ปวีณา พรรคกล้าธรรม ลุยปัญหาผู้พิการ รับฟังเสียงจริง ดันงาน อาชีพ ที่อยู่อาศัย

ปวีณา พรรคกล้าธรรม ลุยปัญหาผู้พิการ รับฟังเสียงจริง ดันงาน อาชีพ ที่อยู่อาศัย

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.56 น.

พรรคกล้าธรรมลุยปัญหาผู้พิการ รับฟังเสียงจริง ดันงาน–อาชีพ–ที่อยู่อาศัย ชี้ไทยมีกองทุนหมื่นล้านแต่ใช้ไม่ตรงจุด

วันที่ 15 มกราคม 2569 ปวีณา หงสกุล ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม (กธ.) ฝ่ายสังคม ในฐานะผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) บัญชีรายชื่อ พรรคกล้าธรรม พร้อมด้วย นายชาญวิทย์ มุนิกานนท์ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ นำคณะผู้สมัคร ส.ส.กทม. พรรคกล้าธรรม ลงพื้นที่มูลนิธิส่งเสริมและพัฒนาคนพิการ เพื่อรับฟังปัญหาเชิงลึกและข้อเสนอเชิงนโยบายจากเครือข่ายผู้พิการโดยตรง


การลงพื้นที่ครั้งนี้มีตัวแทนผู้พิการจากหลายภาคส่วนเข้าร่วม อาทิ นักเรียนผู้พิการ นักกีฬาคนพิการ ตัวแทนสมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย แกนนำผู้พิการจากพื้นที่คลองเตย ดอนเมือง และพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งหลายรายเป็นกรรมการบริหารองค์กรผู้พิการระดับประเทศ สะท้อนปัญหาด้านการศึกษา การฝึกอาชีพ การมีงานทำ ความมั่นคงด้านรายได้ และที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมกับสภาพความพิการ

เผยตัวเลขผู้พิการไทยกว่า 4 ล้านคน แต่เข้าถึงระบบแรงงานจริงไม่ถึง 1%

ปวีณา หงสกุล ระบุว่า จากข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าประเทศไทยมีผู้พิการกว่า 4.1 ล้านคน ขณะที่ผู้พิการที่ขึ้นทะเบียนอย่างเป็นทางการอยู่ที่ประมาณ 2.2 ล้านคน โดยในจำนวนนี้เป็นผู้พิการทางการเคลื่อนไหวมากกว่า 1 ล้านคน หรือเกือบครึ่งหนึ่งของผู้พิการทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขผู้พิการที่เข้าสู่ระบบแรงงานตามมาตรา 33 ของพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.2550 ซึ่งเป็นการจ้างงานเต็มรูปแบบ มีสวัสดิการและประกันสังคม กลับมีเพียงประมาณ 10,000 คน เท่านั้น หรือไม่ถึง 1% ของผู้พิการทั้งประเทศ

ขณะที่ผู้พิการอีกจำนวนมากถูกจ้างงานในลักษณะไม่อยู่ในระบบ หรือถูกจ้างในค่าแรงขั้นต่ำโดยไม่มีสวัสดิการ หรือถูกจ้างในรูปแบบสัญญาปีต่อปีตามมาตรา 35 ซึ่งขาดความมั่นคงในระยะยาว

กองทุนคนพิการเงินสะสม “หลักหมื่นล้าน” แต่เข้าถึงยาก

ตัวแทนสมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการมีเงินสะสมรวมกันกว่า 10,000 ล้านบาท จากการที่สถานประกอบการเลือกส่งเงินเข้ากองทุนแทนการจ้างงานผู้พิการตามกฎหมาย

แต่ปัญหาสำคัญคือ ระเบียบการใช้เงินมีความซับซ้อนและเข้มงวดสูง ส่งผลให้องค์กรคนพิการระดับชาติและระดับจังหวัดเข้าถึงเงินกองทุนได้ยาก แม้จะเป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับการฝึกอาชีพหรือพัฒนาคุณภาพชีวิตโดยตรงก็ตาม

มีการยกตัวอย่างว่า ค่าใช้จ่ายในการจัดกิจกรรมฝึกอบรม เช่น ค่าที่พักหัวละ 750 บาท หรือค่าอาหาร 350 บาท มักถูกตัดงบ ทำให้องค์กรไม่สามารถดำเนินโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เสนอใช้เงินกองทุน “ฝึกอาชีพแทนจ่ายทิ้ง”

เครือข่ายผู้พิการเสนอให้ภาครัฐและพรรคการเมืองผลักดันการนำเงินกองทุนจากมาตรา 34 มาจัดตั้ง ศูนย์ฝึกอาชีพผู้พิการระดับประเทศและภูมิภาค โดยให้ภาคเอกชนรายใหญ่ เช่น กลุ่มธุรกิจค้าปลีก สายการบิน หรืออุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เข้ามามีส่วนร่วมกำหนดหลักสูตร เพื่อให้ผู้พิการมีทักษะตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานจริง

ปวีณา หงสกุล ระบุว่า แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายของพรรคกล้าธรรม ที่ต้องการผลักดัน “การฝึกก่อนจ้างจริง” ไม่ใช่เพียงการรับเงินเข้ากองทุนโดยไม่เกิดผลกับผู้พิการโดยตรง พร้อมยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่นที่มีระบบฝึกอาชีพและจ้างงานผู้พิการมากว่า 50 ปี และให้ผู้พิการทำงานในสายการผลิตระดับสูง ไม่ใช่งานแรงงานราคาถูก

ดัน “หมู่บ้านผู้พิการ” แก้ปัญหาที่อยู่อาศัยระยะยาว
อีกหนึ่งข้อเสนอสำคัญ คือ การผลักดันโครงการ หมู่บ้านหรือที่อยู่อาศัยสำหรับผู้พิการ โดยใช้ที่ดินของรัฐหรือที่ราชพัสดุ ซึ่งมีอยู่จำนวนมากทั่วประเทศ เพื่อพัฒนาเป็นที่อยู่อาศัยราคาประหยัด พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกที่เหมาะสม เช่น ทางลาด ลิฟต์ ที่จอดรถ และระบบความปลอดภัย

ตัวแทนผู้พิการระบุว่า ปัจจุบันผู้พิการจำนวนมากอาศัยอยู่ในโครงการบ้านเอื้ออาทรหรือคอนโดทั่วไป ซึ่งไม่ได้ออกแบบรองรับผู้พิการ ส่งผลให้เกิดปัญหาอย่างหนักในยามเกิดภัยพิบัติ เช่น น้ำท่วมหรือแผ่นดินไหวพรรคกล้าธรรมชี้ “ประเทศจะพัฒนาไม่ได้ หากละเลยผู้พิการ”

ปวีณา ย้ำว่า ปัญหาผู้พิการไม่ใช่เรื่องสงเคราะห์ แต่เป็นเรื่องโครงสร้างสังคมและสิทธิมนุษยชน พร้อมประกาศว่าหากพรรคกล้าธรรมมีโอกาสเข้าสู่สภา จะผลักดันการแก้ไขกฎหมาย ระเบียบ และนโยบายที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง เพื่อให้เงิน งบประมาณ และกฎหมายที่มีอยู่ “ทำงานได้จริง”
“ประเทศไทยมีกฎหมาย มีงบ มีเงินกองทุน แต่สิ่งที่ขาดคือการปฏิบัติ ถ้าเราไม่พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้พิการ ประเทศจะไม่สามารถเป็นประเทศพัฒนาได้อย่างแท้จริง” ปวีณา กล่าว

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top