วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569
วันนี้ 27 มกราคม 2569 เวลา 10.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล สรุปสาระสำคัญ ดังนี้
กฎหมาย
1. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งนิคมสร้างตนเอง ในท้องที่อำเภอท่าปลา และอำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งนิคมสร้างตนเอง ในท้องที่อำเภอท่าปลา และอำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้
สาระสำคัญของเรื่อง
1. สืบเนื่องจากปัญหาที่ดินทำกินในพื้นที่นิคมสร้างตนเองลำน้ำน่าน จังหวัดอุตรดิตถ์ บางส่วน (เป็นกลุ่มราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนสิริกิติ์) ซึ่งมีแนวเขตทับซ้อนกับเขตป่าสงวนแห่งชาติ เขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และเขตอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ทำให้ไม่สามารถจัดตั้งนิคมสร้างตนเองได้ ต่อมาสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติได้ปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ มาตราส่วน 1 : 4000 (One Map) ในพื้นที่ดังกล่าวแล้ว และคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2568 เห็นชอบแนวทางการปรับปรุงแผนที่แนวเขตดังกล่าวและให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ) ดำเนินการแก้ไขแผนที่แนบท้ายกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับแนวทางการปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐฯ รวมถึงมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2568 ให้ยกเว้นการดำเนินการตรวจสอบความถูกต้องของแนวเขตการปกครองและรับรองความถูกต้องจากกรมการปกครองเฉพาะกรณีการดำเนินการ One Map เพื่อเป็นการลดขั้นตอน ลดความซ้ำซ้อนของการดำเนินงาน
2. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จึงได้ดำเนินการเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งนิคมสร้างตนเองในท้องที่อำเภอท่าปลา และอำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ (ฉบับที่..) พ.ศ. .... ซึ่งมีสาระสำคัญเป็นการยกเลิกแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งนิคมสร้างตนเองในท้องที่อำเภอท่าปลา และอำเภอเมืองอุตรดิตถ์ พ.ศ. 2528 และให้ใช้แผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกานี้แทน ครอบคลุมเนื้อที่นิคมสร้างตนเองลำน้ำน่านประมาณ 184,826 ไร่ (เดิมมีเนื้อที่ประมาณ 160,540 ไร่) เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางการปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐฯ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2568 ดังกล่าว ซึ่งจะทำให้แนวเขตที่ดินของรัฐบริเวณดังกล่าวมีความชัดเจนและไม่ทับซ้อนกัน รวมทั้งมีหน่วยงานรับผิดชอบ ส่งผลให้การบริการจัดการที่ดินมีประสิทธิภาพ ราษฎรได้รับการจัดสรรที่ดินตามพื้นที่เพิกถอนตามกฎกระทรวงเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติป่าลำน้ำน่านฝั่งขวาฯ รวมทั้งสามารถจัดตั้งนิคมสร้างตนเองได้ และไม่เกิดผลกระทบต่อสิทธิในที่ดินของราษฎร โดยผู้ที่ได้รับหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4-01) จากสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และผู้ที่ได้รับหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค.3) จากนิคมสร้างตนเองแล้วยังคงได้รับสิทธิตามเดิม
3. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาแล้วเห็นชอบหรือไม่ขัดข้องในหลักการของร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งนิคมสร้างตนเอง ในท้องที่อำเภอท่าปลา และอำเภอเมืองอุตรดิตถ์ฯ และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่า การเสนอเรื่อง ต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาภายหลังจากมีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568 มีแนวทางปฏิบัติในการดำเนินการให้สอดคล้องกับมาตรา 169 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ทั้งนี้ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้ยืนยันว่าร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวไม่เป็นการจัดตั้งหน่วยงานใหม่และไม่ผูกพันกับบุคลากร งบประมาณ และสิ่งสาธารณูปโภคต่าง ๆ จึงไม่ขัดกับมาตรา 169 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
2. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ทางน้ำชลประทานคลองวังขื่อ - บางวัว เป็นทางน้ำชลประทาน ที่จะเรียกเก็บค่าชลประทาน พ.ศ. ….
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ทางน้ำชลประทานคลองวังขื่อ - บางวัวเป็นทางน้ำชลประทานที่จะเรียกเก็บค่าชลประทาน พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้
สาระสำคัญของเรื่อง
1. กรมชลประทานโดยโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพระองค์ไชยานุชิต รายงานว่า มีการใช้น้ำจากทางน้ำชลประทานคลองวังขื่อ – บางวัว เพื่อกิจการโรงงาน การประปา หรือกิจการอื่นที่มิใช่การเกษตรกรรมเพิ่มมากขึ้น ดังนี้
|
ทางน้ำชลประทาน |
ปริมาณน้ำไหลผ่าน (ล้าน ลบ.ม. : ปี) |
การใช้ประโยชน์ |
การขออนุญาตใช้น้ำ (ล้าน ลบ.ม. : ปี) |
พื้นที่ได้รับประโยชน์ (ไร่) |
|
ทางน้ำชลประทานคลองวังขื่อ – บางวัว |
59.482 |
• บริษัท เวลโกรว์ อินดัสทรีส์ จำกัด • เพื่อการอุปโภค – บริโภค และเกษตรกรรม |
7.500
10.353 |
46,406 |
ด้วยเหตุนี้ ทำให้ปริมาณของน้ำในแหล่งเก็บกักมีปริมาณลดลง การเก็บค่าชลประทานจะเป็นการแก้ปัญหาการใช้น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งทางน้ำชลประทานคลองวังขื่อ - บางวัว ได้กำหนดให้เป็นทางน้ำชลประทานตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดทางน้ำชลประทานตามพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พุทธสักราช 2485 (ฉบับที่ 94/2565) ลงวันที่ 8 สิงหาคม 2565 แล้ว จึงมีความจำเป็นต้องดำเนินการออกกฎกระทรวง ตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติการชลประทานหลวงฯ ซึ่งเป็นกฎหมายที่บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะสำหรับการใช้น้ำจากทางน้ำชลประทานเพื่อให้มีอำนาจเรียกเก็บค่าชลประทานกับผู้ใช้น้ำจากทางน้ำชลประทาน โดยหลักเกณฑ์และอัตราค่าชลประทานเป็นไปตามมาตรา 8 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติการชลประทานหลวงฯ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2518 ประกอบกับข้อ 3 ของกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าชลประทาน การจัดเก็บหรือชำระค่าชลประทานและการยกเว้นและการผ่อนชำระค่าชลประทาน พ.ศ. 2564 ซึ่งจัดเก็บในอัตราลูกบาศก์เมตรละ 50 สตางค์
2. ร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ทางน้ำชลประทานคลองวังขื่อ - บางวัว เป็นทางน้ำชลประทานที่จะเรียกเก็บค่าชลประทาน พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้ทางน้ำชลประทานคลองวังขื่อ - บางวัว จากกิโลเมตรที่ 0.000 ในท้องที่ตำบลพิมพา อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ถึงกิโลเมตรที่ 8.250 ในท้องที่ตำบลบางวัว และตำบลบางสมัคร อำเภอบางปะกงจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นทางน้ำชลประทานที่จะเรียกเก็บค่าชลประทาน เนื่องจากมีการใช้น้ำจากทางน้ำชลประทานคลองวังขื่อ - บางวัว เพื่อกิจการโรงงาน การประปาหรือกิจการอื่นที่มิใช่การเกษตรกรรมเพิ่มมากขึ้น ทำให้ปริมาณของน้ำในแหล่งเก็บกักมีปริมาณลดลง ดังนั้น เพื่อประโยชน์ในการควบคุมดูแลปริมาณน้ำให้เป็นไปอย่างเหมาะสม อีกทั้งทำให้ทราบถึงปริมาณของน้ำที่ขาดหายไปจากระบบการชลประทาน และเป็นการรองรับการขออนุญาตใช้น้ำจากภาคอุตสาหกรรม การประปาและภาคธุรกิจอื่นที่จะมีขึ้นในอนาคต จึงสมควรกำหนดให้ทางน้ำชลประทานดังกล่าวเป็นทางน้ำชลประทานที่จะเรียกเก็บค่าชลประทาน โดยหลักเกณฑ์และอัตราค่าชลประทานเป็นไปตามมาตรา 8 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พุทธสักราช 2485 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2518 ประกอบกับข้อ 3 ของกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าชลประทาน การจัดเก็บหรือชำระค่าชลประทาน และการยกเว้นและการผ่อนชำระค่าชลประทาน พ.ศ. 2564 ซึ่งจัดเก็บในอัตราลูกบาศก์เมตรละ 50 สตางค์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีการตรวจสอบและรับรองความถูกต้องของท้องที่การปกครองจากกรมการปกครองแล้วตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2565 (เรื่อง แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับกรณีการตราร่างกฎหมายหรือร่างอนุบัญญัติที่ต้องจัดให้มีแผนที่ท้าย)
ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา พิจารณาแล้วเห็นว่า การเสนอเรื่องดังกล่าวเป็นการปฏิบัติราชการตามปกติเพื่อให้เป็นไปตามที่กฎหมายแม่บทให้อำนาจไว้ และมิได้เป็นกรณีที่คณะรัฐมนตรีกระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป ตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
3. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ทางน้ำชลประทานลำน้ำห้วยแคน เป็นทางน้ำชลประทานที่จะเรียกเก็บค่าชลประทาน พ.ศ. ….
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ทางน้ำชลประทานลำน้ำห้วยแคน เป็นทางน้ำชลประทานที่จะเรียกเก็บค่าชลประทาน พ.ศ. .… ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอและให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้
สาระสำคัญของเรื่อง
1. กรมชลประทานโดยโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาน้ำก่ำ รายงานว่ามีการใช้น้ำจากทางน้ำชลประทานลำน้ำห้วยแคน เพื่อกิจการโรงงาน การประปาหรือกิจการอื่น ที่มิใช่การเกษตรกรรมเพิ่มมากขึ้น ดังนี้
|
ทางน้ำชลประทาน |
ปริมาณน้ำไหลผ่าน (ล้าน ลบ.ม. : ปี) |
การใช้ประโยชน์ |
การขออนุญาตใช้น้ำ (ล้าน ลบ.ม. : ปี) |
พื้นที่ได้รับประโยชน์ (ไร่) |
|
ทางน้ำชลประทาน |
40.000 |
• การประปาส่วนภูมิภาคสาขาธาตุพนม • เพื่อการอุปโภค – บริโภค • เพื่อการเกษตร |
0.900
|
4,400 |
ด้วยเหตุนี้ ทำให้ปริมาณของน้ำในแหล่งเก็บกักมีปริมาณลดลง การเก็บค่าชลประทานจะเป็นการแก้ปัญหาการใช้น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยที่ทางน้ำชลประทานลำน้ำห้วยแคนได้ถูกกำหนดให้เป็นทางน้ำชลประทาน ตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดทางน้ำชลประทานตามพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พุทธสักราช 2485 (ฉบับที่ 9/2558) ลงวันที่ 21 กันยายน 2558 แล้ว ดังนั้น เพื่อประโยชน์ในการควบคุมและดูแลปริมาณน้ำให้มีการใช้น้ำจากทางน้ำชลประทานเป็นไปอย่างเหมาะสม สามารถตรวจสอบและทราบถึงปริมาณน้ำที่ขาดหายไปจากระบบชลประทาน และเป็นการรับรองการขออนุญาตใช้น้ำจากภาคอุตสาหกรรม การประปา และภาคธุรกิจอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต สมควรให้มีการจัดเก็บค่าชลประทานเพื่อนำเงินที่จัดเก็บได้เข้าบัญชีทุนหมุนเวียนเพื่อการชลประทานต่อไป สำหรับหลักเกณฑ์และอัตราค่าชลประทานเป็นไปตามข้อ 3 ของกฎกระทรวงกำหนดอัตรา ค่าชลประทาน การจัดเก็บหรือชำระค่าชลประทาน และการยกเว้นการผ่อนชำระค่าชลประทาน พ.ศ. 2564
2. ร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ทางน้ำชลประทานลำน้ำห้วยแคน เป็นทางน้ำชลประทานที่จะ เรียกเก็บค่าชลประทาน พ.ศ. .… ที่ กษ. เสนอ มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้ทางน้ำชลประทานลำน้ำห้วยแคน จากกิโลเมตรที่ 0.000 ศูนย์กลางประตูระบายน้ำห้วยแคน ในท้องที่ตำบลธาตุพนม อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ถึงกิโลเมตรที่ 14.500 ด้านเหนือน้ำ ในท้องที่ตำบลกุดฉิม อำเภอธาตุพนม และตำบลหนองย่างชิ้น อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม และถึงกิโลเมตรที่ 1.150 ด้านท้ายน้ำ ในท้องที่ตำบลธาตุพนม อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม เป็นทางน้ำชลประทานที่จะเรียกเก็บค่าชลประทานจากผู้ใช้น้ำที่นำน้ำไปใช้เพื่อกิจการโรงงาน การประปา หรือกิจการอื่น นอกจากภาคเกษตรกรรม เพื่อประโยชน์ในการควบคุมดูแลปริมาณน้ำ และให้การใช้น้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากมีการใช้น้ำจากทางน้ำชลประทานลำน้ำห้วยแคน เพื่อกิจการโรงงาน การประปาหรือกิจการอื่นที่มิใช่การเกษตรกรรมเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น เพื่อประโยชน์ในการควบคุมดูแลปริมาณน้ำให้มีการใช้น้ำจากทางน้ำชลประทานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งทำให้ทราบถึงปริมาณของน้ำที่ขาดหายไปจากระบบการชลประทาน และเป็นการรองรับการขออนุญาตใช้น้ำจากภาคอุตสาหกรรม การประปา และภาคธุรกิจอื่นที่จะมีขึ้นในอนาคต จึงสมควรกำหนดให้ทางน้ำชลประทานดังกล่าวเป็นทางน้ำชลประทานที่จะเรียกเก็บค่าชลประทานโดยในส่วนอัตราเรียกเก็บค่าชลประทานจากผู้รับอนุญาตใช้น้ำชลประทานเป็นไปตามมาตรา 8 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พุทธศักราช 2485 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2518 ประกอบกับข้อ 3 ของกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าชลประทาน การจัดเก็บหรือชำระค่าชลประทาน และการยกเว้น และการผ่อนชำระค่าชลประทาน พ.ศ. 2564 ซึ่งจัดเก็บในอัตราลูกบาศก์เมตรละ 50 สตางค์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีการตรวจสอบและรับรองความถูกต้องของท้องที่การปกครองจากกรมการปกครองแล้ว ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2565 (เรื่อง แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับกรณีการตราร่างกฎหมายหรือร่างอนุบัญญัติที่ต้องจัดให้มีแผนที่ท้าย)
ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า การเสนอเรื่อง ดังกล่าวเป็นการปฏิบัติราชการตามปกติ เพื่อให้เป็นไปตามที่กฎหมายแม่บทให้อำนาจไว้และมิได้เป็นกรณีที่คณะรัฐมนตรีกระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป ตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
เศรษฐกิจ-สังคม
4. เรื่อง ขอความเห็นชอบให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยดำเนินการให้เช่าหรือให้สิทธิใด ๆ ในอสังหาริมทรัพย์ และการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทอาคารเชื่อมต่อระบบรถไฟฟ้าและอาคารอเนกประสงค์ ที่มีมูลค่าอสังหาริมทรัพย์เกินสิบล้านบาทโครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ดำเนินการให้เช่าหรือให้สิทธิใด ๆ ในอสังหาริมทรัพย์และการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทอาคารเชื่อมต่อระบบรถไฟฟ้าและอาคารอเนกประสงค์ที่มีมูลค่าอสังหาริมทรัพย์เกินสิบล้านบาท โครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิม
รัชมงคล จำนวน 7 แห่ง ตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ ได้แก่
1) อาคารอเนกประสงค์ 2 ชั้น และแผงค้า (Entrance 1 และ 2) สถานีกำแพงเพชร
2) อาคารเชื่อมต่อสถานีห้าแยกลาดพร้าวกับสถานีพหลโยธิน (Entrance 4)
3) อาคารเชื่อมต่อ MRT สถานีสุขุมวิทกับ BTS สถานีอโศก (Entrance 3)
4) อาคารอเนกประสงค์ (Entrance 2) สถานีวัดมังกร
5) อาคารอเนกประสงค์ (Entrance 1) สถานีสามยอด
6) อาคารอเนกประสงค์ (Entrance 2) สถานีสามยอด
7) อาคารอเนกประสงค์ (Entrance 3) สถานีสามยอด
เพื่อจัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า ส่งเสริมให้เกิดความคุ้นเคยต่อระบบรถไฟฟ้า เช่น ตู้กดเงินสดอัตโนมัติ (ATM) กดสินค้าอัตโนมัติ (Vending machine) ร้านค้าและบริการ การสื่อสารโทรคมนาคม โฆษณาประชาสัมพันธ์ ลานกิจกรรมและพื้นที่สันทนาการ เป็นต้น โดยให้ดำเนินการให้เป็นไปตามข้อบังคับการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยว่าด้วยการอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2566 และระเบียบที่เกี่ยวข้อง
1. เรื่องเดิม
คณะรัฐมนตรีมีมติ (23 มกราคม 2550) เห็นชอบในหลักการให้ รฟม. ดำเนินการพัฒนา อสังหาริมทรัพย์ จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ (1) ห้องโถงใต้อาคารจอดรถ 9 ชั้น สถานีรถไฟฟ้าลาดพร้าว
(2) อาคารอเนกประสงค์ 2 ชั้น สถานีรถไฟฟ้าลาดพร้าว (3) อาคารอเนกประสงค์ชั้นเดียว สถานีรถไฟฟ้ารัชดาภิเษก และ (4) ชั้นลอยอาคารจอดรถ 3 ชั้น สถานีรถไฟฟ้าศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยเพื่อประโยชน์แก่การให้บริการกิจการรถไฟฟ้าหรือให้เช่าเพื่อเป็นสำนักงาน สถานที่จัดแสดงสินค้า ติดตั้งป้ายโฆษณาประชาสัมพันธ์ในรูปแบบต่าง ๆ โดยให้คณะกรรมการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยเป็นผู้พิจารณากำหนดรายละเอียดและหลักเกณฑ์ เงื่อนไข วิธีการ และการจัดหาผู้เช่าต่อไป ตามที่ คค. เสนอ ทั้งนี้ ให้รับความเห็นของคณะรัฐมนตรีไปพิจารณาดำเนินการเพิ่มเติมด้วย เช่น การให้เช่าพื้นที่เพื่อติดตั้งป้ายโฆษณาต้องพิจารณาให้รอบคอบและเหมาะสม ทั้งในเรื่องความมั่นคงปลอดภัยสิ่งที่จะโฆษณา และถ้อยคำภาษาที่จะปรากฏบนป้าย รวมทั้งจัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ให้แก่ผู้ใช้บริการในกลุ่มสตรี ผู้สูงอายุ และผู้พิการให้ครบถ้วน เหมาะสม และเพียงพอด้วย
2. สาระสำคัญของเรื่อง
2.1 ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีเคยมีมติเห็นชอบให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ให้เช่าหรือให้สิทธิใด ๆ ในอสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่าเกิน 10 ล้านบาท จำนวน 4 แห่ง (ตามข้อ 1.) โดยในครั้งนี้ รฟม. จะดำเนินการให้เช่าหรือให้สิทธิในอสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่าเกิน 10 ล้านบาทเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มรายได้แก่ รฟม. และเพื่อลดภาระเงินสนับสนุนภาครัฐ ซึ่ง รฟม. ได้จัดทำแผนแม่บทการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ สำหรับการดำเนินการให้เช่าหรือให้สิทธิใด ๆ ในอสังหาริมทรัพย์ และการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของ รฟม. (แผนแม่บทการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ฯ) โดย รฟม. ได้คัดเลือกอาคารเชื่อมต่อระบบรถไฟฟ้าและอาคารอเนกประสงค์ในโครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล เป็นพื้นที่ที่จะดำเนินการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ก่อน (ข้อเสนอในครั้งนี้) เนื่องจากเป็นพื้นที่ในกลุ่มสถานีที่มีศักยภาพดีมาก และเป็นพื้นที่ที่มีความพร้อมมากที่สุดสำหรับการพัฒนาเชิงพาณิชย์ รวมทั้งมีระบบสาธารณูปโภคที่รองรับการพัฒนาพื้นที่ในรูปแบบของอาคารหรือร้านค้า โดยมีรายละเอียดสรุปได้ ดังนี้
|
ประเด็น |
สาระสำคัญ |
|
พื้นที่ในโครงการรถไฟฟ้ามหานครสายเฉลิมรัชมงคลที่จะให้เช่าหรือให้สิทธิ |
รวมทั้งสิ้น 7 แห่ง ขนาดพื้นที่รวม 4,367.21 ตารางเมตร ประกอบด้วย (1) อาคารอเนกประสงค์ 2 ชั้น และแผงค้า (Entrance 1 และ 2) สถานีกำแพงเพชรขนาดพื้นที่ 2,295 ตารางเมตร (2) อาคารเชื่อมต่อสถานีห้าแยกลาดพร้าวกับสถานีพหลโยธิน (Entrance 4) ขนาดพื้นที่ 245.21 ตารางเมตร (3) อาคารเชื่อมต่อ MRT สถานีสุขุมวิทกับ BTS สถานีอโศก (Entrance 3) ขนาดพื้นที่ 204 ตารางเมตร (4) อาคารอเนกประสงค์ (Entrance 2) สถานีวัดมังกร ขนาดพื้นที่ 363 ตารางเมตร (5) อาคารอเนกประสงค์ (Entrance 1) สถานีสามยอด ขนาดพื้นที่ 500 ตารางเมตร (6) อาคารอเนกประสงค์ (Entrance 2) สถานีสามยอด ขนาดพื้นที่ 345 ตารางเมตร (7) อาคารอเนกประสงค์ (Entrance 3) สถานีสามยอด ขนาดพื้นที่ 415 ตารางเมตร |
|
รูปแบบการให้เช่า หรือให้สิทธิ
|
รวมทั้งสิ้น 6 รูปแบบ ประกอบด้วย (1) สิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ตู้ ATM ตู้กดสินค้าอัตโนมัติ (2) ร้านค้าและบริการ (3) สื่อสารโทรคมนาคม เช่น การให้บริการ WIFI (4) ศูนย์บริการเพื่อให้บริการประชาชน เช่น ศูนย์บริการหนังสือเดินทาง ศูนย์บริการภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จ (5) โฆษณาประชาสัมพันธ์ เช่น การติดตั้งป้ายโฆษณา (6) ลานกิจกรรม พื้นที่สันทนาการ ทั้งนี้ ผู้เช่าหรือผู้ให้รับสิทธิสามารถดำเนินการให้มากกว่า 1 รูปแบบ ตามความเหมาะสมของพื้นที่แต่ละแห่ง |
|
แนวทางในการให้เช่า หรือให้สิทธิ
|
แบ่งออกเป็น 2 กรณี ได้แก่ (1) ให้สิทธิในการใช้พื้นที่แก่ผู้เช่าพื้นที่รายย่อย และ (2) ให้สิทธิในการใช้พื้นที่แก่ผู้เช่าแบบเหมาพื้นที่ โดย รฟม. ระบุว่าการให้สิทธิแบบเหมาพื้นที่จะทำให้ ประชาชนและทางราชการได้ประโยชน์มากกว่า และทำให้ รฟม. ได้รายได้มากกว่าแบบรายย่อย ทั้งนี้ ปัจจุบัน รฟม. ยังไม่ได้กำหนดรูปแบบการให้สิทธิ โดย รฟม. แจ้งว่า จะประชุมหารือเพื่อกำหนดรูปแบบการให้สิทธิอีกครั้งกายหลังจากที่ คณะรัฐมนตรีที่เห็นชอบในครั้งนี้ |
|
ประโยชน์ที่คาดว่า จะได้รับ |
(1) ผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าได้รับการบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกที่เพิ่มมากขึ้นและสามารถรับบริการที่หลากหลายได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และประหยัดเวลา เนื่องจากอยู่ใกล้ระบบรถไฟฟ้า รวมทั้งเป็นการส่งเสริมสนับสนุนการใช้บริการรถไฟฟ้าให้เพิ่มมากขึ้น (2) ฟื้นฟูพื้นที่ว่าง ที่เปลี่ยวและรกร้าง ทำให้มีทัศนียภาพที่มีความเป็นระเบียบเรียบร้อยและสวยงาม เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทางแก่ผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าและประชาชนและลดปัญหาการบุกรุกพื้นที่/หาบเร่แผงลอยบริเวณใกล้เคียง รวมทั้งยังเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาพื้นที่ (3) เป็นช่องทางในการสื่อสารให้ผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าได้รับข้อมูลข่าวสารที่ทันสมัยทั้งในและนอกกิจการรถไฟฟ้าผ่านการให้เช่าพื้นที่ป้ายโฆษณา (4) เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินกิจการ รวมถึงการบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ของ รฟม. และภาครัฐ โดยการนำที่ดินที่เหลือจากการใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์การเวนคืนนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด (5) เป็นการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ เกิดการหมุนเวียนในระบบที่เกิดจากการใช้จ่าย การจ้างงาน การกระจายรายได้สู่ภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการ และประชาชน (6) รฟม. มีรายได้จากการดำเนินธุรกิจเพิ่มขึ้น นอกเหนือจากรายได้ค่าโดยสาร ทำให้สามารถลดภาระการพึ่งพาเงินสนับสนุนงบประมาณจากหน่วยงานภาครัฐลงได้ |
2.2 กระทรวงพาณิชย์ สำนักงบประมาณ (สงป.) และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เห็นชอบ/ไม่ขัดข้อง โดยมีความเห็นเพิ่มเติม เช่น สงป. เห็นควรให้ รฟม. พิจารณากำหนดรูปแบบการให้เช่าหรือการให้สิทธิใด ๆ ที่เหมาะสม เป็นประโยชน์สูงสุดต่อทางราชการและประชาชน รวมทั้งกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการคัดเลือกเอกชนที่เปิดกว้าง เพื่อให้เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรม และ สศช. เห็นควรมอบหมายให้กระทรวงคมนาคม โดย รฟม. ดำเนินการเร่งเตรียมความพร้อมของระบบสาธารณูปโภคในอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในความรับผิดชอบของ รฟม. ให้สามารถรองรับกิจกรรมการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ได้อย่างเหมาะสมโดยเฉพาะการประกอบกิจการร้านค้า โดยคำนึงถึงมาตรฐานด้านความปลอดภัยในการให้บริการระบบไฟฟ้าโดยเคร่งครัด ส่วนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจของคณะรัฐมนตรีที่จะให้ความเห็นชอบได้ตามที่เห็นสมควรและเห็นว่าการดำเนินการในเรื่องนี้เป็นการดำเนินกิจการตามที่กฎหมายกำหนดไว้จึงมิได้เป็นกรณีที่คณะรัฐมนตรีกระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป ตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
5. เรื่อง การกำหนดราคาอ้อยขั้นสุดท้ายและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นสุดท้ายฤดูการผลิตปี 2567/2568
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการกำหนดราคาอ้อยขั้นสุดท้ายและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นสุดท้าย (ราคาอ้อยขั้นสุดท้ายฯ) ฤดูการผลิตปี 2567/2568 เป็นรายเขต 9 เขต (ตามข้อ 2.4) โดยมีอัตราเฉลี่ยทั่วประเทศ ดังนี้
1. ราคาอ้อยขั้นสุดท้าย ในอัตรา 1,152.62 บาทต่อต้นอ้อย ที่ระดับคุณภาพความหวาน 10 ซี.ซี.เอส.
2. อัตราขึ้น/ลงของราคาอ้อย เท่ากับ 69.16 บาทต่อ 1 หน่วย ซี.ซี.เอส.
3. ผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นสุดท้าย เท่ากับ 493.98 บาทต่อตันอ้อย
สาระสำคัญของเรื่อง
อก. รายงานว่า
1. พระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527 มาตรา 55 บัญญัติให้ภายในเดือนตุลาคมของทุกปี ให้คณะกรรมการบริหารกำหนดราคาอ้อยขั้นสุดท้ายฯ และเมื่อได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) แล้วให้เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบราคาอ้อยขั้นสุดท้ายฯ ก่อนที่สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) จะออกประกาศและนำลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา
2. คณะกรรมการบริหารในคราวประชุมครั้งที่ 9/2568 เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 ได้พิจารณาการกำหนดราคาอ้อยขั้นสุดท้ายๆ ฤดูการผลิตปี 2567/2568 แล้วและเสนอ กอน. ในคราวประชุมครั้งที่ 7/2568 เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 โดย กอน. มีมติรับรองและเห็นชอบตามที่คณะกรรมการบริหารเสนอ ดังนี้
2.1 ข้อมูลองค์ประกอบที่ใช้ในการคำนวณราคาอ้อยขั้นสุดท้ายฯ ฤดูการผลิตปี 2567/2568 จำนวน 10 รายการ
2.2 การกำหนดราคาอ้อยขั้นสุดท้ายฯ ฤดูการผลิตปี 2567/2568 เป็นรายเขต 9 เขตคำนวณราคาอ้อย โดยราคาเฉลี่ยทั่วประเทศในอัตรา 1,152.62 บาทต่อตันอ้อยที่ระดับคุณภาพความหวาน 10 ซี.ซี.เอส และกำหนดอัตราขึ้น/ลงของราคาอ้อยเท่ากับ 69.16 บาทต่อ 1 หน่วย ซี.ซี.เอส. และผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นสุดท้าย 493.98 บาทต่อตันอ้อย
2.3 การดำเนินการตามมาตรา 56 และ 57 เนื่องจากราคาอ้อยขั้นสุดท้ายฯ ฤดูการผลิตปี 2567/2568 มีเขตคำนวณราคาอ้อยที่มีราคาอ้อยขั้นสุดท้ายฯ ต่ำกว่าราคาอ้อยขั้นต้นฯ ต้องดำเนินการตามมาตรา 56 มีจำนวน 4 เขต คือ เขต 2 4 5 และ 7 โดยให้กองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย (กองทุนฯ) นำเงินตามมาตรา 27 (1) (2) และ (4) มาจ่ายชดเชยให้แก่โรงงานเท่ากับส่วนต่างดังกล่าว และมีเขตคำนวณราคาอ้อยที่มีราคาอ้อยขั้นสุดท้ายฯ สูงกว่าราคาอ้อยขั้นต้นฯ ต้องดำเนินการตามมาตรา 57 จำนวน 4 เขต คือ เขต 1 3 6 และ 9 โดยให้โรงงานนำส่งเงินเข้ากองทุนฯ จากรายได้สุทธิตามมาตรา 54 ตามอัตราและภายในเวลาที่ กอน. กำหนด ดังนั้น การดำเนินการตามมาตรา 57 จะไม่สามารถกระทำได้ทุกเขตคำนวณราคาอ้อยจึงเห็นควรให้จัดเก็บในอัตราตันละศูนย์บาททุกเขตคำนวณราคาอ้อย
2.4 ราคาอ้อยขั้นสุดท้ายฯ ฤดูการผลิตปี 2567/2568 เป็นรายเขต 9 เขต คำนวณราคาอ้อย ที่ระดับคุณภาพความหวาน 10 ซี.ซี.เอส และกำหนดอัตราขึ้น/ลงของราคาอ้อย ต่อ 1 หน่วย ซี.ซี.เอส. และผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นสุดท้าย ดังนี้
|
เขตคำนวณราคา |
ราคาอ้อยขั้นสุดท้าย |
ผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทราย ขั้นสุดท้ายที่ 10 ซี.ซี.เอส. (บาทต่อตันอ้อย) |
|
|
|
ที่ 10 ซี.ซี.เอส. (บาทต่อตันอ้อย) |
อัตราขึ้น/ลง ของราคาอ้อย (บาทต่อ 1 หน่วย ซี.ซี.เอส.) |
|
|
เขต 1 |
1,190.45 |
71.43 |
510.19 |
|
เขต 2 |
1,092.38 |
65.54 |
468.16 |
|
เขต 3 |
1,165.99 |
69.96 |
499.71 |
|
เขต 4 |
1,135.96 |
68.16 |
486.84 |
|
เขต 5 |
1,155.98 |
69.36 |
495.42 |
|
เขต 6 |
1,177.99 |
70.68 |
504.85 |
|
เขต 7 |
1,153.99 |
69.24 |
494.57 |
|
เขต 9 |
1,163.83 |
69.83 |
498.78 |
|
เฉลี่ยทั่วประเทศ |
1,152.62 |
69.16 |
493.98 |
หมายเหตุ : เขต 8 จำนวน 1 โรงงาน ประกอบด้วย โรงงานอุตสาหกรรมน้ำตาลชลบุรี ไม่เปิดหีบอ้อย
3. หากคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบการกำหนดราคาอ้อยขั้นสุดท้ายฯ ฤดูการผลิตปี 2567/2568 ตามที่ อก. เสนอแล้ว จะต้องดำเนินการประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้มีผลบังคับใช้ และชาวไร่อ้อยจะได้รับค่าอ้อยสำหรับนำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการเพาะปลูกการบำรุงรักษาอ้อยและการดำรงชีพ อันจะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศโดยรวมต่อไป
4. สคก. เห็นว่า กรณีจึงเป็นการปฏิบัติราชการตามปกติเพื่อให้เป็นไปตามที่กฎหมายแม่บทให้อำนาจไว้ มิได้เป็นกรณีที่คณะรัฐมนตรีกระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไปตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ดังนั้น เมื่อสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) ได้ดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องครบถ้วนแล้ว คณะรัฐมนตรีที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจึงสามารถพิจารณาให้ความเห็นชอบการกำหนดราคาอ้อยขั้นสุดท้ายฯ ฤดูการผลิตปี 2567/2568 ตามที่ อก. เสนอได้ตามที่เห็นสมควร
6. เรื่อง การพิจารณาบำเหน็จความชอบกรณีพิเศษให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านยาเสพติดปีงบประมาณ พ.ศ. 2568
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติกรอบอัตราการพิจารณาบำเหน็จความชอบกรณีพิเศษให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านยาเสพติด ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ในอัตราไม่เกิน 14,676 อัตรา หรือในอัตราไม่เกินร้อยละ 4.5 จากจำนวนกำลังพลผู้ปฏิบัติงานด้านยาเสพติด จำนวน 610,978 คน ดังนี้
1) เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านยาเสพติดโดยตรง ในอัตราไม่เกินร้อยละ 3.0 ของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านยาเสพติดโดยตรง จำนวน 367,443 อัตรา คิดเป็นอัตราไม่เกิน 11,023 อัตรา
2) เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานเกื้อกูลต่อการแก้ไขปัญหายาเสพติดในอัตราไม่เกินร้อยละ 1.5 ของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานเกื้อกูลต่อการแก้ไขปัญหายาเสพติดจำนวน 243,535 อัตรา คิดเป็นอัตราไม่เกิน 3,653 อัตรา
สาระสำคัญของเรื่อง
1. เรื่องนี้กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) ขอให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติกรอบอัตราการพิจารณาบำเหน็จความชอบกรณีพิเศษให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านยาเสพติด ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ในอัตราไม่เกิน 14,676 อัตรา หรือในอัตราไม่เกินร้อยละ 4.5 จากจำนวนกำลังพลผู้ปฏิบัติงานด้านยาเสพติด จำนวน 610,978 คน ให้กับ ยธ. และหน่วยงานต่าง ๆ เช่น กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย (1) เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านยาเสพติดโดยตรง ในอัตราไม่เกินร้อยละ 3.0 ของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านยาเสพติดโดยตรง จำนวน 367,443 อัตรา คิดเป็นอัตราไม่เกิน 11,023 อัตรา (2) เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานเกื้อกูลต่อการแก้ไขปัญหายาเสพติด ในอัตราไม่เกินร้อยละ 1.5 ของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานเกื้อกูลต่อการแก้ไขปัญหายาเสพติด จำนวน 243,535 อัตรา คิดเป็นอัตราไม่เกิน 3,653 อัตรา
2. ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติให้มีการพิจารณาบำเหน็จความชอบกรณีพิเศษให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านยาเสพติดมาตั้งแต่ปี 2546 และจากสถิติย้อนหลัง 4 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 - 2567) คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติกรอบอัตราการพิจารณาบำเหน็จความชอบกรณีพิเศษฯ ในอัตราไม่เกินร้อยละ 4 จากจำนวนกำลังพลผู้ปฏิบัติงานด้านยาเสพติด ดังนี้
|
ประเภท |
ปีงบประมาณ พ.ศ. 2564-2567 |
ข้อเสนอในครั้งนี้ |
|
เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานฯ โดยตรง |
ไม่เกินร้อยละ 2.5 |
ไม่เกินร้อยละ 3.0 |
|
เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานเกื้อกูลฯ |
ไม่เกินร้อยละ 1.5 |
คงเดิม |
|
รวม |
ไม่เกินร้อยละ 4.0 |
ไม่เกินร้อยละ 4.5 |
นอกจากนี้คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ ยธ. รับความเห็นของสำนักงบประมาณ (สงป.) ไปดำเนินการด้วย เช่น (1) ให้ ยธ. ทบทวนปรับลดการพิจารณาบำเหน็จความชอบกรณีพิเศษให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านยาเสพติดประเภทเกื้อกูลเท่าที่จำเป็น (2) ควรมีการพิจารณาคัดเลือกและจัดสรรอัตราบำเหน็จความชอบที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบแล้วให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านยาเสพติดอย่างเป็นธรรมและทั่วถึง (ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2564 วันที่ 6 กันยายน 2565 วันที่ 18 กรกฎาคม 2566 และวันที่ 6 สิงหาคม 2567)
3. สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า หาก ยธ. ยืนยันว่างบประมาณรายจ่ายประจำปีมีเพียงพอในการรองรับการดำเนินการในเรื่องนี้แล้ว กรณีย่อมเป็นการปฏิบัติราชการตามปกติ มิได้เป็นกรณีที่คณะรัฐมนตรีกระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไปตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ดังนั้น คณะรัฐมนตรีจึงสามารถพิจารณาอนุมัติได้ตามที่เห็นสมควร
ในการนี้ ยธ. แจ้งว่า งบประมาณในการพิจารณาบำเหน็จความชอบกรณีพิเศษในครั้งนี้จะใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ของส่วนราชการต้นสังกัดของผู้ที่ได้รับการพิจารณาบำเหน็จความชอบกรณีพิเศษ ซึ่งแต่ละหน่วยงานได้ตั้งงบประมาณไว้แล้ว และทุกหน่วยงานสามารถบริหารวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในการจัดสรรบำเหน็จความชอบกรณีพิเศษให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านยาเสพติดได้ และมีงบประมาณรายจ่ายประจำปีรองรับเพียงพอ
7. เรื่อง แนวทางปฏิบัติในการเจรจาและการทำสัญญาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ
คณะรัฐมนตรีรับทราบการนำแนวทางปฏิบัติในการเจรจาและการทำสัญญา ซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (Government to Government : G to G) (แนวทางปฏิบัติฯ) ที่คณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) มีมติเห็นชอบไว้ในการประชุม นบข. ครั้งที่ 1/2567 เมื่อวันที่ 4 มกราคม 25671 มาดำเนินการต่อไป ตามมติที่ประชุม นบข. ครั้งที่ 2/2568 เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 [รองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติฯ) เป็นประธานการประชุมแทนนายกรัฐมนตรี] ตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอ
สาระสำคัญ
1. เดิมเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2558 รัฐบาลไทยโดยกรมการค้าต่างประเทศและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (จีน) โดยหน่วยงาน COFCO Corporation2 ได้ลงนาม ในสัญญาซื้อขายข้าวแบบ G to G ปริมาณ 1,000,000 ตัน เป็นข้าวฤดูกาลผลิตใหม่ ภายใต้บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการค้าสินค้าเกษตรระหว่างรัฐบาลไทย – รัฐบาลจีนโดยตั้งแต่เดือนตุลาคม 2559 จนถึงปัจจุบันกรมการค้าต่างประเทศได้ส่งมอบข้าวให้ หน่วยงาน COFCO Corporation แล้ว 8 งวด ปริมาณ 720,000 ตัน คงเหลือข้าวส่งมอบ อีก 280,000 ตัน โดยฝ่ายจีนหยุดสั่งซื้อตั้งแต่ปี 25643
2. ในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลไทยได้ผลักดันการเจรจากับรัฐบาลจีนในทุกระดับเพื่อเร่งส่งมอบข้าวที่ยังคงค้าง ปริมาณ 280,000 ตัน จนรัฐบาลจีนตกลงกลับมาสั่งซื้อใหม่ได้สำเร็จและขยายปริมาณเพิ่มเติมอีกในโอกาสครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – จีน เป็นปริมาณ 500,000 ตัน โดยฝ่ายจีนแจ้งว่าปริมาณดังกล่าวอยู่ภายใต้สัญญาซื้อขาย G to G เดิม แบ่งเป็นปริมาณ 280,000 ตัน ที่ยังคงค้างส่งมอบ และปริมาณเพิ่มเติม (Top-up) 220,000 ตัน ต่อมาเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 หน่วยงาน COFCO Corporation มีหนังสือถึงกรมการค้าต่างประเทศเสนอซื้อข้าวล็อตแรกปริมาณ 100,000 ตัน ภายใต้ปริมาณ 500,000 ตัน หรืองวดที่ 9 ตามสัญญาซื้อขายข้าวแบบ G to G เดิม กำหนดระยะเวลาส่งมอบเดือนธันวาคม 2568 - มีนาคม 2569 โดยมีข้อกำหนดและเงื่อนไขให้เป็นไปตามสัญญาเดิม ทั้งนี้ จำเป็นต้องมีการปรับแก้ข้อบทสัญญาเดิมในส่วนของปริมาณข้าวที่ต้องส่งมอบเพื่อรองรับปริมาณ Top-up และขยายระยะเวลาในการส่งมอบให้สอดคล้องกับปริมาณรวม 500,000 ตัน ที่จะต้องส่งมอบ
3. เนื่องจากมีการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่และได้มีการแต่งตั้ง นบข. ชุดใหม่ นายกรัฐมนตรีจึงได้มีบัญชามอบหมายให้กรมการค้าต่างประเทศนำแนวทางปฏิบัติฯ เดิม เสนอให้ นบข. ชุดใหม่ พิจารณา ซึ่งในการประชุม นบข. ครั้งที่ 2/2568 เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบการนำแนวทางปฏิบัติฯ เดิม ที่ นบข. ในคราวประชุมครั้งที่ 1/2567 เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2567 ได้มติเห็นชอบไว้มาดำเนินการต่อไป และมอบหมายให้กรมการค้าต่างประเทศเร่งดำเนินการตามแนวทางปฏิบัติฯ เพื่อให้การเจรจาซื้อขายข้าวกับรัฐบาลจีนบรรลุผลสำเร็จโดยเร็ว พร้อมทั้งมอบหมายให้นำเรื่องดังกล่าวเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบด้วย
4. การขายข้าวแบบ G to G เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้รัฐบาลไทยสามารถรับคำสั่งซื้อจากรัฐบาลต่างประเทศที่มีปริมาณมากและมีข้อผูกพันในระยะยาวที่ภาคเอกชนไม่สามารถดำเนินการได้ โดยรัฐบาลไทยจะทำสัญญาซื้อขายข้าวกับรัฐบาลต่างประเทศ ที่มีความต้องการซื้อข้าวโดยตรง นอกจากนี้ยังช่วยให้รัฐบาลไทยสามารถระบายผลผลิตข้าวส่วนเกินออกสู่ตลาดต่างประเทศได้ในปริมาณมากและในระยะเวลาที่เหมาะสม ช่วยกระตุ้นการส่งออก รักษาส่วนแบ่งตลาดข้าวของไทย รวมถึงช่วยรักษาเสถียรภาพของราคาข้าวในประเทศตลอดจนเป็นการรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลประเทศผู้ซื้อด้วย
5. สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีพิจารณาแล้วเห็นว่า โดยที่เรื่องดังกล่าวเป็นการดำเนินการตามข้อ 19 ของระเบียบกระทรวงพาณิชย์ว่าด้วยการส่งข้าวออกไปนอกราชอาณาจักร พ.ศ. 2562 ที่กำหนดให้การตกลงทำสัญญาซื้อขายข้าวรัฐบาล หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขการจัดหาและการส่งออกเพื่อส่งมอบตามสัญญาข้าวรัฐบาลให้เป็นไปตามนโยบาย หลักเกณฑ์วิธีการ หรือเงื่อนไขที่รัฐบาลกำหนด หรือตามมติคณะรัฐมนตรี หรือตามมติคณะกรรมการ ที่มีอำนาจในการกำหนดนโยบายข้าว หรือตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กำหนดแล้วแต่กรณี ซึ่ง นบข. (เป็นคณะกรรมการที่มีหน้าที่และอำนาจในการกำหนดกรอบนโยบายและยุทธศาสตร์การบริหารจัดการข้าวเสนอต่อคณะรัฐมนตรี) ได้มีมติเห็นชอบแนวปฏิบัติเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวและมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการในเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องรวมทั้งให้ พณ. โดยกรมการค้าต่างประเทศนำเรื่องดังกล่าวเสนอคณะรัฐมนตรีทราบ โดยเป็นการดำเนินการตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 397/2568 เรื่อง แต่งตั้ง บนข. ที่กำหนดให้ นบข. มีหน้าที่และอำนาจในการเสนอนโยบายและยุทธศาสตร์ข้าวทั้งในระยะสั้นและระยะยาวต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อให้การบริหารจัดการข้าวสอดคล้องกันทั้งระบบและมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
1คณะรัฐมนตรีมีมติ (9 เมษายน 2567) รับทราบแนวทางปฏิบัติฯ ตามมติ นบข. ในการประชุม ครั้งที่ 1/2567 เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2567 ซึ่งมีสาระสำคัญเกี่ยวกับการกำหนดหลักการสำคัญในการเจรจาและทำสัญญาซื้อขายข้าวแบบ G to G ขั้นตอนในการเจรจาและทำสัญญาซื้อขายข้าวแบบ G to G และการเปิดเผยข้อมูลในสัญญาซื้อขายข้าว แบบ G to G
2เป็นรัฐวิสาหกิจที่รัฐบาลจีนมอบหมายให้เป็นผู้แทนในการดำเนินการซื้อขายข้าวภายใต้บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือ ด้านการค้าสินค้าเกษตรระหว่างรัฐบาลไทย - รัฐบาลจีน
3พณ. แจ้งว่า เหตุผลที่จีนหยุดสั่งซื้อเนื่องจากผลผลิตข้าวของจีนมีปริมาณออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมากและทั้งสองประเทศไม่สามารถเจรจาตกลงราคาซื้อขายข้าวกันได้
8. เรื่อง ขออนุมัติดำเนินการตามมติคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช ครั้งที่ 2/2568
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและอนุมัติตามที่คณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช (คณะกรรมการฯ) [รองนายกรัฐมนตรี (ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า) เป็นประธาน] เสนอ (1) รับทราบสรุปมติคณะกรรมการฯ ครั้งที่ 2/2568 เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568 (2) เห็นชอบการเปิดตลาดและบริหารการนำเข้าสินค้ากากถั่วเหลือง ที่นำเข้ามาเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมผลิตเพื่อมนุษย์บริโภค และกากถั่วเหลืองที่นำเข้ามาเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอื่น ๆ (ไม่รวมกากถั่วเหลืองที่นำเข้ามาเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์) คราวละ 3 ปี (ปี 2569-2571) ตามพันธกรณีตามความตกลงการเกษตรภายใต้องค์การการค้าโลก [World Trade Organization (WTO)] ปริมาณ 230,559 ตัน อัตราภาษีในโควตา ร้อยละ 10 นอกโควตาร้อยละ 133 และกรอบการค้าอื่น ๆ [Free Trade Agreement (FTA)] รวมทั้งจากประเทศนอกความตกลง ให้เป็นไปตามข้อผูกพัน โดยความตกลง WTO กรณีภาษี ในโควตาให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2571 และกรณีภาษีนอกโควตาให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไปจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง (3) เห็นชอบการเปิดตลาดและการบริหารการนำเข้าสินค้าเมล็ดถั่วเหลือง คราวละ 3 ปี (ปี 2569 - 2571) ตามพันธกรณีตามความตกลงการเกษตรภายใต้ WTO ไม่จำกัดปริมาณ อัตราภาษี ร้อยละ 0 และกรอบการค้า FTA รวมทั้งจากประเทศนอกความตกลงให้เป็นไปตามข้อผูกพัน โดยความตกลง WTO กรณีภาษีในโควตาให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2571 และกรณีภาษีนอกโควตาให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไปจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง เว้นแต่คณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะมีมติเป็นประการอื่น ทั้งนี้ เมื่อมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ให้คณะกรรมการฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง
สาระสำคัญของเรื่อง
คณะกรรมการฯ รายงานว่า
1. ภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรีมีมติ (20 ตุลาคม 2563) การเปิดตลาดและการบริหารการนำเข้าสินค้ากากถั่วเหลืองที่นำเข้ามาเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมผลิตเพื่อมนุษย์บริโภค และกากถั่วเหลืองที่นำเข้ามาเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอื่น ๆ ตามพันธกรณีตามความตกลงการเกษตรภายใต้ WTO และความตกลง FTA อื่น ได้สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2566 ประกอบกับภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรีมีมติ (29 พฤศจิกายน 2565) การเปิดตลาดและการบริหารการนำเข้าสินค้าเมล็ดถั่วเหลืองและสินค้าพืชน้ำมันอื่น ภายใต้กรอบ WTO และกรอบความตกลง FTA ได้สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ส่งผลให้ผู้ประกอบการไม่สามารถนำเข้ากากถั่วเหลืองและเมล็ดถั่วเหลืองมาใช้ในอุตสาหกรรมได้ (ผู้ประกอบการโรงงานซอสและซีอิ้วมีวัตถุดิบกากถั่วเหลืองไม่เพียงพอต่อการใช้ในอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร และเกิดภาวะขาดแคลนผลิตภัณฑ์จากเมล็ดถั่วเหลือง เช่น น้ำมันถั่วเหลือง นมถั่วเหลือง และเต้าหู้ เป็นต้น) ดังนั้น เพื่อให้กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) สามารถดำเนินการออกประกาศที่เกี่ยวข้องในการนำเข้าได้โดยต่อเนื่อง และทำให้อุตสาหกรรมที่ใช้เมล็ดถั่วเหลือง กากถั่วเหลือง และมะพร้าวเป็นวัตถุดิบในการผลิตมีวัตถุดิบ ป้อนโรงงานได้อย่างสม่ำเสมอ จึงจำเป็นต้องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบการเปิดตลาดและการบริหารการนำเข้าสินค้ากากถั่วเหลืองและเมล็ดถั่วเหลืองดังกล่าวตามพันธกรณีตามความตกลงการเกษตรภายใต้ WTO และความตกลง FTA อื่น ต่อไป
2. คณะกรรมการฯ ในคราวประชุมครั้งที่ 2/2568 เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568 [รองนายกรัฐมนตรี (ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า) ประธานกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืชเป็นประธาน] ได้มีมติ ดังนี้
2.1 เห็นชอบการเปิดตลาดและการบริหารการนำเข้าสินค้ากากถั่วเหลืองที่นำเข้ามาเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมผลิตเพื่อมนุษย์บริโภค [พิกัดอัตราศุลกากร (HS Code 2022) 2304.00.21.001] และกากถั่วเหลืองที่นำเข้ามาเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอื่น ๆ [พิกัดอัตราศุลกากร (HS Code 2022) 2304.00.29.090] คราวละ 3 ปี (ปี 2569 -2571) ทุกกรอบการค้าและจากประเทศนอกความตกลง โดยความตกลง WTO กรณีภาษีในโควตาให้มีผล ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ถึงวันที่ 1 ธันวาคม2571 และกรณีภาษีนอกโควตา ให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไปจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง ดังนี้
(1) การเปิดตลาดและบริหารการนำเข้าภายใต้กรอบ WTO
|
|
|
|
|
หัวข้อ/ปริมาณ |
อัตราภาษี |
การบริหารการนำเข้า |
|
(1.1) ในโควตา |
||
|
230,559 ตันต่อปี (เป็นไปตามข้อผูกพัน ภายใต้ WTO) |
ร้อยละ 10 ตามข้อผูกพัน WTO เท่ากับ ร้อยละ20) |
- เป็นนิติบุคคลที่ใช้กากถั่วเหลืองเป็นวัตถุดิบในการผลิตในกิจการของตนเองและดำเนินกิจการอยู่ในปัจจุบัน และเป็นผู้ได้รับจัดสรรปริมาณนำเข้าจากกรมการค้าต่างประเทศ - ให้นำเข้า ณ ด่านศุลกากรที่มีด่านตรวจพืชและด่านอาหารและยาเท่านั้น - ผู้นำเข้ากากถั่วเหลืองเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมผลิตเพื่อมนุษย์บริโภคจะต้องแสดงใบรับรองสิ่งมีชีวิตหรือผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้ผ่านการดัดแปลง พันธุกรรม [Non - Genetically Modified Organism (Non - GMO)] จากประเทศผู้ผลิตต้นทางประกอบการนำเข้า - หลักเกณฑ์การจัดสรรปริมาณการนำเข้าในโควตาให้ใช้วิธีการยื่น |
|
(1.2) นอกโควตา |
||
|
ไม่จำกัดปริมาณ (เป็นไปตามข้อผูกพัน ภายใต้ WTO) |
ร้อยละ 133 (เป็นไปตาม ข้อผูกพัน ภายใต้ WTO) |
- ผู้มีสิทธิขอหนังสือรับรองเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลตามกฎหมาย - ให้นำเข้า ณ ด่านศุลกากรที่มีด่านตรวจพืชและด่านอาหารและยาเท่านั้น - ผู้นำเข้ากากถั่วเหลืองเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมผลิตเพื่อมนุษย์บริโภคจะต้องแสดงใบรับรอง Non - GMO จากประเทศผู้ผลิตต้นทางประกอบการนำเข้า |
หมายเหตุ : พณ. (กรมการค้าต่างประเทศ) จะต้องดำเนินการออกระเบียบ พณ. ที่เกี่ยวข้องต่อไป
(2) การเปิดตลาดและบริหารการนำเข้าภายใต้กรอบการค้า FTA
|
กรอบการค้า FTA |
ปริมาณ (ตัน) |
อัตราภาษี |
การบริหารการนำเข้า |
|
(2.1) ความตกลง AFTA |
ไม่จำกัดปริมาณ การนำเข้า |
ร้อยละ 0 |
แสดงหนังสือรับรอง ถิ่นกำเนิดสินค้าเพื่อประกอบ การนำเข้า |
|
(22) ความตกลงการค้าเสรีไทย - ออสเตรเลีย (TAFTA) |
ได้รับการยกเว้นการ กำหนดปริมาณนำเข้า |
ร้อยละ 0 |
ไม่ต้องขออนุญาตนำเข้าและไม่ต้องปฏิบัติตาม มาตรการบริหารการนำเข้า |
|
2.3) ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจ ที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นไทย – นิวซีแลนด์ (TNZCEP) |
|||
|
(2.4) ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย - ญี่ปุ่น (JTEPA) |
เป็นไปตาม WTO |
ร้อยละ 0 |
ผู้มีสิทธินำเข้าโดยใช้สิทธิ FTA จะต้องเป็นผู้ได้รับสิทธิการนำเข้า ในโควตา WTO |
|
(2.5) ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน - สาธารณรัฐเกาหลี (AKFTA) |
|||
|
(2.6) ความตกลงการค้าเสรีไทย – ซิลี (TCFTA) |
หมายเหตุ : 1. เป็นไปตามพันธกรณีตามกรอบการค้า FTA
2. หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการนำเข้าเป็นไปตามประกาศ/ระเบียบ พณ. และประกาศกรมการค้า ต่างประเทศที่เกี่ยวข้อง
3. ปริมาณเป็นไปตาม WTO หมายถึง ปริมาณการนำเข้าสำหรับการใช้สิทธิ FTA เป็นไปตามปริมาณที่ได้รับสิทธิการนำเข้าในโควตา WTO
(3) การนำเข้าจากประเทศนอกความตกลง ภาษีร้อยละ 6 และค่าธรรมเนียมพิเศษตันละ 2,519 บาท
(4) มอบหมายฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการฯ (เลขานุการฯ) นำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบการเปิดตลาดและบริหารการนำเข้าสินค้ากากถั่วเหลืองเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมผลิตเพื่อมนุษย์บริโภค และเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอื่น ๆ สำหรับปี 2569 -2571 (ตามข้อ 2.1)
(5) มอบหมาย พณ. (กรมการค้าต่างประเทศ) ออกระเบียบ พณ. กำหนดมาตรการบริหารการนำเข้ากรอบความตกลง WTO กรณีภาษีในโควตาให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 -31 ธันวาคม 2571 และภาษีนอกโควตาให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไปจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง
(6) มอบหมายกระทรวงการคลัง (กค.) (กรมศุลกากร) จัดทำร่างประกาศ กค. ที่เกี่ยวข้องเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาในคราวเดียวกัน
2.2 เห็นชอบหลักเกณฑ์การจัดสรรปริมาณการนำเข้าในโควตาตามพันธกรณีตามความตกลงการเกษตรภายใต้ WTO สำหรับสินค้ากากถั่วเหลืองที่นำเข้ามาเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมผลิตเพื่อมนุษย์บริโภค และเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอื่น ๆ ปี 2569 -2571
2.3 เห็นชอบการเปิดตลาดและการบริหารการนำเข้าสินค้าเมล็ดถั่วเหลือง คราวละ 3 ปี (ปี 2569 - 2571) ทุกกรอบการค้าและจากประเทศนอกความตกลง โดยความตกลง WTO กรณีภาษีในโควตาให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2571 และกรณีภาษีนอกโควตาให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไปจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง ดังนี้
|
กรอบการค้า |
ปริมาณและอัตราภาษี |
การบริหารการนำเข้า |
|
|
ในโควตา |
นอกโควตา |
||
|
(1.1) WTO |
ไม่จำกัดปริมาณ อัตราภาษี ร้อยละ 0 |
ไม่จำกัดปริมาณ อัตราภาษี ร้อยละ 80 |
- คณะกรรมการฯ กำหนดแนวทาง - ผู้มีสิทธินำเข้าเมล็ดถั่วเหลือง ขอหนังสือรับรองแสดงการได้รับสิทธิชำระภาษีในโควตาให้เป็นไป ตามรายชื่อที่คณะกรรมการฯ กำหนด โดยให้กรมการค้าต่างประเทศเป็นผู้ออกประกาศรายชื่อ ผู้มีสิทธิขอหนังสือรับรองดังกล่าว ทั้งนี้ กรณีที่ผู้มี สิทธิขอหนังสือรับรองเป็นสมาคม สามารถโอน สิทธิการขอหนังสือรับรองให้แก่สมาชิกของ สมาคมได้ - ผู้มีสิทธิขอหนังสือรับรองแสดงการได้รับสิทธิ ชำระภาษีนอกโควตาเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติ บุคคล - ผู้มีสิทธินำเข้าต้องให้การสนับสนุนและส่งเสริมการผลิตถั่วเหลืองภายในประเทศ ในราคาขั้นต่ำ ตามขั้นคุณภาพ |
|
(1.2) AFTA |
ไม่จำกัดปริมาณ อัตราภาษีร้อยละ 0 |
- เป็นนิติบุคคลที่ขึ้นทะเบียนเป็นผู้นำเข้าไว้กับกรมการค้าต่างประเทศเป็นรายปี และรับซื้อ เมล็ดถั่วเหลืองในประเทศ - ต้องนำเข้ามาเพื่อการแปรรูปเป็นน้ำมันพืช อาหารคน หรืออาหารสัตว์ในกิจการของตนเองไม่เกินปริมาณที่ระบุไว้ในแผนการนำเข้า และการใช้ในกิจการของตนเอง - ต้องให้คำรับรองว่าจะไม่นำมาจำหน่าย จ่าย โอนภายในประเทศ |
|
|
(1.3) FTA |
ไม่จำกัดปริมาณ อัตราภาษีร้อยละ 0 |
ไม่ต้องขออนุญาตนำเข้าและไม่ต้องปฏิบัติตามมาตรการบริหารการนำเข้า |
|
|
ไทย - นิวซีแลนด์ |
|||
|
ไทย - ญี่ปุ่น ไทย - ชิลี อาเซียน - เกาหลี |
ปริมาณเป็นไปตาม WTO อัตราภาษีร้อยละ 0 |
ผู้มีสิทธินำเข้าโดยใช้สิทธิ FTA จะต้องเป็นผู้ได้รับสิทธิการนำเข้าในโควตา WTO |
|
หมายเหตุ : 1. เป็นไปตามพันธกรณีตามกรอบการค้า FTA
2. ปริมาณเป็นไปตาม WTO หมายถึง ปริมาณการนำเข้าสำหรับการใช้สิทธิ FTA เป็นไปตามปริมาณที่ได้รับสิทธินำเข้าในโควตา WTO
3. ภายใต้กรอบ FTA อื่น ๆ ให้บริหารการนำเข้าเช่นเดียวกับกรอบการค้า WTO ยกเว้น AFTA และ FTA ไทย -ออสเตรเลีย และไทย - นิวซีแลนด์ โดยมีการติดตามและประเมินมาตรการนำเข้าเมล็ดถั่วเหลืองทุกปี (ปี 2569 -2571) หากพบปัญหาในการดำเนินการ หรือสถานการณ์เปลี่ยนแปลง ให้จัดประชุมหารือหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง และปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์
4. กรอบ AFTA และ FTA หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการนำเข้า เป็นไปตามประกาศ/ระเบียบ พณ. และประกาศกรมการค้าต่างประเทศที่เกี่ยวข้อง
(2) มอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการฯ นำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา และมอบหมาย พณ. (กรมการค้าต่างประเทศ) ออกระเบียบ พณ. กำหนดมาตรการบริหารการนำเข้ากรอบความตกลง WTO
2.4 เห็นชอบการเปิดตลาดและการบริหารการนำเข้าสินค้าน้ำมันถั่วเหลืองและแฟรกชันของน้ำมันถั่วเหลือง (น้ำมันถั่วเหลืองฯ) มะพร้าวและมะพร้าวฝอยเนื้อมะพร้าวแห้งและน้ำมันมะพร้าวและแฟรกชันของน้ำมันมะพร้าว (น้ำมันมะพร้าวฯ) คราวละ 3 ปี (ปี2569 -2571) ทุกกรอบการค้าและจากประเทศนอกความตกลง ทั้งนี้ ตามพันธกรณีความตกลง WTO จัดสรรปริมาณการนำเข้าในโควตาปีต่อปี และให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2571
3. คณะกรรมการฯ ได้มีการกำหนดแนวทางและมาตรการในการบริหาร การนำเข้าอย่างรอบคอบ เพื่อมิให้เกษตรกรผู้ผลิตภายในประเทศได้รับผลกระทบ โดยที่ผ่านมา ผู้ประกอบการได้ให้ความร่วมมือกับภาครัฐปฏิบัติตามนโยบายด้วยดีเสมอมา นอกจากนี้ กษ. ได้มีการสนับสนุนให้มีการดำเนินการโครงการที่เกี่ยวกับถั่วเหลืองในปี 2568 เช่น โครงการนำร่อง ศูนย์ต้นแบบการผลิตถั่วเหลืองตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์สากลและแฟร์เทรด ณ อำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ โครงการวิจัยการพัฒนาพันธุ์ถั่วเหลืองให้มีความยาวของข้อแรกที่ติดฝักสูงจากพื้นดินเพิ่มมากขึ้น เป็นต้น เพื่อสามารถใช้เครื่องจักรมาช่วยในการเก็บเกี่ยว ลดการใช้แรงงานนอกจากนี้กรมวิชาการเกษตรยังมีเป้าหมายผลิตเมล็ดพันธุ์ของปี 2568 เพื่อรองรับการปรับเปลี่ยนการปลูกเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองแทนพื้นที่นาปรัง โดยได้เมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองรวม 568.10 ตัน รองรับพื้นที่ 37,900 ไร่
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่า เรื่องนี้เป็นการเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบการเปิดตลาดสินค้าเกษตรที่มีปริมาณในโควตา อัตราภาษีในและนอกโควตา แตกต่างจากที่กำหนดตามข้อผูกพันภายใต้ WTO ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2567 หากกรณีดังกล่าวก่อให้เกิดภาระต่องบประมาณหรือภาระทางการคลังในอนาคต หรือก่อให้เกิดการสูญเสียรายได้ของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐตามมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 กรณีจะเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไปตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและสมควรเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา ซึ่งต่อมาคณะกรรมการฯ ได้แจ้งยืนยันว่าการเปิดตลาดและการบริหารการนำเข้าสินค้ากากถั่วเหลืองและเมล็ดถั่วเหลืองตามที่คณะกรรมการฯ เสนอไม่เข้าข่ายตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเนื่องจากไม่ก่อให้เกิดภาระต่องบประมาณหรือภาระทางการคลังในอนาคต หรือก่อให้เกิดการสูญเสียรายได้ของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐ ตามมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 เพราะการเปิดตลาดนำเข้าสินค้าทั้ง 2 รายการเป็นการดำเนินการตามข้อกำหนด หลักเกณฑ์ และเงื่อนไขเดิมที่รัฐบาลได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องอยู่แล้วตั้งแต่ปี 2539 ในกรณีของเมล็ดถั่วเหลือง และตั้งแต่ปี 2560 ในกรณีของสินค้ากากถั่วเหลือง
โดยที่เรื่องนี้เป็นการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2547 ที่กำหนดให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบการเปิดตลาดสินค้าเกษตรตามข้อผูกพันภายใต้ WTO ตั้งแต่ปี 2548 ที่มีปริมาณในโควตา อัตราภาษีในโควตาและนอกโควตาแตกต่างจากที่กำหนดทุกรายการสินค้าเป็นแต่ละครั้งไป และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ที่กำหนดให้คณะกรรมการฯ มีอำนาจหน้าที่เสนอนโยบาย แผนการบริหารการจัดการ การพัฒนาการผลิต และการตลาดพืชน้ำมันและน้ำมันพืชต่อคณะรัฐมนตรี จึงเข้าข่ายเรื่องที่เสนอคณะรัฐมนตรีตามนัยมาตรา 4 (13) ของพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548
9. เรื่อง ประกาศคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน เรื่อง นโยบายการตรวจเงินแผ่นดิน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569
คณะรัฐมนตรีรับทราบประกาศคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน เรื่อง นโยบายการตรวจเงินแผ่นดิน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ตามที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เสนอ
สาระสำคัญ
1. สตง. รายงานว่า คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินได้จัดทำนโยบายการตรวจเงินแผ่นดิน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (นโยบายการตรวจเงินแผ่นดินฯ) ซึ่งเป็นการดำเนินการที่ต่อเนื่องจากนโยบายการตรวจเงินแผ่นดิน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566-2568 ภายใต้บริบทต่างๆ ที่เกี่ยวข้องและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อให้การตรวจเงินแผ่นดินของผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและการปฏิบัติงานตามหน้าที่และอำนาจของ สตง.เกิดผลสัมฤทธิ์ มีประสิทธิภาพ ส่งเสริมและสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566-2570) และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนรวมถึงสอดคล้องกับทิศทางขององค์กร ตรวจเงินแผ่นดินระหว่างประเทศ และผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินสามารถนำไปใช้เป็นกรอบในการจัดทำแผนการตรวจสอบและแผนปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ซึ่งนโยบายการตรวจเงินแผ่นดินที่เสนอในครั้งนี้ครอบคลุม 3 ประการ ได้แก่ (1) ทิศทางและเป้าหมายในการตรวจเงินแผ่นดิน (2) ผลสัมฤทธิ์ในการตรวจเงินแผ่นดินและ (3) การดำเนินการเพื่อพัฒนาการตรวจเงินแผ่นดิน มีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้
1.1 ทิศทางและเป้าหมายในการตรวจเงินแผ่นดิน เช่น
1.1.1 การตรวจเงินแผ่นดินต้องเป็นไปตามนโยบายการตรวจเงินแผ่นดิน หลักเกณฑ์มาตรฐานเกี่ยวกับการตรวจเงินแผ่นดิน และกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ ชอบด้วยกฎหมาย เป็นไปตามวัตถุประสงค์ คุ้มค่า เกิดผลสัมฤทธิ์มีประสิทธิภาพ และป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่การเงินการคลังของรัฐ โดยให้ความสำคัญกับการตรวจสอบในเรื่องต่าง ๆ เช่น การจัดเก็บรายได้ประเภทภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพากร กรมศุลกากร หรือกรมสรรพสามิต การใช้จ่ายเงินระบบหลักประกันสุขภาพต่าง ๆ การใช้จ่ายเงินโครงการของรัฐบาลที่มีผลกระทบต่อฐานะทางการเงินการคลังของรัฐ หรือโครงการที่มีผลกระทบต่อประชาชนหรือเรื่องที่สาธารณชนให้ความสนใจ เช่น โครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนภายใต้แผนการจัดทำโครงการร่วมลงทุน พ.ศ. 2563-2570 โครงการ/รายการกระตุ้นเศรษฐกิจตามแผนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ กรอบวงเงิน 115,375.27 ล้านบาท จากเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจการใช้จ่ายเงินเกี่ยวกับการบริหารจัดการภัยพิบัติที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนเป็นวงกว้างเช่น ระบบแจ้งเตือนภัยฉุกเฉิน การเบิกจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยในพื้นที่เขตภัยพิบัติการใช้จ่ายเงินในการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามแผนปฏิบัติการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ปี พ.ศ. 2564-2573 การแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางเฉลี่ยน้อยกว่า 2.5 ไมโครเมตร ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
1.1.2 การให้ความสำคัญกับการติดตามผลการตรวจสอบโดยให้หน่วยรับตรวจนำผลการตรวจสอบและข้อเสนอแนะไปปรับปรุงการใช้จ่ายเงินแผ่นดินเพื่อป้องกันข้อบกพร่องที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
1.1.3 การตรวจเงินแผ่นดินโดยมุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรม เช่น การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data Analytics) การใช้อากาศยานไร้คนขับและระบบปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) เพื่อเพิ่มผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพในการตรวจเงินแผ่นดิน
1.2 ผลสัมฤทธิ์ในการตรวจเงินแผ่นดิน เช่น
1.2.1 การตรวจเงินแผ่นดินมีความน่าเชื่อถือเป็นที่ยอมรับจากทุกภาคส่วนทั้งในประเทศและในระดับสากล และให้ความเชื่อมั่นกับประชาชนและผู้ใช้ประโยชน์จากรายงานการตรวจสอบ
1.2.2 สตง. สามารถให้คำแนะนำหรือข้อเสนอแนะในภาพรวมเพื่อให้ระบบการบริหารจัดการภาครัฐและการใช้จ่ายเงินแผ่นดินเกิดผลสัมฤทธิ์และมีประสิทธิภาพ
1.2.3 หน่วยรับตรวจสามารถนำผลการตรวจสอบ คำแนะนำและข้อเสนอแนะไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง ครบถ้วน ส่งผลให้การใช้จ่ายเงินแผ่นดินเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ มติคณะรัฐมนตรี และแผนการปฏิบัติราชการเป็นไปตามวัตถุประสงค์ประหยัด เกิดผลสัมฤทธิ์ และมีประสิทธิภาพ
1.3 การดำเนินการเพื่อพัฒนาการตรวจเงินแผ่นดิน
1.3.1 ด้านการตรวจเงินแผ่นดิน เช่น (1) ปรับปรุงและแก้ไขหลักเกณฑ์มาตรฐานเกี่ยวกับการตรวจเงินแผ่นดินให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงและมาตรฐานการตรวจเงินแผ่นดินที่เป็นที่ยอมรับของสากล (2) พัฒนาคู่มือและแนวทางการตรวจสอบให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์มาตรฐานที่มีการเปลี่ยนแปลงไป
1.3.2 ด้านการพัฒนาเทคโนโลยี เช่น พัฒนาศักยภาพการรักษาความมั่นคงและความปลอดภัยทางไซเบอร์และลดความเสี่ยงต่อการสูญหายของข้อมูลโดยจัดให้มีศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่มีคอมพิวเตอร์แม่ข่ายและอุปกรณ์ พร้อมซอฟต์แวร์ระบบบริหารจัดการศูนย์สำรองข้อมูลที่ได้มาตรฐานสากล รวมทั้งส่งเสริมสนับสนุนให้บุคลากร มีการรักษาความมั่นคงและความปลอดภัยทางไซเบอร์ตามแนวนโยบายและแนวปฏิบัติในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยด้านสารสนเทศของหน่วยงานของรัฐ
1.3.3 ด้านการพัฒนาการวิจัยและวิชาการ เช่น (1) การศึกษาวิจัยการใช้ประโยชน์จากรายงานการเงินของหน่วยงานภาครัฐ และการพัฒนาระบบงานเพื่อรองรับการจัดให้มีผู้สอบบัญชีภาครัฐ (2) พัฒนาการวิจัยได้ทันกับบริบทการตรวจเงินแผ่นดินสากล ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปและเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อสนับสนุนการตรวจเงินแผ่นดิน เช่น การศึกษาวิจัยและพัฒนาการใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจเงินแผ่นดิน
1.3.4 ด้านการบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคล เช่น พัฒนาบุคลากรของ สตง. ให้มีความรู้ ความสามารถ และทักษะเฉพาะด้านและแบบสหสาขาวิชาเพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมืออาชีพ
1.3.5 ด้านการต่างประเทศ เช่น ส่งเสริมบทบาทในการปฏิบัติหน้าที่คณะมนตรีขององค์การสถาบันการตรวจสอบสูงสุดแห่งเอเชีย รองประธานองค์การสถาบันการตรวจสอบสูงสุดแห่งอาเซียน รวมถึงการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประธานคณะทำงาน ด้านการตรวจสอบสิ่งแวดล้อมขององค์การสถาบันการตรวจสอบสูงสุดระหว่างประเทศหรือการทำหน้าที่ในองค์การระหว่างประเทศ
1.3.6 ด้านความร่วมมือ ความโปร่งใส และการประชาสัมพันธ์ เช่น (1) ส่งเสริมและสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลรักษาเงินแผ่นดินและทรัพย์สินของรัฐกับ สตง. โดยผ่านช่องทางการประชาสัมพันธ์ที่หลากหลาย เช่น เว็บไซต์และเฟซบุ๊กของ สตง. (2) ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการเปิดเผยรายงานผลการปฏิบัติงานประจำปีของ สตง. สรุปรายงานผลการตรวจสอบและเผยแพร่ผลงานวิจัยและงานวิชาการ ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เว็บไซต์ของ สตง. และเว็บไซต์ศูนย์กลางข้อมูลเปิดภาครัฐประเทศไทย (www.data.go.th)
2. สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีพิจารณาแล้วเห็นว่า โดยที่เรื่องนี้เป็นการดำเนินการตามมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. 2561 ที่บัญญัติให้นโยบายการตรวจเงินแผ่นดินที่คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินจัดทำแล้ว ให้แจ้งสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และคณะรัฐมนตรีทราบ และเผยแพร่ให้ประชาชนทราบ เป็นการทั่วไปด้วย จึงเข้าข่ายลักษณะเรื่องที่ให้เสนอคณะรัฐมนตรีได้ตามมาตรา 4 (1) แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548
10. เรื่อง มติสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 14 และข้อเสนอเชิงนโยบายด้านคุณธรรมของภาคีเครือข่ายสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ ต่อคณะรัฐมนตรี
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบมติสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 14 และข้อเสนอเชิงนโยบายด้านคุณธรรมของภาคีเครือข่ายสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ และให้คณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติรับความเห็นของกระทรวงมหาดไทยและข้อเสนอแนะของกระทรวงศึกษาธิการไปพิจารณาดำเนินการต่อไป รวมทั้งให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงสาธารณสุขรับข้อเสนอเชิงนโยบายด้านคุณธรรมไปพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
สาระสำคัญของเรื่อง
1. กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) โดยศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติได้จัดงานสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 14 เมื่อวันที่ 21 - 22 สิงหาคม 2568 ณ จังหวัดนนทบุรี ร่วมกับหน่วยงานองค์กรเจ้าภาพหลัก เช่น สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน กรมการศาสนา วธ. กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว พม. รวมถึงองค์กรภาคีร่วมจัดงานจากภาคส่วน ต่าง ๆ เช่น เครือข่ายองค์กรภาครัฐ เครือข่ายการศึกษา เด็กและเยาวชน เครือข่ายภาคประชาสังคม - ชุมชน และครอบครัว เครือข่ายธุรกิจเอกชน เครือข่ายองค์กรทางศาสนา เครือข่ายสื่อมวลชน ภายใต้แนวคิด “พลังครอบครัวและภาคีเครือข่ายเสริมสร้างนิเวศคุณธรรม สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” ในการนี้ สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติได้มีข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อให้รัฐบาล โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ จำนวน 3 เรื่อง ซึ่งคณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติในการประชุมครั้งที่ 1/2568 เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2568 ได้มีมติเห็นชอบให้ศูนย์คุณธรรมนำมติสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 14 และข้อเสนอเชิงนโยบายด้านการขับเคลื่อนคุณธรรมของภาคีเครือข่ายสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติดังกล่าวเสนอต่อคณะรัฐมนตรี และมอบหมายหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องดำเนินการกระบวนการต่อไปโดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
|
ข้อเสนอเชิงนโยบาย |
แนวทางการดำเนินงาน/หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น |
|
1. การเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์คุณธรรมอย่างใกล้ชิดเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาด้านคุณธรรมของสังคมไทย |
|
|
ขอให้สนับสนุนและจัดให้มีการรายงานสถานการณ์คุณธรรมของสังคมไทยเป็นรายจังหวัดด้วยเครื่องมือดัชนีชี้วัดคุณธรรมและทุนชีวิต ให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมของคนไทย |
1. ให้ มท. (กรมการปกครอง) สนับสนุนด้านนโยบายโดยขอความร่วมมือผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดให้ความสำคัญต่อการสำรวจสถานการณ์คุณธรรมของสังคมไทย 2. ให้สำนักงานสถิติแห่งชาติร่วมมือกับศูนย์คุณธรรมจัดทำแพลตฟอร์มกลางการสำรวจสถานการณ์คุณธรรมของสังคมไทย 3. ให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.) นำผลรายงานสถานการณ์คุณธรรมเผยแพร่ในระบบแพลตฟอร์มออนไลน์ของรัฐในทุกรูปแบบ เพื่อสร้างการรับรู้และความตระหนักในสังคมไทย 4. ให้ วธ. (กรมการศาสนา) สนับสนุนกระบวนการสร้างการรับรู้ให้เกิดการขยายผลการสำรวจสถานการณ์คุณธรรมของสังคมไทย ผ่านกลไกอนุกรรมการส่งเสริมคุณธรรมระดับจังหวัดและระดับกระทรวง |
|
2. การเสริมสร้างทุนชีวิตแก่เด็ก เยาวชน และครอบครัว พร้อมยกระดับศักยภาพเครือข่ายพี่เลี้ยงครอบครัว - ชุมชน เสริมสร้างระบบนิเวศคุณธรรม ให้เป็นพลังหลักในการพัฒนาทุนชีวิตเด็กและเยาวชน |
|
|
ขอให้สนับสนุนการพัฒนาครอบครัวพลังบวกซึ่งเป็นพื้นฐานชีวิตของสังคมไทย ส่งเสริมระบบกลไกพี่เลี้ยงชุมชน ผลักดันเรื่องระบบพี่เลี้ยง/ที่ปรึกษาชุมชน เสริมสร้างนิเวศคุณธรรม ด้วยจิตวิทยาเชิงบวกเข้าไปในกลไกของรัฐ เพื่อให้มีระบบดูแล เฝ้าระวัง ให้คำปรึกษา ผลักดัน พัฒนากิจกรรมและส่งต่อให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ |
1. ให้ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) เป็นหน่วยงานกลางในการดำเนินงานด้านข้อมูลวิชาการในการพัฒนารูปแบบครอบครัวพลังบวก โดยบทบาทของกลไกพี่เลี้ยงชุมชน 2. ให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พม. ร่วมกับ วธ. และ มท. สนับสนุนการพัฒนาครอบครัวพลังบวก ส่งเสริมระบบพี่เลี้ยงชุมชนผลักดันให้บรรจุไว้ในกลไกและแผนงานของภาครัฐและขยายไปให้ครอบคลุมพื้นที่ต่าง ๆ มากขึ้น |
|
3. มุ่งมั่นพัฒนาระบบเครดิตความดี Moral Credit ตามบริบทองค์กร และพื้นที่ เพื่อปกป้อง คุ้มครอง ยกย่องและเชิดชูเกียรติบุคคลและองค์กรต่าง ๆ และสนับสนุนการทำความดีในทุกรูปแบบ |
|
|
ขอให้สนับสนุนการสร้างระบบเครดิตทางสังคมอย่างจริงจังและต่อเนื่อง และเพิ่มโอกาสให้ผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้านคุณธรรมได้รับการชื่นชม ยกย่องและดำรงตำแหน่งสำคัญเพื่อให้คนดีมีพื้นที่ยืนและความดีมีพื้นที่ทางสังคม |
ให้ วธ. และ พม. นำแนวทางการพัฒนารูปแบบเครดิตความดีที่เหมาะสมกับบริบทของสังคมไทยที่ศูนย์คุณธรรมร่วมกับภาคีเครือข่าย หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องได้พัฒนารูปแบบและจัดการความรู้ โชว์ แชร์ เชื่อมไปขยายผลอย่างแพร่หลายต่อไป |
2. ประโยชน์และผลกระทบ
2.1 การสำรวจสถานการณ์คุณธรรมของสังคมไทยจะทำให้ทราบข้อมูลสถานการณ์คุณธรรมในระดับพื้นที่จังหวัด ผู้บริหารระดับสูงในจังหวัด รวมถึงผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะได้ใช้ประโยชน์ในการวางแผนการพัฒนาคุณภาพคนในแต่ละจังหวัดให้มีต้นทุนชีวิตที่ดีขึ้น รวมถึงมีดัชนีชี้วัดพฤติกรรมที่สะท้อนการมีคุณธรรมสำคัญของชาติ
2.2 การพัฒนายกระดับศักยภาพเครือข่ายพี่เลี้ยงครอบครัว – ชุมชน ด้วยการบูรณาการงานเข้าไปในกลไกของรัฐ จะสามารถเสริมสร้างระบบนิเวศคุณธรรม ให้เป็นพลังหลักในการพัฒนาทุนชีวิตเด็กและเยาวชนระบบพี่เลี้ยง/ ที่ปรึกษาชุมชนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
2.3 การเสริมสร้างให้มีการพัฒนายกระดับการขับเคลื่อนระบบเครดิตทางสังคม/เครดิตความดี Moral Credit เป็นการเพิ่มโอกาสให้ผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้านคุณธรรมได้รับการชื่นชม ยกย่อง มีระบบมารองรับความดี เพื่อให้คนดีมีพื้นที่ยืนและความดีมีพื้นที่ทางสังคม
11. เรื่อง รายงานผลการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและเห็นชอบตามที่คณะกรรมการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการ (ค.ต.ป.) เสนอ ดังนี้
1. รับทราบรายงานผลการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการ (รายงานฯ) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 และให้รัฐมนตรี หัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงและกรม ที่มีประเด็นสมควรปรับปรุงแก้ไข รับข้อเสนอแนะที่สำคัญของ ค.ต.ป. จำนวน 27 ข้อเสนอแนะไปพิจารณาดำเนินการ พร้อมทั้งรายงานผลความก้าวหน้าในการดำเนินการต่อ ค.ต.ป. ต่อไป
2. รับทราบการดำเนินงานของหน่วยงานตามข้อเสนอแนะของ ค.ต.ป. ในรายงานฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2567
โดยให้ส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการให้สอดคล้องกับแผนการดำเนินงานของประเทศในด้านต่าง ๆ ที่เป็นปัจจุบันด้วย รวมทั้ง รับความเห็นของ อว. และ สทนช. ไปพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
สาระสำคัญของเรื่อง
1. คณะกรรมการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการ (ค.ต.ป.) ในการประชุม ครั้งที่ 3/2567 เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2567 ได้มีมติเห็นชอบรายงานฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ตามมติคณะอนุกรรมการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการ (อ.ค.ต.ป.) เกี่ยวกับการกำหนดแนวทาง วิธีการ การตรวจสอบ และประเมินผลภาคราชการ ในการประชุมครั้งที่ 3/2567 เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2567 และให้เสนอคณะรัฐมนตรี มีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้
1.1 รายงานผลการตรวจสอบและประเมินผลของคณะอนุกรรมการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการ (อ.ค.ต.ป.) กลุ่มกระทรวงและ อ.ค.ต.ป. กลุ่มจังหวัด ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ครอบคลุมประเด็นการตรวจสอบหลัก จำนวน 8 ประเด็น ข้อเสนอแนะที่สำคัญ จำนวน 27 ข้อเสนอแนะ สรุปได้ ดังนี้
|
ประเด็น |
ข้อเสนอแนะที่สำคัญ เช่น |
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น |
|
(1) การบริหารจัดการน้ำ เพื่อแก้ไขปัญหาภัยพิบัติ |
เตรียมความพร้อมเพื่อการป้องกันและบรรเทาภัยด้านน้ำ โดยเฉพาะการบูรณาการข้อมูลด้านน้ำและนำเทคโนโลยีมาช่วยในการวิเคราะห์ คาดการณ์สถานการณ์พิบัติภัย ด้านน้ำ เพื่อป้องกัน บรรเทา และฟื้นฟูความเสียหายรวมทั้งการให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที |
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) สำนักงานคณะกรรมการนโยบาย ที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยี อวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (GISTDA) |
|
(2) การพัฒนาการเรียนรู้ เพื่อยกระดับศักยภาพคนในศตวรรษที่ 21 |
ศึกษาแนวทางการนำการประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (Programme for International Student Assessment: PISA) มากำหนดเป็นแนวทางการทดสอบวัดผลของผู้เรียนรู้แทนการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) รวมทั้ง พัฒนาทักษะของผู้ถ่ายทอดความรู้/ผู้สอน บริหารจัดการการพัฒนาการเรียนรู้สำหรับทุกช่วงวัย และสนับสนุนสภาพแวดล้อมในการส่งเสริมการเรียนรู้ |
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) กระทรวงแรงงาน (รง.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) |
|
(3) การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ และวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน |
ยกระดับหน่วยงาน คณะกรรมการ หรือคณะทำงานเกี่ยวกับการดูแลความปลอดภัย สวัสดิภาพ การช่วยเหลือและเยียวยานักท่องเที่ยวและการรักษาภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ให้เป็นศูนย์บัญชาการประสานงาน ป้องกัน ดูแล/รักษาความปลอดภัยและช่วยเหลือ นักท่องเที่ยวในรูปแบบ War Room (กทม. โมเดล) ที่เป็นการบูรณาการร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแบบครบวงจรตลอด 24 ชั่วโมง |
กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (กก.) กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กทม. |
|
(4) การสร้างระบบนิเวศเพื่อขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัล |
- จัดทำข้อมูลสำคัญภาครัฐและข้อมูลเปิดรองรับการเชื่อมโยงข้อมูลในรูปแบบดิจิทัล พัฒนาโครงสร้าง พื้นฐานด้านดิจิทัลเพื่อรองรับการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (Digital ID) โดยจัดทำแผนพัฒนาบริการในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ - พัฒนาทักษะดิจิทัลให้แก่บุคลากรภาครัฐและประชาชนเพื่อสร้างความตระหนักรู้ในเรื่องการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างปลอดภัย |
กระทรวงการคลัง (กค.) อว. ดศ. กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) มท. ศธ. สำนักงบประมาณ (สงป.) สำนักงาน ก.พ. สำนักงานปลัดสำนัก นายกรัฐมนตรี (สปน.) สำนักงานสภาพัฒนาการ เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สำนักงาน ก.พ.ร. สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) (สพร.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริม การลงทุน (สกท.) สำนักงาน ส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) |
|
(5) การเพิ่มโอกาสของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กและเศรษฐกิจฐานราก |
- กำหนดแนวทางพัฒนาส่งเสริมศักยภาพของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก โดยจัดลำดับความสำคัญของอุตสาหกรรมที่จะมุ่งเน้นทั้งภาคผลิต ภาคการค้าหรือภาคการบริการ - พัฒนาผลิตภัณฑ์สินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลายและมีคุณภาพได้มาตรฐาน และหาช่องทางตลาดสมัยใหม่ เพื่อดึงดูดลูกค้าให้เข้าถึงสินค้าได้โดยสะดวก |
มท. สสว. |
|
(6) การพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ |
พัฒนาระบบโลจิสติกส์เชื่อมโยงเส้นทางขนส่งระหว่าง พื้นที่โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกและระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ รวมทั้งเร่งแก้ไขปัญหาโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ท่าอากาศยานดอนเมือง |
กค. กระทรวงคมนาคม (คค.) มท. สำนักงานคณะกรรมการ นโยบายเขตพัฒนาพิเศษ ภาคตะวันออก (สกพอ.) กทม. |
|
(7) การเสริมสร้างผู้สูงอายุให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีมีความมั่นคงในชีวิต |
ขยายผลการดำเนินงานของเทศบาลเมืองบึงยี่โถ จังหวัดปทุมธานี ที่สร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วมของชุมชนในการดูแลผู้สูงอายุแบบยั่งยืนไปยังองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น (อปท.) รวมทั้งศึกษาความเป็นไปได้ในการให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการดูแลผู้สูงอายุ |
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) รง. มท. กระทรวง สาธารณสุข (สธ.)
|
|
(8) การกำกับติดตามการทำงานเพื่อให้เกิดการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ |
- สร้างการรับรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ พ.ศ. 2565 โดยพิจารณาบรรจุเรื่องดังกล่าวในหลักสูตรการอบรมของผู้ว่าราชการจังหวัดและรองผู้ว่าราชการจังหวัด - พัฒนาระบบบริหารการเงินการคลังภาครัฐแบบอิเล็กทรอนิกส์ใหม่ (New GFMIS Thai) รวมทั้งปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อรองรับการโอนสินทรัพย์ของจังหวัดและกลุ่มจังหวัด |
กค. มท. สงป. สำนักงาน ก.พ. สศช. สำนักงาน ก.พ.ร. |
1.2 รายงานผลการตรวจสอบและประเมินผลของ ค.ต.ป. ประจำกระทรวงประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 จำนวน 3 ประเด็น สรุปได้ ดังนี้
|
ประเด็น |
ข้อเสนอแนะที่สำคัญ เช่น |
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น |
|
(1) การตรวจสอบย่อยตามห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ซึ่งได้นำผลการตรวจสอบในประเด็นดังกล่าวไปผนวกรวมเป็นส่วนหนึ่งในรายงานผลการตรวจสอบและประเมินผลของ อ.ค.ต.ป. กลุ่มกระทรวง และ |
||
|
(2) การตรวจสอบและประเมินผลตามภารกิจของกระทรวง เช่น |
||
|
การส่งเสริมอุตสาหกรรมครบวงจร |
ยกระดับการส่งเสริมและสนับสนุนการรับรองมาตรฐานฮาลาลเป็นโครงการพัฒนา ฮาลาลแบบครบวงจรและส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม |
กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) |
|
การบูรณาการข้อมูลเพื่อ “ศูนย์ดำรงธรรมอัจฉริยะ” |
ให้มีการประมวลและนำเสนอข้อมูลในรูปแบบ Dashboard และใช้ระบบศูนย์ดำรงธรรมเป็นตัวกลางในการขับเคลื่อนงานและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ต่อยอดการวิเคราะห์ข้อมูล โดยสร้างความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ ในการแก้ไขปัญหาสาธารณะ |
มท. |
|
(3) การตรวจสอบและประเมินผลอื่น ๆ ซึ่งเป็นการประเมินความเสี่ยงการทุจริตในการดำเนินโครงการขนาดใหญ่ รายการงบลงทุนวงเงินตั้งแต่ 500 ล้านบาทขึ้นไป ที่มีการจัดซื้อจัดจ้างตามนัยมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2565 รวม 69 โครงการ จาก 11 กระทรวง โดยพบโครงการที่มีความเสี่ยง/ปัญหา จำนวน 5 โครงการ เช่น งานขุดคลองระบายน้ำหลาก ทำนบดินหัวงานและอาคารประกอบในโครงการคลองระบายน้ำหลาก บางบาล-บางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โครงการอ่างเก็บน้ำคลองแอ่ง จังหวัดตราด โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยเชียง (ตอนบน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดอุดรธานี และโครงการจัดหาแหล่งและเพิ่มพื้นที่ชลประทาน โดยมีการส่งมอบพื้นที่การก่อสร้างให้แก่ผู้รับจ้าง |
||
|
ให้ สงป. กรมป่าไม้ และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช หารือร่วมกันเพื่อกำหนดแนวปฏิบัติที่ชัดเจนเกี่ยวกับการขอใช้พื้นที่ที่อยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานต่าง ๆ สำหรับดำเนินโครงการเพื่อให้หน่วยงานสามารถดำเนินการได้ถูกต้องและส่งมอบพื้นที่การก่อสร้างให้กับผู้รับจ้างได้ตามแผนที่กำหนดไว้ |
กษ. ทส. สงป. |
|
1.3 รายงานผลการประเมินตนเองของ ค.ต.ป. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ซึ่งเป็นการประเมินเพื่อให้คณะกรรมการ/คณะอนุกรรมการในคณะต่าง ๆ ได้พิจารณาทบทวนและปรับปรุงแก้ไขการปฏิบัติงานตามหน้าที่ความรับผิดชอบให้มีประสิทธิภาพ มีกรอบการประเมินตนเอง จำนวน 4 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) องค์ประกอบและแนวปฏิบัติของคณะกรรมการ (2) การให้ข้อเสนอแนะและข้อคิดเห็นจากการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการ (3) การใช้ประโยชน์จากรายงานฯ และ (4) การบรรลุเป้าหมายของการดำเนินการโดยประเมินปีละ 2 ครั้ง สรุปได้ ดังนี้
|
ประเด็น |
ผลการประเมิน |
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น |
|
การประเมินครั้งที่ 1 (1 ตุลาคม 2566 – |
- องค์ประกอบที่ 1 องค์ประกอบและแนวปฏิบัติของคณะกรรมการ มีคะแนนเฉลี่ยรวมสูงที่สุดอยู่ที่ 4.39 คะแนน (ระดับดีเยี่ยม)* - องค์ประกอบที่ 3 การใช้ประโยชน์จากรายงานฯ มีคะแนนเฉลี่ยรวมต่ำที่สุดอยู่ที่ 4.16 คะแนน (ระดับดีมาก)** |
ค.ต.ป. (1 คณะ) อ.ต.ค.ป. (9 คณะ) ค.ต.ป. ประจำกระทรวง (20 คณะ)
|
|
การประเมินครั้งที่ 2 (1 เมษายน 2567 – 30 กันยายน 2567) |
- องค์ประกอบที่ 1 องค์ประกอบและแนวปฏิบัติของคณะกรรมการ มีคะแนนเฉลี่ยรวมสูงที่สุดอยู่ที่ 4.62 คะแนน (ระดับดีเยี่ยม)* - องค์ประกอบที่ 3 การใช้ประโยชน์จากรายงานฯ มีคะแนนเฉลี่ยรวมต่ำที่สุดอยู่ที่ 4.21 คะแนน (ระดับดีมาก)** |
|
|
หมายเหตุ : * มีคะแนนเฉลี่ยรวมสูงที่สุด เนื่องจาก ค.ต.ป. มีบุคคลที่มีความรู้และประสบการณ์หลากหลาย ส่งผลให้ ค.ต.ป. สามารถปฏิบัติหน้าที่โดยรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ** มีคะแนนเฉลี่ยรวมต่ำที่สุด เนื่องจากการจัดเก็บและจัดการข้อมูลระหว่าง ค.ต.ป. ประจำกระทรวง ในการตรวจสอบและประเมินผลไม่เพียงพอต่อการวิเคราะห์ข้อมูล |
||
2. การดำเนินงานของหน่วยงานตามข้อเสนอแนะของ ค.ต.ป. ในรายงานฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 ซึ่งมีข้อเสนอแนะที่สำคัญ จำนวน 72 ข้อเสนอแนะ เพื่อให้ส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐขับเคลื่อนงานตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2567 โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ได้มีการติดตามความก้าวหน้าการดำเนินการตามข้อเสนอแนะดังกล่าวแล้วพบว่า ดำเนินการแล้วเสร็จ จำนวน 5 เรื่อง เช่น (1) จัดทำรายงานผลการศึกษาความเป็นไปได้ในการรับจดทะเบียนรถยนต์รับจ้างสามล้อทั่วประเทศที่สอดคล้องกับความต้องการในพื้นที่ (คค.) (2) ปรับเปลี่ยนรูปแบบและวิธีการประเมินผลสำเร็จในการส่งเสริมและพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และเศรษฐกิจฐานราก โดยกำหนดตัวชี้วัดขับเคลื่อนการบูรณาการร่วมกัน (สงป. สศช. สสว. ร่วมกับสำนักงาน ก.พ.ร.) สำหรับการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะฯ ส่วนที่เหลือเป็นการดำเนินงานที่เข้าข่ายงานประจำหรือเป็นข้อเสนอแนะที่ดำเนินการต่อเนื่องในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 จึงได้มีการยุติการรายงานความก้าวหน้าการดำเนินการตามข้อเสนอแนะตามรายงานฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 ทั้ง 72 ข้อเสนอแนะแล้ว
12. เรื่อง ข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศจากฝุ่น PM25
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศจากฝุ่น PM2.5 ตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เสนอ รวมทั้งมอบหมายให้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เป็นหน่วยงานหลักรับเรื่องนี้ไปพิจารณาร่วมกับ กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) กระทรวงคมนาคม (คค.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.) กระทรวงพลังงาน (พน.) กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อศึกษาแนวทางและความเหมาะสมของข้อเสนอแนะดังกล่าว และให้ ทส. สรุปผลการพิจารณาหรือผลการดำเนินการดังกล่าวในภาพรวม แล้วส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจาก สลค. เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป
สาระสำคัญของเรื่อง
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) รายงานว่า ได้ติดตามสถานการณ์มลพิษทางอากาศจากฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (Particulate Matter: PM2.5) รวมทั้งการดำเนินการของรัฐบาลในการแก้ไข ปัญหาดังกล่าว แต่สถานการณ์ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงได้ศึกษาข้อมูลรวมทั้งจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องพบว่า ฝุ่น PM2.5 เป็นปัญหามลพิษทางอากาศที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงและต่อเนื่องในประเทศไทย โดยมีแหล่งกำเนิดจากหลายภาคส่วน ได้แก่ ภาคอุตสาหกรรม ภาคคมนาคม ภาคป่าไม้ ภาคเกษตรกรรม ภาคเมือง รวมทั้งจากมลพิษข้ามพรมแดน ปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อสิทธิมนุษยชน ได้แก่ 1) สิทธิในสุขภาพ 2) สิทธิทางเศรษฐกิจและมาตรฐานการครองชีพ และ 3) สิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง เป็นข้อท้าทายสำคัญต่อการเตรียมความพร้อมรับมือและป้องกันตนเอง โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทและกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ เด็ก รวมทั้งผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างทั่วถึง ซึ่งภาครัฐต้องสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้อง ครอบคลุมผลกระทบและแนวทางดูแลตนเอง ดังนั้น กสม. จึงได้มีข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศจากฝุ่น PM2.5 ดังนี้
1. ให้รัฐบาลผลักดันร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. .... ที่ยังไม่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาเพื่อให้มีผลใช้บังคับโดยเร็ว
2. ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กระทรวงมหาดไทย (มท.)
และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการตามแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติการแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568-2570 ครอบคลุมมาตรการป้องกัน ควบคุม และการลดมลพิษที่แหล่งกำเนิดอย่างเป็นระบบ
3. ให้ ทส. กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.) และหน่วยงานอื่น ที่เกี่ยวข้องพัฒนาระบบฐานข้อมูลคุณภาพอากาศโดยบูรณาการเทคโนโลยีดาวเทียมและระบบตรวจวัดมลพิษทางอากาศที่สามารถระบุแหล่งกำเนิดมลพิษได้อย่างชัดเจน เพื่อเพิ่มศักยภาพการเฝ้าระวัง การเตือนภัย และการสื่อสารให้ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่ม
4. ให้ มท. ทส. และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เร่งกระจายอำนาจให้องค์กรปกครอง
ส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพื่อร่วมป้องกันแก้ไขปัญหา โดยจัดสรรงบประมาณที่เพียงพอ มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย สนับสนุนองค์ความรู้และอุปกรณ์ด้านการตรวจวัดหรือเทคโนโลยีติดตามคุณภาพอากาศเพื่อให้ อปท. สามารถป้องกันแก้ไขปัญหามลพิษในพื้นที่ของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
5. ให้ ทส. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) มท. และหน่วยงานอื่น ที่เกี่ยวข้องทบทวนมาตรการห้ามเผาเด็ดขาดโดยคำนึงบริบทเชิงพื้นที่และการเกษตรที่ยังพึ่งพาการเผาแบบไร่หมุนเวียน รวมถึงนำเทคโนโลยี อาทิ แอปพลิเคชัน Fire-D สนับสนุนการบริหารจัดการการเผาที่ยืดหยุ่นและไม่ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีพของประชาชน
6. ให้กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) ทส. และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องควบคุมและกำกับดูแลโรงงานอุตสาหกรรมอย่างทั่วถึงและเข้มงวด โดยกำหนดให้ใช้ระบบตรวจวัดการระบายมลพิษแบบต่อเนื่อง (Continuous Emission Monitoring System: CEMS) ซึ่งต้องเปิดเผย ต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส
7. ให้กระทรวงคมนาคม (คค.) ทส. และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ยกระดับมาตรฐานไอเสียรถยนต์ให้เป็นไปตามเกณฑ์ EURO 6 ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลกำหนดปริมาณการปล่อยมลพิษของรถยนต์ ตรวจจับรถยนต์ที่ปล่อยควันดำเกินมาตรฐานในพื้นที่เสี่ยงอย่างจริงจัง
8. ให้ กษ. อก. และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องพัฒนาและส่งเสริมการเข้าถึงเทคโนโลยีการจัดการเศษวัสดุการเกษตร โดยกำหนดมาตรการจูงใจทางเศรษฐกิจและมุ่งปรับเปลี่ยนวิธีการเพื่อลดหรือหลีกเลี่ยงการเผา
9. ให้กระทรวงพลังงาน (พน.) อก. ทส. และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องส่งเสริมเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และชีวมวล เป็นต้น เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมถึงฝุ่น PM2.5 จากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลในภาคอุตสาหกรรม
10. ให้ สธ. กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) มท. และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องกำหนดมาตรการด้านสาธารณสุขเพื่อคุ้มครองประชาชนรวมถึงกลุ่มเสี่ยง อาทิ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ป่วยโรคประจำตัว โดยจัดหาอุปกรณ์ป้องกันที่เข้าถึงง่ายและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการปรับรูปแบบการเรียนการสอนในช่วง ที่ค่าฝุ่น PM2.5 สูง
11. ให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ทส. กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องผลักดันความร่วมมือระหว่างประเทศภายใต้กลไกศูนย์ประสานงานอาเซียน ว่าด้วยมลพิษทางอากาศข้ามพรมแดน (ASEAN Coordinating Centre for Transboundary Haze Pollution) ทั้งในด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูล การเฝ้าระวังร่วมและการพัฒนามาตรการลดการเผาในประเทศต้นทาง รวมถึงกำหนดมาตรการคัดกรองหรือควบคุมการนำเข้าสินค้าเกษตร ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเผาหรือกระบวนการผลิตที่ก่อให้เกิดมลพิษ
13. เรื่อง ขอความเห็นชอบการกู้เงินเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินกิจการของสำนักงาน ธนานุเคราะห์
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติการกู้เงินเพื่อให้สำนักงานธนานุเคราะห์ (สธค.) มีเงินทุนหมุนเวียนเพียงพอในการดำเนินกิจการ และเป็นการเสริมสภาพคล่องสำหรับรองรับธุรกรรมการให้บริการรับจำนำแก่ประชาชน ประจำปีงบประมาณ 2569 จำนวน 2,000 ล้านบาท และดำเนินการต่ออายุสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี จำนวน 500 ล้านบาท ออกไปอีกเป็นเวลา 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 - 30 กันยายน 2571 ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เสนอ
เรื่องเดิม
1. คณะรัฐมนตรีมีมติ (25 มิถุนายน 2567) อนุมัติให้ พม. ต่ออายุสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับธนาคารออมสิน วงเงิน 500 ล้านบาท ออกไปอีก 2 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 เพื่อเป็นเงินทุนสำรองสำหรับหมุนเวียนรับจำนำและสำหรับใช้จ่ายในการบริหารเงินให้เกิดสภาพคล่องในกิจการของ สธค. ตามที่ พม. เสนอ และให้ พม. รับความเห็นของกระทรวงการคลัง (กค.) และสำนักงบประมาณ (สงป.) เช่น ควรพิจารณาจัดทำแผนบริหารความเสี่ยงและแผนทางการเงินล่วงหน้าเพื่อให้สามารถบริการประชาชนได้ทันต่อสถานการณ์รวมทั้งข้อสังเกตของนายกรัฐมนตรีว่า พม. ควรพิจารณาความจำเป็นเหมาะสมในการขยายวงเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชี ของ สธค. เพิ่มมากขึ้นในอนาคต ให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและเปิดโอกาสให้แก่ประชาชนผู้ประสบปัญหาทางการเงิน โดยเฉพาะผู้ที่มีรายได้น้อยได้เข้าถึงแหล่งเงินทุนในการดำรงชีวิตที่มีดอกเบี้ยต่ำได้อย่างรวดเร็ว เพียงพอ และทั่วถึงมากยิ่งขึ้น
2. คณะรัฐมนตรีมีมติ (30 กันยายน 2568) อนุมัติแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2569 ตามที่คณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะเสนอ ซึ่งรวมถึงแผนเงินกู้เพื่อดำเนินโครงการหรือเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินกิจการทั่วไป (หนี้ในประเทศ) ของ สธค. จำนวน 2,500 ล้านบาท ประกอบด้วย (1) เงินกู้ระยะยาวเพื่อใช้หมุนเวียนรับจำนำและอื่น ๆ โดย กค. ไม่ค้ำประกัน จำนวน 2,000 ล้านบาท และ (2) โครงการต่ออายุสัญญากู้เงินเบิกเกินบัญชีเพื่อใช้เป็นเงินทุนสำรองหมุนเวียนรับจำนำและอื่นๆ จำนวน 500 ล้านบาท
สาระสำคัญของเรื่อง
การกู้เงินเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินกิจการของสำนักงานธนานุเคราะห์ จำนวน 2,000 ล้านบาท และการต่ออายุสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี จำนวน 500 ล้านบาท ออกไปอีกเป็นเวลา 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 - 30 กันยายน 2571 โดยกระทรวงการคลังไม่ค้ำประกัน มีวัตถุประสงค์เพื่อไว้ใช้ในกิจการเป็นเงินทุนในการหมุนเวียนรองรับธุรกรรมการรับจำนำที่มีความต้องการอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเพื่อประกันการขาดสภาพคล่องทางการเงิน ที่อาจส่งผลกระทบต่อประชาชน ซึ่งคณะกรรมการอำนวยการสำนักงานธนานุเคราะห์ได้มีมติเห็นชอบแล้วโดยวงเงินดังกล่าวได้รับการบรรจุอยู่ในแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2569 ที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติแล้วเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 ประกอบกับสำนักงานธนานุเคราะห์มีผลการดำเนินงานและความสามารถในการชำระหนี้อยู่ในเกณฑ์ดี
ในครั้งนี้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) (สธค.) จึงขอเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติการกู้เงิน เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนกิจการ จำนวน 2,000 ล้านบาท และดำเนินการต่ออายุสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี จำนวน 500 ล้านบาท ออกไปอีกเป็นเวลา 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 - 30 กันยายน 2571 ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า เรื่องที่ พม. เสนอเป็นการดำเนินการ ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 ประกอบกับ คณะรัฐมนตรีได้มีมติ (30 กันยายน 2568) อนุมัติแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปี งบประมาณ 2569 ซึ่งมีการบรรจุแผนเงินกู้ของ สธค. วงเงินดังกล่าวไว้แล้ว จึงเป็นการดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด มิได้เป็นกรณีที่คณะรัฐมนตรีกระทำการ อันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไปตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กรณีจึงเป็นเรื่องที่คณะรัฐมนตรีที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปสามารถพิจารณาอนุมัติตามข้อเสนอของ พม.ได้
ต่างประเทศ
14. เรื่อง ผลการประชุมระดับรัฐมนตรีว่าด้วยเรื่องของมหาสมุทร ครั้งที่ 5 และการประชุมอื่นที่เกี่ยวข้อง คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการประชุมระดับรัฐมนตรีว่าด้วยเรื่องมหาสมุทร ครั้งที่ 5 และการประชุมอื่นที่เกี่ยวข้อง ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ
สาระสำคัญ
1. เดิมคณะรัฐมนตรีมีมติ (29 เมษายน 2568) เห็นชอบร่างแถลงการณ์ร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรีด้านมหาสมุทรของเอเปค ค.ศ.2025 (ร่างแถลงการณ์ร่วมฯ) โดยมีสาระสําคัญ เช่น (1) สนับสนุนการพัฒนานโยบายและความร่วมมือระดับภูมิภาคที่เข้มแข็งมุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนข้อมูล และสร้างความสามารถในการติดตามความเปลี่ยนแปลงของทะเล (2) ให้ความสำคัญต่อการจัดการขยะทะเลและมลพิษทางทะเล
(3) ให้การสนับสนุนการประมง และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ยั่งยืน เป็นต้น และอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือผู้แทนร่วมรับรองร่างแถลงการณ์ร่วมฯ โดยไม่มีการลงนาม ทั้งนี้ หากมีความจำเป็น ต้องปรับเปลี่ยนร่างแถลงการณ์ร่วมฯ ในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญและไม่ขัดกับหลักการที่คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบไว้ ให้ ทส. ดำเนินการได้ โดยให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีทราบภายหลังพร้อมทั้งชี้แจงเหตุผลและประโยชน์ที่ไทยได้รับจากการปรับเปลี่ยนดังกล่าว
2. ภายหลังคณะรัฐมนตรีมีมติตามข้อ 1. ทส. ได้เข้าร่วมการประชุม ระดับรัฐมนตรีว่าด้วยเรื่องของมหาสมุทร ครั้งที่ 5 (5th APEC Ocean-related Ministerial Meeting : การประชุม AOMM 5) และการประชุมที่เกี่ยวข้องที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 เมษายน - 1 พฤษภาคม 2568 ณ เมืองปูซาน สาธารณรัฐเกาหลี ภายใต้หัวข้อหลัก "Navigating Our Blue Future - Connection, Innovation, and Prosperity" โดยมีสมาชิกเขตเศรษฐกิจเอเปคเข้าร่วมการประชุม จำนวน 19 เขตเศรษฐกิจ จากทั้งหมด 21 เขตเศรษฐกิจ (ประเทศที่ไม่ได้เข้าร่วม ได้แก่ สหพันธรัฐมาเลเซียและสาธารณรัฐโคลอมเบีย) โดยการประชุม AOMM 5 ได้แลกเปลี่ยนความเห็นในประเด็นต่าง ๆ เช่น (1) การเสริมสร้างความสามารถในการฟื้นตัวของมหาสมุทรและการอนุรักษ์สภาพแวดล้อมทางทะเลเพื่อความเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน (2) การต่อต้านการทำประมงที่ผิดกฎหมายและการส่งเสริม การเพาะเลี้ยงสัตว์อย่างยั่งยืน (3) การส่งเสริมศักยภาพในทุกภาคส่วนเพื่อบรรลุความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจภาคทะเล เป็นต้น อีกทั้งที่ประชุม AOMM 5 ได้พิจารณาร่างแถลงการณ์ร่วมฯ ซึ่งมีเขตเศรษฐกิจส่วนหนึ่งแสดงความไม่เห็นพ้องต่อข้อความที่เกี่ยวข้องกับประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ (ไม่มีการเปิดเผยชื่อเขตเศรษฐกิจ) แถลงการณ์ฉบับดังกล่าวจึงไม่สามารถประกาศเป็นเอกสารผลลัพธ์การประชุมในนามแถลงการณ์ร่วมได้ (Joint Statement) เนื่องจากที่ประชุมได้ยึดหลักฉันทามติ ประธานในที่ประชุมจึงเสนอให้เผยแพร่เอกสารดังกล่าวในรูปแบบแถลงการณ์ประธานการประชุม (Chair's Statement) โดยยังคงสาระสำคัญเดิม ซึ่งที่ประชุมได้เห็นชอบและร่วมรับรองแถลงการณ์ประธานการประชุมระดับรัฐมนตรีมหาสมุทรของเอเปค ค.ศ. 2025 โดยการปรับแก้ดังกล่าวไม่ขัดกับผลประโยชน์ของประเทศไทยและเป็นไปตามหลักการที่คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบไว้
3. สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีพิจารณาแล้วเห็นว่า โดยที่เรื่องนี้เป็นการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2568 (เรื่อง ขอความเห็นชอบต่อร่างแถลงการณ์ร่วม การประชุมระดับรัฐมนตรีด้านมหาสมุทรของเอเปค ค.ศ.2025) ซึ่งกำหนดให้หากมีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนร่างแถลงการณ์ร่วมฯ ในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญและไม่ขัดกับหลักการที่คณะรัฐมนตรี ได้ให้ความเห็นชอบไว้ให้ ทส. ดำเนินการได้โดยให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีทราบภายหลัง พร้อมทั้งชี้แจงเหตุผลและประโยชน์ที่ไทยได้รับจากการปรับเปลี่ยนดังกล่าว จึงเข้าข่ายเรื่องที่เสนอคณะรัฐมนตรีได้ ตามมาตรา 4 (13) แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548 ที่บัญญัติให้เรื่องที่เสนอต่อคณะรัฐมนตรีให้เสนอได้เฉพาะเรื่องที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้เสนอคณะรัฐมนตรี
15. เรื่อง รายงานผลการลงนามสนธิสัญญาอาเซียนว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดน
คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานผลการลงนามสนธิสัญญาอาเซียนว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดน (ASEAN Treaty on Extradition) (สนธิสัญญา) ตามที่กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) เสนอ
สาระสำคัญ
1.คณะรัฐมนตรีมีมติ (4 พฤศจิกายน 2568) เห็นชอบร่างสนธิสัญญาฯ และอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมลงนามในสนธิสัญญาฯ โดยร่างสนธิสัญญาฯ มีเนื้อหาสาระและหลักเกณฑ์ในการให้ความร่วมมือในการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งได้กำหนดเงื่อนไข เละขั้นตอนในบทบัญญัติ รวม 28 ข้อ เช่น (1) พันธกรณีในการส่งผู้ร้ายข้ามแดน (2) ความผิดที่ส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้ (3) หลักเกณฑ์ในการส่งผู้ร้ายข้ามแดน (4) เหตุสำหรับปฏิเสธไม่ส่งผู้ร้ายข้ามแดน (5) เหตุสำหรับการใช้ดุลยพินิจปฏิเสธการส่งผู้ร้ายข้ามแดน
2.ยธ. รายงานว่า
2.1 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้ร่วมลงนามในสนธิสัญญากับผู้แทนรัฐบาลของประเทศสมาชิกอาเซียน รวม 11 ประเทศ เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 ณ กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ (ฟิลิปปินส์) ในห้วงการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านกฎหมาย (ASEAN Law Ministers Meeting: ALAWMM) ครั้งที่ 13 ทั้งนี้จากการตรวจสอบถ้อยคำในสนธิสัญญาปรากฏว่าไม่มีการแก้ไขปรับปรุงใด ๆ จากสนธิสัญญาที่คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นขอบไว้เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งมีสาระสำคัญ เช่น
2.1.1 สนธิสัญญาฉบับนี้บังคับใช้กับคำร้องขอส่งผู้ร้ายข้ามแดน และคำร้องขอจับกุมชั่วคราวที่ยื่นหลังสนธิสัญญามีผลใช้บังคับ โดยไม่คำนึงถึงวันที่กระทำความผิด
2.1.2 ความผิดที่อนุญาตให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้นั้น จะต้องเป็นความผิดที่ระวางโทษตามกฎหมายของทั้งภาคีผู้ร้องขอและภาคีผู้รับคำขอ โดยความผิดดังกล่าวจะต้องมีโทษจำคุกหรือจำกัดเสรีภาพอย่างน้อย 1 ปีขึ้นไป ตามที่ภาคีผู้รับคำขอกำหนด สําหรับกรณีที่ต้องการตัวเพื่อบังคับโทษ จะต้องเหลือระยะเวลาของโทษนั้นไม่น้อยกว่า 6 เดือน ทั้งนี้ หากคำร้องขอประกอบด้วยความผิดหลายฐาน แม้บางความผิดจะไม่เข้าเงื่อนไขโทษขั้นต่ำ ภาคีผู้รับคำขออาจพิจารณาอนุญาตให้ส่งตัวได้ หากมีอย่างน้อยหนึ่งฐานความผิดที่เข้าเงื่อนไขกำหนด
2.1.3 สนธิสัญญานี้ได้กำหนดเหตุสำหรับการปฏิเสธไม่ส่งผู้ร้ายข้ามแดน เช่น
(1) จะต้องปฏิเสธการส่งผู้ร้ายข้ามแดน หากความผิดที่ขอให้ส่งตัวนั้นมีลักษณะเป็นความผิดทางการเมือง เว้นแต่จะเป็นความผิดร้ายแรง เช่น การก่อการร้าย หรือความผิดต่อประมุขแห่งรัฐ หรือเป็นความผิดทางทหารที่ไม่ใช่ความผิดอาญาทั่วไป นอกจากนี้ การส่งตัวต้องถูกปฏิเสธในกรณีที่บุคคลนั้นถูกตัดสินถึงที่สุดแล้ว ได้รับโทษ อภัยโทษ หรือพ้นจากความผิดแล้ว ตามหลักห้ามพิจารณาซ้ำ หรือกรณีที่บุคคลนั้นได้รับความคุ้มกันจากการดำเนินคดีแล้ว เช่น หมดอายุความหรือได้รับนิรโทษกรรม หรือหากพบว่าคำร้องขอนั้น มีเจตนาเพื่อลงโทษด้วยเหตุผลทางเชื้อชาติ ศาสนา หรือการเมือง หรือกรณีที่บุคคลนั้น จะไม่ได้รับหลักประกันขั้นต้นในการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม
(2) ภาคีผู้รับคำขอสามารถใช้ดุลยพินิจปฏิเสธ การส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้เมื่อพิจารณาแล้วว่าการส่งตัวจะกระทบต่อความมั่นคงแห่งชาติ หรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ นอกจากนี้ ยังสามารถปฏิเสธได้ในกรณีที่การพิจารณาคดี โดยศาลบังคับใช้กฎหมายศาสนาหรือจารีตประเพณีเป็นหลัก การส่งตัวเป็นการละเมิดพันธกรณีระหว่างประเทศอื่น ความล่าช้าของเวลา หรือการกระทำความผิดที่ไม่ร้ายแรงเพียงพอ รวมถึงเหตุผลด้านมนุษยธรรมเกี่ยวกับอายุและสุขภาพของผู้ถูกร้องขอ
2.2 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมฟิลิปปินส์ (รักษาการ) ในฐานะประธานรัฐมนตรีอาเซียนด้านกฎหมายได้ส่งมอบสนธิสัญญาฯ ให้แก่เลขาธิการอาเซียน ในฐานะผู้เก็บรักษา (Depositary) และต่อมาสำนักเลขาธิการอาเซียนได้ส่งสําเนาสนธิสัญญาฯ ไปยังคณะผู้แทนถาวรของแต่ละประเทศประจำอาเซียน ณ กรุงจาการ์ตา สำหรับประเทศไทย กระทรวงการต่างประเทศ (กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย) เป็นผู้รับผิดชอบในการเก็บรักษา สำเนาสนธิสัญญาฯ
3. ยธ.ได้ขอให้ กต. จัดทำสัตยาบันสารสำหรับสนธิสัญญาฯ เพื่อนำไป ยื่นต่อเลขาธิการอาเซียนในฐานะผู้เก็บรักษาสนธิสัญญาฯ เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ สนธิสัญญาฯ จะมีผลใช้บังคับใน 30 วัน นับจากวันที่รัฐสมาชิกอาเซียนอย่างน้อย 6 รัฐ ได้แจ้งต่อสำนักเลขาธิการ อาเซียนว่าสนธิสัญญาฯ มีผลใช้บังคับแล้ว
4. สํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีพิจารณาแล้วเห็นว่า โดยที่เรื่องดังกล่าว เป็นการดําเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2551 ที่กําหนดให้รัฐมนตรีที่เดินทางไปราชการต่างประเทศ เมื่อเดินทางกลับจากราชการแล้วให้รายงานสรุปผลการดําเนินการต่อคณะรัฐมนตรี จึงเข้าลักษณะเรื่องที่เสนอคณะรัฐมนตรีได้ตามมาตรา 4 (13) แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548 ที่บัญญัติให้การเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรีให้เสนอได้เฉพาะเรื่องที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้เสนอคณะรัฐมนตรี
16. เรื่อง ผลการประชุมคณะอนุกรรมาธิการด้านการค้าและความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย - สหพันธรัฐรัสเซีย ครั้งที่ 5
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบผลการประชุมคณะอนุกรรมาธิการด้านการค้าและความร่วมมือทางเศรษฐกิจประเทศไทย (ไทย) - สหพันธรัฐรัสเซีย (รัสเซีย) ครั้งที่ 5 (การประชุมฯ) ตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอ และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามผลการประชุมฯ เพื่อให้ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างไทย - รัสเซีย เกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้ง ให้ พณ. รับความเห็นของ สศช. และ สศส. ไปพิจารณาดำเนินการต่อไป
สาระสำคัญของเรื่อง
1. กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) ได้เสนอผลการประชุมคณะอนุกรรมาธิการด้านการค้าและความร่วมมือทางเศรษฐกิจประเทศไทย (ไทย) - สหพันธรัฐรัสเซีย (รัสเซีย) ครั้งที่ 5 (การประชุมฯ) รวมถึงมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามผลการประชุมฯ เพื่อให้ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างไทย - รัสเซีย เกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม โดยการประชุมฯ มีสาระสำคัญเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ หารือแนวทางความร่วมมือในการขยายความสัมพันธ์ทางการค้า รวมถึงทบทวนเป้าหมายการค้าจำนวน 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากเดิมที่กำหนดให้บรรลุภายในปี 2567 ปรับเป็นเป้าหมายระยะยาว การขยายความร่วมมือเศรษฐกิจระหว่างกัน โดยร่วมพิจารณาหาแนวทางการอำนวยความสะดวกและการแก้ไขปัญหาอุปสรรคทางการค้าระหว่างสองประเทศ ส่งเสริมความร่วมมือในสาขาที่ทั้งสองฝ่ายจะได้รับประโยชน์ร่วมกัน เช่น การลงทุน การเกษตร อุตสาหกรรม การเงินการธนาคาร คมนาคม พลังงาน การศึกษา เทคโนโลยีสารสนเทศ สาธารณสุขเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงด้านความร่วมมือในประเด็นใหม่ ๆ ที่ทั้งสองฝ่ายมีศักยภาพ ทั้งนี้ กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวง อุตสาหกรรมรับทราบ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงพลังงาน กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน และสำนักงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) (สศส.) เห็นชอบ/ไม่ขัดข้อง โดย สศช. และ สศส. มีความเห็นเพิ่มเติม เช่น พณ. ควรพิจารณาบริหารจัดการทิศทางการค้าระหว่างประเทศ โดยคำนึงถึงการรักษาดุลภาพทางภูมิรัฐศาสตร์การค้า เพื่อสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว
ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่า เรื่องนี้ไม่มีประเด็นที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับการเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและไม่มีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไปตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
2. ประโยชน์และผลกระทบ
การประชุมฯ ประสบผลสำเร็จในการกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการค้าระหว่างไทยและรัสเซีย โดยเฉพาะการผลักดันให้ดำเนินความร่วมมือในหลายสาขาที่มีศักยภาพและเป็นประโยชน์ระหว่างกัน เช่น ด้านศุลกากร ด้านการเกษตร ด้านอุตสาหกรรม ความร่วมมือทางธุรกิจ ซึ่งหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องต้องนำไปปฏิบัติและติดตามความคืบหน้า เพื่อยกระดับความร่วมมือระหว่างกันและเร่งรัดการดำเนินการให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
17. เรื่อง แถลงการณ์ร่วมว่าด้วยกรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างสหรัฐอเมริกาและไทย (Joint Statement on Framework for United States-Thailand Agreement on Reciprocal Trade)
คณะรัฐมนตรีรับทราบแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยกรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างสหรัฐอเมริกาและไทยที่มีการปรับเปลี่ยนในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญ ตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอ
สาระสำคัญ
1.เดิมคณะรัฐมนตรีมีมติ (1 สิงหาคม 2568) เห็นชอบร่างแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยกรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างสหรัฐอเมริกาเละไทย (Joint Statement on Framework for United States-Thailand Agreement on Reciprocal Trade) ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เสนอ ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนร่างแถลงการณ์ร่วมดังกล่าว ในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญเละไม่ขัดกับหลักการที่คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบไว้ ให้ พณ. ดำเนินการได้ โดยให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีทราบภายหลังพร้อมทั้งให้ชี้แจงเหตุผลและประโยชน์ที่ไทยได้รับจากการปรับเปลี่ยนดังกล่าวด้วย
2.สหรัฐอเมริกาได้เสนอขอปรับเปลี่ยนสาระและถ้อยคำในบางส่วนของแถลงการณ์ร่วมดังกล่าว เพื่อให้สะท้อนข้อเท็จจริงและสถานะการดำเนินการ ดังนี้
2.1 การระบุอัตราภาษีต่างตอบแทนที่ร้อยละ 19 จากเดิมที่ไม่ได้ระบุอัตราภาษีดังกล่าว
2.2 เพิ่มการระบุว่า สหรัฐอเมริกาจะกำหนดรายการสินค้าที่อยู่ภายใต้ภาคผนวก 3 (Annex III) ของคำสั่งประธานาธิบดี (Executive Order) ที่ 14346 ฉบับลงวันที่ 5 กันยายน 2568 ว่าด้วยเรื่องสินค้าที่อาจมีการปรับอัตราภาษีสำหรับประเทศคู่ค้าที่มีแนวทางสอดคล้องกัน (Potential Tariff Adjustments For Aligned Partners) เพื่อพิจารณาการยกเว้นการจัดเก็บภาษีในสินค้าดังกล่าวให้กับประเทศคู่ค้าที่บรรลุผลการเจรจากับสหรัฐอเมริกา เพื่อให้มีความชัดเจนมากขึ้นจากเดิมที่ไม่ได้มีการระบุอ้างอิงถึงคำสั่งดังกล่าว
2.3 ตัดประเด็นการกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับกฎถิ่นกำเนิดสินค้าออก ซึ่งเป็นประเด็นที่ฝ่ายสหรัฐอเมริกายังอยู่ระหว่างการพิจารณา และยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติเรื่องดังกล่าว
2.4 ปรับถ้อยคำในบางส่วนให้กระชับและสะท้อนถึงกระบวนการเจรจา เช่น การปรับข้อความจาก "Will continue to finalize" (จะดำเนินการเพื่อให้ได้ข้อสรุป) เป็น "will finalize" (จะสรุป)
3.นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศเป็นตัวแทนรัฐบาลไทยในการหารือเรื่องแถลงการณ์ร่วมดังกล่าวกับฝ่ายสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 ผ่านระบบการประชุมทางไกล โดยในการประชุมดังกล่าว ไทยได้ให้การรับรองร่างแถลงการณ์ร่วมดังกล่าวเพื่อประกาศร่วมกันต่อไป ต่อมา สหรัฐอเมริกาได้ประกาศแถลงการณ์ร่วมดังกล่าวผ่านเว็บไซต์ของทำเนียบขาวในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ซึ่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเข้าร่วมการประชุมด้วย เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568
4. พณ. พิจารณาแล้วเห็นว่าการเสนอปรับแก้สาระและถ้อยคำดังกล่าวของสหรัฐอเมริกาไม่ได้เป็นการปรับแก้ในสาระสำคัญของร่างแถลงการณ์ร่วมฯ แต่เป็นการเพิ่มรายละเอียดเพื่อให้เกิดความชัดเจนเละสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งไม่ขัดกับหลักการที่คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบไว้ เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568
5. ประโยชน์ที่ไทยได้รับ
5.1 การสรุปผลแถลงการณ์ร่วมดังกล่าวกับสหรัฐฯ ช่วยกำหนดอัตราการต่างตอบแทน (Reciprocal tariff) ของไทยที่ระดับร้อยละ 19 ให้อยู่ในระดับที่ใกล้เคียง กับประเทศอื่นในภูมิภาคอาเซียน ทั้งมาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ กัมพูชา และเวียดนาม
5.2 ภาคการส่งออกของไทยที่มีมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐอเมริกากว่า 56,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐได้รับประโยชน์จากอัตราภาษีต่างตอบแทนที่ปรับลดจากร้อยละ 36 เป็นร้อยละ 19 ทันที ในขณะที่การลดภาษีของไทยยังไม่มีผลจนกว่าจะสรุปความตกลงได้ และผ่านความเห็นขอบจากคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา
ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เสนอความเห็นมาเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีด้วย เช่น สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า หาก พณ. ยืนยันได้ว่าการแก้ไขเพิ่มเติมร่างแถลงการณ์ร่วมฯ ที่คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบไว้ เป็นการปรับเปลี่ยนในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญ และไม่ขัดกับหลักการที่คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบแล้ว กรณีก็จะไม่มีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป ตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เละสามารถเสนอคณะรัฐมนตรีรับทราบได้ (พณ. ยืนยันว่าการแก้ไขเพิ่มเติมที่เสนอมาในครั้งนี้ไม่ได้เป็นการปรับแก้ในสาระสำคัญของร่างแถลงการณ์ร่วมฯ)
18. เรื่อง รายงานผลการเดินทางเข้าร่วมการประชุม World Economic Forum Annual Meeting 2026 ณ เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส ของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบรายงานผลการเดินทางเข้าร่วมการประชุม World Economic Forum Annual Meeting 2026 ณ เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส ของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) ตามที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนเสนอ
สาระสำคัญ
1. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้นำทีมไทยแลนด์ ซึ่งประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน และผู้นำภาคเอกชนไทย เดินทางเข้าร่วมการประชุม World Economic Forum Annual Meeting 2026 ณ เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส ระหว่างวันที่ 19-22 มกราคม 2569 ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างดีในการยกระดับความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย ขยายเครือข่ายความร่วมมือกับผู้นำองค์กรระหว่างประเทศ แสดงบทบาทของประเทศไทยในเวทีผู้นำโลก และหารือผู้บริหารบริษัทชั้นนำระดับโลก เพื่อต่อยอดให้เกิดเป็นการลงทุนและโครงการความร่วมมือที่จะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป
ภารกิจการเดินทางเยือนดาวอสครั้งนี้ได้บรรลุเป้าหมาย 3 ประการ ได้แก่ (1) การนำทีมภาครัฐและเอกชน มาช่วยกันตอกย้ำภาพของประเทศไทยในสายตาผู้นำโลกว่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพมีทิศทางนโยบายชัดเจน มีความเป็นกลางท่ามกลางปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และพร้อมเป็นฐานความร่วมมือด้านเศรษฐกิจยุคใหม่ของภูมิภาค (2) การเจรจากับผู้บริหารบริษัทชั้นนำ เพื่อทำให้เกิดการลงทุนที่เป็นรูปธรรมและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ โดยเฉพาะการลงทุนในอุตสาหกรรม New 5-Curve ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง การสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการไทย การสร้างงานคุณภาพ และการพัฒนาทักษะคนไทยให้สอดคล้องกับโลกในอนาคต และ (3) การสร้างความร่วมมือเพื่อปูทางไปสู่การประชุม IMF-World Bank Annual Meeting 2026 ที่กรุงเทพฯ ซึ่งจะแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยสามารถจัดงานสำคัญระดับโลกได้และมีศักยภาพเป็นผู้นำของอาเซียน
2. การหารือกับผู้บริหารบริษัทชั้นนำ
ในการเข้าประชุม WEF ครั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรีและคณะ ได้พบหารือกับผู้บริหารของบริษัทชั้นนำระดับโลก ซึ่งได้มีแผนการลงทุนทั้งที่ผ่านมาแล้วและจะลงทุนเพิ่มเติมในอนาคตรวมกว่า 5 แสนล้านบาท เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในช่วงการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล และกระตุ้นให้เร่งเดินหน้าโครงการในไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งดึงการลงทุนใหม่ ๆ ในอุตสาหกรรม New S-Curve ทั้งกลุ่มดิจิทัลและ AI กลุ่มยานยนต์และอากาศยานอัจฉริยะ และกลุ่มอาหาร
3. การหารือกับ Amazon Web Services (AWS)
รองนายกรัฐมนตรีฯ ได้หารือกับ Mr. Michael Punke ตำแหน่ง Vice President,Global Public Policy บริษัท Amazon Web Services (AWS) เพื่อติดตามความคืบหน้าโครงการ AWS ในประเทศไทย โดย AWS ย้ำว่า “Thailand Region” เป็นรูปแบบการลงทุนระดับสูงสุดของบริษัท (มีเพียงราว 30 ประเทศทั่วโลก) และได้เปิดใช้งานแล้ว ประกอบด้วย ดาต้าเซ็นเตอร์ 3 แห่ง ห่างกัน 10-20 กิโลเมตร อยู่คนละระบบไฟฟ้าและคนละโซนแผ่นดินไหว เพื่อเพิ่มความมั่นคงต่อเนื่องของบริการ พร้อมยืนยันกรอบการลงทุนรวม มากกว่า 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงประมาณ 15 ปี
AWS เสนอแนวทางความร่วมมือเร่งผลลัพธ์ 2 ด้าน ได้แก่ (1) ขยายการขับเคลื่อนนโยบาย Cloud First ของภาครัฐ เพื่อยกระดับบริการและส่งสัญญาณเชิงนโยบายต่อผู้ใช้เทคโนโลยี และ (2) การพัฒนากำลังคน โดย AWS ระบุว่าได้อบรมคนไทยแล้วราว 50,000 คน และตั้งเป้าขยายอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มฐานบุคลากรทักษะคลาวด์และเสริมบทบาทไทยในภูมิภาค
ฝ่ายไทยได้นำเสนอกรอบความร่วมมือผ่านโครงการ Skill Bridge ซึ่งเชื่อมความต้องการทักษะของภาคเอกชนกับหลักสูตรของสถาบันการศึกษาในรูปแบบ “node” และขอให้ AWS ร่วมเป็นหนึ่งในผู้ขับเคลื่อนการฝึกอบรม โดย AWS รับจะประสานทีมในไทยเพื่อหารือรายละเอียดต่อไป ทั้งนี้ AWS ระบุว่าการลงทุนระยะถัดไปจะอยู่ในรูปการ refresh เทคโนโลยี และการขยายขีดความสามารถ ของดาต้าเซ็นเตอร์ตามอุปสงค์ลูกค้า ซึ่งสัมพันธ์กับการผลักดัน Cloud First และการเพิ่มบุคลากรทักษะคลาวด์ของประเทศ
4. การหารือกับ Microsoft
รองนายกรัฐมนตรี ได้พบหารือกับ Mr. Rodrigo Kede Lima ตำแหน่ง President Microsoft Asia บริษัท Microsoft เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางความร่วมมือในการยกระดับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ในประเทศไทย โดย Microsoft ได้สะท้อนแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจ AI ของโลก และความจำเป็นที่ประเทศต่าง ๆ ต้องเตรียมความพร้อมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ทักษะกำลังคนและรูปแบบการใช้งาน (Use Case) ที่เพิ่มผลิตภาพและประสิทธิภาพการให้บริการสาธารณะ ทั้งนี้ การหารือมุ่งให้ความร่วมมือกับ Microsoft สนับสนุนการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของไทย และสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัวได้ทันต่อการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี
ฝ่ายไทยได้แลกเปลี่ยนแนวทางความร่วมมือใน 3 มิติ ได้แก่ (1) การประยุกต์ใช้ AI เพื่อยกระดับประสิทธิภาพภาครัฐ เช่น การให้บริการประชาชนอย่างรวดเร็วและถูกต้อง การลดภาระงานเอกสาร และการปรับปรุงกระบวนงาน (process re-engineering) (2) การสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) ให้สามารถเข้าถึงเครื่องมือดิจิทัลและ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจและการตลาด และ (3) การพัฒนาทักษะกำลังคน โดยเร่งสร้างความรู้พื้นฐานด้าน AI ให้ครอบคลุมในวงกว้างควบคู่กับการพัฒนาทักษะขั้นสูงสำหรับแรงงานในอุตสาหกรรมดิจิทัล
ทั้งนี้ การหารือกับ Microsoft มีความสำคัญต่อการสร้าง “ระบบนิเวศ AI” ของประเทศ โดยเน้นการเปลี่ยน AI ให้เป็นผลผลิต (productivity) และผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจจริง นอกจากนี้ ยังสามารถเชื่อมโยงกับการเป็นเจ้าภาพ IMF-World Bank Annual Meeting 2026 ในการนำเสนอความพร้อมของไทยด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและการพัฒนาคน ตลอดจนการสร้างความเชื่อมันต่อนักลงทุนระดับโลก
5. การหารือกับ TikTok
รองนายกรัฐมนตรีฯ ได้พบหารือกับนางชนิดา คล้ายพันธ์ ตำแหน่ง Head of Policy บริษัท TikTok เพื่อรับทราบความคืบหน้าการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย โดยเฉพาะแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และการต่อยอดบทบาทของแพลตฟอร์มในการสนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัลและผู้ประกอบการไทย โดย TikTok สะท้อนประเด็นข้อจำกัดสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจลงทุนในไทย ได้แก่ ความพร้อมของไฟฟ้าและคุณภาพระบบสายส่ง รวมถึงความมั่นคงด้านสาธารณูปโภคในระยะยาว พร้อมย้ำความประสงค์ให้การจัดหาพลังงานมีความชัดเจนและเป็นระบบ เพื่อให้โครงการสามารถเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง
ในด้านเศรษฐกิจดิจิทัล TIkTok ชี้ให้เห็นบทบาทของ TIkTok Shop ในการช่วยผู้ประกอบการรายย่อยและชุมชนขยายช่องทางจำหน่ายสินค้า ผ่านโมเดลคอนเทนต์และ Affiliate/Live Commerce ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสเข้าถึงตลาดของ SMEs และผู้ผลิตท้องถิ่น โดยบริษัทได้ดำเนินกิจกรรมพัฒนาทักษะดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง อาทิ การอบรมด้าน Digital Safety และทักษะการค้าดิจิทัล รวมถึงความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและสถาบันการศึกษาในหลายรูปแบบ เช่น ศูนย์ดิจิทัลชุมชน และหลักสูตรร่วมกับมหาวิทยาลัย
ทั้งนี้ ในการหารือยังมีข้อเสนอให้พิจารณาความร่วมมือเชิงนโยบายเพื่อยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคและความรู้ทางการเงิน และการป้องกันภัยหลอกลวงออนไลน์ โดย TikTok ระบุว่ามีความร่วมมือกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว และพร้อมหารือการทำกิจกรรมร่วมกับภาคีเพิ่มเติมในช่วงก่อนการประชุมระดับนานาชาติที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพต่อไป
6. การหารือกับ NVIDIA
รองนายกรัฐมนตรีฯ ได้พบหารือกับ Ms. Calista Redmond ตำแหน่ง Vice President of Global AI Initiatives ของบริษัท NVIDIA ผู้นำเทคโนโลยีชิปประมวลผลและแพลตฟอร์ม AI เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางยกระดับความพร้อมด้าน AI ของประเทศและการนำ AI ไปสู่การเพิ่มผลิตภาพทางเศรษฐกิจและประสิทธิภาพภาครัฐ โดย NVIDIA ได้นำเสนอองค์ประกอบหลักของการพัฒนา AI ระดับประเทศ (AI Journey) ได้แก่ (1) เป้าหมายเชิงนโยบายที่ชัดเจน (2) การพัฒนากำลังคน (3) โมเดล/ระบบที่สอดคล้องกับภาษาและบริบทประเทศ (4) การต่อยอดข้อมูลและรูปแบบการใช้งาน (Use Case) และ (5) โครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผล ซึ่งสามารถดำเนินการคู่ขนานเพื่อเร่งผลลัพธ์ได้
ฝ่ายไทยได้แลกเปลี่ยนแนวคิดการประยุกต์ใช้ AI ในภาครัฐและการยกระดับทักษะประชาชน โดยเน้นการสร้าง AI Iiteracy ในวงกว้างรูปแบบการใช้งาน (Use Case) ที่ตอบโจทย์ภาคเศรษฐกิจสำคัญ และการจัดกลไกสนับสนุนการทดลอง/พัฒนานวัตกรรม เช่น ศูนย์ความเป็นเลิศ (Center of Excellence) และกิจกรรมแข่งขันเพื่อเร่งการนำไปใช้จริง
นอกจากนี้ ได้หารือถึง โอกาสความร่วมมือที่สามารถทำเป็นการได้ก่อนการประชุม IMF-World Bank Annual Meeting 2026 ที่กรุงเทพฯ เพื่อให้เกิดผลเชิงรูปธรรมล่วงหน้า เช่น การร่วมพัฒนากรณีใช้งานนำร่องด้านบริการภาครัฐ/ทักษะคน และการเชื่อมเครือข่ายพันธมิตรด้านเทคโนโลยีและบุคลากร เพื่อยกระดับความพร้อมของไทยในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาค และใช้เป็นตัวอย่างความก้าวหน้าที่สามารถสื่อสารต่อผู้กำหนดนโยบายและนักลงทุนระหว่างประเทศได้
7. การหารือกับ Hesai Technology
รองนายกรัฐมนตรีฯ ได้พบหารือกับ Mr. Yifan Li (David Li) - Co-Founder, Chairman of the Board & CEO Hesai Technology บริษัทชั้นนำด้านเทคโนโลยี LIDAR ซึ่งเป็นชิ้นส่วนสำคัญของระบบช่วยขับและรถยนต์อัจฉริยะ รวมถึงหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ เพื่อรับทราบทิศทางการขยายธุรกิจและการตัดสินใจตั้งฐานการผลิตและการวิจัยและพัฒนา (R&D) ในประเทศไทย ซึ่งเป็นก้าวสำคัญของบริษัทในการขยายการดำเนินงานนอกประเทศจีน โดยมีปัจจัยสนับสนุน ได้แก่ ความจำเป็นเชิงธุรกิจในการอยู่ใกล้ลูกค้าต่างประเทศ การกระจายความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ และการสร้างสถานะ “global company” ผ่านการมีฐานการผลิตในประเทศที่มีระบบนิเวศอุตสาหกรรมรองรับ
ฝ่ายไทยได้แลกเปลี่ยนแนวทางสนับสนุนให้การลงทุนของ Hesai ในไทยเกิดผลลัพธ์ต่อระบบเศรษฐกิจไทยในวงกว้าง ทั้งการสร้างงานทักษะสูง การพัฒนาซัพพลายเชนในประเทศ และการยกระดับการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านวิศวกรรม/การผลิตขั้นสูง โดยมีการหารือเรื่องเป้าหมายการจ้างงานและบทบาทของวิศวกร ตลอดจนแนวทางพัฒนาแรงงานผ่านกลไกฝึกอบรมและความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา/หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ Hesai ยังได้สะท้อนภาพเทคโนโลยี LiDAR ว่าเป็น “AI infrastructure” ที่จะมีบทบาทเพิ่มขึ้นในเศรษฐกิจอนาคต และได้แลกเปลี่ยนมุมมองต่อการบูรณาการเทคโนโลยีดังกล่าวกับระบบ AI/Robotics และการเชื่อมโยงพันธมิตรระดับโลก
การหารือดังกล่าวจึงมีความสำคัญต่อการยกระดับประเทศไทยในห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะและยานยนต์สมัยใหม่ ตลอดจนการสร้างฐานการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูงที่สามารถส่งออกสู่ตลาดโลกได้ พร้อมทั้งสนับสนุนเป้าหมายของทีมไทยแลนด์ในการดึงการลงทุนคุณภาพสูงที่สร้างงานทักษะสูง และยกระดับทักษะแรงงานไทยให้สอดคล้องกับโอกาสในอนาคต
8. การหารือกับ HCL Technologies
รองนายกรัฐมนตรีฯ ได้พบหารือกับ Mr. Rajiv Shesh ตำแหน่ง Chief Revenue Office บริษัท HCL Technologies เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางการนำ AI ไปเพิ่มผลิตภาพและยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน โดย HCL นำเสนอกรอบการทำงานด้าน AI แบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ (1) การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน/ระบบรองรับ (2) การนำ AI ไปเพิ่มผลิตภาพในภาคเศรษฐกิจ และ (3) การพัฒนาโซลูชันเชิงอุตสาหกรรมเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม พร้อมย้ำแนวทาง Responsible AI และการออกแบบให้สอดคล้องกับข้อกำกับดูแล
ในการหารือ HCL ยกตัวอย่างการใช้งานที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะโซลูชันด้าน AI/Computer Vision สำหรับภาคการผลิตและโลจิสติกส์ ท่าเรือ และระบบการขนส่ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยของการปฏิบัติงาน รวมถึงแนวทางใช้ระบบอัตโนมัติ และโดรนหรือหุ่นยนต์เพื่อการตรวจสอบในพื้นที่เสี่ยง ลดความจำเป็นในการส่งคนเข้าปฏิบัติงานในสภาพแวดล้อมอันตราย
ทั้งนี้ HCL แสดงความสนใจแนวทางความร่วมมือที่อาจต่อยอดได้ ได้แก่ การพิจารณาจัดตั้ง AI Lab ในประเทศไทย การพัฒนาทักษะกำลังคนให้พร้อมต่อการนำ AI ไปใช้งานจริงในองค์กรและการแลกเปลี่ยนแนวทางสนับสนุนภาครัฐด้าน GovTech และ Digital Public Infrastructure (DPI) รวมถึงประเด็นการจัดการ Data Sovereignty ด้วย
9. การหารือกับ Novonesis
รองนายกรัฐมนตรีฯ ได้หารือกับ Ms. Ester Baiget, President and CEO บริษัท Novonesis เกี่ยวกับความคืบหน้าโครงการลงทุนในประเทศไทย ซึ่งบริษัทได้สะท้อนว่าโครงการดังกล่าวประสบอุปสรรคสำคัญและเร่งด่วนในขั้นตอนการดำเนินงานด้านที่ดิน โดยเฉพาะประเด็นการเปลี่ยนแปลงสถานะ/การใช้ประโยชน์ที่ดินสาธารณะให้สอดคล้องกับการพัฒนาโครงการ ส่งผลให้การดำเนินการตามแผนงานล่าช้าอย่างมีนัยสำคัญ และมีความเสี่ยงต่อความต่อเนื่องของการตัดสินใจลงทุน รวมถึงความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในโครงการ
บริษัทได้ชี้แจงว่า แม้ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้องแล้ว แต่กระบวนการพิจารณายังมีความซับซ้อน มีหลายหน่วยงานเกี่ยวข้อง และยังไม่สามารถได้ข้อยุติภายในกรอบเวลาที่สอดคล้องกับแผนธุรกิจ ส่งผลให้บริษัทต้องแบกรับต้นทุนค่าเสียโอกาสและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นระหว่างรอการอนุมัติ และอาจกระทบต่อกำหนดการจัดหาเครื่องจักร การวางแผนกำลังการผลิต และการบริหารห่วงโซ่อุปทาน โดยบริษัทได้ขอให้ภาครัฐช่วยเร่งรัดการพิจารณาและบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้ข้อยุติโดยเร็ว
ในการนี้ ฝ่ายไทยเห็นควรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันกำหนดแนวทางแก้ไขเชิงเร่งด่วน โดยจัดตั้งกลไกประสานงานเฉพาะกิจ เพื่อเร่งรัดกระบวนการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินสาธารณะให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง พร้อมกำหนดกรอบเวลาและผู้รับผิดชอบชัดเจนเพื่อรักษาความเชื่อมั่นนักลงทุนและลดความเสียหายที่อาจขยายตัวในระยะต่อไป
10. การหารือกับ DAMAC Group
รองนายกรัฐมนตรีฯ ได้หารือกับ Mr.Hussain Sajwani ผู้ก่อตั้ง DAMAC Group เกี่ยวกับแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทย โดยบริษัทแจ้งว่าบริษัทได้พบกับอุปสรรคสำคัญ ในด้านระบบส่งกระแสไฟฟ้า ทำให้ไม่สามารถจ่ายไฟตามกำลังที่ต้องใช้ภายในกรอบเวลาที่โครงการกำหนด ส่งผลให้การลงทุนไม่สามารถเริ่มได้ตามแผน และก่อให้เกิดความเสียหายทางธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ
บริษัทได้ชี้แจงว่า ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มีความอ่อนไหวมากเนื่องจากมีพันธสัญญากับลูกค้าและตารางการส่งมอบระบบ รวมถึงการจัดซื้ออุปกรณ์และการทำสัญญากับผู้รับเหมา หากไม่สามารถรับประกันกำหนดการจ่ายไฟและความเสถียรของระบบส่งได้ จะกระทบต่อความเชื่อมั่นของลูกค้า การบริหารต้นทุน และความสามารถในการแข่งขันของไทยในการดึงดูดการลงทุนดิจิทัลขนาดใหญ่ โดยบริษัทระบุว่าความล่าช้าให้เกิดต้นทุนแฝงและความเสียหายสะสม ทั้งค่าใช้จ่ายด้านการเตรียมพื้นที่ การจัดหาอุปกรณ์ ค่าปรับตามสัญญา และต้นทุนค่าเสียโอกาสจากรายได้ที่สูญเสีย
ในการนี้ ฝ่ายไทยเห็นควรให้หน่วยงานด้านพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งพิจารณาแผนแก้ไขปัญหาสายส่งโดยเร็ว ทั้งในรูปแบบการเร่งลงทุนขยายระบบส่ง การจัดลำดับความสำคัญโครงการเชิงยุทธศาสตร์ และการกำหนดกรอบเวลาการจ่ายไฟที่ชัดเจน พร้อมกลไกติดตามความคืบหน้าเป็นรายสัปดาห์ เพื่อให้โครงการสามารถเดินหน้าต่อได้ ลดความเสียหาย และรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาค
11. การหารือกับบริษัท Nestle
รองนายกรัฐมนตรีฯ ได้หารือกับ Mr. Remy Ejel ตำแหน่ง Chief Executive Officer Zone Asia, Oceania and Africa บริษัท Nestle ซึ่งได้นำเสนอภาพรวมการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย โดยย้ำว่าประเทศไทยเป็น "ฐานยุทธศาสตร์" ของกลุ่มอินโดจีน โดยมีสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร และมีโรงงานในประเทศไทยรวม 8 แห่ง มีการจ้างงานประมาณ. 3,000 คน พร้อมเชื่อมโยงกับชุมชนและห่วงโซ่อุปทานในประเทศอย่างใกล้ชิด ทั้งภาคเกษตร กาแฟ และผลิตภัณฑ์นม โดยบางโรงงานมีบทบาทเป็นฐานส่งออกไปยังตลาดนอกภูมิภาคอินโดจีน ครอบคลุมเอเชีย ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ตลอดจนบางส่วนของแอฟริกา สหรัฐฯ และยุโรป
Nestle เน้นความสำเร็จของธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง (Purina) ในไทย โดยมีโรงงานขนาดใหญ่ 2 แห่ง รวม 5 สายการผลิต และส่งออกประมาณร้อยละ 90 ของกําลังการผลิต สะท้อนศักยภาพไทยในการเป็นฐานการผลิตสินค้ามูลค่าสูงเพื่อการส่งออก ทั้งนี้ Nestle ระบุว่าในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา บริษัทได้ลงทันในประเทศไทยรวมประมาณ 700 ล้านฟรังก์สวิส (ประมาณ 28,000 ล้านบาท)
ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ทั้งสองฝ่ายได้หารือแนวทางเชื่อมความร่วมมือเพื่อ ยกระดับทักษะแรงงาน รองรับเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่ โดยฝ่ายไทยได้นำเสนอแนวคิดโครงการ Skillbridge ขณะที่ Nestle ได้นำเสนอการดำเนินงานด้านการพัฒนาเยาวชนและทักษะ เช่น "Nestle Needs Youth" และความร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษา เพื่อเตรียมกำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการภาคอุตสาหกรรม
12. การหารือกับ Archer Aviation
รองนายกรัฐมนตรีฯ ได้หารือกับ Mr.Nikhil Goel, Chief Commercial Officer ของ Archer Aviation ซึ่งนำเสนอแนวคิดบริการอากาศยานขึ้น-ลงแนวดิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้า (eVTOL) หรือ A Tax" เพื่อบรรเทาปัญหาการจราจรในเขตเมือง โดยบริษัทชี้ว่าเทคโนโลยีดังกล่าวมีจุดเด่นด้านความเงียบ ความปลอดภัย และต้นทุนการให้บริการที่ต่ำลงเมื่อเทียบกับเฮลิคอปเตอร์ จึงมีศักยภาพพัฒนาเป็นบริการเชิงพาณิชย์ในเมืองขนาดใหญ่ได้
บริษัทแจ้งความคืบหน้าการพัฒนาและการระดมทุนรวม เกือบ 4,000 ล้านดอลลาร์ สหรัฐ และประเมินว่าไทย โดยเฉพาะกรุงเทพฯ และภูเก็ต เป็นตลาดที่เหมาะสม ทั้งนี้ เห็นว่าประเทศไทยมีความพร้อมด้านกรอบกำกับดูแลในระดับหนึ่งจากการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว อย่างไรก็ดี เงื่อนไข สำคัญให้โครงการเกิดขึ้นจริงคือการมีพันธมิตรเชิงพาณิชย์ในประเทศ เพื่อร่วมดำเนินการ และขอให้ภาครัฐช่วย ผลักดันเชิงนโยบายในการใช้เทคโนโลยีอากาศยาน Air Taxi. เพื่อให้เกิดความต้องการในประเทศไทย และทําให้ภาคเอกชนไทยตัดสินใจร่วมลงทุนและร่วมดำเนินงานอย่างจริงจัง
บริษัทเสนอรูปแบบความร่วมมือได้หลายแนวทาง เช่น การจําหน่ายอากาศยานให้สายการบินไทย การจัดตั้งกิจการร่วมทุน (JV) หรือร่วมกับกลุ่มธุรกิจไทยในการพัฒนาโครงข่ายจุดขึ้น-ลงและการปฏิบัติการ โดยบริษัทแจ้งว่าจะเดินทางมาไทยช่วงปลายกุมภาพันธ์-ต้นมีนาคม เพื่อพบพันธมิตรที่เหมาะสมและศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการน่าร่อง
การหารือกับองค์การระหว่างประเทศ
ในงาน WEF นี้ รองนายกรัฐมนตรีฯ ยังได้หารือกับผู้นำภาครัฐและองค์การระหว่างประเทศ เพื่อสร้างความร่วมมือในด้านต่างๆ ดังนี้
13. การหารือกับกรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)
รองนายกรัฐมนตรีฯ ได้หารือกับ Ms.Kristalina Georgieva กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมการเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank Annual Meeting 2026 โดยมุ่งให้การเป็นเจ้าภาพครั้งดังกล่าวเป็นเวทีเชิงยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญ เชิงนโยบาย และได้ผลลัพธ์เชิงรูปธรรมควบคู่กัน ทั้งการยกระดับความเชื่อมั่นของนักลงทุน การเชื่อมเครือข่าย ผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจโลก และการระดมความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนประเด็นสำคัญของภูมิภาค อาทิ การเติบโตอย่างทั่วถึง ความยั่งยืนทางการคลัง และการระดมทุนภาคเอกชนรองรับการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจในอนาคต อันจะเป็นประโยชน์ต่อการเตรียมความพร้อมและการเสนอขอรับการจัดสรรงบประมาณของประเทศไทย
ทั้งนี้ IMF ได้ให้ข้อเสนอแนะเชิงหลักการเกี่ยวกับแนวทางการทำงานร่วมกัน และ ได้แนะนำเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมเสริม (Side Events) และกิจกรรมก่อนเริ่มงาน ภายใต้แนวคิด "On the Road to Bangkok" รวมถึงการเตรียมโปรแกรมสําหรับคู่สมรส (Spouse Program) เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีและภาพลักษณ์เชิงบวกต่อประเทศไทย ทั้งนี้ IMF ยังได้เสนอหัวข้อกิจกรรมเสริมที่เชื่อมกับบริบทอาเซียน เช่น "Inclusive Digital Finance" (ซึ่งได้หารือร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย) และเห็นควรนำ 3 ธีมหลัก ของการประชุม อันได้แก่ New Horizon, Empowering People และ Building Resiliency มาใช้เป็นกรอบ ในการออกแบบกิจกรรมคู่ขนานให้เกิดความเป็นเอกภาพ
ในด้านแผนปฏิบัติการ IMF แจ้งว่า ทีมงานทางเทคนิคจะเดินทางมาเตรียมการ ล่วงหน้า ก่อนการเยือนของกรรมการจัดการ IMF และกําหนดช่วงเดือนมีนาคม-เมษายนเป็นจังหวะสำคัญ ในการหารือรายละเอียดกิจกรรมต่างๆ ให้ชัดเจน โดยมีกำหนดเยือนไทยระหว่างวันที่ 3-6 มีนาคม 2569 และ ฝ่ายไทยมีกำหนดเข้าร่วม Spring Meeting ในเดือนเมษายน เพื่อใช้โอกาสดังกล่าวเร่งรัดการประสานงานและเตรียมความพร้อมในทุกมิติอย่างเป็นระบบ
14. การหารือทวิภาคีกับ Financial Secretary of Hong Kong
รองนายกรัฐมนตรีฯ ได้หารือกับ Mr. Paul Chan รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แห่งรัฐบาลเขตบริหารพิเศษฮ่องกง โดยทั้งสองฝ่ายแลกเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลก รวมถึงการปรับตัวต่อเทคโนโลยีใหม่ โดยเฉพาะ AI ซึ่งเห็นพ้องว่าควรเร่งพัฒนาทักษะกําลังคนและสร้างกลไกให้ประชาชน และภาคธุรกิจได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึง
ฝ่ายฮ่องกงให้ข้อมูลของตลาดทุนและการระดมทุน (IPO) พร้อมเสนอแนวทางช่วยให้ บริษัทไทยเข้าถึงแหล่งทุนผ่านฮ่องกง ขณะที่ฝ่ายไทยย้ำบทบาทฮ่องกงในฐานะนักลงทุนสำคัญของไทย โดยเฉพาะ ดาต้าเซ็นเตอร์ โลจิสติกส์ PCB และเซมิคอนดักเตอร์ และเห็นควรเร่งเชื่อมการเงินกับภาคการผลิต และบริการ (Real Sector) ให้สอดคล้องทิศทางการลงทุนดังกล่าว
ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อ ได้แก่ การหารือความร่วมมือระดับตลาดหลักทรัพย์/หน่วยงานกํากับ รวมถึง Securities and Futures Commission (SFC) เพื่อพัฒนากลไกระดมทุนหรือกองทุนที่สนับสนุนการลงทุนจริง และเตรียมความร่วมมือเชิงกิจกรรม โดย BOI มี แผนจัด Investment Roadshow ที่ฮ่องกง ในเดือนมีนาคม และฝ่ายไทยได้เชิญชวนฮ่องกงสนับสนุนและ ส่วนร่วมกับการเป็นเจ้าภาพ IMF-Wortd Bank Annual Meeting 2026 ของไทย เพื่อขยายเครือข่ายความ ร่วมมือระดับโลก
15. การหารือทวิภาคีกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าต่างประเทศและการพัฒนาของฟินแลนด์
รองนายกรัฐมนตรีฯ ได้หารือกับ นาย Ville Tavio รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าต่างประเทศและการพัฒนาของสาธารณรัฐฟินแลนด์ โดยทั้งสองฝ่ายแลกเปลี่ยนแนวทางต่อยอดความร่วมมือด้านพลังงานสะอาด จากฐานความร่วมมือที่มีอยู่แล้ว อาทิ โครงการลงทุนแผงโซลาร์เซลล์ในจังหวัดระยอง พร้อมหารือประเด็นสำคัญด้านกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง และกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นเงื่อนไขต่อการขยายความร่วมมือในสาขาดังกล่าวในอนาคต
ทั้งนี้ ฝ่ายไทยได้ให้ข้อมูลถึงนโยบายส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ใน ประเทศ ทั้ง โซลาร์รูฟ และ โซลาร์ชุมชน เพื่อเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดและสนับสนุนการลงทุนที่เกี่ยวข้อง ขณะเดียวกัน ฝ่ายฟินแลนด์ได้เชิญชวนไทยเข้าร่วม การประชุมสตาร์ทอัพขนาดใหญ่ของฟินแลนด์ในเดือนพฤศจิกายน เพื่อเปิดโอกาสเชื่อมเครือข่ายนวัตกรรมและความร่วมมือภาคเอกชนเพิ่มเติม
นอกจากนี้ ฝ่ายฟินแลนด์ได้สอบถามมุมมองต่อ บทบาทของไทยในบริบทภูมิ รัฐศาสตร์ และความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อความเป็นอิสระของไทย โดยฝ่ายไทยย้ำว่าไทยดำเนินนโยบาย สร้างความร่วมมือกับทุกฝ่ายอย่างสมดุล มีความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกประเทศ และเป็นพื้นที่ที่เอื้อต่อการลงทุน และการดำเนินธุรกิจอย่างปลอดภัย ซึ่งเป็นปัจจัยที่นักลงทุนใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุนในประเทศไทย
16. การหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการลงทุนของซาอุดีอาระเบีย
รองนายกรัฐมนตรีฯ ได้พบหารือกับ H.E. Khalid Al-Falih รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการลงทุนแห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย เพื่อติดตามความคืบหน้าความร่วมมือด้านการลงทุนไทย-ซาอุฯ ภายหลังการฟื้นฟูความสัมพันธ์ และผลักดันให้เกิด Investment Corridor แบบสองทาง ได้แก่ การสนับสนุน ให้บริษัทไทยขยายลงทุนในซาอุฯ เช่น กลุ่มโรงแรมของไทยที่เข้าไปดำเนินธุรกิจแล้ว ควบคู่กับการดึงดูดบริษัท ซาอุฯ เข้ามาลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่อง
ในการนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือเชิงรูปธรรมในสาขาที่สามารถต่อยอดได้ทันที ได้แก่ (1) ด้านยานยนต์และชิ้นส่วน ซี่งชาอุฯ สนใจใช้ประสบการณ์และซัพพลายเชนยานยนต์ของไทยเพื่อเชื่อมต่อไปสู่แผนพัฒนาผู้รับจ้างผลิต (OEM) และคลัสเตอร์ในพื้นที่สำคัญของซาอุฯ และสนับสนุนให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยไปตั้งฐานและขยายสาขาในซาอุฯ (2) ด้านสุขภาพ โดยซาอุฯ แสดงความสนใจดึงบุคลากรทางการแพทย์ไทย กลับไปทํางานและร่วมพัฒนาทักษะ รวมถึงความร่วมมือด้านการศึกษาและสาธารณสุขผ่านกลไกกองทุนเพื่อการพัฒนา และ (3) การเงินอิสลาม โดยเห็นพ้องพัฒนาเครื่องมือ/มาตรฐานร่วม เพื่อเอื้อต่อการลงทุนข้ามพรมแดน
นอกจากนี้ H.E. Khalid Al-Falih ได้แจ้งว่ารัฐบาลซาอุฯ จะเป็นเจ้าภาพการจัด WEF ที่เมืองเจดดาห์ในเดือนเมษายน ซึ่งจะมีกิจกรรมระดับนานาชาติที่เกี่ยวข้องหลายประการ และได้เชิญ รองนายกรัฐมนตรีฯ ให้เข้าร่วมเพื่อใช้เป็นโอกาสต่อยอดเครือข่ายและติดตามความร่วมมือเชิงโครงการระหว่าง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองประเทศ
17. การหารือกับประธานธนาคารโลก (World Bank)
รองนายกรัฐมนตรีฯ ได้พบหารือกับ Mr. Ajay Banga ประธานธนาคารโลก เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจโลกและแนวทางการพัฒนาที่ตอบโจทย์ “การสร้างงานที่มีคุณค่า” โดยเฉพาะการสร้างโอกาสการจ้างงานสำหรับคนรุ่นใหม่ ซึ่งธนาคารโลกให้ความสำคัญมากขึ้นควบคู่กับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาทุนมนุษย์ (ทักษะ-สุขภาพ-การศึกษา) รวมถึงการปรับปรุง สภาพแวดล้อมทางธุรกิจและกฎระเบียบที่เอื้อต่อการลงทุนและการเติบโตของภาคเอกชน
ในการหารือ ฝ่ายไทยได้ย้ำการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในการเป็น เจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank Annual Meeting 2026 ณ กรุงเทพมหานคร โดยมุ่งหมายให้เวที ดังกล่าว “เชื่อมวาระนโยบายสู่ผลลัพธ์เชิงปฏิบัติ” ผ่านการนำเสนอความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม อาทิ แนวคิด แพลตฟอร์ม Agri-connect เพื่อเชื่อมเกษตรกรกับปัจจัยการผลิต แหล่งทุน และประกันภัย รวมถึงโครงการ เมืองคาร์บอนต่ำ เช่น Saraburi Sandbox ซึ่งอยู่ระหว่างการพัฒนาร่วมกับธนาคารโลก และสามารถใช้เป็น กรณีตัวอย่างของการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจบนฐาน “การสร้างงาน”
ทั้งนี้ ประธานธนาคารโลกได้เสนอแนวทางการเตรียม Side Event เพื่อยกระดับ ผลลัพธ์ของการเป็นเจ้าภาพ อาทิ การจัดเวทีด้านการสร้างงาน และเวทีการระดมทุนภาคเอกชน (Private Capital Mobilization) เพื่อเชื่อมผู้กำหนดนโยบายกับภาคธุรกิจและสถาบันการเงินให้เกิดความร่วมมือที่ต่อยอดได้จริงก่อนและระหว่างการประชุม พร้อมสะท้อนความสำคัญของการสื่อสารนโยบายให้ประชาชนเข้าใจในมุม “งานและโอกาส” เพื่อสร้างแรงสนับสนุนต่อการดำเนินการระยะยาว
18. การหารือกับกรรมการผู้จัดการของ World Economic Forum (WEF)
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้พบหารือกับ Mr. Mirek Dusek กรรมการผู้จัดการของ World Economic Forum เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อบทบาทของ WEF ในการเชื่อมผู้นำภาครัฐ องค์กรระหว่างประเทศ และภาคเอกชนระดับโลก รวมถึงแนวทางต่อยอดความร่วมมือ ระหว่างประเทศไทยกับ WEF ในปี 2569 ซึ่งเป็นปีที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพ IMF-World Bank Annual Meeting 2026 โดยฝ่ายไทยได้สื่อสารเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ว่าไทยต้องการใช้ “เวทีระดับโลก” เพื่อยกระดับความ เชื่อมั่นและการมองเห็นของประเทศ พร้อมขยายเครือข่ายความร่วมมือให้เกิดผลเชิงรูปธรรมต่อการลงทุนและการพัฒนาคน
สาระสำคัญของการหารือมุ่งไปที่การออกแบบกลไกทำงานร่วมกับ WEF ในลักษณะความร่วมมือเชิงระบบ อาทิ การเชื่อมเครือข่ายบริษัทชั้นนำระดับโลกให้เข้ามามีส่วนร่วมกับประเทศไทยมากขึ้น การจัดวงหารือเฉพาะเรื่องกับผู้บริหารระดับสูง (Executive/CEO dialogues) เพื่อขับเคลื่อน ประเด็นสำคัญ เช่น ดิจิทัลและ AI การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจใหม่ และการพัฒนาทักษะแรงงาน รวมทั้งการใช้แพลตฟอร์มของ WEF ในการคัดเลือกและเชื่อมสตาร์ทอัพ/นวัตกรรมที่ตอบโจทย์การยกระดับเศรษฐกิจของไทย
ทั้งนี้ WEF ได้สะท้อนความพร้อมในการสนับสนุนประเทศไทยในฐานะประเทศ เจ้าภาพการประชุมระดับโลก และให้ข้อเสนอแนะเชิงแนวทางเกี่ยวกับการออกแบบกิจกรรมให้เกิด “ผลลัพธ์ จับต้องได้” มากกว่าการสื่อสารเชิงภาพลักษณ์เพียงอย่างเดียว ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการเตรียมการของไทย ในช่วงก่อนและระหว่างการเป็นเจ้าภาพ IMF-World Bank Annual Meeting-2026
19. การหารือกับหัวหน้าโครงการ UpLink ของ World Economic Forum
รองนายกรัฐมนตรีฯ ได้พบหารือกับ Mr. John Dutton ผู้บริหารโครงการ UpLink ของ WEF ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มระดับโลกในการคัดเลือกและเชื่อมโยงผู้ประกอบการนวัตกรรม/สตาร์ทอัพกับภาคธุรกิจและนักลงทุน เพื่อสนับสนุนการแก้ปัญหาเชิงระบบและเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยการหารือมีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจแนวทางที่ประเทศไทยสามารถใช้กลไกของ UpLink เป็นเครื่องมือในการยกระดับ ระบบนิเวศนวัตกรรม (Innovation Ecosystem) ของไทย และเชื่อมสตาร์ทอัพไทยเข้าสู่เครือข่ายระดับโลก
ฝ่ายไทยได้แลกเปลี่ยนมุมมองว่าการพัฒนาเศรษฐกิจยุคใหม่ต้องอาศัยนวัตกรรมและผู้ประกอบการเทคโนโลยีเป็นกลไกเสริมภาคอุตสาหกรรมหลัก พร้อมย้ำแนวคิดการใช้ปี 2569 เป็นปีแห่งการ “ขยายพื้นที่ประเทศไทยบนเวทีโลก” ผ่านเวทีนานาชาติสําคัญ โดยเฉพาะ IMF-World Bank Annual Meeting 2026 ซึ่งไทยต้องการให้เกิดกิจกรรมคู่ขนานที่เชื่อมภาคเอกชน นักลงทุน และสตาร์ทอัพ เพื่อทำให้การเป็นเจ้าภาพมีผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้
UpLink ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับรูปแบบการทํางาน เช่น กระบวนการคัดเลือกโซลูชัน (challenge-driven selection) การจับคู่กับ corporate partners และการต่อยอดผ่านโครงการสนับสนุน ด้านเงินทุนและเครือข่าย ซึ่งสามารถปรับให้สอดคล้องกับประเด็นยุทธศาสตร์ของไทย อาทิ การพัฒนาทักษะ คน เทคโนโลยีเพื่อผลิตภาพ เศรษฐกิจสีเขียว และการใช้ดิจิทัลเพื่อยกระดับบริการสาธารณะ ทั้งนี้การหารือดังกล่าวช่วยเปิดแนวทางการสร้าง “pipeline นวัตกรรม” ที่เชื่อมไทยกับระบบนิเวศระดับโลกอย่างเป็นรูปธรรม
20. การหารือกับเลขาธิการ OECD
รองนายกรัฐมนตรีฯ ได้พบหารือกับ Mr. Mathias Cormann เลขาธิการองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) เพื่อติดตามความคืบหน้ากระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย โดยฝ่ายไทยย้ำว่านายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญเป็นวาระแห่งชาติ เพราะมองว่าเป็นกลไกยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันและมาตรฐานนโยบายของประเทศในระยะยาว
ในการหารือ เลขาธิการ OECD ระบุว่าไทยมีความคืบหน้ารวดเร็วในช่วงแรก รวมถึงการจัดทำเอกสารเบื้องต้น และขั้นต่อไปจะเข้าสู่ระยะการทำงานด้านเทคนิค โดยคณะกรรมการและคณะทำงานของ OECD จะดำเนินการทบทวนเชิงลึกเพื่อระบุนโยบายที่ยังมีช่องว่าง และแนวทางปรับปรุงให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากล พร้อมเชิญชวนให้ไทยเข้าร่วมการประชุม OECD Ministerial Council Meeting ในเดือนมิถุนายน ซึ่งจะมีประเด็นหลักเรื่อง "Industrial Policies To Support Open Markets" และคาดว่าจะส่งหนังสือเชิญอย่างเป็นทางการในเดือนกุมภาพันธ์
ฝ่ายไทยได้หารือเชิงปฏิบัติถึง "กลไกขับเคลื่อน" เพื่อเร่งความต่อเนื่องของงาน โดยเห็นว่าจำเป็นต้อง ยกระดับการประสานงานข้ามหน่วยงาน และอาจต้องเสริมกำลังคณะทำงานในกรุงปารีส ให้มีบทบาทติดตามงานอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเข้าร่วมคณะกรรมการสำคัญ สร้างความต่อเนื่องในการเจรจา และรายงานกลับส่วนกลางเพื่อเตรียมท่าทีและยุทธศาสตร์การดำเนินการในแต่ละคณะกรรมการ
เลขาธิการ OECD ให้ข้อสังเกตว่าแนวทางเร่งกระบวนการที่ได้ผล คือการมีหน่วยงานและทีมในปารีสทำหน้าที่ขับเคลื่อนและประสานอย่างต่อเนื่อง และเห็นว่า ระยะเวลา 3-5 ปี มีความเป็นไปได้ หากทั้งสองฝ่ายรักษาความคืบหน้าและทุ่มเททรัพยากรที่จำเป็น พร้อมยืนยันว่า OECD จะสนับสนุนกระบวนการในลักษณะหุ้นส่วน และยินดีช่วยแลกเปลี่ยนตัวอย่างที่ดี (Best Practices) เพื่อให้การเข้าเป็นสมาชิกเดินหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ
21. การหารือกับ Gates Foundation
รองนายกรัฐมนตรีฯ ได้พบหารือกัน Dr. Christopher J Elias ประธาน Global Development มูลนิธิ Gates Foundation เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางความร่วมมือด้านสาธารณสุขและการพัฒนา โดยฝ่ายไทยได้แจ้งการเป็นเจ้าภาพ IMF-World Bank Annual Meeting 2026 ณ กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ภายใต้แนวคิด “Thailand's New Horizons: Empowering People, Building Resilience” และเสนอให้พิจารณาจัดกิจกรรมล่วงหน้าก่อนการประชุม เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้และสามารถนำเสนอในเวทีนานาชาติ
ฝ่าย Gates Foundation ให้ข้อมูลการดำเนินงานในไทยและอาเซียน โดยสนับสนุน Asian institute of Technology (AIT) มากกว่า 12 ปี ในงานด้านน้ำและสุขาภิบาลและ Digital Public Infrastructure รวมถึงการสนับสนุนบทบาทของไทยในกรอบความร่วมมืออาเซียนด้าน การเตรียมความพร้อมภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขและเห็นว่าเวทีเดือนตุลาคมอาจใช้เป็นโอกาสเร่งการประสานงานในระดับภูมิภาค
นอกจากนี้ Dr. Elias ระบุว่า Gates Foundation มองระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทยสามารถถ่ายทอดบทเรียนไปสู่ประเทศอื่นได้ และแจ้งแผนเปิดสำนักงานขนาดเล็กในสิงคโปร์เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการทำงานในอาเซียน รวมถึงการเชื่อมความร่วมมือกับ เครือข่ายผู้ให้ทุน/มูลนิธิในภูมิภาค
การร่วมเวทีเสวนาในหัวข้อที่สำคัญ
นอกจากนี้ รองนายกรัฐมนตรีฯ ยังได้ร่วมเวทีเสวนา เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองในการสร้างการเติบโตที่ทั่วถึงและยั่งยืน หารือแนวทางยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และการเชื่อมโยงเศรษฐกิจในภูมิภาค พร้อมนำเสนอจุดแข็งของไทย โอกาสการลงทุนในด้านต่าง ๆ และประสบการณ์เชิงนโยบายที่สามารถขยายผลในระดับภูมิภาค ดังนี้
การประชุม Informal Gatherings of World Economic Leaders (IGWEL) ในหัวข้อ What's Ahead for the Global Economy - Boom, Bust or In-between? การประชุม Informal Gatherings of World Economic Leaders (IGWEL) หัวข้อ "What's Ahead for the Global Economy--Boom, Bust or In-between?" เป็นเวทีหารือเชิงยุทธศาสตร์ระดับผู้นำ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจโลกในปี 2569 ที่อยู่ในภาวะ "ระหว่างกลาง" กล่าวคือ แนวโน้มเศรษฐกิจโลกเริ่มทรงตัวและปรับเข้าสู่เสถียรภาพมากขึ้น แต่ยังขาดแรงส่งการฟื้นตัวในวงกว้าง ท่ามกลางความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง อาทิ ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้า การแตกตัวของระบบการค้าและห่วงโซ่อุปทานโลก ตลอดจนความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ในการนี้ รองนายกรัฐมนตรีฯ ได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อความท้าทายด้านเงินเฟ้อ ภาวะการเงิน และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในช่วงเปลี่ยนผ่าน พร้อมเน้นบทบาทของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในฐานะแรงขับเคลื่อนสำคัญของการลงทุนและการเติบโต โดยเห็นว่าแม้ AI มีศักยภาพยกระดับผลิตภาพในระยะยาว แต่การใช้ประโยชน์จำเป็นต้องดำเนินควบคู่กับการพัฒนาทักษะแรงงาน การลงทุนในนวัตกรรมและกรอบกำกับดูแลที่เหมาะสม เพื่อให้การเติบโตเป็นไปอย่างทั่วถึงและยั่งยืน
รองนายกรัฐมนตรีฯ ยังได้ย้ำว่า ภายใต้บริบทเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว แตกตัว และมีความไม่แน่นอนสูง “ความน่าเชื่อถือของนโยบาย เสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค และความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบาย” เป็นปัจจัยสำคัญยิ่งกว่ามาตรการกระตุ้นระยะสั้น และชี้ว่าความร่วมมือระหว่างประเทศ การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ และการเสริมสร้างความเข้มแข็งของสถาบัน จะเป็นรากฐานของการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว ทั้งนี้ ประเทศไทยพร้อมมีบทบาทเชิงสร้างสรรค์ในเวทีเศรษฐกิจโลก และยืนหยัดเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่น่าเชื่อถือ มีคุณภาพ และมีเสถียรภาพ เพื่อร่วมขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจโลก
22. การเสวนา Is ASEAN Moving Fast Enough?
รองนายกรัฐมนตรีฯ ได้กล่าวโดยสรุปว่าอนาคตการเติบโตของอาเซียนจะถูกกำหนดจาก “3 เมกะชิฟต์ (Megashifts)” ได้แก่ (1) ภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ (2) ปัญญาประดิษฐ์ AI) และ (3) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ/เศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งเป็นทั้งความท้าทายและโอกาสในการเร่งการเติบโตให้สูงขึ้นควบคู่กับความทั่วถึงในมิติภูมิรัฐศาสตร์ฯ รองนายกรัฐมนตรีฯ เห็นว่าแรงกดดันจากความแตกแยกของระบบโลกทำให้การกระจายฐานการผลิตเพิ่มขึ้น และอาเซียนมีโอกาสจากการถูกมองเป็นภูมิภาคที่เปิดกว้างและยึดกติกา โดยย้ำว่า “จุดแข็งของอาเซียนคือความเกื้อหนุนกัน ไม่ใช่การแข่งขันกันเอง” และต้องทำให้การลงทุนเชื่อมถึง SMEs เพื่อให้ประโยชน์กระจายสู่เศรษฐกิจฐานราก
สำหรับ AI รองนายกรัฐมนตรีฯ ระบุว่าโอกาสมีสูงแต่ต้องเร่ง “กติกาที่น่าเชื่อถือ-โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล-ทักษะคน” พร้อมผลักดัน ASEAN Digital Economy Framework Agreement (DEFA) ให้สรุปและขับเคลื่อนให้เกิดผลในปี 2569 ควบคู่การคุ้มครองประชาชนจากภัยไซเบอร์และการหลอกลวงออนไลน์ ขณะที่มิติสีเขียว เห็นว่าตลาดโลกยังเดินหน้า Net Zero ทำให้อาเซียนต้องเร่งโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว โดยเฉพาะการเชื่อมโยงพลังงาน (ASEAN Power Grid/LTMS) และออกแบบมาตรการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านโดยคำนึงถึงความครอบคลุมและความยืดหยุ่นต่อภัยพิบัติ
23. การประชุมเชิงยุทธศาสตร์ในหัวข้อ New Pathways for ASEAN Growth and Productivity
การประชุม "New Pathways for ASEAN Growth and Productivity" หารือระดับสูง ว่าด้วยแนวทางยกระดับการเติบโตและผลิตภาพ (Productivity) ของอาเซียน ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสำคัญของโลกทั้งด้านพลังงาน ดิจิทัล และการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม โดยสาระหลักของการหารือชี้ว่าการเติบโตระยะต่อไปของอาเซียนจำเป็นต้องขับเคลื่อนด้วยผลิตภาพและนวัตกรรมมากขึ้น ไม่ใช่การขยายตัวจากปัจจัยการผลิตแบบเดิม และต้องอาศัยการยกระดับทักษะแรงงาน ความสามารถด้านนวัตกรรมและการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในระดับภาคธุรกิจและระบบเศรษฐกิจ
ฝ่ายไทยได้สะท้อนประสบการณ์ของประเทศไทยว่าการเติบโตในอดีตอาศัยแรงงานและเงินลงทุนเป็นหลัก แต่ในระยะต่อไปต้องเร่งยกระดับผลิตภาพผ่านการยกระดับทักษะ (Upskill/Reskill) การลงทุนเทคโนโลยีและนวัตกรรม การสร้างแรงจูงใจที่ถูกต้อง และการจัดสรรทรัพยากรให้เคลื่อนสู่กิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง พร้อมย้ำศักยภาพของไทยในฐานะศูนย์กลางเชื่อมโยงของภูมิภาค (Connectivity/Logistics) โครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการลงทุน และสามารถเป็น “แพลตฟอร์ม” ให้เกิดความร่วมมือระดับด้านดิจิทัลและพลังงานสะอาด เพื่อยกระดับความสามารถการแข่งขันของอาเซียน
ประโยชน์และผลกระทบ
การเข้าร่วมประชุม World Economic Forum Annual Meeting 2026 ของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในครั้งนี้ เป็นการยกระดับบทบาทและภาพลักษณ์ของประเทศไทยบนเวทีผู้นำโลก เสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อศักยภาพและทิศทางนโยบายของพร้อมขยายเครือข่ายความร่วมมือกับองค์การระหว่างประเทศและภาคเอกชนชั้นนำ เพื่อสนับสนุนการลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูงการสร้างงานคุณภาพ และการพัฒนาทักษะแรงงานไทยให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจอนาคต ทั้งนี้ การหารือกับภาคเอกชนยังช่วยสะท้อนปัญหาและอุปสรรคด้านการลงทุนที่สำคัญ เช่น ปัญหาด้านพลังงานไฟฟ้าซึ่งกระทบต่อการลงทุนในกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ปัญหาด้านที่ดินกรณีทางสาธารณะ เป็นต้น
แต่งตั้ง
19. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เสนอแต่งตั้ง นางวัฒนาโสภี สุขสอาด ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านวิเคราะห์นโยบายและแผน (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนเชี่ยวชาญ) กองส่งเสริมและพัฒนากำลังคน สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์และแผนการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ตั้งแต่วันที่ 23 กันยายน 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ และรองนายกรัฐมนตรี (นายโสภณ ซารัมย์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
20. เรื่อง แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย (กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทยรวม 8 คน แทนประธานกรรมการและกรรมการอื่นฯ เดิมที่พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระและดำรงตำแหน่งครบวาระสามปี ดังนี้
1. นายบุญชอบ สุทธมนัสวงษ์ ประธานกรรมการ
2. นายกษาปณ์ เงินรวง กรรมการ
3. นายกานตพันธุ์ พิศาลสุขสกุล กรรมการ (ผู้แทนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม)
4. นายธีร์ ภวังคนันท์ กรรมการ
5. นายมณเฑียร อินทร์น้อย กรรมการ
6. นางสาววิลาวรรณ พยาน้อย กรรมการ (ผู้แทนกระทรวงการคลัง)
7. นายสมชวน รัตนมังคลานนท์ กรรมการ
8. นายสุเมธ สายทอง กรรมการ
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายสุชาติ ชมกลิ่น) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยเเล้ว
21. เรื่อง แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายการบริหารทุนหมุนเวียน (กระทรวงการคลัง)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการคลัง เสนอแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายการบริหารทุนหมุนเวียน จำนวน 3 คน เนื่องจากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมได้พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากมีอายุครบหกสิบห้าปีบริบูรณ์ และครบวาระการดำรงตำแหน่งสี่ปี ดังนี้
1. นายรุ่งโรจน์ แจ่มพิทยากรณ์ (ด้านกฎหมาย)
2. รองศาสตราจารย์ชโยดม สรรพศรี (ด้านเศรษฐศาสตร์)
3. นางสาวสุลักขณา ธรรมานุสติ (ด้านการบริหาร)
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
22. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) เสนอแต่งตั้ง นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน แทน นายจตุพร บุรุษพัฒน์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากขอลาออก ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม 2569 เป็นต้นไป และผู้ได้รับแต่งตั้งนั้นอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งแต่งตั้งไว้แล้ว ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
23. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (กระทรวงการคลัง)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการคลัง เสนอแต่งตั้ง นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ (ผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์) เป็นกรรมการในคณะกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร แทน นายพีรพันธ์ คอทอง (ผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์) กรรมการเดิมที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากขอลาออก ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม 2569 เป็นต้นไป และผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งแทนนี้ให้อยู่ในตำแหน่งตามวาระของผู้ซึ่งตนแทน ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) ได้พิจารณาเห็นชอบด้วยแล้ว
24. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กระทรวงอุตสาหกรรม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงอุตสาหกรรม เสนอแต่งตั้ง พลตำรวจโท อิทธิพล อิทธิสารรณชัย เป็นกรรมการในคณะกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย แทนกรรมการเดิมที่พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระเนื่องจากลาออก ทั้งนี้ ตั้งแต่ 27 มกราคม 2569 เป็นต้นไป โดยให้ผู้ได้รับแต่งตั้งนั้นอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งแต่งตั้งไว้แล้วนั้น ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายสุชาติ ชมกลิ่น) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
- 006
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี