533.jpg
กระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มยอด รัฐบาลตีปี๊บ ชวนร้านค้าทั่วประเทศ ร่วม‘ไทยช่วยไทยพลัส’

กระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มยอด รัฐบาลตีปี๊บ ชวนร้านค้าทั่วประเทศ ร่วม‘ไทยช่วยไทยพลัส’

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มยอด
รัฐบาลตีปี๊บ
ชวนร้านค้าทั่วประเทศ
ร่วม‘ไทยช่วยไทยพลัส’

รัฐบาลชวนร้านค้าทั่วประเทศสมัครเข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” กระตุ้นเศรษฐกิจ เพิ่มยอดขาย ร้านค้าที่เคยร่วม โครงการยืนยันสิทธิผ่านแอปฯ “ถุงเงิน” 25-30 พ.ค. ส่วนร้านค้าใหม่ลงทะเบียนผ่านธนาคารกรุงไทย 25 พ.ค.-31 ก.ค. ขณะที่สารคามห้างแตก! ชาวบ้านแห่เหมารถข้ามอำเภอนับ 100 ก.ม. ปักหลักรอคิวกรุงไทย ยืนยันตัวตนแอปฯ“เป๋าตัง”รับเงิน“ไทยช่วยไทยพลัส”

เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากผ่านโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชน ควบคู่กับการเพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการ
รายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นทั่วประเทศ โดยเปิดรับสมัครร้านค้าเข้าร่วมโครงการตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป


รองโฆษกฯ กล่าวว่า ร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส สามารถยืนยันสิทธิเข้าร่วมโครงการผ่านแอปพลิเคชันถุงเงินได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม - 30 กันยายน 2569 ส่วนร้านค้าที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการมาก่อน สามารถลงทะเบียนผ่านสาขาธนาคารกรุงไทยได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม - 31 กรกฎาคม 2569 ทั้งนี้ ร้านนวด สปา ร้านทำเล็บ และร้านทำผม ยังไม่สามารถเข้าร่วมโครงการในรอบนี้ได้

สำหรับการใช้จ่ายผ่านร้านค้าในโครงการ จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน - 30 กันยายน 2569 เวลา06.00 - 23.00 น. ขณะที่การใช้จ่ายผ่านระบบ Food Delivery จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน - 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00 - 21.00 น.เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าและบริการได้ง่ายขึ้น และช่วยเพิ่มช่องทางสร้างรายได้ให้ร้านค้า

นางสาวลลิดา กล่าวว่า โครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 เป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญของรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศ ผ่านการสนับสนุนการใช้จ่ายระหว่างภาครัฐ ประชาชน และผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่เศรษฐกิจฐานรากอย่างทั่วถึง และช่วยพยุงกำลังซื้อของประชาชนในช่วงฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

“รัฐบาลขอเชิญชวนร้านค้าทั่วประเทศเข้าร่วมโครงการ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้า ขยายฐานลูกค้า และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยจากระดับชุมชน โดยรัฐบาลเชื่อมั่นว่า การกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจสู่ร้านค้ารายเล็กและประชาชนในพื้นที่ จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจไทยได้อย่างยั่งยืน” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

วันเดียวกัน ที่บริเวณหน้าศูนย์การค้าเสริมไทยคอมเพล็กซ์ อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม ได้มีประชาชนจำนวนมากเดินทางมารวมตัวยืนเข้าแถวรอคิวอย่างเนืองแน่นตั้งแต่ช่วงเช้า ก่อนที่ห้างสรรพสินค้าจะเปิดทำการในเวลา 10.30 น.โดยจุดประสงค์หลักของประชาชนกลุ่มร้อยละ 90 คือการเดินทางมาติดต่อทำธุรกรรมที่ธนาคารกรุงไทย สาขาภายในห้างฯ เพื่อทำการยืนยันตัวตนและแก้ไขปัญหาทางเทคนิคในแอปพลิเคชัน เป๋าตัง ซึ่งบางรายเจอปัญหาเปลี่ยนหมายเลขโทรศัพท์มือถือใหม่ บางรายระบบล็อกเนื่องจากจำรหัสผ่านไม่ได้ ทำให้ไม่สามารถลงทะเบียนเตรียมรับสิทธิ์โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลอย่าง “โครงการไทยช่วยไทยพลัส”ได้

จากการตรวจสอบพบว่าประชาชนส่วนใหญ่เดินทางมารอตั้งแต่เวลา 08.00 น. ซึ่งก่อนเวลาห้างเปิดถึง 2 ชั่วโมงครึ่ง โดยหลายคนยอมรับว่าต้องเดินทางมาจากต่างอำเภอที่ห่างไกล เช่น อำเภอโกสุมพิสัย, อำเภอกุดรัง และอำเภอวาปีปทุม เป็นต้น เนื่องจากธนาคารกรุงไทยสาขาตามต่างอำเภอจะปิดให้บริการในวันเสาร์และอาทิตย์ มีเพียงสาขาในห้างสรรพสินค้าภายในตัวเมืองเท่านั้นที่เปิดทำการ ส่งผลให้ประชาชนที่ไม่มีเวลาในวันธรรมดาจำเป็นต้องหลั่งไหลเข้ามาในเมืองพร้อมๆ กัน

ทั้งนี้ เมื่อใกล้ถึงเวลาห้างเปิด ทางเจ้าหน้าที่ธนาคารกรุงไทยได้เร่งเดินเท้าออกมาบริหารจัดการระบบคิวที่บริเวณด้านนอก เพื่อลดความแออัดภายในสำนักงาน โดยมีการแจกใบคำร้อง ข้อมูลส่วนตัว เลขประจำตัวประชาชน หมายเลขโทรศัพท์ และให้เขียนกำกับความประสงค์ให้ชัดเจน เช่น จำรหัสไม่ได้ หรือ เปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ พร้อมชี้แจงว่าจะเรียกคิว
ให้เข้าใช้บริการภายในธนาคารรอบละ10 คิวเท่านั้น เพื่อความรวดเร็วและปลอดภัย

จากการสอบถาม นางสมบูรณ์ ชาวบ้านบ้านหวาย อำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม เปิดเผยว่า ตนเองและเพื่อนบ้านรวม 3 คน ต้องตัดสินใจลงขันรวมเงินกันคนละ 200 กว่าบาท เพื่อเหมารถยนต์จากหมู่บ้านในราคา 700 บาท มารอกันตั้งแต่ 8 โมงเช้า ระยะทางจากบ้านมาถึงตัวเมืองรวม 50 กิโลเมตร หากเดินทางไป-กลับก็ร่วม 100 กิโลเมตร

สาเหตุที่ต้องดั้นด้นมาเพราะตนเองพึ่งซื้อโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่และเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ใหม่ จึงต้องมาให้ธนาคารช่วยแก้ไขระบบให้ ที่ผ่านมาตนเองเสียสิทธิ์และไม่เคยได้รับเงินเยียวยาจากโครงการใดๆ ของรัฐบาลเลย ไม่ว่าจะเป็นโครงการคนละครึ่ง หรือโครงการเติมเงินดิจิทัล 10,000 บาท เนื่องจากโทรศัพท์เครื่องเก่าตกรุ่นและไม่รองรับระบบเทคโนโลยี

“ถามว่าเงินโครงการไทยช่วยไทยที่รัฐบาลจะแจกให้ใช้คนละ 1,000 บาท นาน 4 เดือน (รวม 4,000 บาท)มันพอไหม ก็บอกตรงๆ เลยว่าไม่พอหรอก แต่มันก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย ถ้าได้เดือนละ 5,000 บาทน่าจะพอพยุงชีพได้ ตอนนี้ค่าใช้จ่ายมันเยอะมาก ของแพงไปหมดทุกอย่าง หันไปดูอาชีพทำนาก็มีแต่จะตาย ค่ารถแพง ค่าแรงแพง ค่าปุ๋ยแพง ค่ารถเกี่ยวข้าวก็แพงขึ้นทุกปี มีแต่อย่างเดียวที่ถูกคือราคาข้าว ขายไม่ได้ราคาเลย ขาดทุนย่อยยับ ทำได้แค่เก็บไว้กินเองใน
ครัวเรือน จึงอยากวิงวอนให้รัฐบาลหันมาใส่ใจดูแลประชาชนบ้าง เผื่อเลือกพวกท่านเข้าไปเป็นตัวแทนแล้วก็อย่าเข้าไปเอาแต่เถียงกันในสภาเลย มันน่าเบื่อ ชาวบ้านข้างนอกเขาจะอดตายกันหมดแล้ว” นางสมบูรณ์ กล่าวอย่างอัดอั้น

ด้าน นางสาวจำปา อายุ 50 ปี ราษฎรบ้านหัวช้าง อำเภอกุดรัง จังหวัดมหาสารคาม กล่าวว่า ตนเองเดินทางข้ามอำเภอเข้ามาในเมืองระยะทางไป-กลับรวม 96 กิโลเมตร เนื่องจากโครงการคนละครึ่งในรอบที่ผ่านมาตนลงทะเบียนไม่ทันมารอบนี้พยายามศึกษาจนดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเป๋าตังมาติดตั้งและทำตามขั้นตอนเองเสร็จหมดแล้ว แต่ปรากฏว่าระบบสมาร์ทโฟนแจ้งข้อความเตือนให้เดินทางมาติดต่อธนาคารกรุงไทยในวันถัดไป ตนจึงต้องยอมเสียเงินเสียเวลาเดินทางมา ยอมรับว่าขั้นตอนระบบดิจิทัลของรัฐบาลมันยุ่งยากมากสำหรับตาสีตาสาที่ทำไม่เป็น แต่หากรอบนี้ระบบมีปัญหาจนต้องเสียสิทธิ์อีกก็คงไม่เป็นไร คงต้องรอลงทะเบียนรอบใหม่ในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ(บัตรคนจน) แทน

“สำหรับเงิน 4,000 บาท จากโครงการไทยช่วยไทยพลัสในครั้งนี้ มองว่าไม่เพียงพอต่อการใช้ชีวิตท่ามกลางสภาวะข้าวของแพง แต่ก็ยังดีที่เข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระได้บ้าง อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาได้ อยากเสนอให้รัฐบาลจ่ายเงินก้อนเดียวรวดเดียว 4,000 บาทเลยจะบริหารจัดการง่ายและดีกว่าการทยอยแบ่งจ่ายรายเดือน” นางสาวจำปา ระบุ

ทั้งนี้ คาดการณ์ว่า ตลอดทั้งวันยังคงมีประชาชนจากตำบลและอำเภอต่างๆ ในจังหวัดมหาสารคาม ทยอยเดินทางมาเข้าคิวเพื่อแก้ไขระบบแอปพลิเคชันเป๋าตังกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทางธนาคารกรุงไทยสาขาในห้างฯ ยืนยันว่าจะให้บริการประชาชนทุกคนที่มาติดต่ออย่างเต็มกำลังเพื่อไม่ให้ตกหล่นจากมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐในรอบนี้

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top