วันอาทิตย์ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2569
11 มกราคม 2569 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “คนไทยกับการเลือกตั้งปี 2569” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 2,682 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 6-9 มกราคม 2569 พบว่าถ้ามีการเลือกตั้ง กลุ่มตัวอย่างจะเลือกพรรคประชาชน ร้อยละ 34.23 รองลงมา คือ ภูมิใจไทย ร้อยละ 16.22 และเพื่อไทยร้อยละ 16.03 และเลือก สส.เขตสังกัดพรรคประชาชน ร้อยละ 33.56 รองลงมาคือ เพื่อไทย ร้อยละ 18.46 และภูมิใจไทย ร้อยละ 16.29 ทั้งนี้บุคคลที่อยากให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป คือ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (ปชน.) ร้อยละ 31.99 ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (พท.) ร้อยละ 17.45 อนุทิน ชาญวีรกูล (ภท.) ร้อยละ 15.14 โดยปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้ง คือนโยบายที่แก้เศรษฐกิจและปากท้อง ร้อยละ 52.35 รองลงมา คือ ผลงานจริงที่ผ่านมา ร้อยละ 45.64
ทั้งนี้จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา สิ่งที่อยากบอกกับทหารไทย คือ ขอสดุดี ยกย่องทหารไทยที่เสียสละทุ่มเท ร้อยละ 37.15 รองลงมาคือ เป็นกำลังใจให้ทหารไทยที่ปกป้องผืนแผ่นดินไทย ร้อยละ 31.16
ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ยิ่งใกล้วันเลือกตั้งภาพการเมืองไทยสะท้อนการแบ่งฐานเสียงตามช่วงวัยชัดมากขึ้น คนรุ่นใหม่เทคะแนนให้พรรคและผู้นำสายใหม่ขณะที่คนรุ่นใหญ่ยังยึดพรรคการเมืองดั้งเดิมเป็นหลัก ทั้งนี้ ประชาชนให้ความสำคัญกับ “เศรษฐกิจและปากท้อง”มากกว่ากระแสหรือวาทกรรมทางการเมืองที่ไม่ตอบโจทย์ชีวิตจริงโดยคำถามสำคัญของการเลือกตั้งครั้งนี้อาจไม่ใช่ใครพูดเก่งที่สุด แต่คือใครที่จะเข้ามาแก้ปัญหาได้จริง
ผศ.ดร.อานุภาพ รักษ์สุวรรณ รองคณบดีฝ่ายวิชาการและนวัตกรรม โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต อธิบายว่า ผลโพลสะท้อนให้เห็นถึงพลวัตทางการเมืองไทยที่มีความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างเด่นชัดสรุปวิเคราะห์ผลโพล : คนไทยกับการเลือกตั้ง ปี 2569
โดยพรรคประชาชนและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี (นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ)ยังครองสถานะนำในกระแสความนิยมสูงสุดทั้งในระบบบัญชีรายชื่อ (ร้อยละ 34.23) และระบบแบ่งเขต (ร้อยละ 33.56)ซึ่งบ่งชี้ถึงเสถียรภาพของฐานเสียงและอุดมการณ์พรรค ที่ยังคงความเข้มแข็งเหนือคู่แข่งแต่หากพิจารณาการแข่งขันระหว่างพรรคการเมืองในฝั่งอนุรักษ์นิยม โดยเฉพาะระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทยจะเห็นว่าพรรคภูมิใจไทยสามารถสร้างคะแนนนิยมในระบบบัญชีรายชื่อได้เหนือกว่าพรรคเพื่อไทยเล็กน้อยแต่พรรคเพื่อไทยก็ยังคงรักษารากฐานความได้เปรียบในระบบแบ่งเขตเลือกตั้งไว้ได้ นอกจากนี้ปัจจัยชี้ขาดทางพฤติกรรมศาสตร์ในการเลือกตั้งยังคงยึดโยงกับ “สัมฤทธิผลเชิงนโยบาย” (Policy Efficacy) เป็นสำคัญโดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจและปัญหาปากท้องที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของประชาชนสูงถึงร้อยละ 52.35
ในขณะที่สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ที่แม้ประชาชนจะแสดงออกถึงการสนับสนุนกองทัพแต่ประเด็นดังกล่าวอาจจะมิใช่ตัวแปรหลักที่จะเปลี่ยนแปลงผลการเลือกตั้งได้เท่ากับการที่รัฐบาลมีผลงานเชิงประจักษ์
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี