วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569
ไม่ใช่นโยบายแจกเงิน! "จุลพันธ์"ย้ำปมโครงการสร้างเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน ยกเคสบราซิลเพิ่มจัดเก็บภาษีราว 8-9% ชี้ดึงเศรษฐกิจนอกระบบ 9 ล้านล้านขึ้นมาบนดิน
เมื่อวันที่ 25 มกราคม นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย (พท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงกรณีโครงการสร้างเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน ว่า นี่ไม่ใช่นโยบายแจกเงิน แต่คือการลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลของประเทศในระยะยาว มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่านโยบายนี้เป็นการใช้จ่ายงบประมาณอย่างสิ้นเปลือง แต่ในความเป็นจริง นี่คือกลยุทธ์การเพิ่มรายได้รัฐ อย่างเป็นระบบ หัวใจสำคัญคือการดึงประชาชนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและระบบภาษี เมื่อประชาชนเรียกหาใบเสร็จเพื่อลุ้นรางวัล ฐานภาษีก็ขยายตัวทันที รัฐมีรายได้จากภาษีเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ ดังนั้น นี่ไม่ใช่การแจกฟรี แต่คือการลงทุนเพื่อทำให้ระบบการเงินและการคลังของประเทศเข้ารูปเข้ารอย
นายจุลพันธ์ ระบุต่อว่า โมเดลนี้ไม่ใช่ความคิดลอยๆ แต่มี Case study ระดับโลก และเป็นแนวทางที่ พิสูจน์แล้วว่าได้ผลจริง ในหลายประเทศ เช่น บราซิล เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีได้ราว 8 - 9% หรือไต้หวัน โมเดลต้นแบบที่ประสบความสำเร็จสูง เพิ่มรายได้ภาษีเฉลี่ยถึง 20% กรณีเหล่านี้ยืนยันชัดว่า การใช้แรงจูงใจให้ประชาชนร่วมมือให้ผลดีกว่าการบังคับหรือการลงโทษ
นายจุลพันธ์ ระบุด้วยว่า มาดูตัวเลข ROI (ความคุ้มค่าของการลงทุน) แบบคณิตศาสตร์ง่ายๆกันบ้าง ปัจจุบัน ฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ของไทยอยู่ที่ประมาณ 8 - 9 แสนล้านบาท หากสามารถเพิ่มการจัดเก็บได้ในระดับเดียวกับไต้หวัน คือ ประมาณ 20% รัฐก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้นเกือบ 200,000 ล้านบาทต่อปี ในขณะที่ต้นทุนของนโยบาย (เงินรางวัล) อยู่ที่ประมาณ 3,000 กว่าล้านบาท คิดเป็นต้นทุนเพียง ประมาณ 3.3% เพื่อแลกกับรายได้หลักแสนล้าน กล่าวอีกแบบคือลงทุนหลักพันล้าน แต่มีโอกาสได้คืนหลักแสนล้าน

นายจุลพันธ์ ระบุต่อว่า เปรียบเทียบกับงบประมาณของประเทศ งบลงทุนภาครัฐในปัจจุบันอยู่ที่ราว 8 แสนล้านบาท หากนโยบายนี้ช่วยเพิ่มรายได้รัฐได้เพียง 1 - 2 แสนล้านบาท (คิดเป็น 12.5 - 25%) จะเป็นทรัพยากรเพิ่มเติมที่สามารถนำไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สวัสดิการ และบริการสาธารณะได้อย่างมหาศาล
นายจุลพันธ์ ระบุอีกว่า ขุมทรัพย์ที่แท้จริงคือ Big Data สิ่งที่รัฐจะได้ ไม่ใช่แค่เงินภาษี แต่คือข้อมูลเศรษฐกิจแบบ Real-time ที่ไม่เคยมีมาก่อน เช่นข้อมูลระดับจุลภาค ตลาดใดขายอะไร เศรษฐกิจฐานรากเคลื่อนไหวอย่างไร รู้ทันทีว่าสินค้าแพงตรงไหน พื้นที่ใดมีความหนาแน่นของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ นำ AI มาวิเคราะห์เพื่อออกแบบนโยบายและสวัสดิการได้ตรงจุด จากเดิมที่ต้องคาดเดาหรือหว่านแห จะเปลี่ยนเป็นการตัดสินใจบนฐานข้อมูลจริง
นายจุลพันธ์ ระบุต่อว่า สำคัญที่สุดคือสามารถดึงเศรษฐกิจนอกระบบ 9 ล้านล้านบาทขึ้นมาบนดิน ปัจจุบันเศรษฐกิจนอกระบบของไทยมีมูลค่ากว่า 9 ล้านล้านบาท ใหญ่เป็นอันดับ 14 ของโลก การบังคับเก็บภาษีโดยตรงเป็นเรื่องยาก และสร้างแรงต้าน นโยบายนี้จึงเลือกใช้ ความหวังในการเป็นเศรษฐีเงินล้าน (วันละ 9 รางวัล) เป็นแรงจูงใจ ให้ประชาชนและผู้ประกอบการ สมัครใจเดินเข้าสู่ระบบเอง
นายจุลพันธ์ ระบุอีกว่า ผลลัพธ์คือ ประชาชนได้ลุ้นรางวัล รัฐได้ฐานภาษีใหม่ ประเทศได้ Big Data เพื่อการบริหารที่แม่นยำ เป็นสถานการณ์ Win - Win ทุกฝ่าย เลิกปั่นวาทกรรมล็อกผล แบบไร้หลักฐาน ระบบสุ่มจะถูกออกแบบมาให้ตรวจสอบได้ เพราะสิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือการใช้งบแบบเดิมที่หว่านแห และรั่วไหลมหาศาล เพราะขาดข้อมูลที่แม่นยำ การมี Big Data ผ่านนโยบายนี้ จะช่วยให้การใช้งบสวัสดิการในอนาคต ตรงเป้า โปร่งใส และคุ้มค่าภาษีประชาชนมากกว่าเดิม
“นโยบายนี้ไม่ควรถูกมองว่าเป็นประชานิยมแจกเงินแบบเก่า แต่ควรถูกมองว่าเป็น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลของประเทศ เป็นการเริ่มต้นวันนี้ เพื่อผลตอบแทนในอนาคต ทั้งในรูปของรายได้รัฐ และฐานข้อมูลที่มีมูลค่าเกินกว่าจะประเมินได้สำหรับผู้ที่กังวลเรื่องวินัยการคลัง คำตอบอยู่ที่คำเดียวคือผลตอบแทนจากการลงทุน ซึ่งตัวเลขได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนแล้ว” นายจุลพันธ์ ระบุ
- 006
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี