ค้านพักโทษ‘ทักษิณ’
คปท.บุกยธ.ให้ทบทวน
จี้ตรวจพฤติกรรมชั้น14
ปรับลดชั้นก่อนพิจารณา
ม็อบคปท.บุกกระทรวงยุติธรรมค้านพักโทษเทวดาทักษิณ ชินวัตร จี้นำพฤติกรรมย้อนหลังกรณีเหาะไปชั้น 14 มาพิจารณาปรับลดชั้นก่อน ด้านทนายยันพักโทษเป็นสิทธิ์
ของผู้ต้องขังตามกฎหมาย
เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 ที่กระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) นำโดย นายพิชิต ไชยมงคล และนายนัสเซอร์ ยีหมะ เดินทางเข้ายื่นหนังสือคัดค้านกรณีคุณสมบัติของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่จะได้รับการพิจารณาพักการลงโทษในเดือน พ.ค.69 หลังถูกคำสั่งศาลฎีกาฯบังคับโทษ1ปี ซึ่งจะครบกำหนดพ้นโทษวันที่ 9ก.ย.69 ต่อรมว.ยุติธรรม โดยมีนายกิตติวิทย์ คงบุญรักษ์ หัวหน้าศูนย์บริการร่วม กระทรวงยุติธรรม เป็นผู้แทนรับเรื่อง
นายพิชิต กล่าวว่าได้ ขอให้พิจารณาอย่างรอบคอบในเรื่องของการพิจารณาพักการลงโทษทั่วไปกรณีนายทักษิณ เนื่องจากก่อนหน้านี้ รมว.ยุติธรรม ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนกรณีการพิจารณาพักการลงโทษนายทักษิณ ชินวัตร เนื่องจากเข้าเงื่อนไขการพักการลงโทษ จากการรับโทษ 2 ใน 3 ตามระเบียบการพักการลงโทษของกรมราชทัณฑ์นั้น และจะได้พักโทษในเดือน พ.ค.69 ทาง คปท. เห็นว่าหากนับย้อนไปดูคำสั่งของศาลฎีกาฯ ที่ได้มีคำสั่งบังคับโทษนายทักษิณ 1 ปี ก็มองว่าอาจเข้าเงื่อนไขนั้น แต่เพียงแค่ว่ากรณีของนายทักษิณ จะพิจารณาเฉพาะโทษที่ได้รับ 1 ปี จากการถูกคำสั่งศาลให้กลับมารับโทษใหม่ เมื่อวันที่ 9 ก.ย.68 เพียงอย่างเดียวไม่ได้ เพราะเรื่องนี้ศาลเคยออกหมายขังนายทักษิณไปแล้วครั้งแรกเมื่อวันที่ 22 ส.ค.66 แต่กลับมีขบวนการร่วมกันสนับสนุนช่วยเหลือให้นายทักษิณไม่ต้องรับโทษตามความจริง ไปอยู่ที่ รพ.ตำรวจ ชั้น 14 จนศาลฎีกาฯ ได้มีคำสั่งให้นายทักษิณกลับเข้าไปอยู่ในเรือนจำฯ เมื่อวันที่ 9 ก.ย.68 ฉะนั้น พฤติการณ์การกระทำผิดปรากฏชัดแจ้งแล้ว
และกรณีที่ผู้ต้องขังมีการกระทำผิดวินัยดังกล่าว ย่อมทำให้สถานะการเป็นผู้ต้องขังต้องถูกลดชั้นจากผู้ต้องขังชั้นกลางลงมาเป็นผู้ต้องขังชั้นต้องปรับปรุง หรือต้องปรับปรุงมาก แต่ในกรณีของนายทักษิณกลับพบว่าในการกลับเข้าไปเรือนจำฯครั้งนี้ ราชทัณฑ์กลับไม่มีการปรับลดชั้น ดังนั้น กรณีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมให้สัมภาษณ์ว่าการพักโทษที่จะเกิดขึ้นในเดือน พ.ค.69 เป็นไปตามระเบียบกฎหมายนั้น ตนมองว่าเป็นเรื่องที่จะต้องมีการกลับไปพิจารณาทบทวนพฤติกรรมของนายทักษิณนับแต่เดือน ส.ค.66 เช่นตอนวันที่ 22 ส.ค.66 นายทักษิณอาจเป็นผู้ต้องขังเด็ดขาดชั้นกลาง แต่เมื่อมีคำสั่งศาลฎีกาฯ วันที่ 9 ก.ย.68 โทษครั้งนี้ นายทักษิณไม่ควรยังอยู่ในสถานะผู้ต้องขังเด็ดขาดชั้นกลาง เพราะมีการกระทำความผิด ไม่อย่างนั้นศาลฎีกาฯ คงไม่สั่งบังคับโทษ 1 ปี อีกทั้งนักโทษที่จะได้รับการพักโทษจะต้องเป็นนักโทษเด็ดขาดชั้นดีเท่านั้น
นายพิชิต เผยอีกว่า เมื่อพิจารณาจากการออกหมายขังตั้งแต่วันที่ 22 ส.ค.66 และมีคำสั่งศาลให้กลับมารับโทษใหม่เมื่อวันที่ 9 ก.ย.68 นั้นย่อมเป็นที่ทราบว่ามีการกระทำผิดในระหว่างต้องขังในครั้งแรก เหตุดังกล่าวย่อมไม่เข้าหลักเกณฑ์การพิจารณาพักการลงโทษตามปกติได้ จึงขอให้ รมว.ยุติธรรมได้พิจารณาและชี้แจง ดังนี้ 1.)ขอให้ท่านได้ชี้แจงการจัดชั้นผู้ต้องขังแรกรับครั้งที่ 2 ของนายทักษิณ ชินวัตร ว่าอยู่ในสถานะชั้นผู้ต้องขังสถานะไหน เลื่อนชั้นกี่ครั้ง 2.)ขอให้พิจารณาการกระทำ ความผิดในระหว่างถูกหมายขังเมื่อวันที่ 22 ส.ค.66 ประกอบการพิจารณาพักการลงโทษว่าเข้าหลักเกณฑ์การพักการลงโทษหรือไม่อย่างไร เนื่องจากคดีดังกล่าวคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) อยู่ระหว่างดำเนินการไต่สวนความผิดเพิ่มเติม หลังจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำสั่งให้บังคับโทษจำคุกนายทักษิณ ชินวัตร
นายพิชิต เผยต่อว่า ไม่ต้องลุ้นว่า พ.ค.นี้ นายทักษิณจะได้เข้าเกณฑ์พักโทษหรือไม่ เพราะแค่นี้ก็ถือว่านายทักษิณไม่ควรได้รับสิทธิ์แล้ว ส่วนกรณีเงื่อนไขที่นายทักษิณ ปัจจุบันอายุเกินกว่า 70 ปีและมีอาการเกี่ยวกับเจ็บป่วยด้วยโรคประจำตัวนั้น นายพิชิต ส่ายหัวก่อนระบุว่า คราวที่แล้วก็อ้างอาการเจ็บป่วยแบบนี้ มีอ้างแขนยกไม่ขึ้น เส้นเอ็นเปื่อยยุ่ย ถึงขนาดบอกว่าช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ หากย้อนไปในตอนนั้นนายทักษิณได้รับการพักโทษกรณีมีเหตุพิเศษจนได้มาคุมประพฤติที่บ้านจันทร์ส่องหล้า แต่ในข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร เห็นหรือไม่ว่ามันตรงกันข้ามทั้งหมด ตนจึงมองว่าในครั้งนี้หากกระทรวงยุติธรรมไม่หลับตาข้างเดียว หรือแม้ในกรณีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมตอนนี้ก็เหมือนอธิบายแบบหลับตาหนึ่งข้าง อ้างเฉพาะว่านายทักษิณอาจเข้าเงื่อนไขเพราะได้จำคุกมา 2 ใน 3 ซึ่งก็จะตรงกับเดือนพฤษภาคมนี้ แต่เป็นการอ้างเพียงเงื่อนไขเดียว
เมื่อถามว่าการมาร้องครั้งนี้เป็นเหมือนกันค้านนักโทษนายทักษิณ ชินวัตร ใช่หรือไม่ นายพิชิต ระบุว่า ถ้ามีสิทธิ์ในการพักโทษ ตนก็มองว่า คปท. ไม่ได้คัดค้านแต่อย่างใด หากเขาถูกต้องตามสิทธิ์ ตนก็มองว่าเป็นสิทธิ์ที่นักโทษทั่วไปควรได้รับ แต่เพียงแค่ว่าเรามีข้อสงสัยต่อนายทักษิณ ตามที่ได้เรียนไป ไม่ว่าจะเป็นการกระทำความผิดซ้ำหรือการปรับเลื่อนชั้นนักโทษ ซึ่งถ้าหากสองเงื่อนไขดังกล่าวที่เราได้ยื่นสอบถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม แล้วรัฐมนตรีสามารถชี้แจงสังคมได้ ตนคิดว่าคงไม่มีใครคัดค้าน
นายพิชิต กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ นายทักษิณยังมีคดีค้างอยู่ในชั้นของ ป.ป.ช. ซึ่งถือว่าเป็นพลเรือนที่สนับสนุนการกระทำผิดของเจ้าหน้าที่ในข้อหามาตรา 157 กรณีการไปนอนพักรักษาตัวที่ชั้น 14 รพ.ตำรวจ หรือไม่ โดยตนได้มีโอกาสไปสอบถามกับทาง ป.ป.ช. ทราบว่าจะมีการไต่สวนพยานเสร็จสิ้นภายใน 2-3 เดือน ดังนั้น นายทักษิณ อาจตกเป็นผู้ต้องหาในคดีของ ป.ป.ช. ซึ่งหากตกเป็นผู้ต้องหาก็อาจไม่เข้าเงื่อนไขได้พักโทษ หรือไม่
เมื่อถามว่ามองการปล่อยข่าวช่วงนี้ว่านายทักษิณ ชินวัตร จะได้รับการพักโทษในเดือน พ.ค.นี้ ในช่วงใกล้ช่วงเลือกตั้งใหญ่ 2569 เพื่อเป็นการหวังผลทางการเมืองหรือไม่ นายพิชิต ระบุว่า คนที่ปล่อยข่าวเรื่องนี้ก่อนใคร คือ ลูกเขยนายทักษิณเอง ที่ไปเยี่ยมนายทักษิณในเรือนจำกลางคลองเปรมแล้วออกมาพูด ทำให้เหมือนเป็นการเรียกคะแนนสงสารนายทักษิณ และเหมือนให้ความหวังสมาชิกพรรคเพื่อไทยว่านายทักษิณ เดี๋ยวก็จะกลับมา เหมือนใช้นายทักษิณมาหาเสียงทางการเมือง
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า การพิจารณาพักโทษทั่วไปในกรณีของนายทักษิณ ซึ่งอยู่ระหว่างคุมขังภายในเรือนจำกลางคลองเปรม ตามคำสั่งบังคับโทษ 1 ปี ของศาลฎีกาฯ จะครบกำหนดได้ปล่อยตัวพ้นโทษในวันที่ 9 ก.ย.69 โดยปัจจุบันนายทักษิณ ถูกคุมขังมาแล้ว 4 เดือน (นับแต่วันที่ 9 ก.ย.68) และจะคุมขังครบ 8 เดือนในวันที่ 9 พ.ค.69 ซึ่งเป็นระยะเวลาคุมขัง 2 ใน 3 ของอัตราโทษ 1 ปี ตามเกณฑ์ที่จะได้รับการพิจารณาในโครงการพักการลงโทษทั่วไป และจะได้ปล่อยตัวคุมประพฤติก่อนครบกำหนดโทษ อย่างไรก็ตาม การที่ผู้ต้องขังจะได้พักโทษทั่วไปนั้น ต้องผ่านขั้นตอนพิจารณาเห็นชอบทั้งสิ้น 3 ลำดับ ประกอบด้วย ขั้นที่ 1 คณะทำงานเพื่อพิจารณาวินิจฉัยพักการลงโทษประจำเรือนจำ ขั้นที่ 2 คณะทำงานเพื่อพิจารณาวินิจฉัยพักการลงโทษประจำกรมราชทัณฑ์ และขั้นที่ 3 คณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ ก่อนจะมีการปล่อยตัวคุมประพฤติตามสถานที่ผู้อุปการะแจ้งต่อกรมราชทัณฑ์ และกรมกรมประพฤติ ซึ่งปัจจุบันนี้นายทักษิณ ยังเป็นนักโทษเด็ดขาดชั้นกลาง และยังไม่ได้มีการปรับเลื่อนเป็นชั้นดีแต่อย่างใด
นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความส่วนตัว พร้อมญาติๆ เข้าเยี่ยมนายทักษิณ และให้สัมภาษณ์ว่า นายทักษิณมีสุขภาพแข็งแรง กำลังใจดี และยังติดตามสถานการณ์บ้านเมือง โดยเฉพาะการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ.นี้ พร้อมฝากความห่วงใยและอยากให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์ใช้เสียงกันให้มาก เพื่อร่วมกำหนดทิศทางประเทศ การพูดคุยครั้งนี้ นายทักษิณ ไม่ได้ลงลึกถึงรายละเอียดหรือทิศทางทางการเมืองใดๆ โดยประเด็นที่สนทนากัน เป็นเรื่องคดีและหน้าที่ตามกฎหมายที่ทีมงานรับผิดชอบอยู่
ส่วนความคืบหน้ากรณีการพักโทษ นายวิญญัติระบุว่า ขณะนี้เป็นขั้นตอนของกระบวนการรวบรวมและคัดกรองรายชื่อผู้ต้องขังที่เข้าเกณฑ์ตามกฎหมาย หลังจากนั้นจะมีการเสนอรายชื่อไปยังกรมราชทัณฑ์ เพื่อพิจารณาจัดตั้งคณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการตามระเบียบ ซึ่งเป็นไปตามกรอบกฎหมายและแนวทางที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้ให้สัมภาษณ์ไว้ก่อนหน้านี้
นายวิญญัติ ย้ำว่า การพักโทษถือเป็นสิทธิและประโยชน์ของผู้ต้องขังทุกคนที่เข้าเกณฑ์ตามกฎหมาย ไม่ได้เป็นเรื่องเฉพาะบุคคลหรือมีการเลือกปฏิบัติ และขึ้นอยู่กับระยะเวลาการถูกคุมขังเป็นสำคัญ หากไม่เข้าเงื่อนไข ก็ไม่สามารถได้รับการพิจารณา ทั้งหมดเป็นกระบวนการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด
ส่วนที่กลุ่ม คปท.ยื่นหนังสือต่อรมว.ยุติธรรม เพื่อคัดค้านคุณสมบัติการพักโทษของนายทักษิณนั้น นายวิญญัติกล่าวว่า ถือเป็นสิทธิของกลุ่มดังกล่าว แต่เห็นว่าเป็นการไปขวางการบังคับใช้กฎหมาย ตั้งข้อสังเกตว่าหากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับบุคคลทั่วไปหรือครอบครัวของผู้ยื่นคัดค้านเอง ก็คงไม่เป็นที่ยอมรับ
ยืนยันว่าไม่กังวลต่อการเคลื่อนไหวของ คปท. เนื่องจากการดำเนินการทั้งหมดเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย และการพิจารณาของคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องจะยึดหลักคุณสมบัติและข้อกฎหมายเป็นสำคัญ หากเข้าเกณฑ์ก็สามารถพิจารณาได้ โดยไม่เกี่ยวข้องกับแรงกดดันจากภายนอก
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี