วันพฤหัสบดี ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2569
วันที่ 7 มกราคม 2569 นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมือง โพสต์ข้อความ ระบุว่า สนิมส้ม เกิดจากเนื้อในส้ม อุดมการณ์ทางลัด
ไม่ใช่พรรคส้มจะเปลี่ยนการเมืองไทย แต่การเมืองไทยได้เปลี่ยนพรรคส้มไปแล้ว
นี่ไม่ใช่หาว่าผมพูดโจมตีพรรคส้ม
แต่คนพูดคือ “หมอนิว” (กัลยพัชร รจิตโรจน์) ที่ทุ่มเทให้พรรคทั้งแรงกายและแรงใจ
หมอนิวพูดว่า
“คุณมองตัวเองในกระจกบ้างไหมว่าคุณเปลี่ยนไปแค่ไหน คุณลืมไปแล้วใช่ไหมว่าคุณเข้ามาการเมืองเพื่ออะไร
ที่สำคัญ คุณเปลี่ยนมิตรให้เป็นศัตรู ทำให้เราเสียแนวร่วมเรื่อยมา เพราะมีแกนนำท่านหนึ่งพูดว่า ยังไงประชาชนก็ต้องเลือกเรา เพราะเขาไม่มีทางอื่นแล้ว
ประชาชนไม่ใช่ของตายค่ะ ดิฉันขอยืนยันตรงนี้ ในฐานะประชาชนคนหนึ่งในวันนี้ ผลการตัดสินอยู่ที่ประชาชนค่ะ”
นั่นคือสิ่งที่หมอนิวสะท้อนความรู้สึกถึงพรรคส้ม ในฐานะอดีต ส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์ของพรรค
แท้จริงแล้ว สนิมที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้มาจากใครที่ไหน กลับกลายเป็นสนิมเนื้อในของพรรคส้มเสียเอง
เมื่อหมอนิวมาด้วย “อุดมการณ์” ไม่ได้ถูกซื้อมาเหมือนที่พรรคอื่นๆ ทำ
จึงก้าวออกไปจากพรรค เมื่อเห็นการเปลี่ยนแปลงของพรรคส้มที่ไม่สามารถหลีกหนี “สัจธรรม“ ของการเมืองได้
ในฐานะที่ผมเคยเป็น
”ผู้สนับสนุน“ พรรคส้ม
“โหวตเตอร์” พรรคส้ม
ด้อมส้มแก่ (หัวใจหนุ่ม) ที่เคยเชียร์พรรคอนาคตใหม่ ก้าวไกล และสะดุดกึกที่ “พรรคประชาชน”
พรรคที่ถูกยุบ แต่ไม่ได้เปลี่ยนแค่ชื่อพรรคเท่านั้น “อุดมการณ์“ กลับถูกเปลี่ยนไปพร้อมกับชื่อพรรคเสียด้วย
เริ่มต้นจากพรรค “อนาคตใหม่” ที่อุดมการณ์ท้าทายระบบ ด้วยสัญลักษณ์ ชู 3 นิ้ว ยกเลิก ม.112
สร้างแกนนำคนรุ่นใหม่ ประสบความสำเร็จได้ ส.ส. 81 คน ในปี 2562
แต่แล้ว “บรรดาแกนนำ 3 นิ้ว” ต้องแตกกระเจิง ถูกดำเนินคดีพาเหรดกันขึ้นศาล เข้าคุก สิ้นอิสรภาพ จรลีลี้ภัยไปต่างประเทศ
เมื่อถูกยุบพรรคเป็นพรรค “ก้าวไกล“ ปลุกกระแสการเมืองใหม่ด้วยสโลแกน “มีลุง ไม่มีเรา”
สร้างวาทกรรมบาดลึก “ทหารมีไว้ทำไม?”
