วันเสาร์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2569
การหาเสียงเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เดินมาถึงช่วงที่แต่ละพรรคเริ่มงัดนโยบายออกมาวางเต็มหน้าเวที
ใครให้มากกว่า ใครกล้ากว่า ใครพูดแรงกว่า กลายเป็นโจทย์หลักของการเมืองช่วงนี้
พรรคเพื่อไทยก็เช่นกัน เวทีใหญ่ 8 มกราคมที่ผ่านมา แกนนำขึ้นครบ นโยบายออกมาเป็นชุดยาว ตั้งแต่ค่าไฟ รถไฟ บ้าน หนี้ ไปจนถึงการเติมเงินให้คนจน
ภาพรวมคือ “รัฐจะช่วยมากขึ้น” และ “ประชาชนจะต้องอยู่ดีกินดีให้ได้”
ท่ามกลางนโยบายจำนวนมาก สิ่งที่ถูกพูดถึงมากที่สุด กลับไม่ใช่เรื่องใหม่
แต่เป็นของเก่า ที่เคยถูกมองข้าม เคยถูกประชด นั่นคือ “คนละครึ่ง”
ย้อนกลับไปในช่วงรัฐบาล ประยุทธ์ จันทร์โอชา คนละครึ่งถูกวางโครงสร้างแบบชัดเจน รัฐช่วยครึ่งหนึ่ง ประชาชนจ่ายอีกครึ่งหนึ่ง ไม่หรู ไม่หวือหวา แต่ใช้งานได้จริง ร้านค้าเข้าร่วมจำนวนมาก คนใช้เป็นล้าน เงินหมุนในระบบทันที
แม้จะมีเสียงวิจารณ์ในเวลานั้น แต่คนที่ใช้จริงรู้ดีว่า มันช่วยพยุงชีวิตช่วงเศรษฐกิจฝืดได้ ไม่ต้องรอระบบ ไม่ต้องผ่านขั้นตอนซับซ้อน กดแอป ซื้อของ จบ
ต่อมาเมื่อรัฐบาลเปลี่ยน นโยบายลักษณะเดียวกันก็ยังไม่หายไป รัฐบาลของ อนุทิน ชาญวีรกูล และพรรคภูมิใจไทย นำแนวคิดนี้ไปต่อยอดในชื่อ “คนละครึ่งพลัส” ไม่ใช่การโฆษณาเสียงดัง แต่เป็นการหยิบเครื่องมือเดิมมาใช้ในจังหวะที่เห็นว่าจำเป็น
สิ่งที่น่าสนใจคือ ในช่วงเวลานั้น คนในพรรคเพื่อไทยจำนวนไม่น้อย เคยออกมาวิจารณ์นโยบายคนละครึ่ง มองว่าเป็นนโยบายฉาบฉวย มองว่าเป็นการแก้ปัญหาระยะสั้น บางคำพูดถึงขั้นประชดว่า ไม่ได้สร้างระบบอะไรเลย
แต่เมื่อเข้าสู่โหมดเลือกตั้งอีกครั้ง ภาพที่เห็นกลับเปลี่ยนไป
เพื่อไทยไม่พูดว่าคนละครึ่งดีหรือไม่ดีอีกแล้ว แต่พูดว่า “ต้องให้มากกว่า” และเสนอสูตรใหม่ รัฐจ่าย 70 ประชาชนจ่าย 30
ไม่เรียกว่า “คนละครึ่ง” แต่สาระคือเรื่องเดียวกัน เพียงแค่เพิ่มตัวเลข
คำถามจึงไม่ใช่ว่า นโยบายแบบนี้ช่วยประชาชนหรือไม่ เพราะคำตอบชัดอยู่แล้วว่า “ช่วย”
คำถามคือ ทำไมพรรคที่เคยไม่เอา วันนี้ถึงต้องหยิบมาวางเป็นหัวใจของการหาเสียง
เมื่อฟังนโยบายเพื่อไทยทั้งชุด จะเห็นรูปแบบซ้ำ ๆ
เติมเงินให้ถึงเส้น
ปลดหนี้ด้วยตัวเลขกลม ๆ
พักหนี้ตามกรอบเวลา
ฟรีงวด ผ่อนดีได้รางวัล
รัฐจ่ายมากขึ้น ประชาชนจ่ายน้อยลง
ทั้งหมดฟังดูดี และฟังดูถูกใจคนที่กำลังลำบาก แต่สิ่งที่ไม่ค่อยถูกพูดคือ “หลังจากนั้นจะทำอย่างไร”
ประสบการณ์จากรัฐบาลเพื่อไทยที่ผ่านมา ไม่ว่าจะยุค เศรษฐา ทวีสิน
หรือยุค แพทองธาร ชินวัตร ยังไม่เคยมีคำตอบชัดเจนในเรื่องวินัยงบประมาณ
และยังไม่เคยอธิบายให้เห็นภาพว่า เงินจำนวนมหาศาลจะถูกชดเชยจากตรงไหน
เมื่อคนละครึ่งยังอยู่ที่ 50:50 รัฐกับประชาชนยังยืนอยู่คนละฝั่งของภาระ
ไม่มีใครแบกทั้งหมด แต่เมื่อขยับเป็น 70:30 ภาระเริ่มเอนมาทางรัฐอย่างเห็นได้ชัด
สิ่งนี้เองที่ทำให้หลายคนตั้งคำถาม นี่คือการพัฒนานโยบาย หรือเป็นการแข่งขันกันให้มากกว่า เพื่อชนะในวันเลือกตั้ง
การเมืองช่วงหาเสียงย่อมเต็มไปด้วยคำสัญญา แต่คำสัญญาที่ดี ควรมีปลายทางให้เห็น ไม่ใช่แค่ตัวเลขที่ฟังแล้วอุ่นใจในวันปราศรัย
คนละครึ่งได้รับความนิยม ไม่ใช่เพราะรัฐแจกเงินมาก แต่เพราะประชาชนยังมีส่วนร่วม และรู้ว่ามันมีขอบเขต
เมื่อพรรคเพื่อไทยเลือกเดินเกม “ให้มากกว่า” คำถามจึงไม่ใช่จะให้ได้หรือไม่ได้ แต่คือ จะหยุดตรงไหน และถ้าเศรษฐกิจไม่เป็นไปตามที่พูด ใครจะเป็นคนรับภาระต่อจากนั้น
นี่คือสิ่งที่เพื่อไทยยังตอบไม่ชัด และนี่คือเหตุผลที่นโยบายซึ่งเคยถูกมองข้าม
วันนี้กลับกลายเป็นภาพสะท้อนความย้อนแย้ง ของพรรคที่กำลังขอความไว้วางใจจากประชาชนอีกครั้ง.
ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี