วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569
“เพื่อไทย” แถลงนโยบาย “สร้างเศรษฐีเงินล้าน” ไม่ใช่กระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ใช่แจกเงินให้เปล่า แต่เป็นการจูงใจให้คนเข้าสู่ระบบภาษี หาเงินให้รัฐแสนล้าน สร้างระบบสวัสดิการ-ฐานข้อมูล เปลี่ยนไทยเป็นประเทศรายได้สูง
วันที่ 26 มกราคม 2569 เวลา 10.00 น. ที่พรรคเพื่อไทย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และ นพ.พรหมมิน เลิศสุริเดช ร่วมแถลงข่าวนโยบาย “สร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน” ว่า เป็นนโยบายสำคัญของพรรคเพื่อไทย เป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายในการทำวิสัยทัศน์ในการเปลี่ยนประเทศไทยให้กลายเป็นประเทศที่มีรายได้สูง ผ่านทางนวัตกรรมและเทคโนโลยี สามารถเป็นไปได้จริง
โครงการนี้เป็นการจูงใจให้คนเข้าสู่ระบบ สร้างฐานข้อมูล เพื่อกลับมาสร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูง พรรคเพื่อไทยเชื่อมั่นในการสร้างแรงจูงใจในเชิงบวก มากกว่าการใช้การบังคับหรือการลงโทษ เพื่อดึงประชาชนเข้าสู่ระบบ นโยบายนี้จึงไม่ใช่การแจกเงินแบบให้เปล่า แต่เป็นการใช้ “ความหวัง” เป็นแรงจูงใจ ให้ประชาชนมีความหวังในการเป็นเศรษฐีเงินล้าน และสมัครใจเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลของรัฐ เป้าหมายสูงสุดคือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล หรือ Data Infrastructure ที่แข็งแรง เพื่อให้นำข้อมูลเหล่านั้นกลับมาพัฒนาเศรษฐกิจให้เป็นเศรษฐกิจมูลค่าสูง และจัดการสวัสดิการให้แม่นยำ
สำหรับนโยบาย “สร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน” เปิดโอกาสให้คนไทยมีสิทธิ์ลุ้นเป็นเศรษฐีเงินล้านได้ทุกวัน วันละ 9 รางวัล รางวัลละ 1 ล้านบาท เป็นนโยบายที่ออกแบบมาเพื่อหาเงินให้รัฐ สร้างระบบสวัสดิการที่ยั่งยืน และสร้างฐานข้อมูล Big Data โดยใช้การลุ้นรางวัลเป็นเครื่องมือจูงใจให้ประชาชนเข้าสู่ระบบภาษีและระบบฐานข้อมูลของรัฐ

โดยวิธีการสุ่มรายชื่อจาก 2 กลุ่มหลักดังนี้ กลุ่มแรก สุ่มจากเลขใบเสร็จ จำนวน 5 รางวัล สำหรับประชาชนทั่วไปที่ซื้อสินค้าและบริการ เพียงแค่ขอใบเสร็จรับเงินจากร้านค้า โดยไม่จำกัดมูลค่าขั้นต่ำ ก็มีสิทธิ์ลุ้นรางวัลได้ กลุ่มที่สอง สุ่มจากข้อมูลเลขบัตรประชาชน จำนวน 4 รางวัล แบ่งเป็น 4 กลุ่ม เพื่อดึงเข้าสู่ฐานข้อมูลของรัฐให้ครบถ้วน ได้แก่ 1.กลุ่มเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียน 2.กลุ่มอาสาสมัครต่าง ๆ เช่น อสม. อสส. กู้ภัย ทหารผ่านศึก อปพร. และ ชรบ. เป็นต้น 3.กลุ่มผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป 4.กลุ่มประชาชนผู้ยื่นแบบภาษีเงินได้ทุกคน
นายจุลพันธ์ ได้อธิบายนโยบายนี้มีหลายประเด็นสำคัญ ดังนี้ ข้อที่ 1 การจูงใจให้คนเข้าสู่ระบบภาษี ปัจจุบันเศรษฐกิจนอกระบบของไทยมีขนาดใหญ่มาก มูลค่ากว่า 9 ล้านล้านบาท (ข้อมูลจากธนาคารโลก) ทำให้ไทยมีขนาดเศรษฐกิจนอกระบบใหญ่เป็นอันดับ 14 ของโลก และอันดับ 2 ของอาเซียน การที่รัฐไม่สามารถจัดเก็บภาษีจากเศรษฐกิจส่วนนี้ได้ ทำให้ประเทศสูญเสียรายได้และข้อมูลการค้าขายที่แม่นยำ
”โมเดลนี้มีตัวอย่างความสำเร็จจากต่างประเทศ เช่น บราซิล และไต้หวัน ซึ่งสามารถเพิ่มรายได้ภาษีได้เฉลี่ยถึง 20% หากมองในเชิงความคุ้มค่า ปัจจุบันฐานภาษีมูลค่าเพิ่มของไทยอยู่ที่ประมาณ 900,000 ล้านบาท หากนโยบายนี้ช่วยเพิ่มการจัดเก็บได้เพียง 20% รัฐจะมีรายได้เพิ่มไม่ต่ำกว่า 200,000 ล้านบาท ขณะที่ต้นทุนเงินรางวัลอยู่ที่ประมาณ 3,000 กว่าล้านบาท ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าอย่างยิ่ง“

ข้อที่ 2 การสร้างฐานข้อมูล Big Data เพื่อนำไปต่อยอดนโยบายอื่น ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น กลุ่มเกษตรกร ซึ่งปัจจุบันมีแรงงานนอกระบบกว่า 11 ล้านคน ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นรากฐานของเกษตรแม่นยำ หรือ Precision Agriculture ทำให้รัฐสามารถบริหารจัดการผลผลิต ไม่ให้ล้นตลาด และทำให้นโยบายประกันกำไรสินค้าเกษตร 30% ดำเนินได้จริง โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ ข้อมูลยังเชื่อมโยงกับนโยบาย Cloud Kitchen การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และการบริหารจัดการระบบโลจิสติกส์ รวมถึงนโยบายปุ๋ยสั่งตัดและคูปองปุ๋ย เพื่อลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นของเกษตรกร
กลุ่มอาสาสมัคร เช่น อสม. อสส. ชรบ. อปพร. และทหารผ่านศึก นอกจากเป็นการตอบแทนความเสียสละแล้ว รัฐยังได้ฐานข้อมูลทักษะ ความเชี่ยวชาญ พื้นที่ปฏิบัติงาน เพื่อพัฒนาศักยภาพการทำงานเชิงรุกด้านสาธารณสุขและการบรรเทาสาธารณภัย ลดภาระแพทย์และค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข
กลุ่มผู้สูงอายุ ปัจจุบันยังมีผู้สูงอายุอยู่ในตลาดแรงงานกว่า 5.1 ล้านคน โดยเป็นแรงงานนอกระบบถึง 4.4 ล้านคน ข้อมูลด้านสุขภาพ หนี้สิน และทักษะ จะช่วยให้รัฐพัฒนาศักยภาพและจับคู่งานที่เหมาะสม ดึงผู้สูงอายุที่ยังแข็งแรงกลับเข้าสู่ตลาดแรงงาน เพื่อสร้าง Active Aging Society
กลุ่มผู้ยื่นแบบภาษีเงินได้ จะช่วยให้รัฐเห็นโครงสร้างรายได้ของแต่ละอาชีพอย่างชัดเจน สนับสนุนนโยบาย “คนไทยไร้จน” ให้สามารถเติมเงิน 3,000 บาทต่อเดือนแก่ผู้มีรายได้น้อยได้อย่างแม่นยำ ไม่รั่วไหล และไม่ตกหล่น ข้อมูลจากใบเสร็จของประชาชนทั่วไปจะสะท้อนการจับจ่ายแบบเรียลไทม์ ผ่านระบบ e-Receipt ทำให้รัฐเห็นราคาสินค้า การหมุนเวียนเศรษฐกิจ และสามารถจัดการค่าครองชีพได้ทันที หากพบราคาสินค้าสูงผิดปกติ รวมถึงใช้วางแผนงบประมาณ โครงสร้างพื้นฐาน และการสนับสนุน SME อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อที่ 3 การแก้ปัญหาคอร์รัปชัน การสร้างรัฐบาลดิจิทัลจำเป็นต้องมีฐานข้อมูลขนาดใหญ่และโปร่งใส การขอใบเสร็จจะทำให้รัฐสามารถตรวจสอบรายได้จริงของบริษัท หากพบความผิดปกติ ก็สามารถชี้เป้าการตรวจสอบได้ตรงจุด ลดการตรวจแบบสุ่มที่สิ้นเปลืองทรัพยากร
นายจุลพันธ์ สรุปว่า นโยบายนี้ 1.ไม่ใช่การแจกเงิน แต่เป็นการหาเงินให้รัฐ 2.เป็นโมเดลที่พิสูจน์แล้วในต่างประเทศ 3.เงินรางวัลคือการลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล 4.คนไทยทุกคนมีสิทธิ์เข้าร่วมและลุ้นได้หลายช่องทาง 5.ระบบต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ และ 6.ลงทุนประมาณ 3,000 ล้านบาท เพื่อสร้างรายได้กลับคืนหลักแสนล้านบาท
“อย่าให้ความกลัวเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศไทย เราตกขบวนมาแล้วหลายครั้ง ครั้งนี้คือการลงทุนด้าน Data Infrastructure ที่ใช้เงินไม่มาก แต่สร้างอนาคตประเทศได้อย่างยั่งยืน ฝากเรียนผ่านพี่น้องสื่อมวลชนไปยังพี่น้องประชาชนด้วยครับ” นายจุลพันธ์กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า เรื่องนี้มีความคล้ายคลึงกับนโยบายหวยท้ายใบเสร็จของพรรคประชาชนหรือไม่ หลายคนมองว่าเป็นการลอกนโยบาย นพ.พรหมินทร์ กล่าวว่า เป็นคนละเรื่องกัน เรากำลังลงทุนเพื่อสร้างระบบข้อมูลที่ดีที่สุด วิธีคิดของพรรคเพื่อไทยคือการเข้าใจภาพรวมทั้งหมดและเชื่อมโยงกัน ข้อมูลเหล่านี้มีความหมาย ที่สำคัญคือทุกอย่างเชื่อมโยงกันทั้งหมด พร้อมยกตัวอย่างเรื่องสวัสดิการ การก่อสร้างหรือเรื่องอื่น ๆ ต้องใช้เงิน ทุกคนมักพูดถึงแต่เรื่องการใช้เงิน แต่พรรคเราพูดถึงวิธีการหาเงินด้วย และเป็นวิธีที่มีหลักวิทยาศาสตร์ชัดเจน โดยยกไต้หวันที่ประสบความสำเร็จมากว่า 70 ปี นำสิ่งที่ประเทศอื่นทำสำเร็จแล้วมาประยุกต์ใช้กับประเทศไทย และให้ผลที่ดีกว่า ใหญ่กว่า ไม่ได้เป็นเพียงแค่การหาเงิน แต่เป็นการเชื่อมโยงระบบข้อมูลทั้งหมด
นายจุลพันธ์ กล่าวด้วยว่า นโยบายนี้ไม่ใช่เรื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจ ตัวเลขที่เราพูดถึงคือการนำเศรษฐกิจนอกระบบ ที่อยู่ข้างล่าง ขึ้นมาอยู่ข้างบน เพื่อให้รัฐสามารถจัดเก็บรายได้จากภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ได้เพิ่มขึ้น ในส่วนของการบริโภค นโยบายนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นให้เกิดการบริโภคที่เพิ่มขึ้น ประชาชนยังใช้จ่ายตามปกติ ส่วนกระบวนการกระตุ้นการบริโภคจะเป็นนโยบายอื่นที่ต้องนำมาเติมในภายหลัง
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี