีกรมบัญชีกลางออกเนื่องจากมีการตัดเรื่องการตรวจสอบบัญชีและการเงินออกจากนิยามของการตรวจสอบและประเมินผล และตัดเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนออกเนื่องจากการตรวจสอบและประเมินผลไม่มีเรื่องการบริหารงานบุคคล รวมถึงกำหนดให้มีกรรมการรายครั้งเพื่อให้ผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่องที่จะพิจารณามาเข้าร่วมการประชุมเพื่อให้ความเห็นและข้อเสนอแนะเป็นครั้งคราวได้

  ข้อ 5 ให้มีคณะกรรมการตรวจสอบและประเมินผล

ภาคราชการคณะหนึ่ง เรียกโดยย่อว่า ค.ต.ป. ประกอบด้วย

 

(คงเดิม)

(3) ปลัดกระทรวงการคลัง       กรรมการ

(คงเดิม)

(6) เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน กรรมการ

(คงเดิม)

(8) อธิบดีกรมบัญชีกลาง    กรรมการ

(9) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจากบุคคลซึ่งได้รับการสรรหาจำนวนไม่น้อยกว่า 7 คน แต่ไม่เกิน 10 คน กรรมการ

(คงเดิม)

(เดิมไม่ได้กำหนด)

ข้อ 5 ให้มีคณะกรรมการตรวจสอบและประเมินผล

ภาคราชการคณะหนึ่ง เรียกโดยย่อว่า ค.ต.ป. ประกอบด้วย

(คงเดิม)

ตัดออก

(คงเดิม)

ตัดออก

(คงเดิม)

ตัดออก

(6) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจากบุคคลซึ่งได้รับการสรรหาจำนวนไม่น้อยกว่า
 5 คนแต่ไม่เกิน 7 คน
กรรมการ

(คงเดิม)

เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ประธานกรรมการอาจให้เชิญ ผู้ดำรงตำแหน่งซึ่งมีหน้าที่และอำนาจโดยตรงหรือ ผู้ซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญหรือมีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องที่จะพิจารณาเข้าร่วมประชุมเป็นครั้งคราวในฐานะกรรมการด้วยก็ได้
ในกรณีเช่นนี้ ให้ผู้ซึ่งได้รับเชิญและมาประชุมมีฐานะเป็นกรรมการสำหรับการประชุมครั้งที่ได้รับเชิญนั้น แต่ไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนน

4. คุณสมบัติของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

    ปรับความรู้และประสบการณ์ของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิให้สอดคล้องกับขอบเขตของการตรวจสอบและประเมินผลรวมทั้งเพิ่มด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนนโยบายหรือแผนระดับชาติ และให้ความสำคัญกับลักษณะต้องห้ามกรณีไม่เคยถูกลงโทษทางวินัย หรือถูกพิพากษาให้พ้นจากตำแหน่งเพราะไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง

ข้อ 7 กรรมการผู้ทรวงคุณวุฒิตามข้อ 5 (9) ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้

(คงเดิม)

     (3) เป็นผู้มีความรู้และประสบการณ์เป็นที่ประจักษ์ทางด้านการบัญชี การตรวจสอบและประเมินผล กฎหมายการเงิน เศรษฐศาสตร์ การบริหารและการจัดการ

การวางแผนเทคโนโลยีสารสนเทศ วิศวกรรมศาสตร์ หรือสถาปัตยกรรมศาสตร์

 

(คงเดิม)

(เดิมไม่ได้กำหนด)

 

 

(เดิมไม่ได้กำหนด)

ข้อ 7 กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามข้อ 5 (6) ต้องมี

คุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้

(คงเดิม)

(3) เป็นผู้มีความรู้และประสบการณ์เป็นที่ประจักษ์ด้านการตรวจสอบและประเมินผล กฎหมาย
การบริหารและการจัดการ การวางแผน เทคโนโลยีสารสนเทศหรือด้านอื่นที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนนโยบายหรือแผนระดับชาติและเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานของคณะกรรมการ

(คงเดิม)

(8) ไม่เคยถูกลงโทษทางวินัย หรือให้ออก ปลดออกหรือไล่ออกจากราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐ

(9) ไม่เคยพ้นจากตำแหน่งเพราะศาลฎีกาหรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาว่าฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

 

5. การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนตำแหน่งที่ว่างลงก่อนครบวาระ

    ปรับจำนวนวันคงเหลือของวาระการดำรงตำแหน่งของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในกรณีที่ไม่ต้องสรรหาเพื่อแต่งตั้งแทนเนื่องจากการปฏิบัติงานของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิควรมีความต่อเนื่อง

ข้อ 10 ในกรณีที่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพันจากตำแหน่งก่อนครบวาระ ให้ดำเนินการสรรหาและเสนอคณะรัฐมนตรี

แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนภายใน 60 วันนับแต่ก่อนครบวันที่พ้นจากตำแหน่ง เว้นแต่วาระของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเหลืออยู่ไม่ถึง 90 วัน จะไม่ดำเนินการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนก็ได้

ข้อ 10 ในกรณีที่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระและยังมิได้แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ แทนตำแหน่งที่ว่าง ให้กรรมการที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้

    เมื่อตำแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิว่างลง ก่อนครบวาระ ให้ดำเนินการสรรหาและเสนอคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนภายใน 60 วันนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง เว้นแต่วาระของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเหลืออยู่ไม่ถึง 180 วัน จะไม่ดำเนินการแต่งตั้งกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิแทนก็ได้

6. การประเมินผลการปฏิบัติงานของ ค.ต.ป. (การประเมินตนเอง)

    ตัดการประเมินตนเองของ ค.ต.ป. ออกเนื่องจากผลการประเมินตนเองของคณะกรรมการที่ผ่านมาสูงมาก
จึงไม่มีประเด็นที่ต้องนำไปปรับปรุง อีกทั้งการประเมินตนเองทุก 6 เดือนเป็นการสร้างภาระงานที่เพิ่มขึ้น

    ข้อ 14 คณะกรรมการต้องจัดให้มีการประเมินผล
การปฏิบัติงานของคณะกรรมการเองอย่างน้อยปีละ 2 ครั้งแล้วรายงานผลการปฏิบัติงานให้คณะรัฐมนตรีทราบ

(ตัดออก)

 

7. การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ

    ปรับข้อกำหนดเกี่ยวกับการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเนื่องจากที่ผ่านมามีข้อจำกัดเกี่ยวกับการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ โดยเน้นการตรวจสอบและประเมินผลในประเด็นนโยบายสำคัญ และประเด็นที่เป็นการบูรณาการการทำงานร่วมกันของหน่วยงานของรัฐ รวมถึงกำหนดให้มีอนุกรรมการรายครั้งเพื่อให้ผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่องที่จะพิจารณา มาเข้าร่วมการประชุมเพื่อให้ความเห็นและข้อเสนอแนะเป็นครั้งคราวได้

ข้อ 15 คณะอนุกรรมการตามข้อ 13 (7) อย่างน้อยจะต้องมีคณะอนุกรรมการกลุ่มกระทรวงและคณะอนุกรรมการกลุ่มจังหวัด เพื่อทำหน้าที่วางแนวทางการตรวจสอบและประเมินผลในระดับกระทรวงและจังหวัด และอาจให้มีคณะอนุกรรมการอื่นตามรายสาขาหรือตามประเด็นที่มีความสำคัญก็ได้

(คงเดิม)

(เดิมไม่ได้กำหนด)

 

 

(เดิมไม่ได้กำหนด)

ข้อ 14 คณะอนุกรรมการตามข้อ 13 (6) อย่างน้อยจะต้องมีคณะอนุกรรมการที่ทำหน้าที่วางแนวทาง
การตรวจสอบและประเมินผล และคณะอนุกรรมการ
ที่ติดตามตรวจสอบตามประเด็นนโยบายสำคัญ หรือประเด็นที่ต้องใช้การบูรณาการการทำงานร่วมกันของหน่วยงานของรัฐหลายหน่วยงาน

(คงเดิม)

การปฏิบัติหน้าที่ของคณะอนุกรรมการ ระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่ง และหน้าที่และอำนาจ ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการกำหนด

ข้อ 15 เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจของคณะอนุกรรมการตามข้อ 13 (6) ประธานอนุกรรมการอาจให้เชิญผู้ดำรงตำแหน่ง ซึ่งมีหน้าที่และอำนาจโดยตรงหรือผู้ซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญหรือมีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่อง ที่จะพิจารณาเข้าร่วมประชุมเป็นครั้งคราวในฐานะอนุกรรมการด้วยก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ ให้ผู้ซึ่งได้รับเชิญและมาประชุมมีฐานะเป็นอนุกรรมการสำหรับการประชุมครั้งที่ได้รับเชิญนั้น แต่ไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนน

 

8. ค.ต.ป. ประจำกระทรวง

   ปรับข้อกำหนดเกี่ยวกับการแต่งตั้ง ค.ต.ป. ประจำกระทรวง โดยเน้นการเป็นกลไกของคณะอนุกรรมการในการตรวจสอบและประเมินผลหน่วยงานในสังกัดกระทรวงตามประเด็นนโยบายสำคัญ และประเด็นอื่นตามที่ค.ต.ป. กำหนด ซึ่งไม่จำเป็นต้องมี ค.ต.ป. ประจำกระทรวงในทุกกระทรวง

ข้อ 17 เพื่อประโยชน์ในการกำกับดูแลตนเองที่ดี ให้แต่ละกระทรวงแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบและประเมินผลประจำกระทรวงขึ้นทำหน้าที่ในการตรวจสอบและประเมินผล

ข้อ 17 เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบและประเมินผล

ประเด็นนโยบายสำคัญ และประเด็นอื่นที่คณะกรรมการกำหนด แต่ละกระทรวงอาจจัดให้มีคณะกรรมการตรวจสอบและประเมินผลประจำกระทรวงของตนเองก็ได้

 

เศรษฐกิจ-สังคม         

3. เรื่อง การดำเนินการตามมติคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ครั้งที่ 1/2568 เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568

                 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติ เห็นชอบ รับทราบ ตามความเห็นสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.)  ดังนี้

               1. อนุมัติปรับลดวงเงินสินเชื่อต่อตันข้าวเปลือกเจ้า ข้าวเปลือกปทุมธานี และข้าวเปลือกเหนียว ตามโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2568/69 โดยใช้ร้อยละ 90 ของราคาเฉลี่ย ณ วันที่
4 พฤศจิกายน 2568

                 2. เห็นชอบขยายระยะเวลาโครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต๊อก ปีการผลิต 2566/67 (โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวฯ ปีการผลิต 2566/67) ไปอีก 6 เดือน
จากเดิม สิ้นสุดโครงการวันที่ 31 ตุลาคม 2568 เป็นสิ้นสุดโครงการ วันที่ 30 เมษายน 2569

                 3. รับทราบแนวทางการสนับสนุนการปลูกข้าวคุณภาพสูงเพื่อเพิ่มมูลค่า (ข้าวประณีต) เป้าหมายกลุ่มเกษตรกร 200 กลุ่ม วงเงินจ่ายขาด 120 ล้านบาท โดยเบิกจ่ายจากกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในโอกาสแรกก่อน หากไม่เพียงพอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสนอขอรับการจัดสรรจากงบประมาณจากงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น

                4. ส่วนโครงการดูดซับข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2568/69 เป้าหมาย 3 ล้านตัน วงเงินจ่ายขาด 1,680 ล้านบาท โดยเบิกจ่ายจากงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ให้กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) นำเสนอคณะรัฐมนตรีชุดใหม่พิจารณา

                สาระสำคัญของเรื่อง

              เรื่องนี้กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) ขอเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา ดังนี้ (1) เห็นชอบการปรับลดวงเงินสินเชื่อต่อต้นข้าวเปลือกเจ้า ข้าวเปลือกปทุมธานีและข้าวเปลือกเหนียว ตามโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี (โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวฯ) ปีการผลิต 2568/69 ส่งผลให้วงเงินสินเชื่อปรับลดลงจากเดิม 36,232.50 ล้านบาท เป็น 35,011.50 ล้านบาท (ปรับลดลง 1,221 ล้านบาท) และวงเงินจ่ายขาดปรับลดลง จากเดิม 9,164.23 ล้านบาท เป็น 9,013.24 ล้านบาท (ปรับลดลง 150.99 ล้านบาท) เนื่องจากสถานการณ์ราคาข้าวเปลือกในปัจจุบันมีแนวโน้มต่ำกว่าราคาการให้สินเชื่อต่อตันตามโครงการ (2) เห็นชอบขยายระยะเวลาโครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต๊อก (โครงการชดเชยดอกเบี้ยฯ) ปีการผลิต 2566/67 ไปอีก 6 เดือน จากเดิมสิ้นสุดโครงการ วันที่ 31 ตุลาคม 2568 เป็นสิ้นสุดโครงการ วันที่ 30 เมษายน 2569 (3) เห็นชอบในหลักการของโครงการดูดซับข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2568/69 เป้าหมาย 3 ล้านตัน วงเงินจ่ายขาด 1,680 ล้านบาท โดยเบิกจ่ายจากงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ซึ่ง พณ. จะดำเนินการตามขั้นตอนของระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น พ.ศ. 2562 ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป และ (4) รับทราบแนวทางการสนับสนุนการปลูกข้าวคุณภาพสูงเพื่อเพิ่มมูลค่า (ข้าวประณีต) เป้าหมายกลุ่มเกษตรกร 200 กลุ่ม วงเงินจ่ายขาด 120 ล้านบาท
โดยเบิกจ่ายจากกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในโอกาสแรกก่อน ซึ่งเป็นไปตามมติคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ครั้งที่ 1/2568 เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ขัดข้อง โดยมีความเห็นเพิ่มเติมว่า ภาครัฐควรเร่งจัดสรรงบประมาณเพื่อไม่ให้กระทบต่อสภาพคล่องของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรติดตามกระบวนการดำเนินโครงการให้เป็นไปตามระเบียบตลอดจนประเมินผลสัมฤทธิ์ของโครงการอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) พิจารณาแล้วเห็นว่า การขออนุมัติปรับลดวงเงินสินเชื่อต่อตันข้าวเปลือกเจ้า ข้าวเปลือกปทุมธานี

และข้าวเปลือกเหนียว ตามโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวฯ ปีการผลิต 2568/69 การขอความเห็นชอบขยายระยะเวลาโครงการชดเชยดอกเบี้ยฯ ปีการผลิต 2566/67 และการขอให้รับทราบแนวทางการสนับสนุนการปลูกข้าวคุณภาพสูงเพื่อเพิ่มมูลค่า (ข้าวประณีต) มิได้เป็นการกระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการหรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป ตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงเป็นเรื่องที่คณะรัฐมนตรีที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปสามารถพิจารณาอนุมัติตามข้อเสนอของ พณ. ได้ และสามารถรับทราบเรื่องดังกล่าวได้ตามที่เห็นสมควร ส่วนการขอความเห็นชอบในหลักการของโครงการดูดซับข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2568/69 เป็นการกระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไปตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงสมควรเสนอคณะรัฐมนตรีชุดใหม่พิจารณา

4. เรื่อง การขออนุมัติดำเนินงานก่อสร้างโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 9 สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก ช่วงบางบัวทอง - บางปะอิน ในส่วนของงานโยธาโดยใช้เงินทุนค่าธรรมเนียมผ่านทางและเงินงบประมาณสมทบของกรมทางหลวง

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้กรมทางหลวง (ทล.) ดำเนินการก่อสร้างโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 9 สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก ช่วงบางบัวทอง - บางปะอิน (โครงการฯ) ในส่วนของงานโยธาวงเงินรวมทั้งสิ้น 15,862 ล้านบาท โดยใช้เงินทุนค่าธรรมเนียมผ่านทางและเงินงบประมาณสมทบตามที่กรมทางหลวง (ทล.) กระทรวงคมนาคมเสนอ และให้กรมทางหลวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับความเห็นและข้อเสนอแนะของหน่วยงานไปพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

              สาระสำคัญ

              1. โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 9 สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก ช่วงบางบัวทอง - บางปะอิน (โครงการฯ) เป็นรายการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2567 และวันที่ 14 ตุลาคม 2568 มีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้

                        1.1 โครงการมีจุดเริ่มต้นต่อจากจุดสิ้นสุดของโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 9 สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก ช่วงบางขุนเทียน - บางบัวทอง (โครงการช่วงบางขุนเทียนฯ) ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้กรมทางหลวง (ทล.) ดำเนินโครงการช่วงบางขุนเทียนฯ ในรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2567 ทล. จึงมีความจำเป็น ต้องดำเนินโครงการฯ เพื่อให้ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองทั้ง 2 ช่วง ได้แก่ (1) ช่วงบางขุนเทียน - บางบัวทอง
และ (2) ช่วงบางบัวทอง - บางปะอิน (ข้อเสนอในครั้งนี้) สามารถเชื่อมต่อกันโดยเป็นโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองที่เป็นวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครอย่างสมบูรณ์ ตลอดจนเชื่อมโยงโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างและแผนการพัฒนาในอนาคตให้เป็นไปอย่างไร้รอยต่อทั้งระบบ โดยที่โครงการจะทำหน้าที่เชื่อมต่อการเดินทางระหว่างภูมิภาคโดยรอบกรุงเทพมหานครกับโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองเส้นทางอื่นในอนาคต

                        1.2 ลักษณะโครงการเป็นการก่อสร้างปรับปรุงทางหลวงเดิมให้เป็นไปตามมาตรฐานทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง จึงไม่มีการเวนคืนที่ดินเพื่อดำเนินการ ก่อสร้างโครงการฯ โดยก่อสร้างเป็นผิวทางคอนกรีต ขนาด 6 ช่องจราจร (ทิศทางละ 3 ช่องจราจร) มีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางเป็นแบบระบบปิด (Closed System) คิดตามระยะทางใช้ระบบจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางอัตโนมัติแบบไม่มีไม้กั้น (M-Flow) เป็นหลักและมีการออกแบบทางเข้า - ออก จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ (1) ด่านบางบัวทอง (2) ด่านลาดหลุมแก้ว (3) ด่านสามโคก
และ (4) ด่านบางไทร เพื่อรองรับการจราจรจากโครงข่ายทางหลวงสายสำคัญและทางแยก ต่างระดับบริเวณใกล้เคียง

                        1.3 มูลค่าโครงการ จำนวน 15,862 ล้านบาท (ประกอบด้วยค่าก่อสร้างงานโยธา ค่าจ้างที่ปรึกษาควบคุมงาน และเงินเผื่อเหลือเผื่อขาด) โดยใช้แหล่งเงินจากเงินทุนค่าธรรมเนียมผ่านทาง จำนวน 8,739 ล้านบาท และเงินงบประมาณ จำนวน 7,123 ล้านบาท

                     1.4 ระยะเวลาดำเนินโครงการรวม 6 ปี (ปี 2568 - 2573)

                        1.5  รูปแบบการลงทุน ภาครัฐลงทุนและดำเนินงานโครงการทั้งหมดโดยลงทุนก่อสร้างงานโยธา งานระบบและองค์ประกอบอื่นที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งเป็นผู้ดำเนินงานและบำรุงรักษาและจัดเก็บรายได้ค่าธรรมเนียมผ่านทาง เนื่องจาก ทล. มีศักยภาพที่สามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรเดิมที่มีอยู่ในการดำเนินงานและบำรุงรักษา (Operate & Maintenance : O&M) ทั้งด้านอัตรากำลังคน ความเชี่ยวชาญของบุคลากร อาคารสำนักงาน เครื่องมือ เครื่องจักร รวมทั้งวัสดุอุปกรณ์และระบบงานต่าง ๆ และ ทล. ได้พิจารณาเปรียบเทียบแนวทางการลงทุนและดำเนินงานโครงการฯ ดังกล่าว ทั้งรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) และรูปแบบภาครัฐลงทุนและดำเนินการเองทั้งหมด พบว่า รูปแบบภาครัฐลงทุนและดำเนินงานโครงการทั้งหมดเป็นแนวทางการลงทุนและดำเนินงานโครงการที่มีความเหมาะสมเนื่องจากเป็นแนวทางที่ภาครัฐจะมีต้นทุนค่าใช้จ่ายการลงทุนและบริหารจัดการโครงการฯ ที่ต่ำกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับการให้เอกชนร่วมลงทุน

                        1.6 การวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางการเงิน/ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจจากผลการวิเคราะห์พบว่า โครงการฯ มีความคุ้มค่าทางด้านเศรษฐกิจ โดยมีอัตราส่วนระหว่างมูลค่าปัจจุบันของประโยชน์ต่อค่าใช้จ่าย (B/C Ratio) เท่ากับ 1.52 มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) เท่ากับ 5,225.71 ล้านบาท และมีอัตราผลตอบแทนด้านเศรษฐกิจ (EIRR) ร้อยละ 15.96 อย่างไรก็ดี จากการวิเคราะห์ทางด้านการเงินของโครงการฯ (FIRR) ตลอดระยะเวลา 30 ปี พบว่า โครงการฯ ไม่มีความคุ้มค่าทางการเงิน เนื่องจากมีอัตราผลตอบแทนทางการเงินของโครงการเท่ากับ ร้อยละ -1.84 ซึ่งต่ำกว่าอัตราต้นทุนทางการเงินของภาครัฐและไม่สามารถจูงใจให้ภาคเอกชนร่วมลงทุนได้

                        1.7 กระทรวงการคลัง (กรมบัญชีกลาง) สำนักงบประมาณและสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เห็นชอบด้วยแล้ว โดยมีความเห็นเพิ่มเติมบางประการ ซึ่งกระทรวงคมนาคมแจ้งว่าสามารถรับความเห็นไปดำเนินการได้

                2. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพิจารณาแล้วไม่ขัดข้อง โดยเห็นควรให้ ทล.รับความเห็นของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการ เช่น ควบคุมฝุ่นละอองและการจัดการจราจรระหว่างการก่อสร้างให้เหมาะสม ส่วนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เห็นว่า โครงการฯ เป็นโครงการ ที่ได้กำหนดไว้แล้วในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จึงมิได้เป็นกรณีที่คณะรัฐมนตรีกระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการหรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไปตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ดังนั้น หาก คค. ได้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์เงื่อนไข และขั้นตอนตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐและกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ รวมทั้งกฎหมาย ระเบียบและมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องครบถ้วนแล้ว กรณีจึงเป็นเรื่องที่คณะรัฐมนตรีสามารถ พิจารณาอนุมัติได้ ซึ่งในเรื่องนี้ คค. ได้จัดทำข้อมูลตามมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 รวมทั้งยืนยันว่าได้จัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมครบถ้วนถูกต้องตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ด้วยแล้ว                         

5. เรื่อง ขอความเห็นชอบปรับปรุงหลักเกณฑ์โครงการสินเชื่อ SME Green Productivity วงเงิน 15,000ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการสินเชื่อธุรกรรมนโยบายรัฐ (Public Service Account : PSA)

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบปรับปรุงหลักเกณฑ์โครงการสินเชื่อ SME Green Productivity วงเงิน 15,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการสินเชื่อธุรกรรมนโยบายรัฐ (Public Service Account : PSA) (โครงการฯ) ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) เสนอ ดังนี้

                1. ขยายระยะเวลาดำเนินโครงการฯ จากเดิม สิ้นสุดรับคำขอกู้วันที่ 30 ธันวาคม 2568 เป็น
สิ้นสุดรับคำขอกู้วันที่ 30 ธันวาคม 2569

                2. ปรับปรุงกลุ่มเป้าหมายที่ 2 จากเดิม “ผู้ประกอบการ SME ที่ต้องการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต หรือเครื่องจักร อุปกรณ์ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการบริหารจัดการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
เพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและบริการ หรือลดการใช้พลังงาน” เป็น “ผู้ประกอบการ SME ที่ต้องการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต หรือเครื่องจักร อุปกรณ์ ยานพาหนะ รวมถึง...”

                3. ขยายวงเงินสินเชื่อต่อราย จากเดิมไม่เกิน 10 ล้านบาท เป็นไม่เกิน 30  ล้านบาท

                เรื่องเดิม

                คณะรัฐมนตรีมีมติ (30 กรกฎาคม 2567) เห็นชอบให้ ธพว. ดำเนินโครงการฯ วงเงิน 15,000 ล้านบาท และอนุมัติกรอบวงเงินงบฯ จำนวน 1,350 ล้านบาท เพื่อชดเชยส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยให้กับ ธพว. ซึ่งโครงการฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนแหล่งเงินทุนต้นทุนต่ำให้แก่ผู้ประกอบการ SME เพื่อยกระดับและเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมสีเขียวโดยมีหลักเกณฑ์และเงื่อนไขโครงการฯ ที่สำคัญ เช่น วงเงินอนุมัติสินเชื่อสูงสุดต่อรายไม่เกิน10 ล้านบาท ระยะเวลากู้ไม่เกิน 10 ปี โดยคิดอัตราดอกเบี้ยคงที่จากผู้กู้ร้อยละ 3 ต่อปี ใน 3 ปีแรก (จากร้อยละ
6 โดยรัฐบาลชดเชยอัตราดอกเบี้ยให้แก่ ธพว. ร้อยละ 3 ต่อปี ใน 3 ปีแรก) และมีระยะเวลาดำเนินโครงการฯ ตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติ (30 กรกฎาคม 2567) และสิ้นสุดรับคำขอกู้ภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2568 หรือจนกว่า
จะเต็มวงเงินตามที่ อก. เสนอ

               สาระสำคัญของเรื่อง

               อก. รายงานว่า

                1. ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) เปิดให้บริการโครงการฯ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2567 สิ้นสุดรับคำขอกู้ภายใน 30 ธันวาคม 2568 หรือจนกว่าวงเงินสินเชื่อรวมของโครงการฯ จะหมดแล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งจะถึงก่อน โดยผลการดำเนินโครงการสินเชื่อ ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2568 วงเงินโครงการฯ 15,000 ล้านบาท วงเงินอนุมัติสินเชื่อรวม 4,826 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 32 ของวงเงินโครงการฯ และยังมีผู้ประกอบการ SME ยื่นขอสินเชื่ออีก 96 ราย วงเงินคำขอ 352 ล้านบาท โดยในปี 2568 คาดการณ์อนุมัติสินเชื่อรวมทั้งสิ้น 5,000 ล้านบาท ทำให้มีวงเงินคงเหลือรวม 10,000 ล้านบาท

                2. วงเงินคงเหลือดังกล่าวสามารถส่งเสริมผู้ประกอบการ SME ที่ต้องการเปลี่ยนผ่าน
ไปสู่อุตสาหกรรมสีเขียวได้ต่อเนื่องในปี 2569 ดังนั้น อก. โดย ธพว. จึงเสนอขอปรับปรุงหลักเกณฑ์โครงการฯ 3 ข้อ ภายใต้กรอบวงเงินงบประมาณเดิมตามมติคณะรัฐมนตรี (30 กรกฎาคม 2567)

 

หลักเกณฑ์

โครงการฯ

มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2567

ขอปรับปรุงครั้งนี้

เหตุผล

1. ระยะเวลาดำเนินโครงการฯ

สิ้นสุดรับคำขอกู้ภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2568

หรือจนกว่าวงเงินสินเชื่อรวมของโครงการฯ จะหมดแล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งจะถึงก่อน

 

สิ้นสุดรับคำขอกู้ภายในวันที่

30 ธันวาคม 2569 หรือจนกว่าวงเงินสินเชื่อร่วมของโครงการฯ จะหมดแล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งจะถึงก่อน

ส่งเสริมให้ SME ที่ต้องการปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจไปสู่อุตสาหกรรมสีเขียวเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำสามารถดำเนินธุรกิจต่อได้อย่างยั่งยืน สอดรับแผนยุทธศาสตร์ชาติและแผนวิสาหกิจ ธพว.

2. กลุ่มเป้าหมาย

ผู้ประกอบการ SME
ที่ต้องการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต

หรือเครื่องจักร อุปกรณ์ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการบริหารจัดการ เพื่อเพิ่ม

ประสิทธิภาพ เพิ่มมูลค่า

ให้กับสินค้าและบริการ

หรือลดการใช้พลังงาน

ผู้ประกอบการ SME ที่ต้องการ

ปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต

หรือเครื่องจักร อุปกรณ์

ยานพาหนะ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการบริหารจัดการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ เพิ่มมูลค่า

ให้กับสินค้าและบริการ

หรือลดการใช้พลังงาน

ปรับปรุงเพิ่มเติมข้อความกลุ่มเป้าหมาย

กลุ่มที่ 2 โดยเพิ่มคำว่า “ยานพาหนะ” เพื่อให้ครอบคลุมลูกค้าที่ต้องการ

เปลี่ยนยานพาหนะมาใช้พลังงานสะอาดนอกเหนือจากการใช้ระบบไฟฟ้า (EV)

เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ

3. วงเงินสินเชื่อต่อราย

ไม่เกิน 10 ล้านบาท

ไม่เกิน 30 ล้านบาท

สนับสนุน SME ที่ต้องการเปลี่ยนผ่านธุรกิจไปสู่อุตสาหกรรมสีเขียวซึ่งในการปรับเปลี่ยนต้องใช้เงินลงทุนสูง เช่น กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม โรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น

เนื่องจากหลักเกณฑ์โครงการฯ เดิมจำกัดวงเงินสินเชื่อต่อรายไม่เกิน 10 ล้านบาท ส่งผลให้ SME ต้องหาแหล่งเงินอื่นมาร่วมสมทบ

 

 

                3. การดำเนินโครงการฯ ภายหลังการปรับปรุงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขโครงการฯ จะยังคงอยู่ภายใต้กรอบวงเงินงบประมาณเดิมตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2567  ดังนี้

 

วงเงินรวมสำหรับ

ดำเนินโครงการฯ

กรอบงบประมาณ

ที่ขอรับจัดสรรจากรัฐบาล

หมายเหตุ

15,000 ล้านบาท (คงเดิม)

 

1,350 ล้านบาท (คงเดิม)

 

- ให้ ธพว. เป็นหน่วยงานหลักดำเนินโครงการฯ

- ขอรับการชดเชยจากรัฐบาลเป็นระยะเวลา 3 ปี (ปีงบประมาณ
พ.ศ. 2567-2569)

                4. คณะกรรมการ ธพว. ในคราวประชุมครั้งที่ 12/2568 เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2568 มีมติเห็นชอบการปรับปรุงหลักเกณฑ์โครงการฯ ด้วยแล้ว และให้ อก. นำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา

                5. การปรับปรุงหลักเกณฑ์โครงการฯ จะช่วยให้ผู้ประกอบการ SME สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ประมาณ 1,700  ราย ภายใต้วงเงินมาตรการรวม 15,000 ล้านบาท เพื่อยกระดับผลิตภาพและเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมสีเขียว และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก สร้างเงินทุนหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้ประมาณ 68,700 ล้านบาท รักษาการจ้างงานได้ไม่น้อยกว่า 27,680 อัตรา

                6. อก. ได้จัดทำรายละเอียดข้อมูลประกอบการขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรีตามมาตรา 27 และมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 เรียบร้อยแล้ว

                โดยที่เรื่องนี้เป็นการขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2567 (ตามข้อ 2)จึงเข้าข่ายเป็นเรื่องที่เสนอคณะรัฐมนตรีได้ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548 มาตรา 4 (9) (ตามข้อ 5.2) ประกอบกับสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติพิจารณาแล้วเห็นชอบ โดยมีความเห็นเพิ่มเติมว่า  ควรให้ อก. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งประชาสัมพันธ์และสร้างความตระหนักรู้ถึงโอกาสและประโยชน์จากการปรับปรุงกระบวนการผลิต เพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการ SME เข้าร่วมโครงการฯมากขึ้นและสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่า การปรับปรุงหลักเกณฑ์ดังกล่าวเป็นการดังกล่าวมาเป็นการดำเนินการภายใต้กรอบวงเงินสินเชื่อ และวงเงินงบประมาณชดเชยเดิมตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติ 30 กรกฎาคม 2567 (ตามข้อ 2) จึงมิได้เป็นกรณีการกระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป ตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กรณีจึงเป็น
เรื่องที่คณะรัฐมนตรีที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปสามารถพิจารณาให้ความเห็นชอบตามข้อเสนอของ อก. ได้

    ต่างประเทศ   

6. เรื่อง การขับเคลื่อนมาตรการลดก๊าซเรือนกระจก จากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการดักจับและการกักเก็บคาร์บอน (CCS) ของประเทศ

              คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้

                1. มอบหมายให้กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ทำหน้าที่เป็นหน่วยประสานงานหลักในการบูรณาการและสนับสนุนให้หน่วยงานภาครัฐ ที่เกี่ยวข้องพัฒนาและปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ นโยบาย ตลอดจนมาตรการและกลไกดำเนินงานเพื่อขับเคลื่อนให้เกิดโครงการการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการดักจับและการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) (โครงการ CCS)

                2. มอบหมายให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ [กระทรวงพลังงาน (พน.)] ในฐานะเจ้าของโครงการเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการกำกับดูแลและประสานหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในการดำเนินโครงการ CCS(ในระยะศึกษาและประเมินศักยภาพการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นหินทางธรณีวิทยาในพื้นที่อ่าวไทยตอนบน) ซึ่งหมายรวมถึงการเข้าพื้นที่เพื่อสำรวจวัดคลื่นไหวสะเทือน และการเข้าพื้นที่เพื่อเจาะหลุมสำรวจ ตามบันทึกความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นในด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี CCS เพื่อศึกษาและประเมินศักยภาพชั้นหินทางธรณีวิทยาเพื่อกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นหินทางธรณีวิทยาของประเทศไทย

                3. มอบหมายหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการใด ๆ ที่จำเป็นเพื่อให้สามารถดำเนินการศึกษาและประเมินศักยภาพการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลสูงสุด
เป็นไปตามวัตถุประสงค์ภายใต้ความร่วมมือของรัฐบาลทั้งสองประเทศ โดยการพิจารณาให้สิทธิประโยชน์ในการนำผู้เชี่ยวชาญเข้ามาในประเทศไทย และสิทธิยกเว้นอากรนำเข้าวัสดุและอุปกรณ์ต่าง ๆ เฉพาะที่จำเป็นต่อการดำเนินโครงการ รวมถึงการอำนวยความสะดวกในพิธีการ ขั้นตอนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องตามความเหมาะสม

                เรื่องเดิม

                คณะรัฐมนตรีมีมติ (28 กุมภาพันธ์ 2566) เห็นชอบร่างบันทึกความร่วมมือว่าด้วยการเป็นหุ้นส่วนด้านเทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอนระหว่าง พน. และกระทรวงเศรษฐกิจ การค้าและอุตสาหกรรมของประเทศญี่ปุ่น ตามที่ พน. เสนอโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการลดการปล่อยคาร์บอนในภาคพลังงานและมุ่งสู่การเปลี่ยนผ่านทางพลังงานร่วมกัน โดยมีขอบเขตความร่วมมือ เช่น การแลกเปลี่ยน ข้อมูลทางสถิติด้านพลังงานที่สามารถเปิดเผยได้ การแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญระหว่าง 2 ประเทศและการส่งเสริมการลงทุนร่วมกันระหว่าง 2 ประเทศ และ/หรือในประเทศที่ 3

                สาระสำคัญของเรื่อง

                1. เดิมกระทรวงพลังงาน (พน.) และกระทรวงเศรษฐกิจ การค้าและอุตสาหกรรมของประเทศญี่ปุ่นได้ลงนามบันทึกความร่วมมือในด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการดักจับและการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) (เทคโนโลยี CCS) เพื่อกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นหินทางธรณีวิทยาในไทยโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยี CCS ระหว่างสองประเทศโดยมีพื้นที่อ่าวไทยตอนบนเป็นพื้นที่เป้าหมายของการศึกษาและเข้าสำรวจเพื่อประเมินศักยภาพการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นหิน เนื่องจากการสำรวจเบื้องต้นพบว่า ชั้นหินอุ้มน้ำเค็มบริเวณพื้นที่อ่าวไทยตอนบนอาจมีศักยภาพในการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งยังมีระยะทางไม่ไกลจากพื้นที่อุตสาหกรรมในภาคตะวันออก (100 - 200 กิโลเมตร) จึงอาจสามารถใช้รองรับการอัดกลับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จากแหล่งอุตสาหกรรมภาคตะวันออกซึ่งเป็นแหล่งผลิตก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขนาดใหญ่ของประเทศได้ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยให้เป็นศูนย์กลางการผลิตอุตสาหกรรมของภูมิภาคที่มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในอนาคต

                2. โดยที่การดำเนินงานตามที่กล่าวไปข้างต้น เป็นการดำเนินการภายใต้โครงการการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี CCS (โครงการ CCS) ซึ่งจะมีกิจกรรมหลักเป็นการศึกษาและประเมินศักยภาพการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของชั้นหินใต้ดินและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับดักจับ กักเก็บ และอัดกลับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ดังกล่าว ซึ่งต้องมีการอนุมัติ อนุญาต รวมถึงการให้สิทธิเข้าไปดำเนินการต่าง ๆ เช่นเดียว
กับกิจกรรมสำรวจปิโตรเลียม [ภารกิจของ พน. (กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ)] แต่โดยที่ปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการศึกษาศักยภาพและประยุกต์ใช้เทคโนโลยี CCS โดยตรง และไม่มีกฎหมายบังคับเกี่ยวกับกิจกรรม CCS เป็นการเฉพาะ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) จึงต้องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณามอบหมายภารกิจให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

 

หน่วยงาน

รายละเอียดภารกิจ

ทส. โดยกรมการเปลี่ยนแปลง

สภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม

เป็น หน่วยประสานงานหลักในการบูรณาการและสนับสนุนให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องพัฒนาและปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ นโยบาย ตลอดจนมาตรการและกลไกดำเนินงานเพื่อขับเคลื่อนให้เกิดโครงการ CCS

พน. โดยกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ

กำกับดูแลและประสานหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในการดำเนินโครงการ CCS ในระยะศึกษาและประเมินศักยภาพการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นหินทางธรณีวิทยาในพื้นที่อ่าวไทยตอนบน รวมทั้งการเข้าพื้นที่เพื่อสำรวจวัดคลื่นไหวสะเทือน และการเข้าพื้นที่เพื่อเจาะหลุมสำรวจ ตามบันทึกความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นในด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี CCS เพื่อศึกษาและประเมินศักยภาพชั้นหินทางธรณีวิทยาเพื่อกักเก็บ
ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นหินทางธรณีวิทยาของประเทศไทย

หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการคลัง โดยกรมศุลกากรและกรมสรรพากร ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล

ดำเนินการใด ๆ ที่จำเป็นเพื่อให้สามารถดำเนินการศึกษาและประเมินศักยภาพการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลสูงสุด เป็นไปตามวัตถุประสงค์ภายใต้ความร่วมมือของรัฐบาล
ทั้งสองประเทศ เช่น การพิจารณาให้สิทธิประโยชน์ในการนำผู้เชี่ยวชาญเข้ามาในประเทศไทย และสิทธิยกเว้นอากรนำเข้าวัสดุและอุปกรณ์ต่าง ๆ เฉพาะที่จำเป็นต่อการดำเนินโครงการ รวมถึงการอำนวยความสะดวกในพิธีการ ขั้นตอนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องตามความเหมาะสม

              3. ทส. เห็นว่า การดำเนินการในเรื่องนี้ไม่เข้าข่ายต้องห้ามตามมาตรา 169 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่าการดำเนินการในเรื่องนี้เป็นการเนินงานปกติประจำ ไม่มีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการหรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไปตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ดังนั้น คณะรัฐมนตรีจึงสามารถพิจารณามอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ตามที่เห็นสมควร

 

7. เรื่อง ผลการประชุมคณะกรรมการร่วมมือรักษาความสงบเรียบร้อยตามชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) ไทย – ลาว ครั้งที่ 29

               คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบผลการประชุมคณะกรรมการร่วมมือรักษาความสงบเรียบร้อยตามชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) ไทย – ลาว ครั้งที่ 29 (การประชุม GBC) ระหว่างวันที่ 16 ถึงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2568 ณ กรุงเทพมหานคร ตามที่กระทรวงกลาโหม (กห.) เสนอ

                สาระสำคัญของเรื่อง

                1. กห. รายงานว่า ประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ได้มีการจัดประชุม GBC ไทย – ลาว ครั้งที่ 29 ระหว่างวันที่ 16 - 19 กุมภาพันธ์ 2568 โดยมีรองนายกรัฐมนตรี(นายภูมิธรรม เวชยชัย) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (ในขณะนั้น) และรัฐมนตรีกระทรวงป้องกันประเทศ สปป.ลาว เป็นประธานร่วม ซึ่งการประชุม GBC มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความสงบสุขเรียบร้อยตามแนวชายแดนและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่าง กห. ทั้งสองประเทศในด้านความมั่นคงและการทหาร รวมทั้งขยายความร่วมมือ
ให้ครอบคลุมในทุกมิติ ซึ่งสรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

        ประเด็นการประชุม

สาระสำคัญ

1. ความร่วมมือรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนทั่วไป ไทย – ลาว

1.1 ความร่วมมือด้านความมั่นคงบริเวณชายแดนไทย – ลาว

 

 

 

- สนับสนุนให้ทุกกลไกที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านความมั่นคงบริเวณชายแดนไทย- รัฐบาล สปป.ลาว เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม  2568 ให้เป็นรูปธรรม

- เห็นชอบให้จัดการประชุม GBC ร่วมกันปีละ 1 ครั้ง โดยผลัดเปลี่ยนกัน
เป็นเจ้าภาพและสนับสนุนการจัดการประชุมคณะผู้ว่าราชการจังหวัดและ
เจ้าแขวงชายแดนไทย – ลาว ครั้งที่ 11 ซึ่งฝ่ายไทยเป็นเจ้าภาพต่อไป

1.2 ความสัมพันธ์และความร่วมมือช่วยเหลือระหว่างกองทัพและตำรวจของทั้งสองฝ่าย

- รับทราบว่าฝ่ายไทยเสนอให้ทุนการศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักรหลักสูตรเสนาธิการทหาร หลักสูตรหลักประจำโรงเรียนเสนาธิการทหารบกหลักสูตรเสนาธิการทหารอากาศ และหลักสูตรอื่น ๆ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของฝ่ายไทยจะแจ้งให้ฝ่ายลาวทราบในเดือนมีนาคมของทุกปี และฝ่ายลาว

จะพิจารณาพร้อมทั้งส่งรายชื่อให้ฝ่ายไทยทราบภายในเดือนพฤษภาคม
ของทุกปีผ่านช่องทางการทูต

1.3 การวางกำลังและการลาดตระเวนของกำลังติดอาวุธ
ของทั้ง 2 ฝ่ายตามบริเวณชายแดนไทย - ลาว

- ให้ทั้ง 2 ฝ่าย ยังคงวางกำลังระหว่างจังหวัดอุบลราชธานีกับแขวงจำปาสักฝ่ายละ 3 จุด ตามเดิม และเพื่อดูแลและป้องกันปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงชายแดนไทย - ลาว ส่วนการวางกำลังบริเวณที่ชายแดนอื่น ๆ ทั้ง 2 ฝ่ายจะร่วมกันปรึกษาหารือกันต่อไป

- ไม่ให้กำลังทหารและตำรวจของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งลาดตระเวนล่วงล้ำดินแดนทางบก ทางน้ำ และทางอากาศของอีกฝ่ายหนึ่งอย่างเด็ดขาดยกเว้นกรณี
การช่วยเหลือผู้ประสบภัยตามลำแม่น้ำโขงตามหลักมนุษยธรรมโดยจะต้องแจ้งให้อีกฝ่ายทราบทันที

1.4 ความร่วมมือกรณีบุคคล
ของแต่ละฝ่ายถูกจับคุมขัง

- ให้ทั้ง 2 ฝ่าย รับประกันความปลอดภัยของผู้ต้องหาและนักโทษ รวมทั้ง
แจ้งให้เจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูต และสถานกงสุลใหญ่ของแต่ละฝ่ายทราบและอำนวยความสะดวกในการเข้าเยี่ยมผู้ต้องหาและนักโทษ
ตามข้อกำหนดของแต่ละฝ่าย

- สนับสนุนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการแลกเปลี่ยนรายชื่อผู้ต้องขังสัญชาติไทยที่ถูกคุมขังใน สปป.ลาว และผู้ต้องขังสัญชาติลาวที่ถูกคุมขังในไทยให้
แต่ละฝ่ายทราบปีละ 1 ครั้ง

1.5. การเข้า - ออก บริเวณชายแดนไทย - ลาว

- เพิ่มการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและดำเนินมาตรการที่จำเป็นภายใต้กฎหมายของแต่ละประเทศ รวมทั้งเพิ่มความร่วมมือในการจัดระเบียบชายแดนเพื่อป้องกัน สกัดกั้น และปราบปรามผู้ลักลอบนำพาผู้เข้าเมือง
และแรงงานผิดกฎหมาย

1.6 ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาบุคคลสองสัญชาติ

- การแก้ไขปัญหาบุคคลสองสัญชาติ โดยการตรวจตราอย่างเข้มงวด เมื่อพบว่าเป็นบุคคลสองสัญชาติ ให้เจ้าหน้าที่จังหวัด – แขวงแลกเปลี่ยนข้อมูลกันทันทีเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและขึ้นทะเบียนประวัติ และพิจารณาดำเนินการ
ตามกฎหมายของแต่ละประเทศให้เป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่อง

1.7 ปัญหาบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่เป็นภัยต่อความมั่นคงไทย - ลาว

- สกัดกั้นและปราบปรามการเคลื่อนไหวของบุคคลที่เป็นภัยต่อความมั่นคง
ไทย - ลาว ตามพื้นที่ของตนอย่างเคร่งครัด หากพบเห็นบุคคลหรือกลุ่มบุคคลดังกล่าว แจ้งให้อีกฝ่ายทราบ

1.8 ความร่วมมือในการรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำน้ำโขง

- สนับสนุนให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องของทั้งสองฝ่ายร่วมกันแก้ไขปัญหา
ผู้ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย

1.9 ความร่วมมือในการดูแลรักษาและป้องกันตลิ่ง และการแก้ไขปัญหาการดูดทรายในแม่น้ำโขงและแม่น้ำเหือง

- ร่วมมือกันในการดูแลรักษาและป้องกันตลิ่ง และการแก้ไขปัญหาการ
ดูดทรายในแม่น้ำโขงและแม่น้ำเหือง

1.10 ความร่วมมือในการป้องกันการลักลอบค้าชนิดสัตว์ป่า พืชป่าและไม้หวงห้ามที่ผิดกฎหมาย

- ให้คณะกรรมการร่วมมือรักษาความสงบเรียบร้อยตามชายแดนระดับ
จังหวัด - แขวง เพิ่มการประสานงานและร่วมมือกันในการป้องกันการลักลอบค้าชนิดสัตว์ป่า พืชป่าและไม้หวงห้าม ที่ผิดกฎหมาย

2. ความร่วมมือในการรักษาเส้นเขตแดน ไทย - ลาว

- สนับสนุนให้จัดการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย – ลาว
ครั้งที่ 12 ซึ่งฝ่ายลาวจะเป็นเจ้าภาพต่อไป

3. ความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามชายแดนไทย - ลาว

- สนับสนุนให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามกรอบแนวทางการยกระดับความร่วมมือเชิงรุกในการแก้ไขปัญหายาเสพติดตามชายแดนไทย - ลาว

4.การติดต่อประสานงานและการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร

- การปรับปรุงบัญชีรายชื่อผู้ประสานงานพร้อมระบบการติดต่อสื่อสาร
ที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาพื้นที่ชายแดนที่เกิดขึ้นให้ยุติลงโดยเร็ว

5. ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาการก่อการร้ายสากลระหว่างไทย - ลาว

- ให้ทั้ง 2 ฝ่าย ร่วมกันแก้ไขปัญหาการก่อการร้ายสากลภายในกรอบ
ของอาเซียน ด้วยการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารซึ่งกันและกันอย่างใกล้ชิด

6. ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาผู้ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย

- สนับสนุนให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องของทั้งสองฝ่ายร่วมกันแก้ไขปัญหา
ผู้ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาผู้ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย
ให้แจ้งให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบ

7. ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดน

- ยินดีต่อผลสำเร็จของการประชุมความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดนระหว่างไทย - ลาว เมียนมา - กัมพูชา ระหว่างวันที่ 25 - 27 มีนาคม 2567 ณ จังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้ข้อตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามแดนและยุทธศาสตร์ฟ้าใส รวมทั้งได้กำหนดแนวทางในการป้องกันและการแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดนไทย - ลาว

8. ความร่วมมือในการบรรเทาสาธารณภัยตามชายแดน
ไทย - ลาว

- สนับสนุนให้มีการฝึกการบรรเทาสาธารณภัยร่วมกัน รวมถึงให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลประสบการณ์ระหว่างเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

9. เรื่องอื่น ๆ เช่น

 

- สนับสนุนให้ทั้ง 2 ฝ่าย จัดทำร่างระเบียบปฏิบัติประจำว่าว่าด้วยการลาดตระเวนร่วมทางน้ำในพื้นที่ชายแดนตามลำแม่น้ำโขงระหว่างกองทัพ
ไทย - ลาว เพื่อเป็นแนวทางการปฏิบัติในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด รวมทั้งอาชญากรรมบริเวณชายแดนไทย - ลาว

10. กำหนดเวลาและสถานที่ประชุมครั้งต่อไป

 

- ลาวรับเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม GBC ไทย -ลาว ครั้งที่ 30 โดยจะแจ้งกำหนดเวลาและสถานที่จัดการประชุมให้ทราบต่อไป

2. เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มีผลผูกพันรัฐบาลไทย จึงเข้าลักษณะเรื่องที่เสนอคณะรัฐมนตรีได้ตามนัยพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ.2548 มาตรา 4 (7) ที่บัญญัติให้การเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรีให้เสนอได้เฉพาะเรื่องที่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือที่เกี่ยวกับองค์การระหว่างประเทศที่มีผลผูกพันรัฐบาลไท

 

แต่งตั้ง

8. เรื่อง การแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารกองทุนตามพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527

และที่แก้ไขเพิ่มเติม (กระทรวงอุตสาหกรรม)

              คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) เสนอแต่งตั้งกรรมการในคณะกรรมการบริหารกองทุนตามพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527 และที่แก้ไขเพิ่มเติม จำนวน 2 คน แทนกรรมการเดิมที่พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ ดังนี้

                1. นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข           ผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์                                            ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

                2. นางแพตริเซีย มงคลวนิช              ผู้แทนกระทรวงการคลัง

                    อธิบดีกรมบัญชีกลาง

                ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 6 มกราคม 2569 เป็นต้นไป และผู้ซึ่งเป็นกรรมการแทนอยู่ในตำแหน่งเท่าวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายสุชาติ ชมกลิ่น) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

9. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง

(กระทรวงการต่างประเทศ)

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเสนอแต่งตั้งนางสาวนิภา นิรันดร์นุต ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง กงสุลใหญ่ สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองดูไบสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงดาการ์ สาธารณรัฐเซเนกัล เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง

                ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป ซึ่งการแต่งตั้งข้าราชการให้ไปดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำต่างประเทศดังกล่าว ได้รับความเห็นชอบจากประเทศผู้รับ และนายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top