อาศัยกระแสคนเบื่อลุงที่ครองอำนาจมา 8 ปี
จนคนไทยเฮโลกันลงคะแนนตามกระแส ได้จำนวน ส.ส. หน้าใหม่เพิ่มขึ้นอีกในการเลือกตั้งปี 2566
พรรคส้มบวมขึ้น ได้ ส.ส. มากถึง 151 คน
แล้วปัจจุบัน พรรคก้าวไกลถูกยุบอีกครั้ง เปลี่ยนชื่อเป็นพรรค “ประชาชน”
เหล่า “ชนชั้นบริหาร” ของพรรคส้มนำโดยธนาธร เริ่มใช้ “การเมือง” นำ “อุดมการณ์” ในการหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้
ออกสโลแกนสร้างวาทกรรม “มีส้ม ไม่มีเทา”
หัวหน้าเท้งสำทับให้นิยามว่า “ไม่ร่วมจับมือจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคเทา”
โดยให้คำจำกัดความของพรรคเทาว่า
“พรรคไหนที่ไม่ประกาศให้ชัดว่าจะไม่ร่วมรัฐบาลกับใครตั้งแต่ประชาชนยังไม่เข้าคูหา พรรคที่บอกเก็บไว้ก่อน เคารพเสียงประชาชน ไว้หลังเลือกตั้งค่อยว่ากัน“
นั่นแหละคือ “พรรคเทา”
และยกระดับพรรคส้มขึ้นเป็น “พระเอกผู้ปราบเทา“ ผลักไสไล่พรรคอื่นเป็น “ผู้ร้ายสีเทา”
เพื่อให้ประชาชนต้องเลือก พระเอก มากกว่า ผู้ร้าย อยู่แล้ว
เป้าหมายอุดมการณ์มุ่งตรงไปที่ ”ต้องเป็นรัฐบาลให้ได้ในการเลือกตั้งครั้งหน้า“ เท่านั้น
โดยเลือกพรรคส้มให้เกิน 250 ที่นั่ง เป็นพระเอกพรรคเดียวเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ไม่ให้มีพรรคผู้ร้ายสีเทามาผสม
พรรคส้มบีบเส้นทางตัวเองเพื่อเข้าสู่วงจรอำนาจ
ด้วยการ กีดกัน แย่งชิง ผูกขาดตัดตอน ริดรอนสิทธิของพรรคอื่นๆ เหมาว่าเป็นเทา เป็นพรรคการเมืองแบบเก่า
วลีของธนาธรที่ชี้ว่า ”พรรคอื่นได้เป็นรัฐบาลหมดแล้ว เหลือพรรคส้มที่ยังไม่เคยได้เป็นรัฐบาลอยู่พรรคเดียว จึงสมควรจะให้โอกาสพรรรคส้ม“
กลายเป็นว่าบัดนี้ ธนาธรต้องใช้ “อุดมการณ์ทางลัด“ แทนอุดมการณ์ที่แท้จริงในยุคเริ่มต้น
สะท้อนออกมาอย่างแจ่มชัดในการสู้ศึกเลือกตั้งครั้งนี้
อุดมการณ์ของพรรคส้มโบยบินไปพร้อมกับกาลเวลาที่ผ่านไป
การตกขบวนแล้วขบวนเล่า พรรคส้มไม่ได้เป็นรัฐบาลเสียที ไม่ได้เกิดจากประชาชนไม่ให้โอกาสพรรคส้ม
คะแนนมากถึง 14 ล้านเสียง ได้จำนวน ส.ส. มากสุดเป็นอันดับหนึ่ง
มันเป็นการไม่ให้โอกาสพรรคส้มของธนาธรตรงไหน?
ทั้งที่ประชาชนมีหน้าที่แค่ไปกาบัตรในวันเลือกตั้งเท่านั้น
ที่เหลือเป็นหน้าที่ของพรรคส้ม หรือธนาธร ในการแย่งชิงอำนาจรัฐตามระบอบประชาธิปไตยหลังผลคะแนนออก
เพียงแต่ธนาธร และพรรคส้มทำไม่ได้เอง
ยิ่งในการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ พรรคส้มกลับบีบเส้นทางของตัวเองให้แคบลงไปอีก
ด้วยบทที่ตั้งตัวเองเป็น ”พระเอก“ คนเดียว และพรรคอื่นเป็นผู้ร้ายเสียหมด
เมื่อกาลเวลาผ่านมา ทำให้เรามองเห็นแล้วว่า
”บรรดาหนุ่มสาวก้าวออกมาเผชิญโลกกว้าง ต้องการเปลี่ยนแปลงโลกไปในสิ่งที่ตัวเองฝัน
เวลาผ่านไป หนุ่มสาวเหล่านั้นได้พบกับความจริงที่ว่า
พวกเขาต่างหากที่ถูกโลกเปลี่ยน
โดยกลับไปเดินย่ำรอยเท้าบนเส้นทางเดิม ที่คนเคยเป็นหนุ่มสาวในอดีตล้วนเคยเดินผ่านมาแล้วทั้งสิ้น
แท้จริงแล้ว “สนิม” ไม่ได้เกิดจากใครอื่นเลย
แต่เกิดจาก “สนิมเนื้อใน” ของธนาธร เจ้าของลัทธิพรรคส้มนั่นเอง
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี